ระบบ ERP มีประโยชน์อย่างไร กับ ธุรกิจค้าส่ง (Wholesale)

ต้องยอมรับเลยนะครับว่า ธุรกิจค้าส่งในปัจจุบัน หากไม่มี ระบบช่วยควบคุมการทำงาน ก็จะทำให้มีปัญหาการจัดการสินค้าคงคลัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหา สต๊อกบวม สินค้าหมดอายุ หรือขายดีเกินไปก็สินค้าขาด

ประโยชน์ของระบบ ERP สำหรับผู้ค้าส่ง

  • การจัดการต้นทุนสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ สต๊อกไม่ขาก ไม่บวม
  • การควบคุมทรัพยากรขององค์กรโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ข้อมูลจากทุกแผนก ตั้งแต่การจัดซื้อ คลังสินค้า และการขาย อยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้ข้อมูลเป็นจริง ไม่มีผิดพลาด
  • ข้อมูลที่ได้จากทุกแผนกเป็นแบบ Real Time ทำให้ผู้บริหารวิเคราะห์ และ ตัดสินใจเร็วขึ้น
  • ลดขยะผลิตภัณฑ์
  • ข้อมูลของลูกค้า และประวัติการซื้อของลูกค้า ทำให้สามารถทำการตลาด รู้จักความต้องการของลูกค้าชัดเจนขึ้น
  • สามารถต่อยอดข้อมูลของลูกค้ามาทำ บัตรสะสมแต้ม และระบบ Loyalty ได้

ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับแผนกต่างๆ

แผนกจัดซื้อ 

สิ่งที่มีประโยชน์มากของการใช้ระบบ ERP สำหรับผู้ค้าส่งก็คือ การจัดการกระบานการจัดซื้อ ดังนี้

  • การเตรียมการจัดซื้อ – ได้แก่การรับรู้ราคาและปริมาณ วันที่กำหนดจัดส่ง การเจรจาที่เกี่ยวข้องระหว่างผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ ระบบ ERP จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเทียบราคาระหว่างซัพพลายเออร์ได้ ทำให้เพิ่มความสามารถในการเจรจาต่อรองราคากับซัพพลายเออร์
  • การออก PO – เมื่อสามารถระบุชื่อซัพพลายเออร์ จำนวน และราคาได้แล้ว ระบบจะช่วยออก PO รวมถึงสามารถส่งต่อไปยังหัวหน้าเพื่อทำการอุมิติได้แบบ paperless
  • การรับสินค้า CGRV – ในขั้นตอนการรับสินค้า แผนกสโตร์จะสามารถเปิดดูรายการสั่งซื้อตาม PO และเลือกรับสินค้าได้ตมจริงเพื่อส่งข้อมูลต่อไปยังแผนกบัญชีที่ทำหน้าที่ชำระค่าสินค้า
  • การชำระค่าสินค้า – เมื่อแผนกสโตร์ทำการรับสินค้าแล้ว แผนกบัญชีจะทราบทันทีว่าได้รับสินค้าแล้วครบถ้วนหรือไม่ จากนั้นระบบเจ้าหนี้ (AP) จะเห็นว่ามียอดหนี้ที่จะต้องชำระเป็นจำวนเท่าใด เมื่อไหร่ และทำการชำระเงินตามที่ทางสโตร์แจ้งไว้

ระบบโลจิสติกส์

เมื่อสินค้าเข้าสู่คลังสินค้า แผนกที่ใช้ระบบ ERP ก็คือ แผนกสโตร์ ซึ่งจะทำหน้าที่บริหารจัดการสินค้าในคลัง ดังนี้

  • การจัดหมวดหมู่สินค้าคงคลัง – ระบบ ERP ช่วยให้การจัดการทำให้สินค้าคงคลังเป็นไปโดยอัตโนมัติตามมูลค่าและความเร็วของการหมุนเวียน ลองคิดภาพว่าคุณมีหมวดหมู่สินค้าอยู่สัก 500 รายการ การจัดหมวดหมู่ด้วยตนเองเป็นเรื่องยากที่จะจัดการได้ดีที่สุด ซึ่งการจัดการข้อมูลเดียวกันด้วยการใช้ระบบ ERP จะยุ่งยากน้อยกว่า
  • การวิเคราะห์เกี่ยวกับสินค้าคงคลัง – มีผู้ค้าส่งจำนวนมากไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มของความต้องการสินค้าได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเช็คได้จากข้อมูลที่ผ่านมาในระบบ ERP ที่มีการเก็บข้อมูลทางด้านการขาย ไม่ว่าจะเป็น การซื้อตามฤดูกาล สิ่งแวดล้อม สถานที่ หรือแม้กระทั้งความหลากหลายของเหตุกาณ์ทางเศรษฐกิจ ผู้ที่รู้จักใช้ข้อมูลที่ได้จากระบบ ERP จะสามารถคาดการณ์ถึงความต้องการสินค้าของลูกคาได้ดี ทำให้เกิดปัญหาสต๊อกค้าง หมดอายุ หรือสามารถแจ้งให้แผนกการตลาดทำการเร่งขายสินค้าค้างสต๊อกได้  
  • การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง – โดยธรรมชาติแล้ว ระบบ ERP จะตรวจสอบและวิเคราะห์กิจกรรมการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจึงช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสร้างและรักษาการตัดสินใจได้อย่างชัดเจน

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของระบบ ERP สำหรับธุรกิจค้าส่งก็คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของทั้งองค์กรให้กับผู้บริหาร เพราะไม่ว่ากระบวนการทางธุรกิจจะมุ่งเน้นไปที่ภาคการจัดจำหน่ายค้าส่งโดยเฉพาะต้องรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริหาร / ผู้ปฏิบัติงานไว้ตลอด สิ่งนี้ได้มาจากความชัดเจนที่สร้างขึ้นโดยความสามารถของระบบ ERP ในการระบุและแก้ไขปัญหาได้ดีก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา

การขายส่งเป็นหนึ่งในรากฐานของเศรษฐกิจการค้าในปัจจุบัน ซึ่งเป็ฯธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง หลายองค์กรจึงสนใจใช้ระบบ ERP มาช่วยควบคุม พัฒนา และเก็บข้อมูล แบบรวมศูนย์ต่างๆซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงกิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมดได้อย่างพร้อมอยู่ตลอดเวลา

7.1 Ci Header BACKoffice

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ระบบการขายปลีก – ขายส่งสินค้า (Retail & Wholesale Management System) – CiMSO SHOPkeeper

หากพูดถึงธรกิจค้าปลีก ในปัจจุบัน จะหมายถึงการ การขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย  โดยจะเป็นช่องทางการขายทั้งรูปแบบ “ออฟไลน์” (offline) กับ “ออนไลน์” (Online) ซึ่ง แจ๊ค หม่า เจ้าพ่อแห่ง Alibaba เรียกการค้าขายปลีกยุคใหม่นี้ว่า “New Retail”

ธุรกิจร้านค้าปลีก-ค่าส่ง แบบดั้งเดิม หรือที่เราเรียกว่าร้านโชวห่วย มักเป็นการบริหารจัดการแบบครอบครัว เรียบง่าย ไม่มีขั้นตอนหรือระบบในในการจัดการ  และไม่ได้ใช้ความรู้ในเรื่องการจัดเรียงสินค้าและการบริหารสินค้าเท่าที่ควร  ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้น

แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจร้านค้าปลีก-ค่าส่ง สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการทำการตลาด การขายสินค้า ทำให้ฐานลูกค้าขยายมากขึ้น เช่น ช่องทางการตลาดออนไลน์ ต่างๆ (website, facebook, LINE, Shopee, Lazada) การส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ขนส่งเอกชนต่างๆ Grab เป็นต้น ทำให้มีฐานลูกค้ามากขึ้น และเป็นโอกาสที่จะได้รายได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก-ค้าส่งในปัจจุบัน จะหักมาให้ความสนใจกับการสร้างฐานลูกค้า เพราะแน่นอนว่า ถ้าไม่มีฐานลูกค้า เราก็ไม่มีรายได้

ดังนั้น ทำอย่างไรธุรกิจค้าปลี-ค้าส่ง จึงจะสามารถเก็บฐานลูกค้าเดิม สร้างฐานลูกค้าใหม่ ให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ประทับใจ ขอในสต๊อกไม่ขาด พร้อมขายแต่ก็ไม่ใช่สต๊อกบวม?? ใช้ครับ เรากำลังพูดถึง ระบบหรือซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง กันครับ

ระบบหรือซอฟต์แวร์ สำหรับธุรกิจค้าปลีก – ค้าส่ง ขนาดใหญ่ควรมีคุณสมบัติดังนี้

  1. Inventory & Procurement software – STOCKmanager
  • การดูแลสินค้าคงคลัง (Inventory Monitoring) ควบคุมปริมาณ Stock สินค้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา Stock สินค้ามากเกินทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น และไม่ให้สินค้าขาด Stock
  • ข้อมูลผู้ผลิตสินค้า และ ซัพพลายเออร์
  • การจัดซื้อ (Procurement) สามารถระบุผู้จัดจำหน่ายหลักได้มากกว่า 1 แห่ง และกำหนดผู้จำหน่ายหลักของแต่ละสินค้าได้
  • กำหนดหน่วยนับ โดยระบุหน่วยนับใหญ่ และหน่วยนับย่อย
  • สามารถแสดงยอดคงเหลือ ตามคลังสินค้าได้
  1. Retail Point of Sale Software – SHOPkeeper
  • Touch Screen POS สะดวกและง่ายต่อการขาย พร้อมตัดสต๊อกทันทีเมื่อขาย
  • รองรับระบบ Touch Screen และ Barcode
  • ทำการขายสินค้าตัวเดียวกันได้หลายราคา เพื่อรองรับระบบสมาชิก
  • สามารถแก้ไขราคาขายสินค้า ณ จุดขายได้ (ตามสิทธิ์ที่กำหนด)
  • สามารถบันทึกข้อมูลพนักงานต้อนรับได้ เพื่อนำไปคำนวณค่าคอมมิชชั่น
  • สามารถทำการรับชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบภายใน Bill เดียวกัน
  • สามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ในระบบขายหน้าร้านและสามารถค้นหาข้อมูลเดิม จากชื่อ-นามสกุลลูกค้าได้
  • สามารถกำหนดรูปแบบของใบกำกับภาษีอย่างย่อได้เอง ทั้งหัวบิล และท้ายบิล เพื่อให้เหมาะสมกับองค์กร
  1. Loyalty & Membership management – CLUBmanager
  • การจัดการสมาชิกของลูกค้า
  • ระบบสะสมแต้ม
  • สามารถให้ส่วนลดแก่สมาชิก และทำการกำหนดราคาขายสำหรับสมาชิกได้
  • สามารถจำแนกสมาชิกได้หลากหลายรูปแบบ เช่น normal, platinum, diamond
  • อัปเดตสถานะสมาชิกอัตโนมัติพร้อมข้อ จำกัด สิทธิ์
  • รางวัลคะแนนความภักดีและระบบการจัดการการแลกรางวัล
  1. Customer Relations & Business Management Software – CLIENTmanager
  • สามารถใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อทำการสือสารกับลูกค้าผ่าน email, sms
  • การระบุลูกค้าและพนักงานด้วยบัตร RFID บาร์โค้ดหรือ Mag Strip การแสดงภาพภาพถ่ายหรือการสแกนลายนิ้วมือ
  • การจัดกำหนดการและการติดตามงานและการสื่อสารของพนักงาน
  • ความชอบของลูกค้าและประวัติการซื้อขายโดยละเอียด
  1. Accounting software – BACKoffice
  • สามารถกำหนดรูปแบบของใบกำกับภาษีอย่างย่อได้เอง ทั้งหัวบิล และท้ายบิล เพื่อให้เหมาะสมกับองค์กร
  • การออกใบสั่งซื้อ, ใบรับสินค้า กระมบสต๊อกสินค้าโดยอัตโนมัติ
  • บัญชีลูกหนี้-เจ้าหนี้
  • บัญชีเงินสด
  • สามารถตั้งงบประมาณทางการเงินตามบัญชีแยกประเภทแผนก
  1. Report
  • รายงานเพื่อช่วยให้วิเคราะห์การขายได้ หลากหลายรูปแบบ เช่น สินค้าขายดี, รายงานสินค้าคงเหลือ
  • รายงานเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ กำไร – ขาดทุน ของกิจการ
  • รายงานทางบัญชี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย, งบทดลอง, งบการเงิน เป็นต้น
  • รายงานที่เกี่ยวข้องกับการทำการตลาด เช่น รายงานสินค้าที่ขายดีต่อกลุ่มสมาชิก เป็นต้น
  1. Functions อื่นๆ
  • สามารถเรียกดูการเข้าใช้งาน ของผู้ใช้งานในแต่ละ Function ได้ โดยเลือกได้ตามผู้ใช้งาน, วันที่
  • สามารถสร้าง voucher ทำบัตรส่วนลดหรือบัตรกำนันสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย
  • สามารถทำ API เชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์ต่างๆ (มีค่าพัฒนา) หากลูกค้าเน้นการขายผ่าน Online Channel

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับระบบหรือซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง คิดไม่ถึงใช่ไหครับว่าจริงๆแล้ว มีฟังก์ชั่นที่จำเป็นสำหรับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันหลายตัวเลย ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กล่าวคือ ตั้งแต่การจัดซื้อสินค้า รับสินค้าเข้าสต๊อก การจัดการสินค้าคงคลัง การขายหน้าร้าน การส่งสินค้า รวมถึงการทำบัญชีต่างๆ หากท่านผู้อ่านสนใจ ผมแนะนำ CiMSO – Hospitality & Business Software ที่มีฟังกชั่นครบทั้งหมดที่กล่าวมา แถมระบบเป็นรูปแบบจิ๊กซอร์ คือ fully integrate จ่ายเท่าที่เลือกใช้เท่านั้น สนใจสอบถามข้อมึลเพิ่มเติม ติดต่อ 02-3924186 หรือ cimso@aecenlist.com

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com