Thai Limited Company Quick Facts

A Limited Company is the most popular form of business structures in Thailand because…

  • The liability of the shareholders are limited to any amount left unpaid on their shares
  • There is a separation between owners and management

Section 1096 of the Thai CCC (Civil and Commercial Code) mentioned that “A limited company is that kind of which is formed with a capital divided into equal shares, and the liability of the shareholders is limited to the amount, if any, unpaid on the shares respectively held by them.

The incorporation of a Private Limited Company requires:

  • A minimum of  3 shareholders
  • At least 1 director
  • An auditor
  • A memorandum of association
  • A statutory meeting
  • Registration of the incorporation papers

Remark: Unrestricted in the activities compared to majority foreign owned companies where Foreign Business License may have to be applied for 51% of share or more must be held by a Thai national or entity, if the nature of business is restricted or prohibited by Foreigner Business Act.

They must also follow accounting procedures specified in the Civil and Commercial code, the Revenue Code and the Accounts Act. A balance sheet must be prepared once a year and filed with the Department of Revenue and Commercial Registration. In addition, companies are required to withhold income tax from the salary of all regular employees.

Banner-Jarrett-Lloyd

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

กฎหมายน่ารู้ : การไปเป็น พยานที่ศาล จะต้องทำอย่างไร

ประเทศไทยไม่มีองค์กรสำหรับพิจารณาข้อเท็จจริงโดยเฉพาะที่เรียกกันว่า ระบบลูกขุน การค้นหาข้อเท็จจริงในการปรับปรุงบทกฎหมายมาใช้บังคับเรายังใช้ระบบกล่าวหา คือ มีการชำระคดีแบบมีโจทก์จำเลย ผู้ชำระความจะต้องตั้งตนเป็นคนกลางคอยดูแลให้ทั้งสองฝ่ายนำพยานมาพิสูจน์ดังนั้น การที่ท่านเกิดต้องไปเป็นพยานที่ศาลเพื่อเบิกความพิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งคดี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรจะได้รับทราบเพื่อจะได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ถาม เมื่อใดจะถูกเรียกไปเป็นพยานที่ศาล

ตอบ ปกติการที่จะอ้างใครเป็นพยานจะต้องกำหนดไว้ ตัวโจทก์หรือจำเลยเองก็อ้างตัวเองเป็นพยานได้ นอกจากนี้อาจจะอ้างบุคคลอื่นที่รู้เห็นเหตุการณ์ที่พิพาทเกิดขึ้นก็ไปทาบทามไว้ก่อนว่าขอให้ไปเป็นพยานเพราะถ้าคุณเห็นเหตุการณ์และตกปากลงคำก็ไม่มีปัญหา พยานเช่นนี้ก็จะไปพบกันที่ศาล แต่ถ้าเกิดผู้ที่จะถูกอ้างเป็นพยานไม่เต็มอกเต็มใจหรือปฏิเสธ ฝ่ายที่อ้างก็จะต้องขออำนาจศาลโดยขอให้ศาลมีหมายเรียก ศาลก็จะออกหมายเรียกหรือมีคำสั่งให้ผู้นั้นไปศาล ตามที่วันเวลาที่ขอให้ไป เช่นนี้เป็นประสบการณ์บังคับเพราะการที่พยานขัดขืนหมายศาลไม่ไป โดยไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ก็มีความผิดถึงจำคุกได้

ถาม พยานนำกับพยานหมายต่างกันอย่างไร

ตอบ พยานนำก็คือ คู่ความที่อ้างพยานสามารถนำพยานนั้นมาศาลด้วยตนเองด้วยความสมัครใจของพยานที่จะมาศาล ส่วนพยานหมายคือ คู่ความฝ่ายที่อ้างต้องขอให้ศาลหมายเรียกพยานมาเพื่อเบิกความเพราะไม่อาจนำมาศาลด้วยตนเองได้ พยานหมายนี้ศาลจะต้องออกหมายเรียกไปให้พยานรู้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันและพยานหมายมีสิทธิได้รับค่าพาหนะและค่าป่วยการโดยเฉพาะในคดีแพ่งแต่พยานนำไม่ได้

ถาม โจทก์จำเลยอ้างพยานแล้วโดยยื่นบัญชีระบุพยานไว้และบอกกล่าวเล่าขานให้พยานได้ทราบ อยากทราบรายละเอียดสำหรับพยานหมายซึ่งได้รับหมายของศาลจะต้องมีการเตรียมตัว เตรียมอะไรบ้าง

ตอบ เมื่อพยานหรือบุคคลซึ่งได้รับหมายของศาลหรือที่เราเรียกว่า พยานหมาย หมายของศาลก็จะเป็นแผ่นกระดาษมีข้อความระบุไว้ว่าเป็นหมายเรียกพยานนั่นเอง เมื่อพยานได้รับมาแล้วก็ต้องตรวจดูว่าข้อความในหมายนั้นมีอย่างไร และเป็นหมายเรียกของศาลไหน ระบุให้ไปศาลไหน ใครเป็นโจทก์จำเลย และประการสำคัญโจทก์หรือจำเลยที่เป็นฝ่ายอ้างเราไปเป็นพยาน

ถาม หากพยานที่ศาลหมายเรียกไปเกิดมีเหตุขัดข้องไปไม่ได้จะต้องทำอย่างไร

ตอบ พยานที่ศาลหมายเรียกไปและมาไม่ได้ก็ควรจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลทราบก่อนวันนัด เพราะเหตุใดไปศาลไม่ได้ เช่น ป่วย ติดราชการถ้าจะให้ดีก็ควรจะมีใบรับรองแพทย์ หรือหนังสือรับรองของผู้บังคับบัญชาแนบไป ถ้าไม่ไปศาลหรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง หากพยานปากนั้นเป็นพยานสำคัญในคดีหรือถ้อยคำเบิกความของท่านเป็นข้อสำคัญในคดี ศาลจะออกหมายจับและสั่งกักขังไว้จนกว่าจะเบิกความหรือปฏิบัติตามหมายเรียกได้

ถาม เมื่อไปถึงศาลแล้วจากประสบการณ์ที่เพื่อนเล่าให้ฟังบางทีก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรบ้าง อยากขอคำแนะนำ

ตอบ ก็เกิดขึ้นบ่อยเสมอเมื่อพยานไปถึงศาลแล้วก็ควรจะนำหมายเรียกไปสอบถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของศาลเพื่อจะหาห้องพิจารณาและทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้แจ้งให้ทราบว่าพยานมาแล้ว สำหรับการเบิกความพยานคนใดจะเข้าเบิกความก่อนหรือหลังก็แล้วแต่ว่าคู่ความที่อ้างจะนำสืบ ข้อสำคัญคือ พยานที่ยังไม่ถึงคราวจะต้องเบิกความก็จะต้องนั่งรออยู่นอกห้องพิจารณาก่อนตามที่เจ้าหน้าที่ศาลกำหนด

ถาม มีหรือไม่ที่พยานเป็นบุคลที่กฎหมายระบุว่าไม่ต้องไปศาลก็ได้

ตอบ มีค่ะ ที่พยานไม่จำต้องไปศาลตามกฎหมาย คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระราชินี พระยุพราช หรือ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา ไม่ว่าในกรณีใดๆ เช่น ทูต เอกอัครราชทูตนั้นไม่มาก็ได้แต่มิใช่กฎหมายภายใน เป็นเรื่องหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นจารีตประเพณีซึ่งทุกชาติจะปฏิบัติให้เกียรติต่อกัน

ถาม มีบุคคลจำพวกใดบ้างที่จะรับยกเว้นไม่ต้องเบิกความหรือตอบคำถามแม้จะเป็นพยาน

ตอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 115 ก็คือพระภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา แม้จะมาเป็นพยานให้ก็จะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใด ๆ ก็ได้

ถาม พยานทุกคนจะต้องสาบานตนเสมอไปหรือไม่ มีบุคคลที่ได้รับยกเว้นบ้างหรือเปล่าว่าไม่ต้องสาบาน

ตอบ ก่อนเบิกความปกติพยานจะต้องปฏิญาณหรือสาบานตนตามลัทธิศาสนาของตน แต่บุคคลดังต่อไปนี้ไม่ต้องสาบานหรือปฏิญาณคือ

  1. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี หรือหย่อนความรู้สึกผิดชอบ
  2. ภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา
  3. บุคคลที่คู่ความตกลงกันว่าไม่ต้องปฏิญาณหรือสาบานตนพยานที่ขัดขืนคำสั่งศาลโดยไม่ยอมปฏิญาณหรือสาบานตนก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

ถาม ในกรณีที่พยานให้การไปแล้วโดยไม่สาบานหรือปฏิญาณตนจะมีทางแก้ไขหรือไม่

ตอบ ก็ต้องดูว่าหากพบว่าไม่มีการสาบานหรือปฏิญาณตนขณะที่พยานเบิกความยังไม่จบก็ให้พยานสาบานหรือปฏิญาณเสียก่อนแล้วจึงค่อยเบิกความต่อไปจนจบ แต่หากเบิกความจนจบแล้ว เช่นนี้ก็ถือว่าคำพยานนั้นรับฟังไม่ได้

ถาม มีผู้สงสัยถามมาว่า ทำไมพยานต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนเบิกความ มีความจำเป็นอย่างใด

ตอบ ก็เพราะกฎหมายบัญญัติโดยมุ่งหวังที่จะไม่ให้พยานกล่าวคำเท็จต่อศาลมิใช่ใครจะมาฟ้องร้องโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ใส่ตนหรือทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น การให้พยานต้องเบิกความตามความสัตย์จริง หากพยานเบิกความเท็จก็มีบทกฎหมายลงโทษไว้ดังเช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 77 ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีก็มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถาม เมื่อพยานปฏิญาณและสาบานตนแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป

ตอบ ศาลก็จะสอบถามเกี่ยวกับชื่อ อายุ ที่อยู่และความเกี่ยวพันระหว่างพยานกับคู่ความ ต่อจากนั้นคู่ความหรือทนายความฝ่ายที่อ้างพยานมาศาลก็จะซักถามเรื่องราวจากพยาน เมื่อฝ่ายที่อ้างพยานมาถามเสร็จคู่ความหรือทนายอีกฝ่ายก็จะถามค้านพยาน เสร็จแล้วฝ่ายที่อ้างพยานมาก็จะถามติงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเบิกความเสร็จแล้วศาลก็จะอ่านคำพยานที่บันทึกให้ฟังและให้พยานลงชื่อรับรองไว้ว่าถูกต้อง หากมีส่วนใดไม่ถูกต้องพยานต้องทักท้วงให้แก้ไขหลังจากนั้นพยานก็หมดหน้าที่ของตน พยานที่ศาลหมายเรียกในคดีแพ่งจะได้รับค่าป่วยการและค่าพาหนะตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยศาลจะสั่งให้ฝ่ายที่อ้างพยานเป็นผู้จ่าย

ถาม การเป็นพยานนี้จะต้องตอบคำถามของทนายความเสมอไปหรือไม่

ตอบ ไม่เสมอไป เพราะหากคำถามนั้นไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ขอยกตัวอย่าง

  1. คำถามที่ไม่เกี่ยวกับประเด็น เช่น ฟ้องเรื่องการกู้ยืมเงินจะถูกถามเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ชื่อภรรยา ชื่อสามี เช่นนี้ก็ไม่ต้องตอบ
  2. คำถามที่ทำให้พยานหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกต้องรับโทษทางอาญา
  3. คำถามที่เป็นการหมิ่นประมาทพยาน เว้นแต่ข้อนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นพิพาทที่โต้เถียงกันแย้งกัน
  4. ความลับในราชการ  ความลับจากลูกความที่ทราบมาเนื่องจากอาชีพ หรืออาชีพทนายความ วิธีการแบบแผน หรือการงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ให้เปิดเผย โดยสรุปก็คือ เอกสิทธิ์โดยข้อความ

ขอบคุณข้อมูลจากผู้เขียน นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา (ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง)

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com