หลักการบัญชีคู่ (Double Entry Accounting)

เมื่อคุณมีระบบจัดการร้านค้าหรือระบบจัดการธุรกิจของคุณในส่วนหน้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็น PoS สำหรับร้านอาหาร (RESTauranteur) ระบบจัดการสนามกอล์ฟ (GOLFmanager) หรือแม้กระทั่ง ระบบจัดการโรงแรม (INNKeeper) ระบบสปา (SPAscheduler) ระบบจัดการอีเวนท์ (EVENTmanager) เป็นต้น แน่นอนว่าคุณสามารถรับรู้ว่าคุณมีรายได้เท่าใดต่อวัน จากรายงาน (Daily Transaction) จากเครื่อง PoS หากองค์กรณืของคุณยังสามารถรับรู้รายได้รายจ่ายได้อย่างคร่าวๆ โดยมีคุณเป็นผู้บริหารจัดการเพียงคนเดียว คุณก็อาจจะยังไม่ใส่ใจกับการบันทึกบัญชีมากนัก

แต่เมื่อองค์กรของคุณใหญ่ขึ้น คุณจะมีทางเข้าออกของรายได้หลายช่องทาง เช่น ธุรกิจ Golf Club ส่วนมาก็จะมีตั้งแต่ โรงแรม สนามกอล์ฟ ร้านอาหารและสปา เป็นต้น ระบบบัญชี (BACKoffice) และการลงบัญชีคู่จะเข้ามามีบทบาทกับคุณมากขึ้น ซึ่งผู้ใช้ระบบ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการหรือแผนกบัญชีควรที่จะมีความเข้าใจหลักการบัญชีเบื้องต้น  

หลักการบัญชีที่เป็นที่ยอมรับและใช้บันทึกรายการกันแพร่หลายที่สุดในประเทศ คือ หลักการบัญชีคู่  (Double Entry Accounting) เพื่อป้องกันปัญหาในการรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางบัญชี และการจัดทำงบการเงิน ซึ่งระบบ CiMSO ERP – BACKoffice ก็รองรับการลงบันทึกบัญชีแบบ “หลักการบัญชีคู่  (Double Entry Accounting)” เช่นเดียวกันครับ

ระบบบัญชีคู่ เป็นวิธีการที่ใช้ปฏิบัติในการลงบัญชีต่างๆ ประกอบด้วย รายการในสมุดรายวันทั่วไป รายการในสมุดบัญชีแยกประเภท ตลอดจนเอกสารหลักฐาน การบันทึกเหล่านี้มีวัตถุประสงค์ในการเสนอรายงานทางการเงินได้อย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

โดยหลักการบัญชีคู่ คือ เมื่อมีรายการค้าเกิดขึ้นทุกรายการต้องนำมาบันทึกบัญชีสองด้านเสมอ คือ ด้านเดบิตและด้านเครดิตด้วยจำนวนเงินเท่ากันทั้งสองด้าน แต่จำนวนบัญชีที่ลงนั้นไม่จำเป็นต้องเท่ากัน กล่าวคือ อาจเป็นการเดบิตหนึ่งบัญชี และ เครดิตมากกว่าหนึ่งบัญชีก็ได้ แต่ข้อสำคัญ การบันทึกรายการค้าทุกรายการ จำนวนเงินที่เดบิตทุกบัญชีรวมกันต้องเท่ากับจำนวนเงินที่เครดิตบัญชีทุกบัญชีรวมกัน

การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี มีดังต่อไปนี้

  1. หมวดบัญชีสินทรัพย์ รายการค้าใดที่มีผลทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต ส่วนรายการค้าใดที่มีผลทำให้สินทรัพย์ลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต
  2. หมวดบัญชีหนี้สิน รายการค้าใดที่มีผลทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต ส่วนรายการค้าใดที่มีผลทำให้หนี้สินลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  3. หมวดบัญชีทุน รายการค้าใดที่มีผลทำให้ทุนเพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่มีผลทำให้ทุนลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  4. หมวดบัญชีรายได้ ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีด้านเครดิต ถ้ารายได้ลดลงจะบันทึกบัญชี ทางด้านเดบิต
  5. หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะบันทึกทางด้านเดบิตถ้าค่าใช้จ่ายลดลงจะบันทึกทางด้านเครดิต

การลงบัญชีนอกจากจะทำให้ทราบถึงกำไรขาดทุนของธุรกิจแล้ว ยังเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามกฎหมายทั้งในแง่ของการยื่นแบบต่อกรมสรรพากรและระเบียบต่างๆ ที่ต้องจัดทำเมื่อดำเนินธุรกิจอีกด้วย ดังนั้นผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ จึงควรศึกษาความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการบัญชีเพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

และด้วยระบบ CiMSO ERP Software ผู้ใช้สามารถตั้งค่าการบันทึกบัญชีสำหรับทุกช่องทางของรายได้ที่เข้าองค์กร และทุกช่องทางของรายจ่ายที่ออกจากองค์กร ทำให้ผู้บริหารหรือแผนกบัญชีสามารถทราบ ยอดกำไรขาดทุนได้อย่างเรียลไทม์ด้วยครับ

หากคุณต้องการที่ปรึกษาระบบ ERP และระบบ ERP สำหรับธุรกิจ Hospitality (สนามกอล์ฟ ที่พัก อีเวนท์ ร้านอาหาร ครัวกลาง สปา และกิจกรรมอื่น) สามารถติดต่อ CiMSO ERP Software เพื่อทำ short demo (free, via online) ได้ที่ 02-3924186 หรือ cimso@aecenlist.com  

7.1-Ci-Header-BACKoffice_CiMSO

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

การขออนุญาตใช้ เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Point Of Sale – PoS)

บทความที่แล้ว เราพูดถึง ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ABB Tax Invoice) กันไปแล้วนะครับ บทความนี้ จะพูดถึง ขั้นตอน วิธีการขออนุญาตใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Point Of Sale – PoS) กันครับ

เครื่องบันทึกการเก็บเงิน หรือ PoS เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ช่วยให้ความสะดวกและประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในการเก็บเงินจากลูกค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะปลีก หรือให้บริการในลักษณะรายย่อยแก่คนเป็นจำนวนมาก เช่น ร้านค้าปลีก ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม สนามกอล์ฟ ร้านขายยา สปา ร้านขายเสื้อผ้า เป็นต้น ระบบ PoS นอกจากจะช่วยผู้ประกอบการในเรื่องการขายแล้ว ระบบ PoS ที่เชื่อมต่อกับระบบคลังสินค้าจะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการ สต๊อกสินค้า และการจัดซื้อจัดหาสินค้า ไว้มีพร้อมขายให้กับลูกค้าอีกด้วย

สิ่งสำคัญสำหรับ ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้เรื่อง PoS สำหรับการขาย ก็คือ หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค้าเพิ่ม คุณจะต้อง ยื่นคำขออนุญาตใช้เครื่องบันทุกการเก็บเงินต่อสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เสียก่อน จึงจะะสามารถใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (POS) ได้ มิฉะนั้นจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำและปรับ (ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมุลค่าเพิ่ม สามารถใช้เครื่อง PoS ได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาต)

การยื่น คำขออนุมัติให้ยื่นตามแบบคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Point Of Sale – PoS)

1. ออกแบบและจัดวางเครื่อง PoS หรือ เครื่องบันทึกเงินสด หรือ เครื่องบันทึกการเก็บเงิน หรือ cashier ให้ตรงกับการใช้งานจริง

2. เตรียมเอกสารเพื่อยื่นคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Point Of Sale – PoS)

เอกสารประกอบการยื่นคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Point Of Sale – PoS)

  • แบบคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน ภ.พ.06 ดาวน์โหลด
  • แบบแจ้งการจัดทำและการจัดเก็บเอกสารหลักฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ภ.อ.11 ดาวน์โหลด
  • รายละเอียดประเภทของเครื่องบันทึกการเก็บเงินระบุ รายละเอียดรุ่น ยี่ห้อ หมายเลขประจำเครื่อง (Serial Number) และจำนวนเครื่องบันทึกการเก็บเงินที่ขออนุมัติ
  • แผนผังแสดงตำแหน่งการวางเครื่องบันทึกการเก็บเงิน
  • ในกรณีที่มีการต่อเชื่อมเครื่องบันทึกการเก็บเงินเข้ากับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น รวมถึงอุปกรณ์เครือข่าย ให้แสดงแผนผังระบบการต่อเชื่อมดังกล่าวด้วย
  • รายละเอียดระบบรักษาความปลอดภัย
  • ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อและตัวอย่างรายงานยอดขายที่ออกจากตัวเครื่อง ตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร
  • ตัวอย่างรายงานการขายสินค้าหรือ การให้บริการประจำวันที่ออกด้วยเครื่องบันทึกการเก็บเงิน
  • ตัวอย่างใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 แห่งประมวลรัษฎากร และใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร จากเครื่องบันทึกการเก็บเงินเครื่องเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม สรรพากรอาจเรียกข้อมุลและขอเอกสารเพิ่มเติมจากทางผู้ประกอบการ นะครับ

3. ยื่นเอกสารต่อกรมสรรพากรในท้องที่ที่กิจการตั้งอยู่ (ในกรณีที่บริษัทมีหลายสาขา ให้ยื่นเอกสารต่อกรมสรรพากรในท้องที่ที่กิจการตั้งอยู่) เมื่อยื่นเอกสารครบแล้ว ทางสรรพากรจะพิจารณา ส่งผลและรหัสประจำเครื่องบันทึกการเก็บเงินมาให้ 1 เครื่อง 1 รหัส หากธุรกิจมีหลายสาขา หลายเครื่อง ก็ให้ยื่นขออนุมัติแยกไปตามจำนวนเครื่อง

4. ติดตั้งเลขรหัสประจำเครื่องลัแถบสติ๊กเกอร์ประจำเครื่องบันทึกเงินสด

เมื่อได้เลขรหัสประจำเครื่องบันทึกเงินสดมาแล้ว ให้ระบุเลขรหัสไว้ในจุดต่างๆ ของเอกสารใบกำกับภาษีหรือรายงานอื่นๆ ตามที่กรมสรรพากรกำหนด จากนั้นแจ้งสรรพากรเพื่อมาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะเข้ามาตรวจสอบและติดแถบสติ๊กเกอร์ประจำเครื่องบันทึกเงินสด

ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้เครื่องบันทึกเงินสด

  • จะต้องมีสำเนาใบกำกับภาษี ควบคู่ไปกับการออกใบกำกับภาษีเสมอ
  • ในใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ออกให้ลูกค้า จะต้องมีการระบุคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV(ABB)” หรือ “TAX INVOICE(ABB)”
  • จะต้องระบุรหัสเครื่องบันทึกเงินสดที่ได้จากกรมสรรพากรในใบกำกับภาษีอย่างย่อ สำเนาใบกำกับภาษี และในกระดาษต่อเนื่อง
  • เครื่องบันทึกเงินสดจะต้องสามารถออกรายงานสรุปประจำวัน (daily transaction) ได้
  • สำหรับร้านที่มีรายการสินค้าจำนวนมาก และต้องการใช้ “รหัส” แทนสินค้าและบริการนั้นๆ ให้ทำรายการรหัสสินค้าและบริการพร้อมคำอธิบายให้เสร็จก่อนวันเริ่มใช้งานเครื่อง และเก็บข้อมูลนั้นไว้ที่ร้าน
  • ในกรณีที่แถบสติ๊กเกอร์รหัสประจำเครื่องบันทึกเงินสดเสียหาย ให้รีบแจ้งต่อกรมสรรพากรในทันที
  • จะต้องเก็บกระดาษต่อเนื่องที่ระบุรายงานการขายไว้เป็นระยะเวลา 5 ปี โดย 2 ปีแรกเก็บในรูปแบบกระดาษ และหลังจากนั่นสามารถเก็บในรูปแบบข้อมูลที่บันทึกในสื่ออื่นๆ ได้
  • ห้ามเคลื่อนย้าย ทำลาย ขายต่อ หรือใช้เครื่องบันทึกเงินสดที่ไม่เป็นไปตามที่ได้แจ้งไว้กับกรมสรรพากรตั้งแต่แรก หากจะเปลี่ยนแปลงใดๆ จะต้องยื่น ภ.พ.1 ให้กรมสรรพากรล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันก่อนดำเนินการ
  • ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ไม่สามารถนำไปคิดเป็นภาษีซื้อได้ ดังนั้นลูกค้าบางรายอาจต้องการใบกำกับภาษีฉบับเต็ม ผู้ประกอบการมีหน้าที่ในการออกใบกำกับภาษีฉบับเต็มเมื่อลูกค้าร้องขอทุกครั้ง

หากคุณต้องการที่ปรึกษาระบบ ERP และระบบ ERP สำหรับธุรกิจ Hospitality (สนามกอล์ฟ ที่พัก อีเวนท์ ร้านอาหาร ครัวกลาง สปา และกิจกรรมอื่น) สามารถติดต่อ CiMSO ERP Software เพื่อทำ short demo (free, via online) ได้ที่ 02-3924186 หรือ cimso@aecenlist.com  

5.2-Ci-Header-GOLFmanager-c

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

มารู้จัก ใบกำกับภาษีอย่างย่อ กัน

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice หรือ Abbreviated Tax Invoice – ABB) คือ เอกสารหลักฐานสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำและออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้าหรือบริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในแต่ละครั้ง

ใบกำกับภาษีมีหลายประเภท เช่น ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ (มาตรา 86/4), ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (มาตรา 86/6) ใบเพิ่มหนี้ (มาตรา 86/9) ใบลดหนี้ (มาตรา 86/10) เป็นต้น บทความนี้จะพูดถึงใบกำกับภาษีอย่างย่อเท่านั้น

ใครเป็นผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ?

ผู้มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ได้แก่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก โดยจะต้องมีลักษณะดังนี้

  1. เป็นการขายสินค้าที่ผู้ขายทราบโดยชัดแจ้งว่าเป็นการขายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงและได้ขายในปริมาณซึ่งตามปกติวิสัยของผู้บริโภคนั้นจะนำสินค้าไปใช้บริโภค หรือใช้สอยโดยมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปขายต่อไป เช่น การขายสินค้าของกิจการแผงลอย กิจการขายของชำ กิจการขายยา กิจการจำหน่ายน้ำมัน และกิจการห้างสรรพสินค้า ทั้งนี้ เฉพาะในการขายสินค้าที่เป็นไปตามลักษณะและหรือเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น
  2. การให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่บุคคลจำนวนมาก เช่น การให้บริการของ*กิจการภัตตาคาร กิจการโรงแรม กิจการซ่อมแซมทุกชนิด กิจการโรงภาพยนตร์ และกิจการสถานบริการน้ำมัน เป็นต้น

*กิจการภัตตาคาร ได้แก่ กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใดๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม ทั้งงนี้ ไม่ว่าในหรือนอกสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

การเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อนั้น หากเข้าลักษณะเป็นกิจการค้าปลีกแล้ว มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้เลยโดยไม่ต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากร

รายการที่ต้องมีในใบกำกับภาษีอย่างย่อ

เครดิตข้อมูลและภาพ: กรมสรรพากร

  1. มีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ”
  2. ชื่อ/ชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี
  3. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
  4. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
  5. ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่า ได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว
  6. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

อย่างไรก็ตาม ใบกำกับภาษีอย่างย่อ  จะไม่สามารถนำไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อนำส่ง ภ.พ.30 ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ จะต้องจัดทำ ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป พร้อมทั้งสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการทุกครั้งที่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเรียกร้อง พร้อมทั้งส่งมอบใบกำกับภาษีดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

การออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ไม่ได้อยู่ในบังคับที่จะต้องใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน/เครื่องเก็บเงิน แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการที่ที่ต้องการใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ จะต้องยื่นคำขออนุมัติให้ใช้เครื่องเก็บเงินต่ออธิบดีกรมกรรพากรผ่านสรรพากรพื้นที่ในเขตท้องที่ที่สถานประกอบการที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่

ระบบ CiMSO – Hospitality & Business ERP นอกจากมีระบบหน้าบ้านที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็น INNKeeper GOLFmanager RESTaurateur EVENTmanager SPAscheduler แล้ว ระบบของเราจะเชื่อมต่อไปยังการจัดการทางด้านบัญชีการเงินที่เรียกว่า ระบบ BACKoffice ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างเป็นระบบระเบียบ   

หากคุณต้องการที่ปรึกษาระบบ ERP และระบบ ERP สำหรับธุรกิจ Hospitality (สนามกอล์ฟ ที่พัก อีเวนท์ ร้านอาหาร ครัวกลาง สปา และกิจกรรมอื่น) สามารถติดต่อ CiMSO ERP Software เพื่อทำ short demo (free, via online) ได้ที่ 02-3924186 หรือ cimso@aecenlist.com  

 

 

7.1-Ci-Header-BACKoffice_CiMSO

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คืออะไรนะ

หากเราเป็นผู้ประกอบการ (บุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคล) ที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (“ผู้ประกอบการจดทะเบียน”) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มายรับเกิน 1.8 ล้านต่อปี เมื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็มีหน้าที่ที่จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ และจัดทำรายงาน รวมถึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีมุลค่าเพิ่ม จะเห็นได้ว่า “ใบกำกับภาษี (Tax Invoice)” เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น จึงควรที่จะเข้าใจการจัดทำใบกำกับภาษี เพื่อที่จะปฏิบัติได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คืออะไร?

ใบกำกับภาษี หรือ Tax Invoice คือ  เอกสารหลักฐานสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำและออกให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือบริการ เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการในแต่ละครั้ง

จะต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อใด?

ในการออกใบกำกับภาษี เราจะต้องทราบและรู้จักคำว่า Tax Point หรือ จุดรับรู้ภาษีมูลค่าเพิ่ม  นะครับ ไม่ใช่ว่าเราอยากจะออกใบกำกับภาษีเมื่อใดก็ออกได้นะครับ กฏหมายภาษีอากรกำหนดจุดรับรู้ภาษี (Tax Point) โดยจำแนกจากกำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ดังนี้

  • กรณีขายสินค้า = ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าในทันทีที่มีการส่งมอบสินค้า
  • กรณีให้บริการ = ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการในทันที่ที่ ได้รับชำระค่าบริการ

ใบกำกับภาษีมีหลายประเภท เช่น ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ (มาตรา 86/4), ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (มาตรา 86/6) ใบเพิ่มหนี้ (มาตรา 86/9) ใบลดหนี้ (มาตรา 86/10) เป็นต้น บทความนี้จะพูดถึงใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบเท่านั้น

ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ

ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ จะต้องมีรายละเอียดที่ครบถ้วนตามข้อความสำคัญในใบกำกับภาษี (ม. 86/4) ซึ่งประกอบไปด้วย 7 ส่วน ดังนี้

  1. มีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
  2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี
  3. ชื่อ ที่อยุ่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
  5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
  6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
  7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

เครดิตข้อมูลและภาพ: กรมสรรพากร

วิธีในการจัดทำใบกับกับภาษีแบบเต็มรูป

  1. รายการในใบกำกับภาษีให้ทำเป็นภาษาไทย หรือจัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษในฉบับเดียวกันก็ได้ ถ้าจะทำเป็นภาษาต่างประเทศอื่นต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากร
  2. หน่วยเงินตราในใบกำกับภาษีต้องเป็นหน่วยเงินตราไทย และใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิค ถ้าจะจัดทำเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากร
  3. ใบกำกับภาษีอาจออกรวมกันสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการหลายอย่างก็ได้
  4. ใบกำกับแบบเต็มรูป ต้องมีรายการครบถ้วน
  5. รายการในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป จะต้องไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการ ขีด ฆ่า ขูด ลบ โดยยางลบ หรือใช้ยาหมึก ตก แต่ง ต่อ เติม หากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม

ระบบ CiMSO – Hospitality & Business ERP นอกจากมีระบบหน้าบ้านที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็น INNKeeper GOLFmanager RESTaurateur EVENTmanager SPAscheduler แล้ว ระบบของเราจะเชื่อมต่อไปยังการจัดการทางด้านบัญชีการเงินที่เรียกว่า ระบบ BACKoffice ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างเป็นระบบระเบียบ   

หากคุณต้องการที่ปรึกษาระบบ ERP และระบบ ERP สำหรับธุรกิจ Hospitality (สนามกอล์ฟ ที่พัก อีเวนท์ ร้านอาหาร ครัวกลาง สปา และกิจกรรมอื่น) สามารถติดต่อ CiMSO ERP Software เพื่อทำ short demo (free, via online) ได้ที่ 02-3924186 หรือ cimso@aecenlist.com  

7.1-Ci-Header-BACKoffice_CiMSO

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com