10 เหตุผลที่ควรไปเรียนต่างประเทศ

1. การเรียนต่อต่างประเทศจะให้โอกาสคุณในการท่องเที่ยว

หลาย ๆ คนสงสัยว่าไปเรียน ไม่ได้ไปเที่ยว แต่เอาจริง ๆ แน่นอนคุณอยากจะพักผ่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือจะเป็นช่วงปิดเทอม หรือเมื่อเรียนจบแล้ว จะดีกว่าไหมถ้าการพักผ่อนของคุณคือการได้ไปเปิดหูเปิดตา ท่องเที่ยวต่างประเทส แถมได้ความรู้ใหม่ เพื่อนใหม่กลับมาด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าคุณเลือกเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ  คุณก็จะมีโอกาศในการไปเที่ยวยุโรปได้อีกด้วย หรือหากคุณเลือกเรียนภาษาที่ยุโรป คุณก็สามารถเดินทืางท่องเที่ยวยุโรปได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องขอวีซ่าให้มันยุ่งยากอีก

2. การเรียนต่อต่างประเทศเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการเรียนภาษา

การเรียนภาษาที่ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุดและคุ้มค่าเรียนที่สุดคือการไปเรียนภาษาในประเทศที่ใช้ภาษาที่คุณกำลังเรียนอยู่ เพราะนอกจากคุณได้ได้เรียนรู้ภาษาที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษาแล้ว คุณจะได้ใช้ภาษาที่คุณเรียนตลอดเวลาที่คุณอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็ฯการขึ้นรถโดยสาร การซื้ออาหาร การคุยกับเพื่อนใหม่ๆ เรียกได้ว่าคุณต้องพยายามใช้ภาษาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคุณก็จะปรับตัวและเก่งภาษาขึ้นเองโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะ

3. การเรียนต่อต่างประเทศมอบโอกาสในการทำงานที่สูงขึ้น

วุฒิการศึกษาจากต่างประเทศก็ยังเป็นเสมือนจุดขายที่ทำให้ใบสมัครเข้าทำงานหรือใบประวัติของน้องๆดึงดูดความสนใจยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพทางวิชาการแล้ว การสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศยังแสดงให้ผู้ว่าจ้างงานเห็นว่าน้อง ๆ เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ มีความพากเพียรตลอดจนสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และพึ่งพาตนเองได้ด้วย

4. การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณเรียนรู้วัฒนธรรม

นอกจากอาหาร, ภาษาและการแต่งกาย ที่แตกต่างอย่างชัดเจนแล้ว การศึกาาต่อต่างประเทศทำให้คุณได้เรียนรู้วัฒธนธรรมอื่นๆจากเจ้าของวัฒธรรมจริง ๆ เช่น มุมมอง, ความเชื่อ และวิะีการใช้ชีวิตต่าง ๆ ที่คุณอาจจะนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาเสริมการใช้ชีวิตของคุณเองเมื่อกลับมายังประเทศไทย

นอกจากนั้น ถ้าคุณไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ คุณจะได้เพื่อนใหม่ที่มาจากหลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะ ยุโรป, จีน, เกาหลี, แอฟริกา ฯลฯ ซึ่งคุณก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากเพื่อนของคุณด้วยเช่นกัน

5.การเรียนต่อต่างประเทศจะทำให้คุณได้เพื่อนใหม่จากทั่วโลก

เพราะในขณะที่คุณอยู่ ณ ต่างประเทศ คุณไม่ได้พบเจอแต่คนที่มีวัฒนธรรมหรือมีพื้นเพเดียวกับคุณเท่านั้น แต่คุณจะได้พบเจอกับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆที่จากบ้านมาไกลเช่นเดียวกัน

6. การเรียนภาษา ศึกษาต่อต่างประเทศ ช่วยพัฒนาทักษะและทำให้คุณรู้จักการปรับตัว

ไม่ว่าใครก็ตามที่ไปเรียนภาษา ศึกษาต่อต่างประเทศครั้งแรก ย่อมมีความหวาดหวันที่จะเข้าไปในสถานที่ใหม่ ๆ ห้องเรียนที่ไม่เหมือนประเทศของตัวเอง มันอาจจะดูน่ากลัวในตอนแรก แต่เมื่อผ่านไปสัก 1 – 2 สัปดาห์ ถ้าคุณเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีสักหน่อย คุณจะค่อยๆเรียนรู้ที่จะปรับตัว แล้วคุณจะสนุกสนานกับการเรียนต่อต่างประเทศของคุณ

7.การเรียนต่อต่างประเทศจะทำให้คุณมองโลกกว้างขึ้น

การที่คุณมีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณจะได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งนั่นจะทำให้คุณเข้าใจและมีมุมมองกับชาวต่างชาติที่แตกต่างไปตากตอนที่คุณอยู่ในประเทศไทยอย่างเดียว หากคุณไปเรียนภาษาที่อเมริกาคุณก็จะเห็นว่าคนอเมริกามีมุมมองเที่ยวกับโลกที่ไม่มีแบบแผนทางวัฒนธรรม ต่างกับการที่คุณไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ หรือเรียนภาษาที่ยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมแรกๆของโลก สิงเหล่านั้จะทำให้คุณกลับบ้านด้วยมุมมองและความคิดที่มีกรอบหรืออคติต่อคนอื่นที่น้อยลง

8.การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาใหม่ ๆ 

คุณจะมีโอกาสในการลงทะเบียนเรียนในสาขาวิชาที่ไม่เปิดสอนในประเทศของเรา หลักสูตรในต่างประเทศดังกล่าวจะเอื้อให้น้อง ๆ ได้ศึกษาวิชาที่น้อง ๆ สนใจผ่านมุมมองและบริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งจะเป็นการเปิดกว้างทางการเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดและเสริมสร้างโอกาสทางอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของน้อง ๆ ได้ในอนาคต

9. การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณมีความรับผิดชอบ

หลาย ๆ คนอาจไม่เคยต้องซักผ้า รีดผ้า หาอาหารเอง นี่แหละเป็นโอกาสที่คุณได้เรียนรู้ การไปเรียนต่อต่างประเทศ ทำให้คุณได้มีโอกาสในการเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยตนเอง การใช้ชีวิตในต่างแดนจะบีบบังคับให้น้อง ๆ ต้องลงมือทำทุกอย่างเอง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงบประมาณส่วนตัว จับจ่ายซื้อของ ทำอาหารหรือทำความสะอาด นอกจากนี้ อิสรเสรีภาพที่น้อง ๆ ได้รับยามอยู่ไกลหูไกลตาผู้ปกครองก็จะฝึกให้ตัวน้อง ๆ รู้จักรับผิดชอบต่อตัวเองมากขึ้น

10.การเรียนต่อต่างประเทศยังเพิ่มคุณค่าให้กับคุณสมบัติของคุณ

ประสบการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ และช่วงเวลายากลำบากระหว่างที่น้อง ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนจะหล่อหลอมให้น้องๆแข็งแกร่งและมีทักษะในการแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน การดำรงชีวิต และเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของคุณในอานาคตต่อไป

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ควรจะไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อไหร่ดี

แน่นอนว่า ความเชื่อว่า “การศึกษาที่ดีนั้น จะนำมาซึ่งงานที่ดี และงานที่ดีนั้น จะสามารถสร้างฐานะ ความมั่นคง และชีวิตที่ดีได้” เป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่เราควรจะไปเรียนก่อนหรือทำงานก่อนค่อยไปเรียน นี่สิ เป็นสิ่งที่หลายๆคนยังคงสับสนอยู่ตลอด ถ้าถามพี่หลันว่า เรียนจบแล้ว เรียนต่อ หรือ ทำงานก่อน แบบไหนดีกว่ากัน? คงต้องตอบว่า แล้วแต่ความต้องการและเป้าหมายของแต่ละคนนะคะ

คนสมัยนี้ เมื่อเรียนจบแล้วชอบที่จะเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นนายตัวเอง อยากทำงานอย่างมีอิสระ ก็จะมีมีแนวโน้มที่เรียนต่อทันทีมากขึ้น โดยเฉพาะการไปเรียนต่อต่างประเทศ หรืออย่างน้อยก็ไปเรียนภาษาเพิ่มเติมจากประเทศเจ้าของภาษา พี่หลันมองว่าการเรียนภาษาหรือการเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งที่ได้มาไม่ใช่แค่ใบปริญญา แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อนใหม่ และ คอนเนคชั่น ค่ะ

เอาจริงๆ การไปเรียนต่อก็สมประสงค์ของพ่อแม่ พ่อแม่ ผู้ปกครองที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาแก่บุตรหลาน เรียกได้ว่า ต้อง”เรียนจบสูงๆไว้ก่อน” เพราะแน่นนอว่า เรียนจบสูง ย่อมสมัครงานและได้เงินเดือนสูง  ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกว่า งั้นเรียนสูงๆไปเลย ดีกว่า ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจนะคะ เพราะการสมัครงานในยุคปัจจุบัน บางสาขาอาชีพ ถ้าเราเรียนสูง+มีประสบการทำงาน ด้วยนี่แหละ เงินเดือนสูงแน่นอน ตรงนี้พี่หลันแนะนำว่า น้องๆควรหาคอร์สเรียนกับสถาบันที่มีการฝึกงานหรือหางานให้ด้วยดีที่สุด เช่น โปรแกรมดังต่อไปนี้ Work & Study in Australia, Work & Study in Canada, work & study in New Zealand  โปรแกรมเหล่านี้จะไม่ใช่เรียนอย่างเดียว แต่มีการหางานให้น้องๆทำ (บางที่ได้ค่าจ้างด้วย) งานที่น้องได้ทำก็เป็นงานที่ตรงกับสาาที่เรียน ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว น้องจะได้ทั้งใบปริญญา และ ประสบการทำงาน (Employment Certificate) จะกลับมาสมัครงานที่เมืองไทย ก็ย่อมได้เครดิตดีกว่าการเรียนต่อเฉยๆอย่างแน่นอน

น้องๆ ที่จะเรียนต่อในบางสาขาอาชีพ เช่น บริหารธุรกิจ ถึงแม่ว่าปัจจุบันหลายๆสถาบันจะไม่บังคับว่าต้องมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แต่พี่หลันแนะนำว่าน้องควรมีประสบการทำงานอย่างน้อย 1 ปี หรือหากน้องวางแผนจะไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ปี 2-3 น้องควรฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน หรือหากที่บ้่านทำธุรกิจส่วนตัว ควรหาประสบการณ์ด้วยการฝึกงานกับที่บ้านระหว่างเรียนก่อนเรียนจบ เพราะการเรียนต่อในสาขาบริหารธุรกิจ น้องๆจะต้องเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆเพื่อแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งถ้าน้องไม่เคยมีประสบการณ์เลย น้องจะเรียนไม่สนุกและไม่มีประสบการณ์ไปเล่าค่ะ

ส่วนน้องที่จะเรียนต่อในบางสาขาอาชีพ เช่น ทนายความ, วิศวะ หรือแม่กระทั่งน้องที่เปลี่ยนสายอาชีพ เช่น สนใจเรียนด้านการโรงแรม, ทำอาหาร น้องสามารถเรียนต่อได้เลย และควรรีบเรียนต่อให้เร็วที่สุด อย่างปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าไปหลายปี เพราะจะทำให้เกิดช่องว่างระกว่างเรียนจบ และไปศึกษาต่อ ซึ่งจะส่งผลทำให้วีซ่าของน้องผ่านยากค่ะ พี่หลันเจอน้องๆหลายคน เรียนจบแล้วพักผ่อน ไม่ได้ทำงานและไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอตัดสินใจไปเรียนต่อ โดนเจ้าหน้าที่วีซ่าตั้งข้อสงสัยว่าช่วงเวลานั้นทำอะไรอยู่ วีซ่าก็ได้ยากขึ้นหน่อย เพราะเค้าเกรงว่าจะไปเป็นโรบินฮู้ดที่บ้านเค้านน่ะค่ะ

ถามว่าควรจะไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อไหร่ดี? พี่หลัน แนะนำว่า การเรียนต่อต่างประเทศ จะไปเรียนเมื่อไหร่นั้น แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนค่ะ จะเรียนก่อนหรือทำงานก่อนก็ได้ เพียงแต่ถ้าเลือกทำงานก่อนก็ต้องตั้งเป้าหมายหาประสบการณ์ทำงานเพื่อไปเรียนในสาขาที่เราวางแผนไว้ และก็อย่าหมดไฟซะก่อน ไม่งั้นเราอาจจะก้าวหน้าช้ากว่าเพื่อนๆที่ตั้งเป้าทำงานและไปเรียนต่อ แต่ถ้าเลือกที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศก่อนทำงานแล้วล่ะก็ ก็จะต้องตั้งใจ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด พยายามหาสิ่งที่เราชอบให้ไวที่สุดเพื่อให้เราเลือกเรียนและหางานที่ตรงกับความต้องการของเรา

แต่ถ้าน้องๆคนไหนยังเรียนไม่จบ และมีเวลาว่างช่วงปิดเทอม สัก 1-3 เดือน ก็ควรวางแผนแต่เนิ่นๆ น้องๆสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการไปเรียนภาษา หาลู่ทาง และมองสถาบัน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยที่สนใจไว้ก่อน เพื่อวันที่เรียนจบแล้ว น้องจะได้รู้ว่าเราชอบ/ไม่ชอบที่ไหน อยากเรียนสาขาอาชีพอะไร และทำอย่างไรเพื่อให้อนาคตของเราได้ทำงานและใช้ชีวิตในปบบที่เราต้องการ

พี่หลันฝากบทความนี้ไว้ให้น้อง ๆ เท่านี้ก่อน แล้วครั้งหน้าจะมาเล่าถึงประสบการณ์ สถานที่ท่องเที่ยว ประเทศ เมืองที่น่าสนใจไปเรียนภาษา ศึกษาต่อให้น้อง ๆ อีกนะคะ

โปรโมชั่น เรียนภาษา <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่ออเมริกา <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่ออังกฤษ <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่อออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่อนิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศอังกฤษ

ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของทวีปยุโรป สหราชอาณาจักรประกอบด้วย เกาะใหญ่ (Great Britain) และแคว้นไอร์แลนด์เหนือ (Northern Island) ซึ่งเกาะใหญ่หมายถึงเกาะใหญ่ของอังกฤษ รวมอาณาเขตของประเทศอังกฤษ (England) ประเทศเวลส์ (Wales) และสก็อตแลนด์ (Scotland) มีลอนดอนเป็นเมืองหลวงของประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภาซึ่งมีพระบรมราชินีนาถ อริซาเบธที่ 2 เป็นประมุข

ทำไมถึงเลือกไปเรียนต่อ ที่ประเทศอังกฤษ

  1. หลักสูตรการศึกษา สั้นกว่าอเมริกาและประเทศอื่น ๆ: หลักสูตรในอังกฤษมักใช้เรียนเวลาสั้นกว่าและเข้มข้นกว่าในประเทศอื่นๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ
    หมายเหตุ: ค่าเล่าเรียนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนมากจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่คุณนึกไม่ถึง ได้แก่ การใช้ห้องสมุด สมาชิกสโมสรกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกภาคปฏิบัติอื่นๆ ซึ่งในประเทศอื่นๆ คุณอาจจะต้องไปจ่ายเพิ่มทีหลัง
  2. มาตรฐานการศึกษาของอังกฤษดีที่สุดในโลก
  3. โอกาสในการทำงานพิเศษ: นักเรียนที่เข้าประเทศอังกฤษด้วย วีซ่านักเรียน Tier 4 จะสามารถทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ระบุต่อสัปดาห์ระหว่างภาคการศึกษา (ปกติแล้ว 20 ชม/สัปดาห์) และในช่วงวันหยุด/พักร้อน แต่ถ้าเป็นวีซ่านักเรียนระยะสั้น (Student Visitor Visa) วีซ่านักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี (Student Child Visa) หรือวีซ่าสำหรับผู้ที่จะสมัครเข้าเรียน คุณจะไม่มีสิทธิ์ทำงานในอังกฤษ
  4. โอกาสท่องเที่ยวยุโรป: อังกฤษเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสำรวจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของยุโรป มีสายการบินต้นทุนต่ำบินตรงจากสนามบินอังกฤษ และนักเรียนต่างชาติจากหลายประเทศสามารถขอวีซ่าเชงเก้นของยุโรปได้โดยใช้วีซ่าอังกฤษเพื่อให้สามารถเดินทางเป็นระยะทางสั้น ๆ ไปยัง 24 ประเทศในยุโรป

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศอังกฤษ

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต่อปี

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี (3 ปี)

ปริญญาโท (1ปี)

ปริญญาเอก(3-4 ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

£19,000- £ 27,000 (ประมาณ 1 ล้าน-1.5 ล้านบาท)/ปี

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ £800 (สำหรับเมืองอื่นๆ)– 1,000 (สำหรับลอนดอน) /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 45 บาท = U$1 ณ เดือนมกราคม 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

ดูสถาบันภาษาที่ประเทศอังกฤษ <คลิกที่นี่>

ระบบการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ

ในประเทศอังกฤษ แบ่งระบบการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่อายุ 5 ปีถึง 16 ปี

สถานศึกษาทุกระดับในสหราชอาณาจักร จะเปิดภาคการศึกษา ในช่วงเดือนกันยายน จนถึงต้นเดือนตุลาคมของปีที่หนึ่ง และสิ้นสุดภาคการศึกษาประมาณปลายเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป โดยแบ่งภาคการศึกษาออกเป็น

  • ภาคต้น (Autumn Term) ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนกันยายน จนถึงเดือนธันวาคม
  • ภาคกลาง (Spring Term) ตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม ไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม
  • ภาคปลาย (Summer Term) ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนเมษายน ไปจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม

1. ระดับประถมศึกษา (Preparatory School) ตั้งแต่อายุ 5-13 ปี ใช้เวลาศึกษา 8 ปี

  • Pre-Prep School (เตรียมประถมศึกษา) ระยะเวลาศึกษา 2 ปี เรียกว่า Year 1 – Year 2 รับนักเรียนอายุ 5 – 7 ปี
  • Prep School (ประถมศึกษา) ระยะเวลาศึกษา 6 ปี เรียกว่า Year 3 – Year 8 ในบางโรงเรียนเรียก Year 7, Year 8 เป็น Form 1, Form 2

การศึกษาในระดับนี้ เน้นให้เด็กมีความสามารถในการปรับตัว และพัฒนาความคิดตามวัย กับสอนให้เด็กมีทักษะทางการเขียนและตัวเลข และเพื่อการเตรียมตัวสอบ Common Entrance Examination (CEE) เพื่อศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาต่อไป

2. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School)นักเรียนอายุ 13 ปีขึ้นไป และเรียน ได้จนถึงอายุ 18 – 19 ปี รวมระยะเวลาศึกษา 5 ปี เรียกว่า Year 9 – Year 13 (หรือ Form 3 – Form 6 (Year 12 – 13) สำหรับโรงเรียนที่เรียกระดับชั้นเป็น Form)

การขึ้นชั้นเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เป็นการขึ้นชั้นเรียนต่อไปได้ โดยอัตโนมัติ ไปจนถึงอายุ 16 ปี ทางกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ จะกำหนดให้มีการทดสอบความรู้ความสามารถของเด็ก โดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งผลการทดสอบดังกล่าว จะถูกนำไปใช้พิจารณาเรื่องการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไป การสอบนี้มี 2 ระดับ โดยจะสอบประมาณเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม ของทุกปี คือ

GCSE (General Certificate of Secondary Education) การสอบระดับนี้ จะสอบเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 16 ปี ขึ้นไป นักเรียนเลือกสอบประมาณ 6-10 วิชา เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาต่างประเทศ ศิลป ฯลฯ และผลการสอบจะแบ่งเป็น 7 ระดับ คือ Grade A, B, C, D, E, F, G ผู้ที่สอบได้ Grade C ขึ้นไปจึงจะถือว่าสอบผ่าน นักเรียนที่สอบ GCSE ได้แล้ว (อย่างน้อย 5 วิชา) หากจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะต้องศึกษาต่ออีกประมาณ 2 ปี ในระดับ A Level (Advanced Level)

A Level (Advanced Level) เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทางวิชาการของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป มีวิชาให้เลือกกว่า 50 วิชา ส่วนใหญ่นักศึกษาในระดับ A Level จะลงเรียนเพียง 2-4 วิชา เพื่อที่จะได้ศึกษาแต่ละวิชาอย่างลึกซึ้งวิชาที่นักศึกษาเลือกเรียนมักจะเกี่ยวข้องกับหลักสูตรหรือสาขาที่ต้องการศึกษาต่อ ในระดับปริญญาตรี ผลการสอบ A Level มี 5 ระดับ คือ A, B, C, D, E แต่ Grade ที่ได้ทั้ง 5 ถือว่าสอบผ่านทั้งหมด มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่พิจารณารับผู้มีผลการสอบในระดับ C ขึ้นไป บางแห่งอาจรับเฉพาะผู้ที่ได้คะแนนระดับ A และ B

คุณสมบัติขั้นต่ำของการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากผลการสอบทั้ง 2 ระดับ ดังนี้

  • วิชา GCSE 3 วิชา และ GCE “A” Level 2 วิชา  หรือ
  • วิชา GCSE 1 วิชา และ GCE “A” Level 3 วิชา

หลังจากจบการศึกษาภาคบังคับเมื่ออายุ 16 ปี นักเรียนสามารถเลือกที่จะไม่ศึกษาต่อ หรือจะศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไปได้

3. ระดับอาชีวศึกษา (Vocational School)เป็นการ ศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่ประสงค์จะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา หรือผู้ที่ไม่มีคุณวุฒิ GCSE แต่ประสงค์จะมีคุณวุฒิทางวิชาชีพต่างๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ

เดิมหลักสูตรอาชีวศึกษาของอังกฤษ มี 3 ระดับ คือ First Diploma, National Diploma และ HND (Higher National Diploma) แต่ปัจจุบัน คุณวุฒิวิชาชีพ มี 2 ประเภท คือ

  • GNVQ (General National Vocational Qualification) เป็นการศึกษากึ่งสายอาชีพ คือ เรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ มี 4 ระดับ ดังนี้
    • GNVQ Foundation (ระดับพื้นฐาน) หลักสูตร 1 ปี รับจากผู้ที่อายุ 16 ปี ไม่ต้องมีคุณวุฒิใด ๆ
    • GNVQ Intermediate หลักสูตร 2 ปี ต่อจาก GNVQ Foundation
    • GNVQ Advanced หลักสูตร 2 ปี เทียบเท่า A-Level ผู้ที่สำเร็จหลักสูตรนี้สามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้
    • GNVQ 4 หลักสูตร 2 ปี เทียบเท่าหลักสูตรปีที่ 1 ของระดับ ปริญญาตรี จึงสามารถเข้าศึกษาต่อปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยได้ โดยใช้เวลาอีก 2 ปี
  • NVQ (National Vocational Qualification) เป็นวุฒิการศึกษาสายอาชีพและการฝึกปฏิบัติวิชาชีพเฉพาะ โดยผู้ว่าจ้างสหภาพแรงงงานและผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้นๆ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานการศึกษา การศึกษาในระดับนี้แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ NVQ1, NVQ2, NVQ3, NVQ4, NVQ5 แต่ละระดับจะยึดตามความสามารถเป็นหลัก ไม่มีการกำหนดระยะเวลาตายตัวในการเรียน

ส่วนในสกอตแลนด์ จะได้รับวุฒิบัตรจาก Scottish Vocational Education Council (SCOTVEC) แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ คือ

  1. First Certificate/Diploma (FC/CD) เป็นการศึกษาที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนที่มีอายุเกินกว่า 16 ปี โดยจะได้รับประกาศนียบัตร GCSE เพียงไม่กี่วิชาหรืออาจจะไม่ได้รับเลย ซึ่งต้องการจะทำงานในสายวิชาชีพต่างๆ เป็นหลักสูตรการศึกษา 1 ปี เมื่อเรียนจบแล้วสามารถเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปได้
  2. National Certificate/Diploma (NC/ND) เป็นการศึกษาในสายวิชาชีพที่ทีคุณวุฒิสูงกว่า FC/FD ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 2 ปี โดยรับผู้ที่มีคุณวุฒิ FC/FD หรือประกาศนียบัตร GCSE อย่างน้อย 4 วิชา ผู้ที่จบการศึกษาระดับ NC/ND นี้ นอกจากจะมีวุฒิบัตรวิชาชีพแล้ว ยังเทียบได้กับ GCE “A” Level ด้วย และหากได้คะแนนดีมาก ก็สามารถเรียนต่อในระกับปริญญาตรีได้ด้วย
  3. Higher National Certificate/Diploma (HNC/HND) เป็นการศึกษาในระดับสูงสุดของระดับอาชีวศึกษา ใช้ระยะเวลาในการเรียน 2 ปี และถือว่าการศึกษาในระดับนี้เป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วยเช่นกัน หลักสูตรนี้รับสมัครผู้ที่จบการศึกษา NC/ND หรือผู้มีคุณวุฒิ GCSE 3 วิชา + GCE “A” Level 1 วิชา ผู้ที่จบการศึกษาระดับนี้เทียบเท่ากับอนุปริญญาของไทยแต่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี 1 ชั้น ทั้งนี้สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีโดยใช้เวลาศึกษาอีก 2 ปี แต่ผลการเรียนจะต้องอยู่ในขั้นดีเยี่ยม

4. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนของรัฐ การศึกษาระดับอุดมศึกษา แบ่งเป็น

หลักสูตรปริญญาตรี (First Degree) 

ในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ

  • หลักสูตรทั่วไป 3 ปี ผู้สำเร็จการศึกษา จะได้รับปริญญา BA (ศิลปศาสตรบัณฑิต) BBA (บริหารธุรกิจบัณฑิต) BEd (ศึกษาศาสตร์บัณฑิต) BSc (วิทยาศาสตร์บัณฑิต) LLB (นิติศาสตร์บัณฑิต) เป็นต้น
  • หลักสูตรบางสาขาใช้เวลาศึกษามากกว่า 3 ปี เช่น วิศวกรรมศาสตร์ (4 ปี) สถาปัตยกรรมศาสตร์ (5ปี) ทันตแพทย์ศาสตร์ (5ปี) สัตวแพทย์ศาสตร์ (5ปี) แพทย์ศาสตร์ (6ปี)

ในสก๊อตแลนด์ มี 2 หลักสูตร คือ Ordinary Degree (3ปี) และ Honours Degree (4ปี) โดยเรียนเพิ่มจาก Ordinary degree อีก 1 ปี

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังเปิดหลักสูตรการศึกษาที่หลากหลายออกไปอีก ดังนี้

  • Joint Honours Degree เป็นการเรียนร่วมตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไป อาจเป็นสาขาวิชาที่ใกล้เคียงกัน เช่น เศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรืออาจเป็นสาขาที่ไม่ใกล้เคียงกันแต่ยังเกี่ยวข้องกันในทางหนึ่งทางใด เช่น คอมพิวเตอร์กับจิตวิทยา ทั้งนี้ กำหนดน้ำหนักการเรียนในแต่ละสาขาวิชา เท่ากัน
  • Combined Degree คือ ปริญญาร่วม โดยการเรียนแต่ละสาขาวิชา ไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักการเรียนเท่ากัน
  • Sandwich Courses เป็นการเรียนโดยรวมเวลาฝึกงานกับเวลาเรียนเข้าด้วยกัน เช่น การฝึกงานด้านอุตสาหกรรม การค้า การบริหารธุรกิจ หรืออาชีพอื่นๆ จึงต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานกว่าปกติ (3 ปี) เป็น 4 ปี การฝึกงานอาจเป็นช่วงเดียว คือ เป็นเวลา 1 ปี หรือ 2 ช่วงๆ ละ 6 เดือน หากเป็น 2 ช่วง เรียกว่า หลักสูตร Thin-sandwich หลักสูตรทั้ง 2 ประเภทนี้ นักศึกษาต้องกลับมาเรียนที่ มหาวิทยาลัยในปีสุดท้ายก่อนสำเร็จการศึกษา

สำหรับผู้ที่มีผลการเรียนระดับปริญญาตรีไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานการเข้าศึกษา ปริญญาโทของมหาวิทยาลัย หรือผู้ที่เปลี่ยนสาขาวิชาเรียน มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะรับให้เข้าศึกษาหลักสูตร Post-Graduate Certificate/Diploma ระยะเวลา 9 เดือน ถึง 1 ปีก่อน แล้วจึงรับเข้าเรียนต่อหลักสูตรปริญญาโท

หลักสูตรระดับสูงกว่าปริญญาตรี (Higher degree) มี 2 ประเภท

  • ประเภทหลักสูตรเข้าชั้นเรียน (Taught Course) ระยะเวลาศึกษา 1 ปี
    นักศึกษาสามารถเลือกเรียนเฉพาะด้านได้ โดยอยู่ในความดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ วิธีการเรียนการสอนแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ในครึ่งปีแรกของหลักสูตรเป็นการบรรยายในชั้นเรียน การสัมมนาการติวกลุ่มย่อย หรือการทำงาน ในห้องทดลอง หลังจากนั้นอีกครึ่งปีจะเป็นการทำงานศึกษาวิจัยชิ้นใหญ่หรือที่วิทยานิพนธ์ ปริญญาที่ได้รับ เป็นระดับปริญญาโท อาทิ MSc., MA, MBA
    เป็นต้น
  • ประเภทหลักสูตรการค้นคว้าวิจัย (Research Course) ใช้เวลาศึกษา 3 ปี โดยการทำวิจัยและเขียนวิทยานิพนธ์ ในปีแรกของปริญญาเอก เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อให้มีความรู้ความสามารถเข้ามาตรฐานการเรียนปริญญาเอก เรียกว่าระดับ M.Phil เมื่อมีผลงานและความรู้ความสามารถตาม มาตรฐานจึงปรับให้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอก Ph.D ปีที่ 2 (ไม่ใช่ Ph.D ปี 1) ซึ่งผลงานไม่ถึง มาตรฐานปริญญาเอกจะไม่ได้ผ่านศึกษาต่อจนสำเร็จหลักสูตร Ph.D. แต่จะได้รับวุฒิ M.Phil ซึ่งอาจเทียบเท่าเพียงระดับปริญญาโท แต่ผู้ที่ได้เรียนครบจนสำเร็จหลักสูตร Ph.D ก็จะได้รับวุฒิ Ph.D แต่ไม่ได้วุฒิ M.Phil เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • New Route to Ph.D เป็นอีกทางเลือกของการศึกษาในระดับปริญญาเอก ในประเทศอังกฤษ ใช้เวลาเรียน 4 ปี โดย 30-40% ของหลักสูตรจะเป็นการเรียนแบบ Taught Course และอีก 60-70% จะเป็นการวิจัย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เลือกมหาวิทยาลัยในอเมริกาอย่างไรให้แฮปปี้

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ประเทศอเมริกาเป็นอีกหนึงประเทศที่ใครๆก็ฝันจะไปเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นระดับ High School, ปริญญาตรี, ปริญญาโท, ปริญญาเอกหรือแม้แต่ไปทำ Post Doctoral Research แต่จะไปที่ไหนดีเราถึงจะแฮปปี้ทั้งหารเรียนและสิ่งแวดล้อมกันล่ะ ถ้าเอาง่ายๆ แบบที่ไม่ต้องคิดมากเลยก็คงจะเลือกไป Boston, Harvard, Yale, MIT หรือ Stanford เพราะมีชื่อเสียงและรู้จักกันดี แต่เอาจริงๆ ในชีวิตจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การเลือกที่จะศึกษาต่อที่ไหนดีนั้นมีองค์ประกอบหลายด้านรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลการเรียน, ระดับภาษา, ค่าครองชีพ หรือแม้กระทั่งสิ่งแล้วล้อมในมหาวิทยาลัย อย่างตัวผู้เขียนเอง (ขอแทนว่า “พี่” ดูเด็กดีนะคะ) จะมีความสุขมากและผลการเรียนจะดีมาก หากว่าสิ่งแวดล้อมที่ไปเรียนนั้นตรงใจ

“ตรงใจ” ในที่นี้หมายถึง เป็นเมืองสงบ เหมาะกับการศึกษา สะอาด แต่ก็ไม่เงียบจนเกินไป เมืองที่ไป น่าจะมีร้านรวงเล็กๆให้ช็อปปิ้ง นั่งดื่มกาแฟ ชิลได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ หรือสามารถเดินทางเข้าเมืองไปท่องเที่ยวได้ไม่ไกลนัก แค่นี้พี่ก็มีความสุขมาก พร้อมเรียนหนังสือได้ดีแล้วค่ะ แล้วของน้อง ๆ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ??

คนเราชอบสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน บางคนชอบเมือง บางคนชอบเงียบๆ ถ้าเราเรียนต่อที่ประเทศไทย เราก็คงเลือกได้ไม่อยก แต่ถ้าเราฝันจะไปเรียนต่อที่อเมริกาแล้วล่ะก็ การเลือกไปเรียนที่ใดที่นึงที่เราจะต้องใช้เวลา 2 – 4 ปีนั้น สำคัญมาก โดยปัจจัยที่สำคัญต่อการเลือกสถาบันศึกษาหรือมหาวิทยาลัย หลัก ๆ มีดังนี้

1. เป้าหมายของการศึกษาหรือเป้าหมายชีวิต

มหาวิทยาลัยที่ประเทศอมเริกามีมากมาย และมาตรฐานของมหาวิทยาลัยก็แตกต่างกันไปตามสาชาและหากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการจะประกอบอาชีพอะไร อนาคตจะทำอะไร เท่านี้ น้อง ๆ ก็จะสามารถเลือกมหาวิทยาลัยเหมาะสมกับตัวเองได้ แม้ว่ามหาวิทยาลัยนั้นจะไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเด่นดังที่สุด

2. สาขาและระดับที่เรียน

น้อง ๆ หลายคนมีเป้าหมายในชีวิตแล้ว ทำให้ทราบดีแล้วว่าจะเรียนคณะอะไร แต่ยังคงต้องพิจารณาถึงสาขาวิชาที่สนใจอีกด้วย เช่น ต้องการเรียนป.โท คณะกฎหมาย แต่ยังคงต้องคำนึงถึงสาขาด้วย เช่น สาขา International Commercial Law หรือสาขาอื่น ๆ เป็นต้น

3. ค่าเล่าเรียน

ค่าาเล่าเรียนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ และอาจจะเป็นปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกของใครหลาย ๆ คน  มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานั้นเก็บค่าเล่าเรียนแพงกว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจเรียน ป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ปัจจุบันมี College หลายแห่ง ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัย และเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับน้อง ๆ หลาย ๆ คน ซึ่งค่าเรียนที่ College ราคาถูกกว่ามหาวิทยาลัยมาก น้อง ๆ หลาย ๆ คนจึงเลือกเข้าเรียน A.S หรือ A.S ก่อน เป็นเวลา 2 ปี และ Transfer เข้าระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอเมริกาต่ออีก 2 ปี เท่านั้น ค่าเรียนทั้งหมด 4 ปีก็ลดลงถึง 30% เลยทีเดียว

>>ดูรายชื่อและเงื่อนไขการเข้าเรียน มหาวิทยาลัยในประเทศอเมริกา<<

นอกเหนือจากปัจจัยในการเลือกมหาวิทยาลัยข้างต้นแล้ว สถานที่เรียนก็สำคัญมาก (Location) หากน้องมีโอกาส มีเวลา น้อง ๆ สามารถไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยล่วงหน้าก่อนที่จะสมัครเรียนได้ค่ะ วันนี้พี่จะแนะนำแพคเกจดี ๆ ที่จะทำให้น้องรู้จักมหาวิทยาลัยที่น้องสนใจ ก่อนเตรียมตัวสมัครเข้าเรียน แถมพาเที่ยวสถานที่สำคัญๆของเมืองอีกด้วย โดยพี่ ๆ จัดเป็นคอร์เรียนภาษา 2 – 3 สัปดาห์พร้อมกับการเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยชั้นนำ ใน 2 ที่คือ ซานฟรานซิสโก และ บอสตัน ดังนี้

1. ซานฟรานซิสโก – โปรแกรมเรียนภาษา, เยี่ยมชมซิลิคอน วัลเล่ย์ และมหาวิทยาลัย STUDY ENGLISH, EXPLORE SILICON VALLEY & VISIT PRESTIGIOUS UNIVERSITIES

*ค่าใช้จ่าย USD 2,390 (2 สัปดาห์) หรือ USD 3,380 (3 สัปดาห์)

รายละเอียดโปรแกรม

  • น้อง ๆ จะได้ฝึกภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย English skills on the campus of Notre Dame de Namur University จำนวน 2-3 สัปดาห์
  • เยี่ยมชมซิลิคอน วัลเล่ย์ (SILICON VALLEY VISITS)
    • Apple Campus Visit & Apple Store
    • Google Campus Visit
    • Facebook Picture Stop
  • เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย
    • Stanford University
    • UC Berkeley
  • กิจกรรมอื่น ๆ
    • San Francisco City Tour
    • Monterey Aquarium and Cannery Row
    • Tech Museum San Jose
    • Golden Gate Park San Francisco
    • Shopping- Palo Alto, San Mateo & San Francisco
    • BBQ at Twin Pines Park
    • Movies in Redwood City
    • Sports on NDNU Campus
    • Graduation Ceremony
  • *ค่าใช้จ่ายรวม
    • Arrival Airport Transfer
    • Application Fee
    • General English PT (18 lessons per week) or Exam Prep (TOEFL iBT Complete)
    • Accommodations
    • On-campus apartments: Twin room
    • Optional meal plans available
    • Silicon Valley visits
    • University campus tours
    • University workshop
    • Activities
    • A TALK staff member accompanying
    • Students on all university visits & activities
    • For groups of 12 students or more, one leader free of charge

2. บอสตัน – โปรแกรมเรียนภาษา, เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย STUDY ENGLISH & VISIT PRESTIGIOUS UNIVERSITIES

*ค่าใช้จ่าย USD 2,390 (2 สัปดาห์) หรือ USD 3,380 (3 สัปดาห์) หรือช่วงหน้าหนาว ราคา USD 1,850 (2 สัปดาห์) 

รายละเอียดโปรแกรม

  • น้อง ๆ จะได้ฝึกภาษาอังกฤษ จำนวน 2-3 สัปดาห์
  • เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย
    • Harvard University
    • MIT (Massachusetts Institute of Technology)
    • Yale University
    • Boston College
    • Boston University
    • Bunker Hill Community College
    • Northeastern University
  • กิจกรรมอื่น ๆ
    • Quincy Market
    • Freedom Trail
    • The State House
    • Museum of Science
    • New England Aquarium
    • Museum of Fine Arts
    • Prudential Center
    • Skywalk Observatory
    • Graduation Ceremony
  • *ค่าใช้จ่ายรวม
    • Arrival Airport Transfer
    • Application Fee
    • General English PT (18 lessons per week) or Exam Prep (TOEFL iBT Complete)
    • Accommodations
    • Homestay: Single room. Min. age 16 (Breakfast and dinner daily)
    • ESL Townhouse: Shared room. Min. age 18. Meals not included
    • University visits including campus tours and information sessions with admissions counselors
    • University workshops
    • Daily activities
    • A TALK staff member accompanying students on all university visits & activities
    • For groups of 12 students or more, one leader free of charge

ตัวอย่างแผนผังกิจกรรม

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

4 เหตุผลที่ทำไมการไปเรียนต่อเมืองนอกถึงเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคต!

ไม่ว่าจะไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร หรือสหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้ต่างเป็นประเทศสุดฮิตสำหรับเด็กไทยอย่างเรา ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาระยะสั้นหรือไปเรียนแลกเปลี่ยน รวมไปถึงการท่องเที่ยวและเรียนต่อในเวลาเดียวกัน ทำไมการไปเรียนต่อเมืองนอกถึงเป็นผลดีต่อเราในอนาคต ทั้งด้านหน้าที่การงานรวมไปถึงด้านสังคม? วันนี้พี่หลันจะแนะนำข้อดี 4 ประการในการเรียนต่อต่างประเทศ กับ สถาบันสอนภาษาระดับโกลบอล อย่าง EF Education First ค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มอ่านกันเลย!

1. เปิดโลกทัศน์กว่างจากการเรียนและท่องเที่ยวต่างประเทศ

ถ้าคุณได้ไปอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ คุณจะมีโอกาสได้เดินทางไปเปิดโลกทัศน์ในประเทศใหม่ๆ พบเจอวัฒนธรรมที่เราไม่เคยรู้หรือสัมผัสมาก่อน แน่นอนว่าในตอนแรกอาจจะทำให้คุณสับสนไปบ้าง แต่รับรองว่าเมื่อคุณปรับตัวไปเรื่อยๆคุณจะเข้าใจถึงวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ การเรียนภาษาต่างประเทศ พร้อมไปกับการท่องเที่ยวและดำเนินกิจกรรมร่วมกับชาวท้องถิ่นจัดว่าเป็นการเรียนภาษาที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก นอกจากจะทำให้คุณมีโลกทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้นแล้ว มันยังสามารถช่วยพัฒนาด้านบุคลิกภาพ ทัศนคติ ทำให้คุณสามารถแก้ปัญหาและจัดการกับความท้าทายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณจะต้องปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อรับมือกับวัฒนธรรมต่างประเทศซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล มีประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพในภายหลัง

2. พัฒนาทักษะภาษา

ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้ง หรือไปกินอาหารในร้านอาหารในประเทศใหม่ๆ คุณจะล้อมรอบไปด้วยชาวต่างชาติ ทำให้คุณจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการคมนาคมสื่อสารอยู่เป็นประจำ เมื่อคุณพูดอยู่เป็นประจำทุกๆวัน คุณจะสามารถพูดภาษาได้อย่างคล่องแคล่วได้ภายในเวลารวดเร็ว นอกจากนี้คุณอาจจะพยายามพูดเลียนแบบสำเนียงท้องถิ่นและเรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆของประเทศเหล่านั้น เช่น คำแสลง เป็นต้น

3. ความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานในยุคโลกาภิวัฒน์

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้คุณต้องติดต่อกับคนต่างชาติมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติที่นายจ้างจะชอบลูกจ้างที่มีประสบการณ์ต่างประเทศ นอกจากลูกจ้างที่มีทักษะภาษาที่ดีแล้ว นายจ้างยังต้องการลูกจ้างที่ใจกว้างและสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นๆได้ โดยเฉพาะบริษัทข้ามช่าติที่มีสำนักงานอยู่หลากหลายประเทศทั่วโลก เมื่อลูกจ้างมีความยืดหยุ่นในการทำงาน การทำงานเป็นทีมท่ามกลางพนักงานหลากหลายเชื้อชาติก็จะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น

4. สร้างเน็ตเวิร์คหลากหลายชาติ

ในระหว่างภาคการศึกษาหรือการท่องเที่ยวเพื่อเรียนภาษา คุณจะมีโอกาสได้พบเจอผู้คนใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นครู นักเรียนในคลาส หรือชาวบ้านท้องถิ่น คุณสามารถพูดคุยกับผู้คนเหล่านี้ และพัฒนาไปเป็นมิตรภาพที่แท้จริง ถ้าเรารู้จักเคารพและเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ผู้คนท้องถิ่นอาจจะบอกถึงความรู้ภายใน หรือคำแนะนำเกี่ยวกับชีวิตประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ทำให้คุณกลายเป็นคนมีความรู้และสามารถสร้างเน็ตเวิร์คกับคนในประเทศนั้นๆได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อการวางตัวในสังคมและการประกอบอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะถ้าคุณตัดสินใจที่จะมาทำงานต่างประเทศ

Education First หรือ EF เป็นสถาบันสอนภาษาที่มีโรงเรียนตั้งอยู่มากกว่า 50 จุดมุ่งหมายปลายทางทั่วโลก ด้วยคอร์สเรียนที่เข้มข้น ผสมผสานไปกับการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม รวมไปถึงโรงเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอนและอาจารย์ที่มี่คุณภาพผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ทำให้ EF เป็นสถาบันชั้นนำทางด้านการเรียนภาษา เรามีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี การันตีความ International และ เป็นมืออาชีพ สุดๆ  กระซิบบอกเรามีส่วนลด 10 % สำหรับน้องๆคนไหนที่อยากไปเรียนภาษาต่างประเทศด้วยนะจ๊ะ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

สถาบันภาษาและมหาวิทยาลัยพันธมิตรของ Ascend Education Center

Ascend Education center (อะเซนด์ เอ็ดดูเคชั่น เซนเตอร์) ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนในประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียนและผู้ที่สนใจมาศึกษากับทางสถาบันฯพารืทเนอร์ของดรา โดยไม่คิดค่าบริการ ซึ่งพี่ ๆ ของ Ascend Education Center จะช่วยแนะนำหลักสูตรการเรียน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการไปใช้ชีวิตในต่างแดน พร้อมกับดำเนินการสมัครเรียนและเตรียมเอกสารเพื่อยื่นวีซ่าอย่างครบวงจรโดยไม่คิดค่าบริการ

สถาบันภาษา

อเมริกา/USA

แคนาดา/Canada

อังกฤษ/UK

ออสเตรเลีย/Australia

นิวซีแลนด์/New Zealand

ไอร์แลนด์/Ireland

ประเทศอื่น ๆ /Others

มหาวิทยาลัย

อเมริกา/USA

แคนาดา/Canada

นิวซีแลนด์/New Zealand

อังกฤษ/UK

ออสเตรเลีย/Australia

เยอรมัน/Germany

ดูไบ/Dubai

มอลต้า/Malta

มัธยม

นิวซีแลนด์/New Zealand

มาเลเซีย/Malaysia

สิงคโปร์/Singapore

ออสเตรเลีย/Australia

อังกฤษ/UK

อเมริกา/USA

แคนาดา/Canada

ไอร์แลนด์/Ireland

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

บริการยื่นวีซ่านักเรียน

  • Ascend Education Center ให้บริการยื่นวีซ่า เตรียมเอกสารยื่นวีซ่า วีซ่านักเรียน วีซ่าท่องเที่ยว รับยื่นวีซ่า นักเรียน ท่องเที่ยว ประเทศอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฯลฯ โดยเจ้าหน้าที่ ที่มีความเชี่ยวชาญ และติดตามกฎระเบียบที่ออกมาใหม่ของประเทศนั้น ๆ

บริการตรวจเอกสาร ทำวีซ่า ยื่นวีซ่า โดยทาง Ascend Education Center จะ
มีเช็คลิสเอกสารให้ในเบื้องต้น เพื่อสะดวกต่อการเตรียมเอกสาร และจัดทำรูปแบบชุดเอกสารยื่นวีซ่า ให้ทางสถานทูตเข้าใจง่าย ซึ่งทำให้มีโอกาสได้รับวีซ่าง่ายขึ้น

สิ่งที่พิเศษของทาง Ascend Education Center ก็คือ เรามีทีมแปลเอกสารและรับรองเอกสารโดย “ทนายความผู้รับรองเอกสาร” ที่มีใบอนุญาตจากสภาทนายความ ประเทศไทย ซึ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสถานทูต โดยประวัติการเรียมเอกสารยื่นวีซ่าของเรา ผ่าน 100% ในกรณีที่ลูกค้าเตรียมเอกสารและตอบสัมภาษณ์ครบตามที่เราแนะนำ

นอกจากบริการ รับยื่นวีซ่า แล้ว ท่านสามารถหาอ่านข้อมูลต่าง ๆ ได้ ที่หน้าของทางเว็บไซด์ และโปรดตรวจสอบกฎเกณฑ์ล่าสุดในการขอวีซ่าแต่ละประเทศ และอัตราค่าธรรมเนียมล่าสุด ได้ที่เว็บไซด์ ของประเทศนั้น ๆ หรือเว็บตัวแทนของสถานทูต กรณีต้องการศึกษาต่อ ทางเรามีบริการแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศและเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าให้โดยไม่มีค่าบริการ (เฉพาะในกรณีที่นักเรียน ลงทะเบียนเรียนกับสถาบันที่ทางบริษัทเป็นตัวแทน)

เอกสารเบื้องต้นในการยื่นวีซ่า คือ

  1. หนังสือเดินทางทุกเล่มที่มี
  2. รูปถ่ายสีตามที่สถานทูตกำหนด
  3. หลักฐานการทำงาน
  4. เอกสารการลางาน
  5. หลักฐานการศึกษา (กรณีเป็นนักศึกษา)
  6. แผนการเดินทาง หรือ เอกสารประกอบเพื่อแสดงวัตถุประสงค์การเดินทาง
  7. ใบจองตั๋ว (ถ้ามี)
  8. สำเนาเอกสารส่วนตัว ระบุชื่อสกุล เก่าใหม่ สถานะการสมรส สถานะครอบครัว ฯ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล ใบสมรส ใบหย่า ใบแสดงสิทธิ์การดูแลบุตร ฯลฯ
  9. เอกสารอ้างอิงจากญาติหรือเพื่อนที่ต่างประเทศ (ถ้ามี) เช่น จดหมาย สำเนาหนังสือเดินทาง หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ ฯลฯ
  10. หลักฐานทางการเงินที่เพียงพอในการเดินทางไปต่างประเทศทริปนั้น ๆ ได้แก่ รายการความเคลื่อนไหวบัญชี 6 เดือน – 1 ปี
  11. เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

เกี่ยวกับวีซ่า

1. การขอวีซ่าแต่ละประเทศ

2. เอกสารที่ใช้ในการเรียนต่อต่างประเทศ

3. เรื่องที่ควรทราบก่อนยื่นขอวีซ่านักเรียนอังกฤษ (Tier 4 Student Visa; England, UK)

4. ขั้นตอนการยื่น VISA Online ไปเที่ยว New Zealand อย่างง่าย

5. ต้องการไปเยี่ยมบุตรที่เรียนอยู่ที่อเมริกา ต้องขอวีซ่าอย่างไร (วีซ่าผู้ติดตาม อเมริกา) 

6. วีซ่านักเรียน และโอกาสในการทำงานที่ต่างประเทศ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com