10 คำถามตม. ยอดฮิต (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง)

ดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เตรียมไปเที่ยวอย่างมีความสุข….. และแล้วก็มีเรื่องให้กังวลอีก

จะเที่ยวแล้ว ได้วีซ่าลั่ลล๊า สบายใจ ที่ไหนได้ เจองานหิน….. อุปสรรคที่ต้องเจอแบบไม่มีทางเลี่ยงได้

ด่านแรกที่ต้องเจอเมื่อลงจากเครื่องบิน ก็คือ การเตรียมตัวตอบคำถาม ตม. (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง) และ เอกสารอ้างอิงต่าง ๆ

หลังจากลงจากเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมารอเข้าแถวเพื่อผ่านการตรวจของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เข้าให้ถูกช่องนะคะ ส่วนใหญ่จะมีคิวสำหรับประชาชนประเทศเค้า, PR, EU Citizen, คิวพิเศษต่าง ๆ, คิวสำหรับนักท่องเที่ยว ให้เราเข้าคิวให้ตรงกับวีซ่าที่เรามี เช่น Tourist หรือ Others แล้วเมื่อถึงคิวเจ้าหน้าที่เรียกท่านเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ท่านจะเจอกับคำถามสุดหิน เช่น

  1. What’s the purpose of your visit? มาทำอะไรที่นี่ ตอบว่า มาเที่ยว Tourism มาเยี่ยมญาติ Visit Relatives หรือ มาทำงาน Business
  2. How long will you be staying? อยู่กี่วัน ตอบตามจริง เช่น 7 วัน มาวันที่ 2 กลับ วันที่ 8 เป็นต้น พร้อมยื่นตั๋วเครื่องบินขากลับให้
  3. Where will you be staying? พักที่ไหนบ้าง ขอดูหลักฐานการจองโรงแรมหน่อย ตอบตามจริง เช่น คืนแรก พร้อมยื่นเอกสารการจองโรงแรมให้
  4. Where will you be visiting? ไปเที่ยวเมืองไหน สถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนบ้าง ตอบตามจริง ยกตัวอย่าง ที่สองที่ก็พอ ว่าเราพอทำการบ้านมา ไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ
  5. Who will you be visiting? รู้จักใครในประเทศนี้ไหม มีใครมารับไหม ตอบตามจริง ให้ตรงกับที่กรอกตอนขอวีซ่า
  6. Have you ever been here before? มาเที่ยวครั้งแรก หรือเคยมาแล้ว ตอบตามจริง เจ้าหน้าที่มีระบบสามารถเช็คได้
  7. Are you travelling alone? or with Someone? คุณเดินทางมาคนเดียว หรือมากับใคร ตอบตามจริง ถ้าไปหลายคนครอบครัวเดียวกันต่อแถวเดียวกัน บางทีจะสามารถเข้าไปพร้อมกันได้ ถ้าเจ้าหน้าที่เรียก ถ้าไม่ได้เรียกให้รอตามคิวนะคะ
  8. What do you do for a living? ทำงานอะไร ตอบตามจริง ไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ เดี๋ยวโดนถามต่อ อาจมีขอดูนามบัตร
  9. How much money are you bringing? พกเงินมาด้วยเท่าไร ตอบตามจริง ถ้าพกเงินสดมาเกินกฏหมายกำหนด เช่น 10,000 ยูโร, 10,000 ฟรังก์สวิส, 10,000 ดอลลาร์, 1,000,000 เยน หรือ 20,000 หยวน ให้แบ่งถือหลายคน
  10. Do you plan to work here? คุณวางแผนจะมาทำงานที่นี่ใช่ไหม เป็นคำถามหลอกล่อ ถ้ามาท่องเที่ยว ตอบว่า No นะคะ ถ้าตอบว่า Yes เรื่องยาวแน่ ๆ ค่ะ แต่ถ้าทำทำงานจริง ๆ ก็ตอบตามตรง ให้ตรงกับวีซ่าที่ได้รับมา

เอกสารอ้างอิง ที่ ตม. มักจะเรียกดู มีดังนี้นะคะ

  1. พาสปอร์ต อันนี้สำคัญมากอย่าให้หาย อย่าให้ชำรุด ถ้าหาย หรือฉีกขาด เรื่องยาวแน่นอนค่ะ
  2. หน้าวีซ่า วันที่ ที่ระบุในหน้าวีซ่า ต้องครอบคลุม ตั๋วขาไป – ขากลับ หรือไม่ ยกตัวอย่างนะคะ เช่น ท่านได้วีซ่า วันที่ 1-10 ธันวาคม 2558 แต่ตั๋วของท่านที่ซื้อ คือเดินเดินทางกลับหลังจากวีซ่าหมดอายุ ท่านอาจพบปัญหา ไม่เกิดตอนขาเข้าก็ขาออกนะคะ ท่านไม่ควรกลับหลังจากที่วีซ่าหมดอายุ แต่ถ้าหากพลาดแล้วกลับประเทศไทย ก็จะมีผลในการพิจารณาการทำวีซ่าครั้งต่อไป
  3. ตั๋วเครื่องบินขากลับ
  4. บุ๊คกิ้งโรงแรมที่เราจอง และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรของโรงแรมชัดเจน
  5. แผนการเดินทาง
  6. ถ้าไปดูงาน ก็ควรมีบัตรเข้างาน หรือจดหมายเชิญแนบไปด้วยนะคะ
  7. ใบกรอกเข้าประเทศ รวมถึงการกรอกสิ่งของที่ต้องสำแดง
  8. ถ้าเป็นผู้เยาว์เดินทางคนเดียว นักเรียนศึกษาต่อ อาจจะต้องมีเอกสารการศึกษา และเอกสารจากผู้ปกครอง

ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี เจ้าหน้าที่จะพูดว่า มองกล้องครับ ถอดแว่นด้วย Capture!!

Stamp!!! ตรายางดัง ตึง! ลงบนหน้าวีซ่าของท่าน ว่าอนุญาตให้เข้าประเทศ ผ่านนนน!!!

จากสถิติที่ผ่านมา ถ้าเป็นผู้หญิงสาวโสด เดินทางคนเดียว เดินทางครั้งแรก ก็จะโดนถามหนักหน่อย อาจจะมีถามเจาะลึกลงรายละเอียด อีก 2-3 ขั้น จากคำถามยอดฮิตนี้ ขอให้ตั้งสติ ใจเย็น ๆ หายใจลึก ๆ ก่อนตอบตามความจริง ไม่ต้องรีบร้อน ทางเจ้าหน้าที่เค้าขอดูอะไรก็ให้เค้าดูนะคะ ถ้าโกหก ตอบขัดแย้งกันเอง หรือมีพิรุธ อาจจะโดนเชิญเข้าห้องเย็น เพื่อพูดคุยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมุลดีๆ จาก loft girl 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

วีซ่านักเรียน และโอกาสในการทำงานที่ต่างประเทศ

สวัสดีค่ะ น้อง ๆ หลายๆคนสนใจไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะเริ่มด้วยการไปเรียนภาษา หรือบางคนก็ไปเรียนต่อระดับชั้นต่างๆไม่ว่าจะเป็น ดิพโพลมา (diploma) ป.ตรี ป. โท หรือแม้กระทั่งป. เอก ล้วนอยากจะหาประสบการณ์ชีวิตด้วยการทำงานพิเศษ แบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ กันทั้นนั้น

มีหลายคน สอบถามมาทางพี่ๆ Ascend Education Center เข้ามา ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ทำงานระหว่างเรียนไปด้วย แต่น้องๆรู้ไหมคะ ว่า น้องๆจะต้องมีวีซ่า นักเรียน (Student Visa)  หรือ วีซ่าทำงาน (Business Visa) หรือ work & Holiday visa เท่านั้น น้องๆจึงจะสามารถทำงานได้ค่ะ และไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะให้ทำงานได้นะคะ ต้องศึกษาให้ดีว่าประเทศไหนให้ทำงานได้ และได้เท่าไหร่ ตามเงื่อนไขของวีซ่าที่แตกต่างกันออกไปเช่น อนุญาตให้ทำงานได้เฉพาะ ผู้ถือวีซ่านักเรียนที่เรียนในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือ อนุญาตให้ทำงานได้ เฉพาะหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในขณะนั้น เป็นต้น

วีซ่านักเรียน (Student Visa) เป็นวีซ่าที่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเป็นหลัก ไม่ว่าจะการเรียนภาษา การศึกษาในระดับประถม มัธยม ประกาศนียบัตร หลักสูตรวิชาชีพ หรือปริญญาก็ตาม

ประเทศออสเตรเลีย (Australia student visa)

ออสเตรเลียนับว่าเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่หลายๆ คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณภาพของระบบการศึกษาระดับต้นๆ ของโลก รวมทั้งมีสภาวะเศษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดี อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงจนเกินไป ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลมีให้การสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในการทำงานนอกเวลาเรียน สูงสุดถึง 40 ชั่วโมง ต่อ 2 สัปดาห์ และสามารถเดินตามเส้นทางอาชีพได้หลังจากสำเร็จการศึกษา เป็นระยะเวลา 2-5 ปี

ประเทศอังกฤษ (Tier 4 Student Visa; England, UK)

ในบางประเทศ เมื่อนักเรียนลงเรียนภาษาเกินกว่า 3 หรือ 6 เดือน จะได้วีซ่าเป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งสามารถทำงานพิเศษได้อย่างน้อย 20 ชม/สัปดาห์ แต่ประเทศอังกฤษไม่ได้เป็นอย่างนั้นค่ะ แม้ว่าน้องจะลงเรียนภาษา 6 เดือนหรือ 8 เดือน น้องก็จะได้วีซ่าเป็น student visitor visa ซึ่งมีกฎชัดเจนว่าห้ามทำงานค่ะ 
และไม่ใช่ว่า studen visa (Tier 4)  หลักเกณฑ์กว้าง ๆ ที่จะตัดสินว่า จะสามารถทำงานพาร์ไทม์ได้หรือไม่ คือ สถาบันการศึกษาที่เราเข้าเรียนค่ะ โดยถ้าเป็นสถาบันเอกชนที่เป็น recognised body หรือสถาบันที่ได้รับ public funding ซึ่งเป็น higher education institution  ก็มีโอกาสที่จะได้รับอนุญาตให้ทำงาน พาร์ทไทม์ ได้ สามารถเช็คชื่อสถาบันที่เป็น recognised body ได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
– recognised body
สถาบันแบบ public funding ที่เป็น higher education institution
– England
– Wales
– Scotland
– Northern Ireland

อย่างไรก็ตาม ควรสอบถามจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันให้แน่ใจก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่า เราจะไม่ทำผิดกฎและสูญเสียโอกาสทางการศึกษาที่สหราชอาณาจักรนอกจากนี้ เราสามารถเช็คได้จากหน้าวีซ่า Tier-4 ที่เป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง หรือจาก bio-metric residence permit (BRP) ซึ่งจะมีข้อความคล้าย ๆ ด้างล่าง ที่ระบุว่าเราได้รับอนุญาตให้ทำงายพาร์ทไทม์ได้
– Work (and any changes) must be authorised
– Able to work as authorised by the Secretary of State
– Work as in Tier 4 Rules
– Restricted Work. P/T term time. F/T vacations
– Restricted work term time
– Work limited to max 20 hrs per week during term-time
– Work limited to max 10 hrs per week during term-time.

กรณีที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน อาจจะระบุข้อความตามด้านล่าง
– No work, or
– Work prohibited

จำนวนสูงสุดที่อนุญาตให้ทำงานได้ หากผู้ยื่นวีซ่าได้รับอนุมัติวีซ่าหลังจากวันที่ 3 สิงหาคม 2558
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในระดับปริญญา หรือสูงกว่า ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียน study abroad programme ในสถาบันการศึกษาแบบ overseas higher education institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในหลักสูตรต่ำกว่าปริญญา ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หากคุณได้รับอนุญาตให้ทำงานในระหว่างที่ถือวีซ่าแบบ Tier-4 Child

โปรดอย่าลืมตรวจสอบสิทธิการทำงานของท่าน จากหน้าสติ๊กเกอร์วีซ่านักเรียน Tier-4 หรือ BRP ของท่าน ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุเงื่อนไขการได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.ukcisa.org.uk และ https://www.gov.uk

วีซ่านักเรียน อเมริกา (USA Student Visa, วีซ่าF1)

ไม่ได้รับสิทธิให้ทำงาน หากเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ 
หลักสูตรอื่น ที่ได้รับอนุญาต สามารถทำงานได้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ สามารถทำงานในวิทยาเขตที่ทำการศึกษาอยู่ได้
หากต้องการทำงานนอกวิทยาเขต จะต้องได้รับอนุญาตจาก International Student Office ของทางสถาบันก่อน ซึ่งการขอทำเรื่องทำงานนอกวิทยาเขตนั้น จะสามารถทำได้ หลังจากที่ผ่านการเรียนในภาคเรียนแรกไปแล้ว โดยการทำงานดังกล่าว จะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนด้วย อีกทั้งต้องได้รับการอนุมัติเป็นขั้นตอนจากทั้ง International Student Office ของสถาบันที่เรียน และ USCIS (หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา

วีซ่านักเรียน นิวซีแลนด์ (New Zealand Student Visa)

สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้

  1. ลงเรียนในหลักสูตรที่มีการฝึกงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร หรือ
  2. ระหว่างช่วงวันหยุดคริสต์มาส และวันหยุดปีใหม่ หากนักเรียน เรียนในหลักสูตรแบบเต็มเวลา และเรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน หรือ
  3. สามารถทำงานได้ 20 ช.ม. ต่อสัปดาห์ ระหว่างภาคเรียน  และเป็นนักเรียนเต็มเวลา โดยศึกษาอยู่ในสถาบัน Private Training Establishment or Tertiary Institution และเข้าเรียนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา หรือ
  4. สามารถทำงานได้ 20 ช.ม. ต่อสัปดาห์ ระหว่างภาคเรียน  และเป็นนักเรียนเต็มเวลา ที่ศึกษาในหลักสูตรที่ได้รับคะแนนในกลุ่มของ Skill Migrant หรือ
  5. นักเรียนที่ลงเรียนในระดับเกรด 12 หรือ 13 โดยได้รับใบอนุญาตจากทางสถาบัน และจากทางผู้ปกครอง หรือ
  6. เรียนแบบเต็มเวลามาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในสถาบัน Private Training Establishment or Tertiary Institution และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องได้รับทราบว่า จุดมุ่งหมายในการไปเรียน คือ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และต้องมีผลสอบ IELTS Overall Band Score ตั้งแต่ 5.0 ขึ้นไป (แบบ General หรือ Academic ก็ได้) หรือ
  7. เรียนในระดับ Tertiary ในสถาบันที่ได้รับการรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีการศึกษา ด้วยการเป็น นักเรียนแลกเปลี่ยน ในโครงการ

วีซ่านักเรียน อิตาลี (Italy Student Visa)

ไปเรียนประเทศนี้คือ เที่ยวอย่างเดียวจ๊ะ วีซ่านักเรียนประเทศอิตาลีห้ามทำงานค่า

วีซ่านักเรียน ประเทศเยอรมัน (German Student visa)

นักศึกษาไทยที่ขอวีซ่านักเรียน เพื่อเรียนต่อในประเทศเยอรมัน และต้องการทำงาน part-time นักศึกษาจะสามารถทำงานได้ 120 วันสำหรับการทำงานแบบเต็มวัน หรือ 240 วันสำหรับการทำงานครึ่งวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่รวมกับการฝึกงานภาคบังคับของหลักสูตร (Compulsory Internship)

โดยการทำงานของนักศึกษาส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 5-10 ยูโรต่อชั่วโมง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากนักศึกษาได้เข้าไปทำงานในสถานที่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ หรือในองค์กรที่อยากจะเข้าทำงาน นอกจากนี้หากนักศึกษาเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่อย่าง มิวนิค, ฮัมบูร์ก หรือโคโลญจน์ ก็อาจจะได้ค่าตอบแทนที่มากกว่า

ตัวอย่างงาน part-time ของนักเรียน มีหลากหลายตัวอย่างไม่ว่าจะทำงานข้างนอก งานในมหาวิทยาลัย หรือการทำงานในช่วงวันหยุดอาทิเช่น เทศกาลคริสต์มาส เป็นต้น

วีซ่านักเรียน ประเทศฝรั่งเศส (France Student Visa)

วีซ่านักเรียนประเทศฝรั่งเศษสามารถทำงานเป็นแบบ part-time ได้สูงสุด 964 ชั่วโมงต่อปี

วีซ่านักเรียน สวิตเซอร์แลนด์ (วีซ่านักเรียนสวิส, Switzerland Student Visa)

วีซ่านักเรียนประเทศสวิสเซอแลนด์ก็ห้ามทำงานใด ๆ จ้า 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เอกสารที่ใช้ในการเรียนต่อต่างประเทศ

ในการเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศนั้น เราจะต้องเตรียมการจัดทำหนังสือเดินทางและการขอวีซ่าเพื่อเข้าไปพำนักอยู่ในประเทศต่างๆที่เราจะศึกษา แต่ก่อนที่เราจะถึงขั้นตอนการขอวีซ่านั้น สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือขั้นตอนการสมัครเข้าศึกษา ซึ่งเราจะต้องมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยนั้นๆกำหนด อย่างไรก็ตามไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนก็ตามจะมีเงื่อนไขในการสมัครที่ใกล้เคียงกัน โดยแต่ละขั้นตอนจะมีเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นแตกต่างกันไป ดังนี้

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรที่จบล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL (ถ้ามี)*
  • ผลสอบ GMAT สำหรับผู้สมัคร MBA หรือ Business Program บางสาขา หรือ GRE สำหรับผู้สมัครสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), ทางด้านการสื่อสาร (Communication) หรือในสาขาอื่นบางคณะ*
  • ผลสอบ SAT สำหรับผู้สมัครปริญญาตรี
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2-3 ฉบับ
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร” 
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย
  • สำเนาหน้าพาสปอร์ต
  • หนังสือรับรองฐานะทางการเงิน (Bank Statement)

หมายเหตุ สำหรับผู้ไม่มีผลสอบ GMAT/ หรือ GRE ก็สามารถสมัครเข้าเรียนได้เช่นกัน ในบางมหาวิทยาลัยไม่ต้องผลเหล่านี้ในการสมัครเข้าศึกษา

2. ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอื่นๆ

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรที่จบล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL (ถ้ามี)
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2 ฉบับ 
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร” 
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย

หมายเหตุ สำหรับผู้ที่ไม่มีผลสอบ IELTS/TOEFL บางมหาวิทยาลัยสามารถสมัครเข้าได้เลยโดยไปเรียนภาษากับมหาวิทยาลัยนั้น ๆ และสามามารถเข้าศึกต่อในระดับปริญญาตรีหรือโทได้ทันทีเมื่อจบภาษาอังกฤษระดับสูงของมหาวิทยาลัย

***ผู้ที่สมัครเข้าศึกษาต่อไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ควรเตรียมเอกสารทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ และบางสถาบันจะมีค่าธรรมเนียมในการสมัครก่อนที่จะดำเนินการพิจารณา ดังนั้นผู้สมัครต้องเตรียมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเรียนในระดับปริญญาเอก นอกจากเอกสารที่จะต้องเตรียมข้างต้นแล้ว ผู้สมัครจะต้องเขียนบทวิจัย หรือ Research Proposal เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการไปเรียนที่ฟิลิปปินส์

Q : ทำไมควรเลือกไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์
A : ประเทศฟิลิปปินส์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาราชการ ชาวฟิลิปปินส์เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก ควบคู่กับภาษาท้องถิ่นของตน ดังนั้น นอกจากจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว อาจารย์ชาวฟิลิปปินส์สามารถเข้าใจปัญหาภาษาอังกฤษของนักเรียนได้อย่างตรงจุด บรรยากาศของประเทศฟิลิปปินส์มีความสวยงาม มีธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือทะเล

Q : สำเนียงภาษาอังกฤษของอาจารย์ฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร
A : เป็นสำเนียงแบบอเมริกัน ซึ่งการจะเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในสถาบันสอนภาษาของฟิลิปปินส์ได้นั้น ต้องผ่านการอบรมและการสอบหลายขั้นตอน นอกจากนั้น สถาบันได้จัดเตรียมหนังสือและแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้อาจารย์ผู้สอนเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จึงมั่นใจได้ว่าอาจารย์และบุคลากรในสถาบันมีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสูง

Q : จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างไร
A : นักเรียนจะอาศัยอยู่ในหอพัก ซึ่งมีทั้งห้องเดี่ยว ห้องคู่ สูงสุดคือห้องแบบ 4 (quarter) ซึ่งห้อง 4 คนมีความนิยมสุด มีอาจารย์ชาวฟิลิปปินส์คอยดูแลฝึกภาษาอย่างใกล้ชิด และสถานที่เรียนอยู่ในบริเวณเดียวกันกับหอพัก สามารถเดินไปเรียนได้โดยสะดวก ทางสถาบันยังจัดให้มีอาหารบริการครบ 3 มื้อ (บางดรงเรียนเป็นแบบบุฟเฟ่ท์)  มีห้องออกกำลังกาย ห้องพยาบาล อินเตอร์เน็ต และบริการซักเสื้อผ้าและทำความสะอาดห้อง

Q : การไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ต้องทำวีซ่าไหม
A : นักเรียนสามารถเดินทางไปเรียนได้โดยไม่ต้องทำวีซ่า ซึ่งอนุญาตให้อยู่ได้ 30 วัน ทางสถาบันจะดูแลเรื่องการต่ออายุวีซ่าให้สอดคล้องกับเวลาเรียน

Q : ประเทศฟิลิปปินส์ปลอดภัยแค่ไหน
A : สถาบันสอนภาษาอังกฤษจะตั้งอยู่ในเมืองบาเกียว เมืองซูบิก เมืองคล้าก เมืองดาเบา และเมืองเซบู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงเรียกได้ว่ามีความปลอดภัยสูง และมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงแรมหรือบ้านพักตากอากาศสวยๆ เป็นต้น ลักษณะภูมิศาสตร์ของเมืองมีธรรมชาติ เช่น เกาะ ป่า ภูเขา ล้อมรอบเป็นเกราะป้องกันชั้นดีจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

Q : จะได้ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ในเมื่อไม่ได้อยู่ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก
A : หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์จะเน้นการเรียนที่ต่อเนื่อง นักเรียนจะได้เรียนและฝึกฝนภาษาอังกฤษตลอดวัน หอพักนักเรียนเป็นระบบ English zone กำหนดให้นักเรียนสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ สำหรับการใช้ชีวิตภายนอกสถาบัน ผู้คนชาวฟิลิปปินส์สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษกับภาษาท้องถิ่น ดังนั้นนักเรียนจึงมีโอกาสฝึกภาษาอังกฤษตลอดเวลา

Q : การเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณเท่าไหร่
A : ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ไปเรียน การเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 6-7 หมื่นบาทต่อ 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าเรียน ที่พัก อาหาร 3 มื้อ และบริการรถรับที่สนามบิน

Q: เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่เป็นประเทศอะไร สื่อสารแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันด้านใดบ้าง การใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างไรบ้าง วันหยุดทำอะไรกันบ้าง?
A: ใช้ชีวิตในโรงเรียนซะส่วนใหญ่แต่ก็สนุก เพราะอยู่กับเพื่อนๆตลอดเวลา ส่วนใหญ่เพื่อนเป็นคนเกาหลี ญี่ปุ่น วันหยุดก็มีออกไปเที่ยวบ้างไปช๊อปปิ้งในเมือง ไปกินข้าวไปโยนโบว์ ที่โน่นค่าครองชีพไม่สูงบางทีไปไหนกันหลายคนก็นั่งแท็กซี่ไม่แพงสะดวก 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com