10 คำถามตม. ยอดฮิต (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง)

ดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เตรียมไปเที่ยวอย่างมีความสุข….. และแล้วก็มีเรื่องให้กังวลอีก

จะเที่ยวแล้ว ได้วีซ่าลั่ลล๊า สบายใจ ที่ไหนได้ เจองานหิน….. อุปสรรคที่ต้องเจอแบบไม่มีทางเลี่ยงได้

ด่านแรกที่ต้องเจอเมื่อลงจากเครื่องบิน ก็คือ การเตรียมตัวตอบคำถาม ตม. (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง) และ เอกสารอ้างอิงต่าง ๆ

หลังจากลงจากเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมารอเข้าแถวเพื่อผ่านการตรวจของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เข้าให้ถูกช่องนะคะ ส่วนใหญ่จะมีคิวสำหรับประชาชนประเทศเค้า, PR, EU Citizen, คิวพิเศษต่าง ๆ, คิวสำหรับนักท่องเที่ยว ให้เราเข้าคิวให้ตรงกับวีซ่าที่เรามี เช่น Tourist หรือ Others แล้วเมื่อถึงคิวเจ้าหน้าที่เรียกท่านเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ท่านจะเจอกับคำถามสุดหิน เช่น

  1. What’s the purpose of your visit? มาทำอะไรที่นี่ ตอบว่า มาเที่ยว Tourism มาเยี่ยมญาติ Visit Relatives หรือ มาทำงาน Business
  2. How long will you be staying? อยู่กี่วัน ตอบตามจริง เช่น 7 วัน มาวันที่ 2 กลับ วันที่ 8 เป็นต้น พร้อมยื่นตั๋วเครื่องบินขากลับให้
  3. Where will you be staying? พักที่ไหนบ้าง ขอดูหลักฐานการจองโรงแรมหน่อย ตอบตามจริง เช่น คืนแรก พร้อมยื่นเอกสารการจองโรงแรมให้
  4. Where will you be visiting? ไปเที่ยวเมืองไหน สถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนบ้าง ตอบตามจริง ยกตัวอย่าง ที่สองที่ก็พอ ว่าเราพอทำการบ้านมา ไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ
  5. Who will you be visiting? รู้จักใครในประเทศนี้ไหม มีใครมารับไหม ตอบตามจริง ให้ตรงกับที่กรอกตอนขอวีซ่า
  6. Have you ever been here before? มาเที่ยวครั้งแรก หรือเคยมาแล้ว ตอบตามจริง เจ้าหน้าที่มีระบบสามารถเช็คได้
  7. Are you travelling alone? or with Someone? คุณเดินทางมาคนเดียว หรือมากับใคร ตอบตามจริง ถ้าไปหลายคนครอบครัวเดียวกันต่อแถวเดียวกัน บางทีจะสามารถเข้าไปพร้อมกันได้ ถ้าเจ้าหน้าที่เรียก ถ้าไม่ได้เรียกให้รอตามคิวนะคะ
  8. What do you do for a living? ทำงานอะไร ตอบตามจริง ไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ เดี๋ยวโดนถามต่อ อาจมีขอดูนามบัตร
  9. How much money are you bringing? พกเงินมาด้วยเท่าไร ตอบตามจริง ถ้าพกเงินสดมาเกินกฏหมายกำหนด เช่น 10,000 ยูโร, 10,000 ฟรังก์สวิส, 10,000 ดอลลาร์, 1,000,000 เยน หรือ 20,000 หยวน ให้แบ่งถือหลายคน
  10. Do you plan to work here? คุณวางแผนจะมาทำงานที่นี่ใช่ไหม เป็นคำถามหลอกล่อ ถ้ามาท่องเที่ยว ตอบว่า No นะคะ ถ้าตอบว่า Yes เรื่องยาวแน่ ๆ ค่ะ แต่ถ้าทำทำงานจริง ๆ ก็ตอบตามตรง ให้ตรงกับวีซ่าที่ได้รับมา

เอกสารอ้างอิง ที่ ตม. มักจะเรียกดู มีดังนี้นะคะ

  1. พาสปอร์ต อันนี้สำคัญมากอย่าให้หาย อย่าให้ชำรุด ถ้าหาย หรือฉีกขาด เรื่องยาวแน่นอนค่ะ
  2. หน้าวีซ่า วันที่ ที่ระบุในหน้าวีซ่า ต้องครอบคลุม ตั๋วขาไป – ขากลับ หรือไม่ ยกตัวอย่างนะคะ เช่น ท่านได้วีซ่า วันที่ 1-10 ธันวาคม 2558 แต่ตั๋วของท่านที่ซื้อ คือเดินเดินทางกลับหลังจากวีซ่าหมดอายุ ท่านอาจพบปัญหา ไม่เกิดตอนขาเข้าก็ขาออกนะคะ ท่านไม่ควรกลับหลังจากที่วีซ่าหมดอายุ แต่ถ้าหากพลาดแล้วกลับประเทศไทย ก็จะมีผลในการพิจารณาการทำวีซ่าครั้งต่อไป
  3. ตั๋วเครื่องบินขากลับ
  4. บุ๊คกิ้งโรงแรมที่เราจอง และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรของโรงแรมชัดเจน
  5. แผนการเดินทาง
  6. ถ้าไปดูงาน ก็ควรมีบัตรเข้างาน หรือจดหมายเชิญแนบไปด้วยนะคะ
  7. ใบกรอกเข้าประเทศ รวมถึงการกรอกสิ่งของที่ต้องสำแดง
  8. ถ้าเป็นผู้เยาว์เดินทางคนเดียว นักเรียนศึกษาต่อ อาจจะต้องมีเอกสารการศึกษา และเอกสารจากผู้ปกครอง

ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี เจ้าหน้าที่จะพูดว่า มองกล้องครับ ถอดแว่นด้วย Capture!!

Stamp!!! ตรายางดัง ตึง! ลงบนหน้าวีซ่าของท่าน ว่าอนุญาตให้เข้าประเทศ ผ่านนนน!!!

จากสถิติที่ผ่านมา ถ้าเป็นผู้หญิงสาวโสด เดินทางคนเดียว เดินทางครั้งแรก ก็จะโดนถามหนักหน่อย อาจจะมีถามเจาะลึกลงรายละเอียด อีก 2-3 ขั้น จากคำถามยอดฮิตนี้ ขอให้ตั้งสติ ใจเย็น ๆ หายใจลึก ๆ ก่อนตอบตามความจริง ไม่ต้องรีบร้อน ทางเจ้าหน้าที่เค้าขอดูอะไรก็ให้เค้าดูนะคะ ถ้าโกหก ตอบขัดแย้งกันเอง หรือมีพิรุธ อาจจะโดนเชิญเข้าห้องเย็น เพื่อพูดคุยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมุลดีๆ จาก loft girl 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

วีซ่านักเรียน และโอกาสในการทำงานที่ต่างประเทศ

สวัสดีค่ะ น้อง ๆ หลายๆคนสนใจไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะเริ่มด้วยการไปเรียนภาษา หรือบางคนก็ไปเรียนต่อระดับชั้นต่างๆไม่ว่าจะเป็น ดิพโพลมา (diploma) ป.ตรี ป. โท หรือแม้กระทั่งป. เอก ล้วนอยากจะหาประสบการณ์ชีวิตด้วยการทำงานพิเศษ แบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ กันทั้นนั้น

มีหลายคน สอบถามมาทางพี่ๆ Ascend Education Center เข้ามา ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ทำงานระหว่างเรียนไปด้วย แต่น้องๆรู้ไหมคะ ว่า น้องๆจะต้องมีวีซ่า นักเรียน (Student Visa)  หรือ วีซ่าทำงาน (Business Visa) หรือ work & Holiday visa เท่านั้น น้องๆจึงจะสามารถทำงานได้ค่ะ และไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะให้ทำงานได้นะคะ ต้องศึกษาให้ดีว่าประเทศไหนให้ทำงานได้ และได้เท่าไหร่ ตามเงื่อนไขของวีซ่าที่แตกต่างกันออกไปเช่น อนุญาตให้ทำงานได้เฉพาะ ผู้ถือวีซ่านักเรียนที่เรียนในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือ อนุญาตให้ทำงานได้ เฉพาะหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในขณะนั้น เป็นต้น

วีซ่านักเรียน (Student Visa) เป็นวีซ่าที่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเป็นหลัก ไม่ว่าจะการเรียนภาษา การศึกษาในระดับประถม มัธยม ประกาศนียบัตร หลักสูตรวิชาชีพ หรือปริญญาก็ตาม

ประเทศออสเตรเลีย (Australia student visa)

ออสเตรเลียนับว่าเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่หลายๆ คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณภาพของระบบการศึกษาระดับต้นๆ ของโลก รวมทั้งมีสภาวะเศษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดี อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงจนเกินไป ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลมีให้การสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในการทำงานนอกเวลาเรียน สูงสุดถึง 40 ชั่วโมง ต่อ 2 สัปดาห์ และสามารถเดินตามเส้นทางอาชีพได้หลังจากสำเร็จการศึกษา เป็นระยะเวลา 2-5 ปี

ประเทศอังกฤษ (Tier 4 Student Visa; England, UK)

ในบางประเทศ เมื่อนักเรียนลงเรียนภาษาเกินกว่า 3 หรือ 6 เดือน จะได้วีซ่าเป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งสามารถทำงานพิเศษได้อย่างน้อย 20 ชม/สัปดาห์ แต่ประเทศอังกฤษไม่ได้เป็นอย่างนั้นค่ะ แม้ว่าน้องจะลงเรียนภาษา 6 เดือนหรือ 8 เดือน น้องก็จะได้วีซ่าเป็น student visitor visa ซึ่งมีกฎชัดเจนว่าห้ามทำงานค่ะ 
และไม่ใช่ว่า studen visa (Tier 4)  หลักเกณฑ์กว้าง ๆ ที่จะตัดสินว่า จะสามารถทำงานพาร์ไทม์ได้หรือไม่ คือ สถาบันการศึกษาที่เราเข้าเรียนค่ะ โดยถ้าเป็นสถาบันเอกชนที่เป็น recognised body หรือสถาบันที่ได้รับ public funding ซึ่งเป็น higher education institution  ก็มีโอกาสที่จะได้รับอนุญาตให้ทำงาน พาร์ทไทม์ ได้ สามารถเช็คชื่อสถาบันที่เป็น recognised body ได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
– recognised body
สถาบันแบบ public funding ที่เป็น higher education institution
– England
– Wales
– Scotland
– Northern Ireland

อย่างไรก็ตาม ควรสอบถามจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันให้แน่ใจก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่า เราจะไม่ทำผิดกฎและสูญเสียโอกาสทางการศึกษาที่สหราชอาณาจักรนอกจากนี้ เราสามารถเช็คได้จากหน้าวีซ่า Tier-4 ที่เป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง หรือจาก bio-metric residence permit (BRP) ซึ่งจะมีข้อความคล้าย ๆ ด้างล่าง ที่ระบุว่าเราได้รับอนุญาตให้ทำงายพาร์ทไทม์ได้
– Work (and any changes) must be authorised
– Able to work as authorised by the Secretary of State
– Work as in Tier 4 Rules
– Restricted Work. P/T term time. F/T vacations
– Restricted work term time
– Work limited to max 20 hrs per week during term-time
– Work limited to max 10 hrs per week during term-time.

กรณีที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน อาจจะระบุข้อความตามด้านล่าง
– No work, or
– Work prohibited

จำนวนสูงสุดที่อนุญาตให้ทำงานได้ หากผู้ยื่นวีซ่าได้รับอนุมัติวีซ่าหลังจากวันที่ 3 สิงหาคม 2558
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในระดับปริญญา หรือสูงกว่า ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียน study abroad programme ในสถาบันการศึกษาแบบ overseas higher education institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในหลักสูตรต่ำกว่าปริญญา ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หากคุณได้รับอนุญาตให้ทำงานในระหว่างที่ถือวีซ่าแบบ Tier-4 Child

โปรดอย่าลืมตรวจสอบสิทธิการทำงานของท่าน จากหน้าสติ๊กเกอร์วีซ่านักเรียน Tier-4 หรือ BRP ของท่าน ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุเงื่อนไขการได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.ukcisa.org.uk และ https://www.gov.uk

วีซ่านักเรียน อเมริกา (USA Student Visa, วีซ่าF1)

ไม่ได้รับสิทธิให้ทำงาน หากเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ 
หลักสูตรอื่น ที่ได้รับอนุญาต สามารถทำงานได้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ สามารถทำงานในวิทยาเขตที่ทำการศึกษาอยู่ได้
หากต้องการทำงานนอกวิทยาเขต จะต้องได้รับอนุญาตจาก International Student Office ของทางสถาบันก่อน ซึ่งการขอทำเรื่องทำงานนอกวิทยาเขตนั้น จะสามารถทำได้ หลังจากที่ผ่านการเรียนในภาคเรียนแรกไปแล้ว โดยการทำงานดังกล่าว จะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนด้วย อีกทั้งต้องได้รับการอนุมัติเป็นขั้นตอนจากทั้ง International Student Office ของสถาบันที่เรียน และ USCIS (หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา

วีซ่านักเรียน นิวซีแลนด์ (New Zealand Student Visa)

สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้

  1. ลงเรียนในหลักสูตรที่มีการฝึกงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร หรือ
  2. ระหว่างช่วงวันหยุดคริสต์มาส และวันหยุดปีใหม่ หากนักเรียน เรียนในหลักสูตรแบบเต็มเวลา และเรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน หรือ
  3. สามารถทำงานได้ 20 ช.ม. ต่อสัปดาห์ ระหว่างภาคเรียน  และเป็นนักเรียนเต็มเวลา โดยศึกษาอยู่ในสถาบัน Private Training Establishment or Tertiary Institution และเข้าเรียนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา หรือ
  4. สามารถทำงานได้ 20 ช.ม. ต่อสัปดาห์ ระหว่างภาคเรียน  และเป็นนักเรียนเต็มเวลา ที่ศึกษาในหลักสูตรที่ได้รับคะแนนในกลุ่มของ Skill Migrant หรือ
  5. นักเรียนที่ลงเรียนในระดับเกรด 12 หรือ 13 โดยได้รับใบอนุญาตจากทางสถาบัน และจากทางผู้ปกครอง หรือ
  6. เรียนแบบเต็มเวลามาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในสถาบัน Private Training Establishment or Tertiary Institution และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องได้รับทราบว่า จุดมุ่งหมายในการไปเรียน คือ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และต้องมีผลสอบ IELTS Overall Band Score ตั้งแต่ 5.0 ขึ้นไป (แบบ General หรือ Academic ก็ได้) หรือ
  7. เรียนในระดับ Tertiary ในสถาบันที่ได้รับการรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีการศึกษา ด้วยการเป็น นักเรียนแลกเปลี่ยน ในโครงการ

วีซ่านักเรียน อิตาลี (Italy Student Visa)

ไปเรียนประเทศนี้คือ เที่ยวอย่างเดียวจ๊ะ วีซ่านักเรียนประเทศอิตาลีห้ามทำงานค่า

วีซ่านักเรียน ประเทศเยอรมัน (German Student visa)

นักศึกษาไทยที่ขอวีซ่านักเรียน เพื่อเรียนต่อในประเทศเยอรมัน และต้องการทำงาน part-time นักศึกษาจะสามารถทำงานได้ 120 วันสำหรับการทำงานแบบเต็มวัน หรือ 240 วันสำหรับการทำงานครึ่งวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่รวมกับการฝึกงานภาคบังคับของหลักสูตร (Compulsory Internship)

โดยการทำงานของนักศึกษาส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 5-10 ยูโรต่อชั่วโมง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากนักศึกษาได้เข้าไปทำงานในสถานที่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ หรือในองค์กรที่อยากจะเข้าทำงาน นอกจากนี้หากนักศึกษาเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่อย่าง มิวนิค, ฮัมบูร์ก หรือโคโลญจน์ ก็อาจจะได้ค่าตอบแทนที่มากกว่า

ตัวอย่างงาน part-time ของนักเรียน มีหลากหลายตัวอย่างไม่ว่าจะทำงานข้างนอก งานในมหาวิทยาลัย หรือการทำงานในช่วงวันหยุดอาทิเช่น เทศกาลคริสต์มาส เป็นต้น

วีซ่านักเรียน ประเทศฝรั่งเศส (France Student Visa)

วีซ่านักเรียนประเทศฝรั่งเศษสามารถทำงานเป็นแบบ part-time ได้สูงสุด 964 ชั่วโมงต่อปี

วีซ่านักเรียน สวิตเซอร์แลนด์ (วีซ่านักเรียนสวิส, Switzerland Student Visa)

วีซ่านักเรียนประเทศสวิสเซอแลนด์ก็ห้ามทำงานใด ๆ จ้า 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ขั้นตอนการยื่น VISA Online ไปเที่ยว New Zealand อย่างง่าย

ประเภทของ วีซ่านิวซีแลนด์ (แบบชั่วคราว)

1. วีซ่าท่องเที่ยวนิวซีแลนด์, วีซ่าธุรกิจนิวซีแลนด์, วีซ่าเยี่ยมเยือนนิวซีแลนด์ (Visitor visa)

เป็นวีซ่าสําหรับผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศนิวซีแลนด์ เพื่อท่องเที่ยว, เพื่อกิจกรรมทางด้านธุรกิจ, เยี่ยมเพื่อน เยี่ยมครอบครัวหรือญาติพี่น้องในนิวซีแลนด์ และรวมถึงผู้ที่ต้องการเรียนหลักสูตรระยะสั้น ไม่เกิน 3 เดือนในประเทศนิวซีแลนด์ 

2. วีซ่านักเรียนนิวซีแลนด์ (Student visa)

เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่ประสงค์จะเรียนในหลักสูตรแบบเต็มเวลา โดยมีเวลาเรียนนานเกินกว่า 3 เดือนขึ้นไป

3. วีซ่าประเภทท่องเที่ยวและทำงาน (Working Holiday Visa Scheme)

เป็นวีซ่าสำหรับเยาวชนไทยอายุระหว่าง 18 – 30 ปี ซึ่งเป็นโครงการที่ผู้ขอวีซ่าสามารถที่จะเดินทางไปศึกษา ท่องเที่ยว และทำงานได้เป็นการชั่วคราวในขณะอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ วัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้และเข้าใจในวัฒนธรรมนิวซีแลนด์ ได้ฝึกการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในต่างประเทศ ได้ฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษ ได้ลองทำงานในต่างประเทศ

วีซ่าท่องเที่ยว ประเทศนิวซีแลนด์ (Visitor visa)

ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศนิวซีแลนด์เพื่อท่องเที่ยว เพื่อกิจกรรมทางด้านธุรกิจ เยี่ยมเพื่อน เยี่ยมครอบครัวหรือญาติพี่น้องในนิวซีแลนด์ และรวมถึงผู้ที่ต้องการเรียนหลักสูตรระยะสั้น ไม่เกิน  3  เดือนในประเทศนิวซีแลนด์ด้วยเอกสารประกอบการยื่น ดังนี้

  1. หนังสือเดินทาง (Passport)  ตัวจริง มีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน พร้อมสำเนา ทุกหน้า
  2. สำเนาเอกสารส่วนตัว เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. รูปถ่ายสี 2 นิ้ว 2 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) 
  4. หลักฐานการทำงาน (ถ้ามี)
  5. หลักฐานการศึกษา (ถ้ามี)
  6. หลักฐานทางการเงิน (สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากย้อนหลังติดต่อกัน6 เดือน หรือ Bank statement) ครอบคลุมค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง (1,000 เหรียญนิวซีแลนด์ ต่อเดือน)
  7. หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน
  8. แบบฟอร์มยื่นขอวีซ่านิวซีแลนด์ INZ 1017
  9. แบบฟอร์ม Sponsorship Form for Temporary Entry (INZ 1025) ที่ได้กรอกรายละเอียด พร้อมทั้งได้รับการรับรองจากกองตรวจคนเข้าเมืองที่ประเทศนิวซีแลนด์แล้ว (กรณีที่มีชาวนิวซีแลนด์ให้การสนับสนุน)
  10. ค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ 4,300 บาท (140 USD)
  11. กรณีต้องการสมัครแบบครอบครัว เอกสารที่ต้องยื่นเพิ่มเติม มีดังนี้
    • ใบทะเบียนสมรส ใบสูติบัตรของบุตร พร้อมทั้งสำเนา        
    • ใบตรวจวัณโรค (กรณีต้องการอาศัยอยู่ในประเทศนานเกินกว่า 6 เดือน
    • ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเดินทางโดยลำพัง หรือไม่ได้เดินทางพร้อมกับบิดาและมารดา จะต้องมีหนังสือแสดงความยินยอมจากบิดาและมารดาอนุญาตให้บุตรเดินทางได้         
  12. ขอวีซ่าท่องเที่ยว (สำหรับผู้สนับสนุนทางการเงิน…ถ้ามี)
    • จดหมายรับรองการเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน
    •  สำเนาบัตรประชาชนของผู้สนับสนุนทางการเงิน
    •  สำเนาทะเบียนบ้านของผู้สนับสนุนทางการเงิน
    • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ตัวจริง ที่มีรายการอย่างน้อย 6 เดือนย้อนหลัง หรือเอกสารการเงินอื่นๆ เช่น สลากออมสิน กรณี เป็นบัญชีกระแสรายวันต้องยื่น Statement ตัวจริงและต้องระบุวงเงิน OD ไว้ด้วย ของผู้สนับสนุน
    • จดหมายรับรองการทำงาน โดยมีรายละเอียด ระบุเงินเดือนและระยะเวลาในการทำงาน หรือใบจดทะเบียนการค้าของธุรกิจ ในกรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ/ ธุรกิจส่วนตัว
    • เอกสารแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษากับผู้สนับสนุนทางการเงิน (ถ้ามี)

เงื่อนไขเบื้องต้นของวีซ่าท่องเที่ยวนิวซีแลนด์

1. ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว หรือเยี่ยมเยือนเป็นการชั่วคราว หรือมีกิจกรรมทางธุรกิจ
2. อาศัยอยู่ในประเทศได้ตามระยะเวลาที่วีซ่าระบุเท่านั้น
3. ไม่เคยมีประวัติ หรือต้องคดีร้ายแรงมาก่อน
4. ไม่สามารถทำงานได้
5. เรียนในหลักสูตรระยะสั้นได้ไม่เกิน 3 เดือน

ขั้นตอนการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ Online

1. เตรียมเอกสารทั้งหมดเป็น file PDF ก่อนการยื่นวีซ่า 
(เอกสารทุกอย่างต้องเป็นภาษาอังกฤษหรือแนบเอกสารแปลทำเป็น PDF ยกเว้นไฟล์รูปถ่ายเป็น .jpg )

2. รูปถ่าย  ขนาด 500 kb – 10 mb ขนาด 3:4  หรือ ไม่ต่ำกว่า  900 x 1200 pixels

3. จากนั้นสมัครและกรอกข้อมูล ชำระเงินค่าวีซ่าผ่าน ระบบ <คลิกที่นี่>

(กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับการขอวีซ่าทั้งหมด เป็นภาษาอังกฤษ)

4. ค่าใช้จ่ายในการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ Online

  • ค่าธรรมเนียม NZD 165 ประมาณ 4,455 บาท
  • ค่าดำเนินการผ่านศูนย์วีซ่า  550 บาท  และ ค่าส่งพาสปอร์ตกลับอีก 50 บาท
  • รวม   5,055 บาท

5.  ขั้นตอนการจ่ายเงิน   ชำระเงินผ่านบัตรเครดิต

6. เมื่อกรอกข้อุล ชำระค่าธรรรมเนียมวีซ่าแล้ว ให้ส่ง Passport ไปที่ศูนย์ฯ (ตามที่อยู่ข้างล่าง) ในบ่ายอีกวันหลังจากยื่นวีซ่า   ทั้งนี้ยังมีค่าดำเนินการผ่านศูนย์  550 บาท  และค่าส่งเอกสารอีก 50 บาท   รายละเอียดตามลิงค์นี้ https://www.ttsnzvisa.com/th-en/e-lodgement  และ   ปรินท์  Credit Card Authorization Form    จากลิงค์ดังกล่าว  (จำเป็นมาก)  เนื่องจากทางศูนย์จะชาร์จค่า Handling Fee และ ค่าดำเนินการ  ผ่านบัตรเครดิต

อย่าลื นำเอกสาร Confirmation ตรงหน้า Thank you  ที่ปรินท์เก็บไว้   และ  Credit Card Authorization Form  ใส่ไปพร้อมกับ Passport ด้วยกันค่ะ 

7.    เมื่อทางศูนย์ได้รับเอกสารแล้ว ให้ตรวจสอบสถานะการยื่นวีซ่าที่ ลิงค์ นี้ https://www.ttsnzvisa.com/ เลือก Track your application    

8.และเมื่อ VISA ผ่านแล้ว เราจะได้รับการเอกสารรับรอง ซึ่งจะมี E-mail แจ้งมาบอก  ถ้ายื่นออนไลน์จะไม่ได้แบบแปะใน passport แล้วนะคะ

9. Login ไปในAccount ของเราอีกครั้ง จะพบว่ามีเอกสารเพิ่มขึ้นมา 1 ฉบับ จากทาง Immigration NZ  ปรินท์ฉบับนั้นแนบกับ Passport เมื่อทางศูนย์ฯ ส่งกลับมาได้เลยค่

ข้อมูลอื่น ๆ เกี่ยวกับการยื่นวีซ่าประเทศนิวซีแลนด์

+ ตรวจสอบประเภทวีซ่าประเทศนิวซีแลนด์ ที่คุณต้องยื่น<คลิกที่นี่>
+ ตรวจสอบเอกสารสำหรับยื่นวีซ่าประเทศนิวซีแลนด์ ทุกประเภท <คลิกที่นี่>
+ ตรวจสอบค่าธรรมเนียมวีซ่าประเทศนิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่
+ เอกสารสำหรับยื่นวีซ่าท่องเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>
+ เอกสารสำหรับวีซ่านักเรียนประเทศนิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เอกสารที่ใช้ในการเรียนต่อต่างประเทศ

ในการเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศนั้น เราจะต้องเตรียมการจัดทำหนังสือเดินทางและการขอวีซ่าเพื่อเข้าไปพำนักอยู่ในประเทศต่างๆที่เราจะศึกษา แต่ก่อนที่เราจะถึงขั้นตอนการขอวีซ่านั้น สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือขั้นตอนการสมัครเข้าศึกษา ซึ่งเราจะต้องมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยนั้นๆกำหนด อย่างไรก็ตามไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนก็ตามจะมีเงื่อนไขในการสมัครที่ใกล้เคียงกัน โดยแต่ละขั้นตอนจะมีเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นแตกต่างกันไป ดังนี้

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรที่จบล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL (ถ้ามี)*
  • ผลสอบ GMAT สำหรับผู้สมัคร MBA หรือ Business Program บางสาขา หรือ GRE สำหรับผู้สมัครสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), ทางด้านการสื่อสาร (Communication) หรือในสาขาอื่นบางคณะ*
  • ผลสอบ SAT สำหรับผู้สมัครปริญญาตรี
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2-3 ฉบับ
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร” 
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย
  • สำเนาหน้าพาสปอร์ต
  • หนังสือรับรองฐานะทางการเงิน (Bank Statement)

หมายเหตุ สำหรับผู้ไม่มีผลสอบ GMAT/ หรือ GRE ก็สามารถสมัครเข้าเรียนได้เช่นกัน ในบางมหาวิทยาลัยไม่ต้องผลเหล่านี้ในการสมัครเข้าศึกษา

2. ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอื่นๆ

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรที่จบล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL (ถ้ามี)
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2 ฉบับ 
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร” 
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย

หมายเหตุ สำหรับผู้ที่ไม่มีผลสอบ IELTS/TOEFL บางมหาวิทยาลัยสามารถสมัครเข้าได้เลยโดยไปเรียนภาษากับมหาวิทยาลัยนั้น ๆ และสามามารถเข้าศึกต่อในระดับปริญญาตรีหรือโทได้ทันทีเมื่อจบภาษาอังกฤษระดับสูงของมหาวิทยาลัย

***ผู้ที่สมัครเข้าศึกษาต่อไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ควรเตรียมเอกสารทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ และบางสถาบันจะมีค่าธรรมเนียมในการสมัครก่อนที่จะดำเนินการพิจารณา ดังนั้นผู้สมัครต้องเตรียมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเรียนในระดับปริญญาเอก นอกจากเอกสารที่จะต้องเตรียมข้างต้นแล้ว ผู้สมัครจะต้องเขียนบทวิจัย หรือ Research Proposal เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนนิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาสูงและมีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ผู้ปกครองจึงนิยมส่งบุตรหลานของตนไปเรียน ไม่ว่าจะเรียนภาษาหรือเรียนต่อมัธยมจนถึงระดับมหาวิทยาลัย การขอวีซ่านิวซีแลนด์ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่คุณต้องมีเอกสารพร้อมและทำตามขั้นตอนการขอวีซ่าให้ถูกต้องเท่านั้น โดยชนิดของวีซ่าที่คุณต้องใช้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่คุณศึกษาอยู่ที่นิวซีแลนด์  รวมทั้งเอกสารประกอบการสมัครก็ขึ้นอยู่กับคอร์สเรียนของคุณ

หมายเหตุ

  • นักศึกษาจากประเทศออสเตรเลียไม่ต้องใช้วีซ่าในการเข้าประเทศนิวซีแลนด์
  • หากคอร์สเรียนของคุณน้อยกว่า 3 เดือน  คุณต้องใช้วีซ่านักท่องเที่ยว แต่ถ้าหากคุณต้องพำนักอยู่นานกว่านั้น คุณต้องสมัครวีซ่านักเรียน

เอกสารที่ต้องใช้เพื่อขอวีซ่านักเรียน

  1. ใบสมัครวีซ่านักเรียนที่ได้กรอกรายละเอียด พร้อมติดรูปถ่ายเรียบร้อยแล้ว และเซ็นชื่อในหน้าที่ 9
  2. ค่าวีซ่า 7,600 บาท และค่าธรรมเนียม VAC 820 บาท (จะไม่มีการคืนค่าวีซ่าไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยเรียกเก็บจากสถานฑูตนิวซีแลนด์)
  3. หนังสือเดินทางตัวจริง (Passport) พร้อมสำเนา 1 ชุด
  4. สำเนาบัตรประชาชน (หรือใบสูติบัตร กรณีอายุไม่ถึง 15 ปี) และทะเบียนบ้าน ของผู้ปกครอง และผู้สมัคร
  5. หนังสือตอบรับการเข้าเรียนจากโรงเรียนที่ระบุหลักสูตร ระยะเวลาเรียน วันเปิดเทอม และวันสุดท้ายของการเรียน
  6. หนังสือรับรองเรื่องที่พักในประเทศนิวซีแลนด์
  7. หลักฐานการจองตั๋ว หรือตั๋วเครื่องบิน
  8. ใบรับรองสถานภาพทางการเงิน “Financial Undertaking for a Student” ที่กรอกเรียบร้อยแล้ว และให้เจ้าของบัญชีธนาคารเซ็นชื่อในหน้าที่ 2
  9. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก / Bank Statement ของผู้สนับสนุนทางการเงิน (ผู้ปกครอง) ย้อนหลัง 6 เดือน ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ค้ำประกัน สามารถดูแลค่าใช้จ่ายของผู้สมัครได้
  10. จดหมายรับรองสถานภาพการทำงานของผู้สนับสนุนทางการเงิน ระบุถึงรายได้ต่อปี (รวมโบนัส) ตำแหน่งและอายุการทำงาน โดยจดหมายนี้จะต้องออกโดยผู้มีอำนาจ หรือฝ่ายบุคคลของบริษัท/หน่วยงานเท่านั้น
  11. ถ้าหากผู้ค้ำประกันเป็นเจ้าของกิจการ/บริษัท/ห้างร้าน จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัท หรือหลักฐานการจดทะเบียนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการ/บริษัท/ห้างร้านนั้น ๆ
  12. ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีต้องเดินทางโดยลำพัง หรือไม่ได้เดินทางพร้อมกับบิดาและมารดา จะต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดาและมารดาระบุว่าอนุญาตให้บุตรเดินทางได้
  13. ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล และเอกสารการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ (ถ้ามี)
  14. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว 3 รูป ที่เหมือนกัน และอายุไม่เกิน 6 เดือน
  15. สำหรับผู้สมัครที่อายุเกิน 17 ปี และได้ศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์มาแล้ว 2 ปี เมื่อขึ้นปีที่สามจะต้องยื่นรายงานการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน โดยสามารถขอได้ที่ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน  โทร. 02-2052168 – 9
  16. สำหรับนักเรียนที่ไปศึกษาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป หรือ กรณีศึกษาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จะต้องยื่นใบตรวจร่างกาย และเอ็กซเรย์จากโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับจากสถานฑูตเท่านั้น

หมายเหตุ

  • ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ น้องๆไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานการมีประกันภัยในขั้นตอนของการยื่นคำร้องขอวีซ่า แต่จะต้องเซ็นต์รับรอง เพื่อเป็นการชี้แจงว่าคุณมีประกันภัยที่เป็นที่ยอมรับตลอดระยะเวลาที่คุณศึกษา ซึ่งเป็นเงื่อนไขของวีซ่าที่หากนักศึกษาคนใดไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด จะมีความเสี่ยงที่จะถูกเนรเทศออกจากประเทศนิวซีแลนด์

เงื่อนไขเบื้องต้นของ ผู้ที่ยื่นขอวีซ่านักเรียนนิวซีแลนด์ 

  1. ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง
  2. ลงทะเบียนเรียนแบบเต็มเวลา (Full Time Study) แต่มีข้อยกเว้นในบางหลักสูตรที่นักเรียนสามารถเรียนแบบ Part time ได้
  3. อาศัยอยู่ในประเทศชั่วคราวเพื่อการศึกษาตามระยะเวลาของวีซ่าเท่านั้น
  4. ผ่านการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลที่ทางสถานทูตกำหนดไว้
  5. หากต้องการทำงานจะต้องผ่านเกณฑ์ที่ทางสถานทูตกำหนดไว้ และขอเปลี่ยนเงื่อนไขของวีซ่าก่อน ซึ่งสามารถทำงานระหว่างเรียนได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  6. ไม่เคยมีประวัติ หรือต้องคดีร้ายแรงมาก่อน การต่อวีซ่านักเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ เสียค่าต่อ $250 และต้องโชว์ Statement เดือน ล่ะ $1,250

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การเขียน Statement of Purpose

Statement of Purpose หรือ SOP ก็คือ เรียงความหรือบทความ (Essay) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้รู้จักเรามากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากในการพิจารณารับเข้าเรียนของสถาบันต่างๆ  99% ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมักกำหนดให้ผู้สมัครเขียน SOP ด้วย 

SOP ชิ้นหนึ่งจะต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้

ย่อหน้าที่ 1 – แรงกระตุ้นให้เลือกเรียนสาขานี้

ซึ่งย่อหน้าแรกควรจะ “ดึงความสนใจ” ของผู้อ่านทันที  เพราะ อย่าลืมว่าฝ่าย admission ของทางมหาวิทยาลัยอ่าน SOP  อย่างที่คุณเขียนอยู่ปีหนึ่งเป็นพันฉบับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณเขียนจะต้อง “น่าสนใจ” และถ้าทำได้ “น่าติดตาม” เพื่อให้เขาอ่านต่อไปเรื่อยๆ หลักการเลือกของมหาวิทยาลัย ปรกติแล้วจะดึงผู้สมัครที่ academic requirement หรือเกรดถึงออกมาก่อน ตัวนี้อาจจะหมายถึงแค่เกรด หรือรวมไปถึงระดับภาษาอังกฤษด้วย ขึ้นอยู่กับมหาลัย แต่หลังจากที่คุณได้ผ่านเข้ามาด้วยเกรด (หรือกิจกรรมทีดีมากจนสามารถคานกับเกรดที่ไม่ถึงเกณฑ์ได้) ก็ต้องแข่งกันที่ “ลักษณะนิสัย” “ความตั้งใจ” ของผู้สมัครอย่างที่ปรากฏใน SOP ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ทำไมถึงเลือกสาขา/วิชานี้
  • เกี่ยวข้องกับประสบการณ์และความสนใจของเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 2 – รายละเอียดของคอร์สที่เลือก และความเหมาะสมกับเรา

ย่อหน้าที่2 นี้จะต้องสอดคล้องกับย่อหน้าแรก เป็นการอธิบายเพิ่มเติมจากย่อหน้าแรก แต่ที่สำคัญ ระวังอย่าให้ดูซ้ำซ้อนเกินไปกับย่อหน้าแรก เขียนให้ละเอียด แต่ขณะเดียวจะต้องกะทัดรัด ได้ใจความ คั้นน้ำออกไปให้มากที่สุด ประโยคไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยส่งเสริมตัวผู้สมัครในด้านไหนเลย เอาออกเสีย ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ความสนใจและการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สเรียน
  • อ้างอิงถึงแต่ละวิชาในหลักสูตร
  • พยายามกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องการเรียนหลักสูตร/มหาวิทยาลัยนี้ และหลักสูตรนี้พิเศษสำหรับเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 3 – ประวัติการเรียนและการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร

อธิบายให้ว่าทำไมคุณถึงมีคุณลักษณะที่ดี สามารถเป็นผู้สมัครได้ ผู้ให้ชัดว่ามีประสบการณ์ทำอะไรมาบ้าง ทำไมคณะนี้ ที่มหาวิทยาลัยนี้ถึงเหมาะกับเรา พูดถึงสิ่งที่ผลักดันให้เราพุ่งความสนใจมาที่มหาวิทยาลัยนี้ ภาควิชานี้น่าสนใจ เพราะหลักสูตรเป็นอย่างไร ส่งผลต่ออนาคตในการทำงาน/ตามความฝัน/ได้ดียิ่งขึ้น ต้องบอกด้วยว่าเพราะอะไร หาเหตุและผลมาเขียนเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ และอย่าลืมลงท้ายว่า การศึกษาที่มหาลัยนี้เหมาะกับเป้าหมายเราอย่างไร ทำไมถึงเหมาะ และเป้าหมายเราสำคัญอย่างไร

  • เชื่อมโยงแผนในอนาคตเข้ากับคอร์สที่เลือกเรียน และอธิบายสิ่งที่คุณคิดว่าคอร์สนี้จะช่วยในสายอาชีพ

**ย่อหน้าที่ 2 และ 3 สามารถสลับกันได้**

ย่อหน้าที่ 4 – สรุป

ย่อหน้านี้ เป็นย่อหน้าที่จะต้องสรุปใจความหลักของทุกย่อหน้าที่ผ่านมา เพื่อย้ำเตือนผู้อ่าน ว่าเขาอ่านอะไรไป และอะไรคือประหลักที่เราอยากให้เขาจำได้เมื่อเขาวางมือจาก sop ของเราไปอ่านของคนอื่นต่อ วิธีลงท้าย sop มีหลายแบบ จบธรรมดาด้วยการขอบคุณสำหรับเวลา (Thank you for your time)  หรือจบอย่างชัดเจนไปเลยว่า Looking forward to see you in the upcoming academic trimester ก็ได้

เช็คลิสส่วนสำคัญของ Personal Statement

  • ใช้รูปแบบอักษร Arial (ขนาด 10) หรือ Times New Roman (ขนาด 11-12)
  • ประมาณ 4-5 ย่อหน้า (Paragraph)
  • ใช้ประโยคความเดียว ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย
  • หลีกเลี่ยงการเขียนสิ่งต่างๆที่เป็นในเชิงลบ
  • อย่าลืม ตรวจทานศัพท์ และแยกศัพท์บางคำที่เป็นของอังกฤษหรืออเมริกา เช่น Color (อเมริกา) กับ Colour (อังกฤษ) เพื่อให้ตรงกับประเทศที่คุณสมัคร
  • ควรเขียนให้อยู่ในหนึ่งหน้ากระดาษ A4 เว้นแต่ว่าหลักสูตรนั้นจะกำหนดให้ผู้สมัครเขียนมากกว่า หรือน้อยกว่าหนึ่งหน้ากระดาษ A4

Ascend Education Center ให้บริการเขียน SOP โดย น้องๆจะต้องจัดส่งข้อมูลส่วนตัว อย่างน้อย 4 ข้อดังนี้

  1. Resume/CV
  2. Link มหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัคร
  3. เหตุผลในการเืลือกเรียนสาขานี้
  4. เป้าหมายการทำงานอนาคตหลังเรียนจบ

ต้องการข้อมูลของผู้สมัครให้ได้มากที่สุด จากนั้นทางทีมงานนักเขียนจะนำไปเรียบเรียงและปรับแต่งให้เหมาะสม พร้อมกับ Double Check โดยเจ้าของภาษาก่อนส่งฉบับจริงให้

ค่าบริการเขียน SOP เริ่มต้นที่ 1000 – 1500 บาท แล้วแต่ความยากง่ายของเนื้องาน เนื่องจากรายละเอียดในการเขียนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อมูลของแต่ละคน

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

TOEIC (โทอิค) คืออะไร

TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นการสอบวัดผลทางภาษาอังกฤษสำหรับคนมีความต้องการสมัครงานในองค์กรต่างๆ เพื่อยืนยันว่าเรานั้นสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดี 

TOEIC จัดทำขึ้นโดยสถาบัน Educational Testing Service (ETS) ที่เมืองพริ้นส์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นองค์กรชั้นนำในด้านกรพัฒนาแบบทดสอบต่าง ๆ เช่น TOEFL, GMAT, GRE, SAT เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ เป็นต้น

>> TOEIC ทดสอบอะไร

เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางด้าน Passive Skill จึงมีอยู่ 2 ส่วนคือ แบบทดสอบ การฟัง และการอ่าน และทักษะความสามารถ ในการใช้ ภาษาอังกฤษมาใช้งานจริง (Proficiency) แต่ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มแบบทดสอบด้านการพูดและการเขียนเข้ามาด้วย ทำให้ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ

  1. Classic TOEIC Test Administration (TOEIC Listening and Reading Test) การฟังและการอ่าน
  2. Redesigned TOEIC Test Administration (TOEIC Speaking and Writing Tests) การพูดและการเขียน เริ่มใช้เดือนเมษายน 2551

ข้อสอบ Classic TOEIC จะประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบทางด้านการฟัง 100 ข้อ (ฟังจากเทปที่อัดไว้) และการอ่าน 100 ข้อ ระยะเวลาในการทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับการสอบแต่ละครั้ง โดยมีคะแนนเต็ม 990 คะแนน ซึ่งผลคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบและมีอายุการ ใช้งานได้ 2 ปีนับจากวันที่สอบ

คะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน โดยแบ่งคะแนนการฟังเป็น 5-495 คะแนนและ การอ่าน 5-495 คะแนน

>> TOEIC จัดสอบที่ไหน และ เมื่อไหร่ ?

ผู้ที่ต้องการสมัครสอบ TOEIC สามารถติดต่อขอสอบได้ทุกวันจันทร์ – เสาร์ตลอดทั้งปี เว้นเฉพาะวันอาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น โดยเปิดสอบที่ทำการของศูนย์ฯที่กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ 

สำหรับการสอบจะจัดเป็นวันละสองรอบ เวลา 9:00-11:30 น. และ 13:00-15:30 น. เป็นประจำ

ผู้ที่ต้องการสอบสามารถ โทรศัพท์สำรองที่นั่งสอบได้ที่ 0-2260-7061 ระหว่างเวลา 08:00 – 16:30 

สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการให้ศูนย์ฯ ไปจัดสอบให้นอกสถานที่ก็สามารถกำหนดวัน และเวลาสอบได้ตามความสะดวก ไม่เว้นวันอาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์

ผู้สอบ ควรโทรไปสอบถามและจองวันสอบก่อน เพราะบางครั้งที่นั่งสอบอาจจะเต็มได้

>> รายละเอียดที่ตั้ง Center for Professional Assessment (Thailand)

ศูนย์ใหญ่กรุงเทพ TOEIC Services

ศูนย์สอบโทอิค อาคาร BB tower (Bangkok Business Building)
ชั้น 19 (ข้างตึก Grammy) ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) กรุงเทพ 10110
โทรศัพท์ 0 2260 7061, 0 2664 3131
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : information@toeic.co.th

ออฟฟิศสาขาเชียงใหม่

4/11 ชั้น 3 อาคารนวรัฐ
4/6 ถนนแก้วนวรัฐ ซอย 3 เชียงใหม่. 50000
โทรศัพท์ 0 5324 8208, 0 5330 6600
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : toeicnorthern@toeic.co.th

วันเปิดทำการ

วันจันทร์ – วันเสาร์ เว้นวันหยุดของทางศูนย์ (วันอาทิตย์และ วันหยุดดังนี้)

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

TOEFL (Test of English as a Foreign Language) โทเฟล คืออะไร

TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language (TOEFL อ่านออกเสียงว่า โทเฟิล หรือ โทเฟล) เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

>> ข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่ผ่านมาจะมี อยู่ 3 ระบบ คือ

  1. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  PBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนแผ่นกระดาษ
  2. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  CBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์
  3. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  iBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่แพร่หลายที่สุด

ดังนั้น แบบทดสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่จะพูดถึงจะเป็น TOEFL iBT หรือ โทเฟิล ที่สอบบทคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนตนั่นเอง

>> TOEFL ทดสอบอะไรบ้าง

TOEFL จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) 

โดยทั้ง 4 ทักษะนั้น โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  จะวัดผู้สอบด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

  1. ทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทางด้าน การอ่าน (การอ่าน) การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) และการเขียน (Writing) ซึ่ง โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะวัดความเชี่ยวชาญทางทักษะนั้น ๆ ทีละด้าน
  2. ทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) อย่างเช่น ผู้สอบจะต้องใช้ทั้งทักษะการฟัง-อ่าน-พูด หรือ อาจจะต้อง ฟัง-อ่าน-เขียน ทั้งนี้เพื่อจะได้วัดปฏิกริยา และความเข้าใจภาษาอังกฤษ

โดยปกติแล้วคำถามของทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) ของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะถือว่าเป็นส่วนที่ยากกว่าคำถามของการสอบวัดทักษะทีละทักษะของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)

>> การสอบโทเฟล (TOEFL) โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

ระบบ TOEFL
ทักษะ
จำนวนคำถาม
เวลา
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การอ่าน (Reading)
3 – 5 บทความ บทความละ 12 – 14 คำถาม
60 – 100 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การฟัง (Listening)
4 – 6 เรื่อง เรื่องละ 6 คำถาม และ
2 – 3 บทสนทนา บทสนทนาละ 5 คำถาม
60 – 90 นาที
พัก
10 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การพูด (Speaking)
6 เรื่อง ( 2 เรื่องอิสระ และ 4 เรื่องบูรณาการ)
20 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การเขียน (Writing)
1 เรื่องอิสระ และ 1 เรื่องบูรณาการ
20 นาที (เรื่องบูรณาการ) 30 นาที (เรื่องอิสระ!

ข้อมุลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ TOEFL โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) คือ www.ets.org/toefl

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

IELTS คืออะไร

IELTS (ไอเอล) คือ ชื่อย่อของระบบการวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ (International English Language Testing System) เป็นระบบทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่มีความประสงค์ที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งยังได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 

IELTS เป็นระบบวัดผลภาษาอังกฤษสำหรับการศึกษาต่อชนิดเดียวที่ให้ความสำคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยให้คะแนนทักษะ ทั้ง 4 แยกจากกัน สามารถวัดผลได้ชัดเจนแม่นยำ และถูกต้องตรงกับระดับความสามารถ ในการใช้ภาษาที่แท้จริงของผู้สอบ นอกจากนี้ข้อสอบยังแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามระดับการศึกษาที่ต้องการจะศึกษา ซึ่งนับเป็นการวัดผลที่ช่วยให้สถานศึกษามีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับ ความสามารถเฉพาะของนักศึกษาแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงระดับการศึกษา ข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือ

  1. Academic Module สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุก ๆ สาขา
  2. General Training Module สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้ที่สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากความยากง่ายของสาขาวิชา ซึ่งผู้สมัครจะต้องสอบถามโดยตรงจากทางสถาบันการศึกษานั้น ๆ

>>ผลคะแนนสอบไอเอล (IELTS) แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ดังนี้

ระดับ 9 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเลิศ เหมือนเจ้าของภาษามากที่สุด สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ
ระดับ 8 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว แต่อาจจะมีข้อผิดพลาดและความไม่เหมาะสมบางครั้งบางคราวในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
ระดับ 7 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดี แต่ยังมีข้อผิดพลาดหรือเข้าใจผิดในบางครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าสามารถใช้ภาษาที่มีความซับซ้อนได้ดี 
ระดับ 6 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับใช้งานได้ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย ซึ่งรู้และเข้าใจภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงแม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดบ้าง โดยผลสอบระดับ 6.5 ขึ้นไปสามารถนำไปใช้ยื่นวีซ่าเพื่อสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ค่ะ
ระดับ 5 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารในระดับพื้นฐานที่ตนเองถนัดได้ดี เข้าใจความหมายกว้างๆ แต่ยังมีข้อผิดพลาดบ่อย ๆ
ระดับ 4 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัด โดยสามารถสื่อสารจำกัดเฉพาะเรื่องที่ตนเองคุ้นเคย จะมีปัญหาในการสื่อสารผ่านการแสดงความคิดเห็น และไม่สามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนได้
ระดับ 3 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัดมาก โดยสามารถรู้และเข้าใจกับความหมายที่คุ้นเคยเท่านั้น และมีการสับสนในการสื่อสารบ่อย
ระดับ 2 ไม่สามารถสื่อสารแต่สามารถใช้คำศัพท์พื้นฐานได้ ซึ่งจะมีการสับสนใจการใช้ประโยคไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ใช้ได้แค่คำศัพท์สั้น ๆ ที่คุ้นเคยเท่านั้น
ระดับ 1 ไม่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเลย ซึ่งจะไม่เข้าใจในการใช้ประโยคในการสื่อสารนอกจากคำศัพท์เล็กน้อย

>> สถานที่สมัครสอบ IELTS (ไอเอล) ในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีศูนย์สอบ IELTS 2 แห่ง ดังนี้

1. British Council ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่หรือสามารถสมัครสอบ Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS 

  • ค่าสมัครสอบ 6,750 บาท (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ (Landmark Bangkok Hotel)

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับการสมัครสอบไอเอลกับบริติช เคานซิล <<<<

2. IDP ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและสามารถสมัครสอบ IELTS Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ทาง IDP ยังมีศูนย์สอบ IELTS ในส่วนภูมิภาคให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก ดังต่อไปนี้ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ และภูเก็ต

  • ค่าสมัครสอบ IELTS 5,900 บาท สำหรับกรุงเทพฯ และเชียงใหม่
  • ค่าสมัครสอบ IELTS 6,500 บาท สำหรับขอนแก่น หาดใหญ่ และภูเก็ต (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมมณเฑียร (Montien Bangkok) ถนนสุรวงค์

>>การสอบ IELTS ที่ British Council และ IDP แตกต่างกันอย่างไร 

British Council

  • สอบเสร็จภายใน 1 วัน ไม่สามารถเลือกสอบ Speaking test เป็นวันอื่นได้
  • การสอบ Listening ใช้ชุดหูฟังในการสอบ
  • มีแบบฝึกหัด IELTS online ให้ 30 ชั่วโมง
  • มีศูนย์สอบ IELTS ที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เท่านั้น

IDP

  • เลือกสอบ Speaking ในวันเสาร์หรือวันจันทร์ ถัดไปได้
  • ราคาถูกกว่า (หากเลือกศูนย์สอบใน กทม.)
  • มีศูนย์สอบ IELTS ให้บริการในต่างจังหวัดครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ และ หาดใหญ่

>> มาตรฐานการสอบ IELTS ในประเทศไทย

การสอบ IELTS ในประเทศไทยใช้ข้อสอบกลางจาก มหาวิทยาลัย Cambridge (ประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน หมดกังวลเรื่องข้อสอบ IELTS รอบไหนยากกว่าง่ายกว่า เพราะไม่ว่าจะสอบที่ไหนข้อสอบ IELTS ก็เป็นชุดเดียวกันทุกรอบ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

IELTS TOEFL และ TOEIC ต่างกันอย่างไร

มีน้อง ๆ หลายคน ถามพี่หลันว่า  TOEIC, TOEFL และ IELTS มีความแตกต่างกันอย่างไร และใช้สำหรับทำอะไรบ้าง วันนี้พี่หลันมีคำตอบมาให้น้อง ๆ กันค่ะ

› TOEFL (Test of English as a Foreign Language)

TOEFL (โทเฟล) คือการทดสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุดในโลก ไม่ว่าคุณต้องการศึกษาต่อที่ไหน การสอบ TOEFL สามารถช่วยให้คุณให้บรรลุผล 

เดิม TOEFL ใช้สำหรับการศึกษาต่อเฉพาะในประเทศอเมริกา เพราะ เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยช้นนำส่วนใหญ่ในอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ก็ยอมรับผลสอบ TOEFL เพื่อการพิจารณาในการรับสมัครแล้ว โดยปัจจุบัน ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยมากกว่า 7,000 แห่ง ในกว่า 130 ประเทศ ซึ่งรวมถึงเกือบทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแคนาดา ที่ใช้คะแนน TOEFL สำหรับการรับเข้าเรียน และการให้ทุนการศึกษา

การสอบ TOEFL ประกอบด้วยการฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นการความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณสามารถเลือกการสอบได้ทั้ง Internet-based Test (iBT) หรือ Paper-based Test (PBT) ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่มีให้ที่ศูนย์ทดสอบ

TOEFL Internet-based Test (iBT) ประเมินความสามารถของคุณในการอ่าน ฟัง พูด และ เขียนภาษาอังกฤษและใช้ทักษะเหล่านี้ร่วม กันในชั้นเรียนมหาวิทยาลัย เช่น คุณอาจอ่าน หรือฟังบรรยาย แล้วเขียนหรือพูดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้

TOEFL Paper-based Test (PBT) ประเมินความสามารถของคุณในการอ่าน ฟัง และเขียนภาษาอังกฤษ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOEFL (โทเฟล) <คลิกที่นี่>

› IELTS (International English Language Testing System)

IELTS (ไอเอล) หรือการทดสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ ได้รับการออกแบบเพื่อใช้ประเมินความสามารถด้านภาษาของผู้สมัครสอบที่ต้องการ เรียน หรือทำงานในสถานที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การสอบ IELTS ใช้ ประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สมัครสอบอย่างมี ประสิทธิภาพใน 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การอ่าน การเขียน และ การพูด รวมถึงความรู้ทางด้านไวยากรณ์และคำศัพท์ในการใช้ภาษา

IELTS เป็นข้อสอบที่ร่วมมือกันระหว่าง the University of Cambridge ESOL Examinations (Cambridge ESOL) บริติช เคานซิล และ IDP : IELTS Australia ซึ่งการสอบ IELTS ถือได้ว่าเป็นตัวสอบที่ใช้ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้มาตรฐาน ระดับนานาชาติสูงสุด ซึ่งครอบคลุมทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะไม่ว่าจะเป็น การฟัง การอ่าน การเขียน และการพูด

IELTS ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยและบริษัทต่างๆในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IELTS ยังเป็นที่ยอมรับของสถาบัน กองตรวจคนเข้าเมือง และ องค์กรของรัฐบาลอีกหลายแห่ง สำหรับการสอบ IELTS ผู้สมัครควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี

IELTS แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. Academic : สำหรับผู้ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุกสาขา

2. General Training : สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากมีความยากง่ายของสาขา ซึ่งผู้สมัครสามารถสอบถามโดยตรงกับสถาบันนั้น หรือเจ้าหน้าที่แนะแนว หรือสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะย้ายถิ่นฐานไปออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์

โดยผลคะแนนไอเอลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IELTS (ไอเอล) <คลิกที่นี่>

› TOEIC (Test of English for International Communication)

TOEIC (โทอิค) เป็นข้อสอบมาตรฐานระดับสากล ในการวัดทักษะภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ ได้ทดสอบ TOEIC และจากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คะแนนสอบ TOEIC ได้ช่วยเหลือ องค์กร สถาบันการศึกษา และรัฐบาลทั่วโลกกว่าหลายพันแห่งในการรับสมัคร และโปรโมทผู้สมัครที่มีคุณสมบัติมากที่สุดซึ่งการสอบ TOEIC จัดทำขึ้นโดย Educational Testing Service (ETS) สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ 

ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบ 2 รูปแบบคือ

1. TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการอ่าน) และ

2. TOEIC Speaking and Writing Tests (การพูดและการฟัง) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่

โดยในประเทศไทย มีการสอบเฉพาะแบบ TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการพูด) ซึ่งเป็นแบบทดสอบซึ่งสามารถวัดทักษะความสามารถในการนำภาษาอังกฤษมาใช้งานได้ จริง ทั้งด้านการฟัง และการอ่านคะแนนของ TOEIC ไม่มีคะแนนได้ คะแนนตก ซึ่งแต่ละคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบ โดยคะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน

คะแนนสอบ TOEIC นั้นจะมีอายุ 2 ปี นับจากวันที่เราสอบค่ะ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOEIC (โทอิค) <คลิกที่นี่>

ตารางเปรียบเทียบคะแนนจากการสอบ TOEIC – TOEFL -IELTS

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com