โอกาสการศึกษาในแคนาดา – Study in Canada

  • สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปเรียนต่อในแคนาดา

สำหรับพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มีแผนการจะส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศ ดิฉันขอแนะนำให้ท่านพิจารณาประเทศแคนาดาเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักแก่บุตรหลานของท่านด้วยค่ะ

ทั้งนี้เพราะแคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการศึกษาสูงเทียบเท่ากับประเทศอื่นในอเมริกาเหนือ และยุโรป หรือออสเตรเลีย แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนแล้ว ค่าเล่าเรียนในแคนาดาต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ประเทศก็น่าอยู่ สะอาด มีภูมิประเทศที่สวยงาม ผู้คนมีน้ำใจดี และปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนาดาต้อนรับผู้คนทุกชนชาติ ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ

สำหรับคนที่กลัวความหนาวนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงกับความหนาวเย็นมากนัก ในสถานศึกษา บ้าน และหอพักทั่วไป มีเครื่องทำความอุ่นที่ประสิทธิภาพสูง  เรื่องอากาศหนาวนั้นเป็นเรื่องที่เคยชินและปรับตัวได้ไม่ยาก  การที่มีฤดูหนาว ก็มีโอกาสที่จะมีหิมะตกด้วย  เมื่อหิมะตกลงมาจะทำให้มีทิวทัศน์งดงามแตกต่างไปจากประเทศเมืองร้อน  อีกทั้งมีโอกาสได้เล่นกีฬาที่หาเล่นได้ยากในประเทศอื่น เช่น สกี สเก็ตน้ำแข็ง เป็นต้น

ในระบบการศึกษาในแคนาดา นโยบายด้านการศึกษากำหนดโดยแต่ละรัฐ (Province) ดังนั้น ขั้นตอนการสมัครอาจมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเข้าศึกษาในประเทศแคนาดา กรณีเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีนักเรียนจะต้องเลือกมหาวิทยาลัย โดยหาข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครอย่างไร ระบบการศึกษา ช่วงเวลาการเริ่มต้นภาคการศึกษา เป็นต้น  เมื่อทราบแล้วว่าต้องการเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยใด จึงส่งใบสมัครเข้าเรียน เมื่อมหาวิทยาลัยตอบรับการเป็นนักศึกษาแล้ว นักเรียนจึงจะสมัครขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า – Study Permit) เข้าประเทศแคนาดาเพื่อการศึกษา

พี่หลันจะมานำเสนอข้อมูลและขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อวางแผนเรียนที่ประเทศแคนาดาค่ะ

ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศแคนาดา

เมื่อมีการวางแผนไปเรียนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม ท่านควรคำนึงถีงรายจ่ายที่จะเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมเงินส่งลูกมาเรียนที่แคนาดาประมาณปีละ 800,000 – 1,200,000 บาท (ประมาณการณ์จากอัตราค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับสถาบันที่เลือกศึกษา และการดำเนินชีวิตของนักเรียน) ในที่นี้ขอแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 รายการ ดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสมัครเรียน

ก่อนจะได้เดินทางไปเรียนที่แคนาดา ท่านจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้สำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

  • ค่าสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษา ประมาณ 50 – 150 ดอลล่าร์แคนาดา ต่อสถานศึกษา
  • ค่าส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ประมาณ 500 – 1,000 บาท
  • ค่าสอบวัดระดับต่าง ๆ เช่น GMAT, GRE, SAT, TOEFL, IELTS  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสมัครเข้าเรียน ประมาณ 100 – 200 ดอลล่าร์แคนาดา

2.  ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในแคนาดา

  • ค่าเล่าเรียน (ต่อปี)
รัฐในแคนาดา
ค่าเล่าเรียนระดับอุดมศึกษา
(ดอลล่าร์แคนาดา)
         Newfoundland
         Prince Edward Island
         Nova Scotia
         New Brunswick
         Quebec
         Ontario
         Manitoba
         Saskatchewan
         Alberta
         British Columbia
                      8,800
                    11,600
                      8,540 – 14,790
                      9,971 – 15,215
                    14,615 – 17,762
                      5,200 – 32,075
                      6,260 – 13,534
                    13,782 – 17,618
                      9,440 – 18,710
                    12,500 – 23,300
* ข้อมูลจาก Association of Universities and Colleges of Canada (ค.ศ. 2013 – 2014)
** 1 ดอลล่าร์แคนาดา เท่ากับ 30 บาท (โดยประมาณ)
*** จำนวนเงินค่าเล่าเรียนจะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและคุณภาพของสถาบันการศึกษา
  • ค่าที่พัก
แบบที่พัก
ค่าเช่า ต่อเดือน
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      Homestays (ขึ้นอยู่กับว่าจะให้รวมค่าอาหารหรือไม่)
      หอพักนักศึกษา/ การแบ่งเช่าบ้านนอกสถานศึกษา
400 – 800
250 – 750
  • ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการครองชีพ  (ข้อมูลจากเงินค่าใช้จ่ายที่สำนักงาน ก.พ. จ่ายให้นักเรียนทุนฯ ในปัจจุบัน)
ค่าใช้จ่ายทั่วไป
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าใช้จ่ายรายเดือน แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
        – ค่าเช่าบ้าน
        – ค่าอาหารโดยเฉลี่ย
        – ค่าโทรศัพท์มือถือ/internet
        – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ
        – ค่าบันเทิง กีฬา สันทนาการ
      ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน (ต่อปี)
         1,450
         450 – 550
         300
         50
         100
         100
         1,150
หมายเหตุ  ในเมืองใหญ่ๆ เช่น นครโทรอนโต นครแวนคูเวอร์ นครมอนทรีออล จะมีค่าครองชีพสูงกว่าในเมืองอื่นๆ  และท่านควรคำนึงถึงค่าเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าประมาณ 350 – 500 ดอลลาร์แคนาดา สำหรับการอยู่ในแคนาดาปีแรกด้วย

3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน (ไป-กลับ)
      ค่าประกันสุขภาพ
      ค่า Study Permit
      ค่า CAQ (สำหรับผู้ไปศึกษาในรัฐควิเบก)
         1,500 – 2,500
         1,000 – 1,200 ต่อปี
          150
          108
 

ภาคการศึกษา

การเริ่มปีการศึกษาในมหาวิทยาลัยแคนาดา จะเริ่มในเดือนกันยายนของทุกปี แต่ละภาคการศึกษา มีระยะเวลาดังนี้

  • ภาคฤดูใบไม้ร่วง  ระหว่างเดือน กันยายน – ธันวาคม
  • ภาคฤดูหนาว  ระหว่างเดือน มกราคม – เมษายน
  • ภาคฤดูร้อน  ระหว่างเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม (ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย)

ช่วงเวลาการเปิดรับสมัคร

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดรับสมัคร ตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมกราคม  ตัวอย่าง นักศึกษา ปีการศึกษาที่ 1 เริ่มเปิดเรียนเดือนกันยายน 2014  จะเริ่มส่งใบสมัครเรียนได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม       ปี 2013 ถึงเดือนมกราคม ปี 2014  และกำหนดการส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาหลังจากปิดรับสมัคร  1 – 2 เดือน  (เวลาของการเปิด-ปิดรับสมัคร และการส่งเอกสารฯ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย)

ขั้นตอนการไปศึกษาที่ประเทศแคนาดา

1. เลือกหลักสูตร และมหาวิทยาลัย

ผู้สมัครควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี เพื่อหาข้อมูลและสมัครเข้าศึกษาให้ทันภาคการศึกษาที่จะเข้าศึกษา  ข้อมูลสถานศึกษาหาได้ที่

Association of Universities and Colleges of Canada
http://www.aucc.ca/canadian-universities/study-programs/
http://www.aucc.ca/canadian-universities/our-universities/

Canadian Information Centre for International Credentials
http://cicic.ca/664/directory-of-universities-colleges-and-schools-in-canada.canada

2. การสมัคร

  1. ขั้นตอน
    • หลังจากเลือกหลักสูตร และมหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษาได้แล้ว จะต้องสมัครกับมหาวิทยาลัยโดยตรง (การตอบรับการเข้าศึกษาจะใช้เวลาพิจารณา 4-6 เดือน)  หลังจากนั้นจะต้องสมัครผ่านศูนย์กลางรับสมัครออนไลน์ กรณีบางรัฐมีศูนย์กลางรับสมัครเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐ ดังนี้
    • ตรวจสอบช่วงเวลาการเปิด-ปิดรับสมัคร และระยะเวลาการยื่นเอกสาร
    • กรณีผู้สมัครได้รับการตอบรับเข้าศึกษามากกว่าหนึ่งสถาบันการศึกษา ผู้สมัครควรพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเลือกศึกษาที่ใด หลังจากนั้นควรแจ้งตอบรับ/ปฏิเสธการเข้าศึกษากับสถาบันการศึกษาด้วย
  2. คุณสมบัติด้านการศึกษา
    • ผู้สมัครจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับ Grade 12 เทียบเท่ามัธยมศึกษา 6 หรือระดับการศึกษาสูงกว่า
    • ในแต่ละภาควิชาที่สมัครเรียนนั้น ผู้สมัครจะต้องเคยเรียนวิชาหรือมีผลงานที่ภาควิชานั้นกำหนด เช่น เลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้สมัครจะต้องเคยเรียนคณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และ เคมี หรือเลือกเรียนดนตรี ผู้สมัครจะต้องส่งผลงานการเล่นดนตรี หรือการร้องเพลง เป็นต้น (แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดต่างกัน)
  3. คุณสมบัติด้านภาษา
    • ไม่ว่าจะเลือกเรียนหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส ผู้สมัครต้องมีผลการสอบวัดระดับภาษาในสถาบันภาษาที่สถาบันการศึกษากำหนด
    • แต่ละสถาบันการศึกษาจะกำหนดรับผลวัดระดับภาษาอังกฤษจากสถาบันภาษาต่างๆ เช่น TOEFL, IELTS, CanTest, CAEL, MELAB เป็นต้น และอยู่ในระดับคะแนนของแต่ละสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด
    • สถาบันการศึกษาจะกำหนดรับผลวัดระดับภาษาฝรั่งเศสจาก Test de français international (TFI) และอยู่ในระดับคะแนนของแต่ละสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนดไว้
    • บางสถาบันการศึกษามีหลักสูตรภาษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษานั้น หากผู้สมัครมีคะแนนผลวัดระดับภาษาไม่ถึงตามที่สถาบันการศึกษานั้นๆ กำหนดไว้ ผู้สมัครอาจสมัครเข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ (ESL) หรือภาษาฝรั่งเศสก่อน  โดยสถาบันการศึกษานั้นมีเงื่อนไขว่าผู้สมัครต้องผ่านเกณฑ์ภาษาตามที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด จึงจะสามารถสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษาในสถาบันการศึกษานั้นต่อไปได้
  4. เอกสารประกอบการสมัคร
    • ประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษา 6 หรือเทียบเท่า หรือสูงกว่า
    • รายงานผลการศึกษา (Transcript)
    • รายงานผลวัดระดับภาษาอังกฤษ หรือภาษาฝรั่งเศส
    • บางหลักสูตรนักศึกษาจะต้องเขียนเรียงความ หรือแสดงผลงาน ให้สถาบันศึกษาด้วย
    • เอกสารอื่น ๆ ที่มีการรับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

3. การขอใบอนุญาตศึกษาในแคนาดา (Study Permit) และการขอรับการตรวจลงตรา (Visa) เข้าประเทศแคนาดา

  1. กรณีที่สมัครเข้าศึกษาในรัฐต่าง ๆ (ยกเว้นรัฐควิเบก)
    • เมื่อได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาในสถาบันศึกษาแล้ว ผู้สมัครจะต้องเขียนคำร้องขอรับใบอนุญาตศึกษาในประเทศแคนาดา (Study Permit) จากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย  ในกรณีที่ยื่นคำร้องครั้งแรกนักศึกษาจะได้รับการตรวจลงตรา (Visa) เข้าแคนาดาโดยอัตโนมัติ
    • การขอ Study Permit และ Visa ผู้สมัครจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการพิจารณาของสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาฯ ด้วย เนื่องจากอาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติม หากไม่เผื่อเวลาไว้อาจจะไม่สามารถเข้าเรียนได้ทันวันเปิดภาคเรียน
  2. กรณีที่สมัครเข้าศึกษาในรัฐควิเบก
    • เมื่อได้รับการตอบรับการเข้าศึกษาจากสถาบันศึกษาแล้ว ผู้สมัครจะต้องสมัครขอรับ Québec Acceptance Certificate (CAQ) การสมัครขอรับ CAQ สามารถสมัคร online ได้ เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร คือ ใบตอบรับการเข้าศึกษาจากมหาวิทยาลัย หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในประเทศแคนาดา การประกันสุขภาพ เป็นต้น  หลังจากได้รับ CAQ แล้วผู้สมัครจึงจะยื่นคำร้องขอ Study Permit และ Visa ได้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.immigration-quebec.gouv.qc.ca/en/electronic-services/caq-electronic/index.html
  3. เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร
    • ใบตอบรับการเข้าศึกษาจากสถาบันศึกษา
    • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา
    • หนังสือผู้มีอำนาจปกครอง (Custodianship Declaration – Custodian for Minors Studying in Canada – IMM 5646) สำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี
    • Québec Acceptance Certificate (CAQ) (สำหรับผู้สมัครที่จะศึกษาในรัฐควิเบก)
    • หนังสือเดินทาง (Passport)
    • รูปถ่าย 2 ใบ
    • ใบคำร้องขอ Study Permit   http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/student.asp
    • ค่าธรรมเนียมการยื่นคำร้อง 125 ดอลลาร์แคนาดา
    • หลังจากยื่นคำร้องขอ Study Permit แล้ว เจ้าหน้าที่อาจขอให้ผู้สมัครส่งผลการตรวจร่างกาย และ หรือ ส่งรายงานประวัติอาชญากรรมเพิ่มเติม (Police Clearance Certificate)
      ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/study.asp
  4. ระยะเวลาในการได้รับ Study Permit และ Visa
    • หากไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องในการยื่นคำร้อง ฝ่ายแคนาดาจะใช้เวลาใน   การพิจารณาอย่างน้อย 9 สัปดาห์  ดังนั้นผู้สมัครควรเผื่อเวลาไว้สำหรับขั้นตอนนี้ เพื่อมีเวลาพอที่จะเดินทางมาศึกษาทันวันเปิดภาคการศึกษา

4. การหาที่พักอาศัย

ระหว่างที่รอการตอบรับจากสถาบันศึกษา ผู้สมัครอาจใช้เวลาหาที่พักอาศัยไปพลางๆ ก่อน  หลังจากที่ได้รับการตอบรับจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผู้สมัครจึงสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะเช่าที่พักที่ไหน และในราคาเท่าไหร่  การหาที่พักอาศัยสำหรับนักศึกษามีหลายรูปแบบ ดังนี้

  1. การเช่าหอพักในสถาบันการศึกษา
    สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่จะมีหอพัก (Residence on Campus) ให้นักศึกษาเช่าพัก  เมื่อผู้สมัครได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาแล้ว ก็สามารถส่งใบสมัครขอเช่าหอพักของสถาบันการศึกษาได้ ขั้นตอนนี้ผู้สมัครจะต้องรีบดำเนินการทันที เนื่องจากมีผู้ขอเช่ามากกว่าจำนวนหอพักที่เปิด  ให้เช่า เมื่อได้รับการตอบรับให้เช่าแล้ว ผู้เช่าจะดำเนินการตามกฎที่สถาบันการศึกษากำหนด หอพักในสถาบัน การศึกษาอาจมีเปิดให้เลือกเช่าหลายแบบ เช่น ห้องพักมีห้องครัวและห้องน้ำส่วนตัว ห้องพักที่ใช้ห้องครัวร่วมกัน  ห้องพักรวมอาหาร เป็นต้น  อนึ่ง ระหว่างรอการตอบรับผู้สมัครอาจค้นหาที่พักจากแหล่งอื่นด้วยก็จะเป็นการไม่เสียโอกาส และอาจต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเพื่อเป็นค่ามัดจำห้อง
  2. การเช่าห้องพัก Homestay
    เจ้าของบ้านแบ่งห้องนอนในบ้านให้เช่า โดยผู้เช่าสามารถใช้ห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องนั่งเล่น ร่วมกับเจ้าของบ้าน บางบ้านมีห้องน้ำส่วนตัวให้กับผู้เช่าใช้ต่างหาก บางบ้านให้เช่าพร้อมอาหาร 2 หรือ 3 มื้อ บางบ้านมีสัตว์เลี้ยง มีเด็ก บางบ้านเจ้าของบ้านอาจอยู่เพียงลำพัง หรือบางบ้านแบ่งให้คนเช่ามากกว่า 1 ราย ดังนั้น ผู้สมัครจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า Homestay ลักษณะใดเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด โดยสามารถหา Homestay ทั่วประเทศแคนาดาได้ ดังนี้
  3. การร่วมแบ่งเช่าบ้านกับนักศึกษาอื่น ๆ บ้านหรืออพาทเมนท์ ที่เจ้าของเปิดให้เช่าทั้งหมด โดยมีนักศึกษาสนใจเช่าร่วมกันกับเพื่อนๆ หรือประกาศหาผู้ร่วมแบ่งเช่าบ้าน โดยบ้านแต่ละหลังอาจมีผู้เช่าตั้งแต่ 2 – 5 คน หรือมากกว่านั้น โดยผู้ร่วมแบ่งเช่าบ้าน จะแบ่งความรับผิดชอบในการเช่า ค่าใช้จ่าย และรักษาความสะอาดเรียบร้อยของบริเวณบ้านที่ใช้ร่วมกัน
  4. ข้อพิจารณาในการเช่าที่พัก
    • ระยะเวลาการเช่า
    • ระยะเวลาการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า
    • ระยะทางระหว่างที่พักและสถาบันการศึกษา เนื่องจากเป็นช่วงใกล้หน้าหนาว ผู้สมัครยังไม่เคยชินกับภูมิประเทศ และสภาพอากาศของเมืองนั้น การมีที่พักอาศัยใกล้กับสถาบันการศึกษาจะช่วยให้ผู้สมัครปรับตัวง่ายขึ้นในด้านการศึกษา สภาพภูมิอากาศ สภาพกูมิประเทศ และด้านการเงิน (ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง)
    • ค่าเช่ารวม ค่าน้ำ/ ค่าไฟ/ ค่าโทรศัพท์/ Cable TV/ Internet/ การใช้เครื่องซัก-อบผ้า หรือไม่
  5. ข้อดีและข้อเสียของการอยู่หอพัก การร่วมแบ่งเช่าบ้าน และ Homestay

    การอยู่หอพัก
    การร่วมแบ่งเช่าบ้าน
    Homestay
        ข้อดี
         – ปลอดภัย
         – ใกล้มหาวิทยาลัย
         – ถ้าเลือกหอพักที่มีบริการอาหาร ก็ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายซื้อเครื่องใช้ในครัว
         – มีความเป็นส่วนตัว
        ข้อดี
         – ถูก
         – ได้พบเพื่อนใหม่
         – ไม่โดดเดี่ยว
         – ได้เรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่
         – มีโอกาสพัฒนาด้านภาษาเร็ว
        ข้อดี
         – ได้เรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่
         – ได้เข้าใจและเห็นวิถีชีวิตของครอบครัวอื่น
         – ไม่โดดเดี่ยว
         – มีโอกาสพัฒนาด้านภาษาเร็ว
         – ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมแซมบ้าน หรืออุปกรณ์ใช้ในครัว
        ข้อเสีย
         – แพง
         – มีกฎระเบียบในสัญญามาก
         – ไม่มีความยืดหยุ่น เช่น วันจ่ายค่าเช่า เป็นต้น
         – มีสัตว์เลี้ยงไม่ได้
     
        ข้อเสีย
         – ปัญหาการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การไม่รักษาความสะอาด ปัญหาเรื่องค่าเช่า กรณีผู้แบ่งเช่ารายอื่นจ่ายค่าเช่าไม่ตรงเวลา หรือไม่จ่ายค่าเช่า
         – เมื่อมีปัญหาต่างๆ แล้ว หากแก้ไขไม่ได้ก็จะต้องอดทนจนกว่าสัญญาเช่าจะหมด
         – ไม่มีความเป็นส่วนตัว
        ข้อเสีย
         – มีความเป็นส่วนตัวน้อย
         – หากมีปัญหาใดๆ ต้องกล้าเจรจากับเจ้าของบ้าน
         – ไม่อิสระ เพราะเจ้าของบ้านอาจจะไม่อนุญาตให้มีแขกหรือเพื่อนเข้ามาในบ้าน
  6. ข้อควรระวัง
    • กรณีหาที่พักทางอินเตอร์เน็ทจากประเทศไทย เป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก เนื่องจากผู้สมัครไม่เคยเห็นสถานที่ เมือง และระบบการคมนาคม จึงไม่ทราบว่าบ้านหรือที่พักที่จะเช่านั้นเป็นอย่างไร ห่างไกลจากสถาบันศึกษาแค่ไหน จึงควรสอบถามในรายละเอียดเกี่ยวบ้านเช่าให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเช่า
    • เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง นักศึกษาไม่ควรจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าก่อนลงนามสัญญาเช่า และควรตกลงกับผู้ให้เช่าในการจ่ายค่าเช่าส่วนที่เหลือเมื่อเดินทางไปถึงที่พัก
    • ต้องขอใบเสร็จสำหรับการจ่ายเงินทุกครั้ง

5. การเตรียมตัวเพื่อมาอยู่ในประเทศแคนาดา

  • ประเทศแคนาดาใช้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก ถึงแม้ว่านักศึกษามีความประสงค์จะมาเรียนภาษาก่อนเข้าเรียนหลักสูตรอื่นก็ตาม ก็ควรจะมีพื้นฐานความรู้ในภาษาที่นักศึกษาจะไปอาศัยอยู่ด้วย
  • ควรนำต้นฉบับเอกสารต่างๆ เช่น สูติบัตร (ใบเกิด) ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ใบทะเบียนสมรส/หย่า ทรานสคริป ใบประกาศนียบัตร ใบปริญญาบัตร ใบอนุญาตขับขี่ยานพาหนะ หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เป็นต้น ส่วนเอกสาร  ที่เป็นภาษาไทยควรมีการรับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสอย่างถูกต้อง (Certified Translation) นักแปลผู้มีใบอนุญาต (Certified Translator) และเอกสารที่เป็นสำเนาควรได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศมาด้วย เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เอกสารต่างๆ จะเป็นการลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงหากไม่ได้เตรียมเอกสารมาแคนาดาให้พร้อม
  • หาที่พักล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึง อาจหาเช่าที่พักในระยะสั้นๆ เช่น โรงแรม Homestay    ที่ให้เช่าในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อมีโอกาสหาเช่าที่พักที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองในระยะยาว
  • เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวมาให้พอเหมาะเมื่อเดินทางมาถึง อย่างไรก็ตาม การหาซื้อเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าในแคนาดาจะมีความเหมาะสมกับสภาพอากาศมากกว่า
  • ผู้สมัครอาจติดต่อขอคำแนะนำจากสถานเอกอัครราชทูตไทย หรือสถานกงสุลในเมืองใกล้เคียง ดังนี้
    1. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา
      Royal Thai Embassy, 180 Island Park Drive, Ottawa, ON  K1Y 0A2 
      Tel: 1-613-722-4444  Email: contact@thaiembassy.ca
      Website: http://www.thaiembassy.ca
    2. สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์
      1040 Burrard Street, Vancouver, British Columbia V6Z 2R9
      Tel. 1-604-687-1143   Fax. 1-604-687-4434
      E-mail: info@thaicongenvancouver.org 
      Website: http://www.thaicongenvancouver.org

6. เมื่อเดินทางถึงแคนาดา

  1. การเข้ารายงานตัว/การลงทะเบียนเรียน
    โดยปกติสถาบันการศึกษาจะกำหนดวันเข้ารายงานตัว วันสอบวัดระดับภาษา (หากนักเรียนเข้าเรียนภาษาก่อน) และวันลงทะเบียนเรียนไว้ นักศึกษาจะต้องเข้ารายงานตัวตามวันที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด แต่หากนักศึกษามีปัญหาล่าช้าในการตรวจลงตราเข้าประเทศแคนาดา บางสถาบันการศึกษาก็อาจจะขอผ่อนผันวันเข้ารายงานตัวได้ โดยทั่วไปจะขอรายงานตัวล่าช้าไม่เกิน 1 สัปดาห์
    หลังจากเข้ารายงานตัวแล้ว ทางสถาบันการศึกษาจะจัดทำบัตรนักศึกษาให้เพื่อนักเรียนสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ ระยะเวลาในการได้รับบัตรนักศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการศึกษา บางสถาบันฯ สามารถออกบัตรนักศึกษาไม่เกิน 2 วัน บางสถาบันฯ ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์
  2. การสอบวัดระดับภาษา (Placement test)
    เมื่อนักเรียนสมัครเข้าเรียนภาษาเพื่อเตรียมพร้อมก่อนสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรอื่นๆ ต่อไป สถาบันการศึกษาจะวัดระดับภาษาของนักเรียนเพื่อจัดให้นักเรียนเข้าเรียนภาษาในระดับที่เหมาะสม
  3. การเปิดบัญชีธนาคาร
    นักศึกษาต้องใช้บัตรนักศึกษาที่สถาบันศึกษาออกให้ในการเปิดบัญชีธนาคาร อย่างไรก็ดี เนื่องจากการออกบัตรนักศึกษาอาจใช้เวลานาน ดังนั้น ขอแนะนำให้นักศึกษานำเงินติดตัวมาในรูปแบบ Bank Draft  ไม่ควรนำเงินสดติดตัวมามาก ควรนำเงินสดมาพอสำหรับจ่ายค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่มและของใช้จำเป็นส่วนตัว เท่านั้น
  4. การโอนเงินจาก/ไปประเทศไทย
    เมื่อนักเรียนเปิดบัญชีธนาคารแล้ว ครอบครัวทางเมืองไทยสามารถส่งเงินเข้าธนาคาร โดยวิธี Wire Transfer โดยแต่ละธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมไม่ต่างกันมาก และนักเรียนก็สามารถส่งเงินไปเมืองไทยโดยวิธีเดียวกัน
  5. การสื่อสาร
    • ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารหลายรูปแบบ และรวดเร็ว อาจจะเสียค่าใช้จ่ายเล็กน้อย หรือไม่เสียเลย เช่น ติดต่อโดย Skype  อีเมล  เป็นต้น โดยในทุกสถาบันการศึกษาจะมีบริการอินเตอร์เน็ท Wifi ให้นักเรียนใช้ฟรี
    • บัตรโทรศัพท์โทรต่างประเทศ (International Calling Card) ในกรณีไม่มีอินเตอร์เน็ทใช้
  6. การรายงานตัวต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในแคนาดา
    เพื่อประโยชน์ในการดูแลสวัสดิภาพของนักศึกษาหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตามสถานที่ติดต่อข้อ 5

7. การต่ออายุ Study Permit และ Visa

 เมื่อได้รับใบอนุญาตเพื่อเข้าศึกษาในประเทศแคนาดา (Study Permit) และการตรวจลงตราเข้าประเทศแคนาดา (Visa) แล้ว นักเรียนจะต้องตรวจสอบดูวันหมดอายุของ Study Permit และ Visa ด้วย เพื่อเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการขอต่ออายุ Study Permit และ Visa ในครั้งต่อไป สามารถขอต่ออายุได้โดยทาง Online และโดยส่งเอกสาร ควรจะขอต่ออายุ Study Permit และ Visa ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันหมดอายุ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอต่ออายุ Study Permit และ Visa มีดังนี้

  • ใบคำร้องขอต่อ Study Permit และ Visa  http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/extend-student.asp
  • ใบเสร็จรับเงินที่มีตราประทับ (IMM5401)
  • หนังสือผู้มีอำนาจปกครอง (Custodianship Declaration – Custodian for Minors Studying in Canada – IMM 5646) สำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) หน้าที่มีรายละเอียดเลขที่หนังสือเดินทาง วันหมดอายุ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด และหน้าที่มีตราประทับวันที่ล่าสุดที่เข้าประเทศแคนาดา
  • ใบรับรองการศึกษาจากฝ่ายทะเบียนของสถาบันศึกษา และสำเนาผลการศึกษาย้อนหลัง    2 ภาคการศึกษา
  • Québec Acceptance Certificate (CAQ) สำหรับผู้ที่ศึกษาในมณฑลควิเบก
  • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  http://www.cic.gc.ca/english/study/study-extend.asp

8. การต่ออายุ Certificat d’Acceptation du Québec (CAQ)

กรณีนักเรียนที่ศึกษาที่มนฑลควิเบก จะต้องตรวจสอบวันหมดอายุของ CAQ ด้วย หากหมดอายุก่อน Study Permit นักเรียนจะต้องขอยื่นต่ออายุ CAQ ล่วงหน้า 3 เดือน ก่อน CAQ หมดอายุ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอต่ออายุ CAQ มีดังนี้

  • รูปถ่าย (ขนาด 35 mm X 45 mm)
  • ค่าธรรมเนียม
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) ที่ยังไม่หมดอายุ หน้าที่มีรายละเอียดเลขที่หนังสือเดินทาง วันหมดอายุ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด
  • ใบรับรองการศึกษาจากฝ่ายทะเบียนของสถาบันศึกษา ระบุว่าเป็นนักศึกษาเต็มเวลา และจำนวนหน่วยกิตที่เรียน
  • ต้นฉบับรายงานผลการศึกษา
  • หากไม่ได้ศึกษาเต็มเวลา จะต้องมีหนังสือชี้แจงและเอกสารรับรอง
  • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา
  • หลักฐานการประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองจนถึงวันหมดอายุ CAQ รวมถึงประกันสุขภาพในสถาบันการศึกษา

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  http://www.immigration-quebec.gouv.qc.ca/en/immigrate-settle/students/extending-stay/renewing-authorizations/index.html

9. การทำงานไปด้วยระหว่างที่ศึกษาในแคนาดา

นักศึกษาต่างชาติที่มีความประสงค์ทำงานในระหว่างเรียน บางกรณีจะต้องขอสมัครใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ด้วย โดยแคนาดาแบ่งการทำงานในระหว่างเรียนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. ทำงานในสถาบันการศึกษา  (Work on campus)
    นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้อง เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และมี Study Permit การทำงานในสถาบันศึกษานักเรียนไม่ต้องยื่นคำร้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จาก Citizenship and Immigration Canada  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-oncampus.asp
  2. ทำงานนอกสถาบันการศึกษา  (Work off campus)
    นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้อง เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา การทำงานนอกสถาบันศึกษานักเรียนต้องยื่นคำร้องขอ Work Permit และจะต้องได้รับ Work Permit ก่อนจึงจะสามารถทำงานได้ โดยในระหว่างภาคการศึกษาปกติจะอนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่จะทำงานได้เต็มเวลาในช่วงปิดภาคเรียนในฤดูร้อน หรือปิดภาคเรียนระยะสั้นในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ เมื่อใดก็ตามที่นักเรียนไม่ได้ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา หรือมีผลการเรียนไม่ดี จะต้องส่งใบอนุญาตทำงานคืนให้กับ Citizenship and Immigration Canada  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-offcampus.asp
  3. หลักสูตรการศึกษาที่ต้องมีการฝึกงาน  (Work as a co-op student or intern)
    บางหลักสูตรการศึกษาจะกำหนดให้ประสบการณ์ในการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรด้วย โดยนักเรียนที่เรียนในหลักสูตรนั้น จะต้องจบการศึกษาได้เมื่อนักเรียนมีการฝึกงานครบตามจำนวนชั่วโมงการทำงานที่หลักสูตรกำหนดไว้ นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้องยื่นคำร้องขอ Work Permit ก่อนเข้าทำงานและจะต้องมี Study Permit ที่ไม่หมดอายุ  งานที่ทำจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษา พร้อมกันนี้ จะต้องได้รับหนังสือรับรองการทำงานจากสถาบันศึกษาด้วย  นักเรียนจะใช้เวลาฝึกงานได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของระยะเวลาการศึกษา  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-coop.asp

10. ทุนการศึกษา

ประเทศแคนาดามีรายได้จากนักศึกษาต่างชาติสูงมาก  จึงทำให้มีโครงการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติ เพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจมาศึกษาในแคนาดามากขึ้น  ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติมีมากมาย โดยแบ่งได้ ดังนี้

  • International Undergraduate Scholarship in Canada
  • International Graduate Scholarship in Canada

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การเขียน Statement of Purpose

Statement of Purpose หรือ SOP ก็คือ เรียงความหรือบทความ (Essay) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้รู้จักเรามากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากในการพิจารณารับเข้าเรียนของสถาบันต่างๆ  99% ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมักกำหนดให้ผู้สมัครเขียน SOP ด้วย 

SOP ชิ้นหนึ่งจะต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้

ย่อหน้าที่ 1 – แรงกระตุ้นให้เลือกเรียนสาขานี้

ซึ่งย่อหน้าแรกควรจะ “ดึงความสนใจ” ของผู้อ่านทันที  เพราะ อย่าลืมว่าฝ่าย admission ของทางมหาวิทยาลัยอ่าน SOP  อย่างที่คุณเขียนอยู่ปีหนึ่งเป็นพันฉบับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณเขียนจะต้อง “น่าสนใจ” และถ้าทำได้ “น่าติดตาม” เพื่อให้เขาอ่านต่อไปเรื่อยๆ หลักการเลือกของมหาวิทยาลัย ปรกติแล้วจะดึงผู้สมัครที่ academic requirement หรือเกรดถึงออกมาก่อน ตัวนี้อาจจะหมายถึงแค่เกรด หรือรวมไปถึงระดับภาษาอังกฤษด้วย ขึ้นอยู่กับมหาลัย แต่หลังจากที่คุณได้ผ่านเข้ามาด้วยเกรด (หรือกิจกรรมทีดีมากจนสามารถคานกับเกรดที่ไม่ถึงเกณฑ์ได้) ก็ต้องแข่งกันที่ “ลักษณะนิสัย” “ความตั้งใจ” ของผู้สมัครอย่างที่ปรากฏใน SOP ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ทำไมถึงเลือกสาขา/วิชานี้
  • เกี่ยวข้องกับประสบการณ์และความสนใจของเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 2 – รายละเอียดของคอร์สที่เลือก และความเหมาะสมกับเรา

ย่อหน้าที่2 นี้จะต้องสอดคล้องกับย่อหน้าแรก เป็นการอธิบายเพิ่มเติมจากย่อหน้าแรก แต่ที่สำคัญ ระวังอย่าให้ดูซ้ำซ้อนเกินไปกับย่อหน้าแรก เขียนให้ละเอียด แต่ขณะเดียวจะต้องกะทัดรัด ได้ใจความ คั้นน้ำออกไปให้มากที่สุด ประโยคไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยส่งเสริมตัวผู้สมัครในด้านไหนเลย เอาออกเสีย ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ความสนใจและการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สเรียน
  • อ้างอิงถึงแต่ละวิชาในหลักสูตร
  • พยายามกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องการเรียนหลักสูตร/มหาวิทยาลัยนี้ และหลักสูตรนี้พิเศษสำหรับเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 3 – ประวัติการเรียนและการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร

อธิบายให้ว่าทำไมคุณถึงมีคุณลักษณะที่ดี สามารถเป็นผู้สมัครได้ ผู้ให้ชัดว่ามีประสบการณ์ทำอะไรมาบ้าง ทำไมคณะนี้ ที่มหาวิทยาลัยนี้ถึงเหมาะกับเรา พูดถึงสิ่งที่ผลักดันให้เราพุ่งความสนใจมาที่มหาวิทยาลัยนี้ ภาควิชานี้น่าสนใจ เพราะหลักสูตรเป็นอย่างไร ส่งผลต่ออนาคตในการทำงาน/ตามความฝัน/ได้ดียิ่งขึ้น ต้องบอกด้วยว่าเพราะอะไร หาเหตุและผลมาเขียนเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ และอย่าลืมลงท้ายว่า การศึกษาที่มหาลัยนี้เหมาะกับเป้าหมายเราอย่างไร ทำไมถึงเหมาะ และเป้าหมายเราสำคัญอย่างไร

  • เชื่อมโยงแผนในอนาคตเข้ากับคอร์สที่เลือกเรียน และอธิบายสิ่งที่คุณคิดว่าคอร์สนี้จะช่วยในสายอาชีพ

**ย่อหน้าที่ 2 และ 3 สามารถสลับกันได้**

ย่อหน้าที่ 4 – สรุป

ย่อหน้านี้ เป็นย่อหน้าที่จะต้องสรุปใจความหลักของทุกย่อหน้าที่ผ่านมา เพื่อย้ำเตือนผู้อ่าน ว่าเขาอ่านอะไรไป และอะไรคือประหลักที่เราอยากให้เขาจำได้เมื่อเขาวางมือจาก sop ของเราไปอ่านของคนอื่นต่อ วิธีลงท้าย sop มีหลายแบบ จบธรรมดาด้วยการขอบคุณสำหรับเวลา (Thank you for your time)  หรือจบอย่างชัดเจนไปเลยว่า Looking forward to see you in the upcoming academic trimester ก็ได้

เช็คลิสส่วนสำคัญของ Personal Statement

  • ใช้รูปแบบอักษร Arial (ขนาด 10) หรือ Times New Roman (ขนาด 11-12)
  • ประมาณ 4-5 ย่อหน้า (Paragraph)
  • ใช้ประโยคความเดียว ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย
  • หลีกเลี่ยงการเขียนสิ่งต่างๆที่เป็นในเชิงลบ
  • อย่าลืม ตรวจทานศัพท์ และแยกศัพท์บางคำที่เป็นของอังกฤษหรืออเมริกา เช่น Color (อเมริกา) กับ Colour (อังกฤษ) เพื่อให้ตรงกับประเทศที่คุณสมัคร
  • ควรเขียนให้อยู่ในหนึ่งหน้ากระดาษ A4 เว้นแต่ว่าหลักสูตรนั้นจะกำหนดให้ผู้สมัครเขียนมากกว่า หรือน้อยกว่าหนึ่งหน้ากระดาษ A4

Ascend Education Center ให้บริการเขียน SOP โดย น้องๆจะต้องจัดส่งข้อมูลส่วนตัว อย่างน้อย 4 ข้อดังนี้

  1. Resume/CV
  2. Link มหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัคร
  3. เหตุผลในการเืลือกเรียนสาขานี้
  4. เป้าหมายการทำงานอนาคตหลังเรียนจบ

ต้องการข้อมูลของผู้สมัครให้ได้มากที่สุด จากนั้นทางทีมงานนักเขียนจะนำไปเรียบเรียงและปรับแต่งให้เหมาะสม พร้อมกับ Double Check โดยเจ้าของภาษาก่อนส่งฉบับจริงให้

ค่าบริการเขียน SOP เริ่มต้นที่ 1000 – 1500 บาท แล้วแต่ความยากง่ายของเนื้องาน เนื่องจากรายละเอียดในการเขียนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อมูลของแต่ละคน

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

TOEIC (โทอิค) คืออะไร

TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นการสอบวัดผลทางภาษาอังกฤษสำหรับคนมีความต้องการสมัครงานในองค์กรต่างๆ เพื่อยืนยันว่าเรานั้นสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดี 

TOEIC จัดทำขึ้นโดยสถาบัน Educational Testing Service (ETS) ที่เมืองพริ้นส์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นองค์กรชั้นนำในด้านกรพัฒนาแบบทดสอบต่าง ๆ เช่น TOEFL, GMAT, GRE, SAT เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ เป็นต้น

>> TOEIC ทดสอบอะไร

เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางด้าน Passive Skill จึงมีอยู่ 2 ส่วนคือ แบบทดสอบ การฟัง และการอ่าน และทักษะความสามารถ ในการใช้ ภาษาอังกฤษมาใช้งานจริง (Proficiency) แต่ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มแบบทดสอบด้านการพูดและการเขียนเข้ามาด้วย ทำให้ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ

  1. Classic TOEIC Test Administration (TOEIC Listening and Reading Test) การฟังและการอ่าน
  2. Redesigned TOEIC Test Administration (TOEIC Speaking and Writing Tests) การพูดและการเขียน เริ่มใช้เดือนเมษายน 2551

ข้อสอบ Classic TOEIC จะประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบทางด้านการฟัง 100 ข้อ (ฟังจากเทปที่อัดไว้) และการอ่าน 100 ข้อ ระยะเวลาในการทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับการสอบแต่ละครั้ง โดยมีคะแนนเต็ม 990 คะแนน ซึ่งผลคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบและมีอายุการ ใช้งานได้ 2 ปีนับจากวันที่สอบ

คะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน โดยแบ่งคะแนนการฟังเป็น 5-495 คะแนนและ การอ่าน 5-495 คะแนน

>> TOEIC จัดสอบที่ไหน และ เมื่อไหร่ ?

ผู้ที่ต้องการสมัครสอบ TOEIC สามารถติดต่อขอสอบได้ทุกวันจันทร์ – เสาร์ตลอดทั้งปี เว้นเฉพาะวันอาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น โดยเปิดสอบที่ทำการของศูนย์ฯที่กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ 

สำหรับการสอบจะจัดเป็นวันละสองรอบ เวลา 9:00-11:30 น. และ 13:00-15:30 น. เป็นประจำ

ผู้ที่ต้องการสอบสามารถ โทรศัพท์สำรองที่นั่งสอบได้ที่ 0-2260-7061 ระหว่างเวลา 08:00 – 16:30 

สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการให้ศูนย์ฯ ไปจัดสอบให้นอกสถานที่ก็สามารถกำหนดวัน และเวลาสอบได้ตามความสะดวก ไม่เว้นวันอาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์

ผู้สอบ ควรโทรไปสอบถามและจองวันสอบก่อน เพราะบางครั้งที่นั่งสอบอาจจะเต็มได้

>> รายละเอียดที่ตั้ง Center for Professional Assessment (Thailand)

ศูนย์ใหญ่กรุงเทพ TOEIC Services

ศูนย์สอบโทอิค อาคาร BB tower (Bangkok Business Building)
ชั้น 19 (ข้างตึก Grammy) ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) กรุงเทพ 10110
โทรศัพท์ 0 2260 7061, 0 2664 3131
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : information@toeic.co.th

ออฟฟิศสาขาเชียงใหม่

4/11 ชั้น 3 อาคารนวรัฐ
4/6 ถนนแก้วนวรัฐ ซอย 3 เชียงใหม่. 50000
โทรศัพท์ 0 5324 8208, 0 5330 6600
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : toeicnorthern@toeic.co.th

วันเปิดทำการ

วันจันทร์ – วันเสาร์ เว้นวันหยุดของทางศูนย์ (วันอาทิตย์และ วันหยุดดังนี้)

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

TOEFL (Test of English as a Foreign Language) โทเฟล คืออะไร

TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language (TOEFL อ่านออกเสียงว่า โทเฟิล หรือ โทเฟล) เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

>> ข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่ผ่านมาจะมี อยู่ 3 ระบบ คือ

  1. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  PBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนแผ่นกระดาษ
  2. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  CBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์
  3. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  iBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่แพร่หลายที่สุด

ดังนั้น แบบทดสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่จะพูดถึงจะเป็น TOEFL iBT หรือ โทเฟิล ที่สอบบทคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนตนั่นเอง

>> TOEFL ทดสอบอะไรบ้าง

TOEFL จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) 

โดยทั้ง 4 ทักษะนั้น โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  จะวัดผู้สอบด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

  1. ทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทางด้าน การอ่าน (การอ่าน) การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) และการเขียน (Writing) ซึ่ง โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะวัดความเชี่ยวชาญทางทักษะนั้น ๆ ทีละด้าน
  2. ทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) อย่างเช่น ผู้สอบจะต้องใช้ทั้งทักษะการฟัง-อ่าน-พูด หรือ อาจจะต้อง ฟัง-อ่าน-เขียน ทั้งนี้เพื่อจะได้วัดปฏิกริยา และความเข้าใจภาษาอังกฤษ

โดยปกติแล้วคำถามของทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) ของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะถือว่าเป็นส่วนที่ยากกว่าคำถามของการสอบวัดทักษะทีละทักษะของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)

>> การสอบโทเฟล (TOEFL) โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

ระบบ TOEFL
ทักษะ
จำนวนคำถาม
เวลา
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การอ่าน (Reading)
3 – 5 บทความ บทความละ 12 – 14 คำถาม
60 – 100 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การฟัง (Listening)
4 – 6 เรื่อง เรื่องละ 6 คำถาม และ
2 – 3 บทสนทนา บทสนทนาละ 5 คำถาม
60 – 90 นาที
พัก
10 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การพูด (Speaking)
6 เรื่อง ( 2 เรื่องอิสระ และ 4 เรื่องบูรณาการ)
20 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การเขียน (Writing)
1 เรื่องอิสระ และ 1 เรื่องบูรณาการ
20 นาที (เรื่องบูรณาการ) 30 นาที (เรื่องอิสระ!

ข้อมุลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ TOEFL โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) คือ www.ets.org/toefl

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

IELTS คืออะไร

IELTS (ไอเอล) คือ ชื่อย่อของระบบการวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ (International English Language Testing System) เป็นระบบทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่มีความประสงค์ที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งยังได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 

IELTS เป็นระบบวัดผลภาษาอังกฤษสำหรับการศึกษาต่อชนิดเดียวที่ให้ความสำคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยให้คะแนนทักษะ ทั้ง 4 แยกจากกัน สามารถวัดผลได้ชัดเจนแม่นยำ และถูกต้องตรงกับระดับความสามารถ ในการใช้ภาษาที่แท้จริงของผู้สอบ นอกจากนี้ข้อสอบยังแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามระดับการศึกษาที่ต้องการจะศึกษา ซึ่งนับเป็นการวัดผลที่ช่วยให้สถานศึกษามีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับ ความสามารถเฉพาะของนักศึกษาแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงระดับการศึกษา ข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือ

  1. Academic Module สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุก ๆ สาขา
  2. General Training Module สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้ที่สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากความยากง่ายของสาขาวิชา ซึ่งผู้สมัครจะต้องสอบถามโดยตรงจากทางสถาบันการศึกษานั้น ๆ

>>ผลคะแนนสอบไอเอล (IELTS) แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ดังนี้

ระดับ 9 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเลิศ เหมือนเจ้าของภาษามากที่สุด สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ
ระดับ 8 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว แต่อาจจะมีข้อผิดพลาดและความไม่เหมาะสมบางครั้งบางคราวในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
ระดับ 7 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดี แต่ยังมีข้อผิดพลาดหรือเข้าใจผิดในบางครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าสามารถใช้ภาษาที่มีความซับซ้อนได้ดี 
ระดับ 6 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับใช้งานได้ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย ซึ่งรู้และเข้าใจภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงแม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดบ้าง โดยผลสอบระดับ 6.5 ขึ้นไปสามารถนำไปใช้ยื่นวีซ่าเพื่อสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ค่ะ
ระดับ 5 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารในระดับพื้นฐานที่ตนเองถนัดได้ดี เข้าใจความหมายกว้างๆ แต่ยังมีข้อผิดพลาดบ่อย ๆ
ระดับ 4 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัด โดยสามารถสื่อสารจำกัดเฉพาะเรื่องที่ตนเองคุ้นเคย จะมีปัญหาในการสื่อสารผ่านการแสดงความคิดเห็น และไม่สามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนได้
ระดับ 3 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัดมาก โดยสามารถรู้และเข้าใจกับความหมายที่คุ้นเคยเท่านั้น และมีการสับสนในการสื่อสารบ่อย
ระดับ 2 ไม่สามารถสื่อสารแต่สามารถใช้คำศัพท์พื้นฐานได้ ซึ่งจะมีการสับสนใจการใช้ประโยคไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ใช้ได้แค่คำศัพท์สั้น ๆ ที่คุ้นเคยเท่านั้น
ระดับ 1 ไม่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเลย ซึ่งจะไม่เข้าใจในการใช้ประโยคในการสื่อสารนอกจากคำศัพท์เล็กน้อย

>> สถานที่สมัครสอบ IELTS (ไอเอล) ในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีศูนย์สอบ IELTS 2 แห่ง ดังนี้

1. British Council ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่หรือสามารถสมัครสอบ Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS 

  • ค่าสมัครสอบ 6,750 บาท (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ (Landmark Bangkok Hotel)

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับการสมัครสอบไอเอลกับบริติช เคานซิล <<<<

2. IDP ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและสามารถสมัครสอบ IELTS Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ทาง IDP ยังมีศูนย์สอบ IELTS ในส่วนภูมิภาคให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก ดังต่อไปนี้ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ และภูเก็ต

  • ค่าสมัครสอบ IELTS 5,900 บาท สำหรับกรุงเทพฯ และเชียงใหม่
  • ค่าสมัครสอบ IELTS 6,500 บาท สำหรับขอนแก่น หาดใหญ่ และภูเก็ต (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมมณเฑียร (Montien Bangkok) ถนนสุรวงค์

>>การสอบ IELTS ที่ British Council และ IDP แตกต่างกันอย่างไร 

British Council

  • สอบเสร็จภายใน 1 วัน ไม่สามารถเลือกสอบ Speaking test เป็นวันอื่นได้
  • การสอบ Listening ใช้ชุดหูฟังในการสอบ
  • มีแบบฝึกหัด IELTS online ให้ 30 ชั่วโมง
  • มีศูนย์สอบ IELTS ที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เท่านั้น

IDP

  • เลือกสอบ Speaking ในวันเสาร์หรือวันจันทร์ ถัดไปได้
  • ราคาถูกกว่า (หากเลือกศูนย์สอบใน กทม.)
  • มีศูนย์สอบ IELTS ให้บริการในต่างจังหวัดครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ และ หาดใหญ่

>> มาตรฐานการสอบ IELTS ในประเทศไทย

การสอบ IELTS ในประเทศไทยใช้ข้อสอบกลางจาก มหาวิทยาลัย Cambridge (ประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน หมดกังวลเรื่องข้อสอบ IELTS รอบไหนยากกว่าง่ายกว่า เพราะไม่ว่าจะสอบที่ไหนข้อสอบ IELTS ก็เป็นชุดเดียวกันทุกรอบ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

IELTS TOEFL และ TOEIC ต่างกันอย่างไร

มีน้อง ๆ หลายคน ถามพี่หลันว่า  TOEIC, TOEFL และ IELTS มีความแตกต่างกันอย่างไร และใช้สำหรับทำอะไรบ้าง วันนี้พี่หลันมีคำตอบมาให้น้อง ๆ กันค่ะ

› TOEFL (Test of English as a Foreign Language)

TOEFL (โทเฟล) คือการทดสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุดในโลก ไม่ว่าคุณต้องการศึกษาต่อที่ไหน การสอบ TOEFL สามารถช่วยให้คุณให้บรรลุผล 

เดิม TOEFL ใช้สำหรับการศึกษาต่อเฉพาะในประเทศอเมริกา เพราะ เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยช้นนำส่วนใหญ่ในอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ก็ยอมรับผลสอบ TOEFL เพื่อการพิจารณาในการรับสมัครแล้ว โดยปัจจุบัน ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยมากกว่า 7,000 แห่ง ในกว่า 130 ประเทศ ซึ่งรวมถึงเกือบทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแคนาดา ที่ใช้คะแนน TOEFL สำหรับการรับเข้าเรียน และการให้ทุนการศึกษา

การสอบ TOEFL ประกอบด้วยการฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นการความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณสามารถเลือกการสอบได้ทั้ง Internet-based Test (iBT) หรือ Paper-based Test (PBT) ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่มีให้ที่ศูนย์ทดสอบ

TOEFL Internet-based Test (iBT) ประเมินความสามารถของคุณในการอ่าน ฟัง พูด และ เขียนภาษาอังกฤษและใช้ทักษะเหล่านี้ร่วม กันในชั้นเรียนมหาวิทยาลัย เช่น คุณอาจอ่าน หรือฟังบรรยาย แล้วเขียนหรือพูดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้

TOEFL Paper-based Test (PBT) ประเมินความสามารถของคุณในการอ่าน ฟัง และเขียนภาษาอังกฤษ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOEFL (โทเฟล) <คลิกที่นี่>

› IELTS (International English Language Testing System)

IELTS (ไอเอล) หรือการทดสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ ได้รับการออกแบบเพื่อใช้ประเมินความสามารถด้านภาษาของผู้สมัครสอบที่ต้องการ เรียน หรือทำงานในสถานที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การสอบ IELTS ใช้ ประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สมัครสอบอย่างมี ประสิทธิภาพใน 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การอ่าน การเขียน และ การพูด รวมถึงความรู้ทางด้านไวยากรณ์และคำศัพท์ในการใช้ภาษา

IELTS เป็นข้อสอบที่ร่วมมือกันระหว่าง the University of Cambridge ESOL Examinations (Cambridge ESOL) บริติช เคานซิล และ IDP : IELTS Australia ซึ่งการสอบ IELTS ถือได้ว่าเป็นตัวสอบที่ใช้ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้มาตรฐาน ระดับนานาชาติสูงสุด ซึ่งครอบคลุมทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะไม่ว่าจะเป็น การฟัง การอ่าน การเขียน และการพูด

IELTS ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยและบริษัทต่างๆในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IELTS ยังเป็นที่ยอมรับของสถาบัน กองตรวจคนเข้าเมือง และ องค์กรของรัฐบาลอีกหลายแห่ง สำหรับการสอบ IELTS ผู้สมัครควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี

IELTS แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. Academic : สำหรับผู้ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุกสาขา

2. General Training : สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากมีความยากง่ายของสาขา ซึ่งผู้สมัครสามารถสอบถามโดยตรงกับสถาบันนั้น หรือเจ้าหน้าที่แนะแนว หรือสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะย้ายถิ่นฐานไปออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์

โดยผลคะแนนไอเอลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IELTS (ไอเอล) <คลิกที่นี่>

› TOEIC (Test of English for International Communication)

TOEIC (โทอิค) เป็นข้อสอบมาตรฐานระดับสากล ในการวัดทักษะภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ ได้ทดสอบ TOEIC และจากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คะแนนสอบ TOEIC ได้ช่วยเหลือ องค์กร สถาบันการศึกษา และรัฐบาลทั่วโลกกว่าหลายพันแห่งในการรับสมัคร และโปรโมทผู้สมัครที่มีคุณสมบัติมากที่สุดซึ่งการสอบ TOEIC จัดทำขึ้นโดย Educational Testing Service (ETS) สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ 

ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบ 2 รูปแบบคือ

1. TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการอ่าน) และ

2. TOEIC Speaking and Writing Tests (การพูดและการฟัง) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่

โดยในประเทศไทย มีการสอบเฉพาะแบบ TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการพูด) ซึ่งเป็นแบบทดสอบซึ่งสามารถวัดทักษะความสามารถในการนำภาษาอังกฤษมาใช้งานได้ จริง ทั้งด้านการฟัง และการอ่านคะแนนของ TOEIC ไม่มีคะแนนได้ คะแนนตก ซึ่งแต่ละคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบ โดยคะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน

คะแนนสอบ TOEIC นั้นจะมีอายุ 2 ปี นับจากวันที่เราสอบค่ะ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOEIC (โทอิค) <คลิกที่นี่>

ตารางเปรียบเทียบคะแนนจากการสอบ TOEIC – TOEFL -IELTS

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

โปรแกรม Pathway คืออะไร และ ต่างกับหลักสูตร Pre-Master อย่างไร ?

การศึกษาต่อระดับปริญญาในประเทศอังกฤษและอเมริกานั้น มหาวิทยาลัยจะมีวิธีคัดเลือกนักศึกษา โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านด้วยกัน โดยเฉพาะ ใน 2 ปัจจัยหลัก คือ Transcript (ประวัติการศึกษา / เกรดเฉลี่ย) และ English Language Level (ระดับของภาษาอังกฤษ) ซึ่งในแต่ละปีมีนักศึกษาจำนวนมากมีคุณสมบัติไม่ตรงหรือไม่เพียงพอที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรที่เลือก ทำให้เกิดแนวคิดของโปรแกรม ‘pathway’ ขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหราชอาณาจักรและอเมริกา ซึ่งการเรียน Pathway จึงช่วยทำให้การเข้าเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ หรือ อเมริกาไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เราเคยคิดค่ะ

การเรียน Pathway คืออะไร

โปรแกรม Pathway เป็นทางเลือกสู่การเข้าเรียนระดับปริญญาได้โดยตรง โดยมีรูปแบบการสอนเฉพาะทางในวิชาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรปริญญาที่คุณตั้งใจจะเข้าเรียน เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนและการทำวิจัยที่จำเป็นต่อการเรียนในมหาวิทยาลัย รวมทั้งการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับปริญญา โดยโปรแกรม Pathways มีหลักสูตรทั้งระดับปริญญาตรี คือ Foundation Programmes และระดับปริญญาโท คือ ‘Pre-masters’ หรือ ‘Graduate Diploma’

หลักสูตร Pathway ส่วนใหญ่จะดำเนินการสอนโดยวิทยาลัยเอกชนที่สังกัดมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เช่น INTO, KAPLAN, STUDY GROUP หรือ NAVITAS เป็นการจับมือร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่จะสอนหลักสูตร Pathway ถือเป็นหลักสูตรที่ได้มาตรฐานและ มีการรับประกันผลการรับเข้าศึกษาต่อ ในระดับปริญญาของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ใครที่ควรเรียน Pathway Program

หลักสูตร Pathway เหมาะกับ นักเรียนต่างชาติที่มีเกรดเฉลี่ยหรือภาษาไม่ถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญา โดยมหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนต่างชาติได้มีโอกาสปรับตัวทางด้านวิชาการและความรู้ภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนจริงร่วมกับเพื่อนนักเรียนประเทศนั้น ๆ

หลักสูตรนี้จะผสมระหว่างเรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นและวิชาการที่เกี่ยวข้องและเป็นพื้นฐานของวิชาหลักที่จะเรียนใน Program ปริญญาตรี

ข้อดีของการเรียน Pathway Program

  1. Pathway Program จะเป็นการเรียนเพื่อเตรียมความพร้อม และครอบคลุมการเรียนในปีแรกของหลักสูตรที่น้องๆลงไว้กับมหาวิทยาลัย โดยนักเรียนระดับชั้นปริญญาตรีก็จะไม่เสียเวลาเรียน เพราะสามารถโอนหน่วยกิตช่วยที่เรียน Pathway ไปยังหน่วยกิตรวมของหลักสูตรในมหาวิทยาลัยได้ด้วย สำหรับนักศึกษาประิญญาดท จะต้องดูที่หน่วยกิตรวมของหลักสูตรและหลักสูตรของมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึง
  2. ระยะเวลาเรียน Pathway Program ของนักเรียนแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ซึ่งโปรแกรม Pathway จะมีตั้งแต่ 1-3 เทอม ทั้งนี้ใครจะต้องเรียนกี่เทอมขึ้นอยู่กับเกรดเฉลีย และ ระดับภาษาของนักเรียนเอง
  3. นักเรียนต่างชาติที่ได้เรียนในช่วงPathway จะได้เรียนในคลาสที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบที่เรียนกับนักเรียนต่างชาติด้วยกันทั้งคลาส เช่น วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนในมหาวิทยาลัยที่เน้น สอนเกี่ยวกับการเขียนรายงานทางวิชาการ และ 2. คือคลาสเรียนวิชาปรกติของมหาวิทยาลัย ที่นักเรียนจะต้องตามเก็บหน่วยกิตให้ครบ

แนะนำสถาบันที่เปิดสอน Pathway Program

1. INTO

INTO the Global Educationเป็นสถาบันที่รวบรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร และยังเป็นสถาบันที่มี สภาพแวดล้อมทาง การศึกษาที่ดีเยี่ยม ประกอบกับมีหลัก สูตรต่อเนื่องที่มีคุณภาพซึ่งนำไปสู่ การศึกษาต่อยังระดับมหาวิทยาลัย ในระดับปริญญาตรี และปริญญาโทได้อย่างรวดเร็ว โดยมีอาจารย์ผู้สอนและเจ้าหน้าที่ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติและประสบการณ์ ที่พร้อมจะให้ความช่วย เหลือนักศึกษาต่างชาติ รวมทั้งยังให้หลักประกันแก่นักศึกษาว่ามีมหาวิทยาลัยรองรับ เพื่อเข้าศึกษาอย่างแน่นอน

>> ดูข้อมูล INTO UK ประเทศอังกฤษ

>> ดูข้อมูล INTO USA ประเทศอเมริกา

2. KAPLAN

KAPLAN INTERNATIONAL PATHWAY เป็นวิทยาลัยเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น University of York, University of Glasgow, City University of London, University of Birmingham, University of Nottingham และอื่นๆ อีกมากมาย หลังจากที่น้องๆ เรียนจบจากคอร์สนี้ของที่นี่แล้ว ก็สามารถเลือกที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยพันธมิตรเหล่านี้ได้  ที่นี่เปิดสอนทั้งหลักสูตร Foundation, University Preparation และ Pre-Masters นอกจากจะได้เรียนในหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพกับบุคลากรคุณภาพแล้ว นักเรียนหลักสูตร Pathways ของที่นี่ยังสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ร่วมกับนักศึกษาของวิทยาลัยได้ด้วย

3. Study Group

เป็นวิทยาลัยเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยดังอันดับต้นๆ ของอังกฤษ 17 แห่ง เช่น Durham University, Lancaster University, University of Leeds, Royal Holloways University of London, University of Surrey เป็นต้น ที่นี่เปิดสอนหลักสูตร Pathways ก่อนการเข้าเรียนปริญญาตรีและปริญญาโท รวมถึงหลักสูตร Embassy English เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนทั่วโลก

Pathway Program ต่างกับ Pre- Master อย่างไร

Pre- Master เป็น หลักสูตรต่ำกว่าปริญญาโท ที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีผลการศึกษาในระดับปริญญาตรีและความสามารถภาษาอังกฤษไม่เพียงพอตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เปรียบเสมือนเป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท มีระยะเวลาเรียนตั้งแต่ 6 -12 เดือน

โครงสร้างหลักสูตร Pre-Master มักประกอบด้วยการเรียน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

  1. ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ ประกอบไปด้วย ขั้นตอนการทำวิจัยการเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาคำศัพท์การเขียนเชิงวิชาการ การนำเสนอผลงาน และทักษะการทำข้อสอบ
  2. วิชาเนื้อหาของสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เช่น มนุษยศาสตร์เบื้องต้น การจัดการและเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กฎหมายยุโรปและกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการเรียนหลักสูตร Pre-Master  ถือเป็นการเรียนที่แยกออกจากหลักสูตรปริญญาตรีและโทอย่างชัดเจน และส่วนใหญ่ ไม่ได้รับประกัน ว่าผู้เรียนจะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทของสถาบันนั้น ๆ ได้ แต่ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงข้อกำหนดข้อควรปรับปรุงพัฒนาและทิศทางของตนเองที่จะนำพาผู้เรียนเข้าสู่หลักสูตรปริญญาโทของมหาวิทยาลัยนั้นๆตามที่ผู้เรียนต้องการซึ่งนับเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าศึกษาต่อยังหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เราหมายตาไว้

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ข้อดีของการไปอยู่โฮสแฟมิลี่

น้อง ๆ หลายๆคน ที่กำลังเตรียมตัวไปเรียนภาษา ศึกษาต่อต่างประเทศ และกำลังเลือกว่าจะอยู่กับโฮสหรืออยู่หอเองดี วันนี้พี่หลันเอาข้อดีของการอยู่กับโฮสแฟมิลี่มาฝากค่ะ

  1. ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของคนในชาตินั้นๆอย่างแท้จริง
  2. ได้ฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะเราจะได้คุยกับตัวเจ้าของบ้านทุกวัน
  3. ได้รับคำแนะนำต่างๆจากโฮสฯมากมาย เช่น เรื่องการเดินทาง เป็นต้น
  4. อยู่ใกล้โรงเรียน ใช้ลาเดินทางไม่เกิน 30 นาที
  5. บางครั้งโฮสจะพาเราไปเที่ยวกับเค้าด้วย
  6. ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น หากโฮสบ้านไหนมีหลายห้องนอน เค้ามักจะรับนักเรียนได้หลายคน ซึ่งเราอาจจะได้เพื่อนต่างชาติเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สำหรับน้อง ๆ ที่ภาษายังไม่ดีนักพี่หลันแนะนำว่า ช่วงแรกให้ไปอยู่กับโอสแฟมิลี่ดีกว่าค่ะ เมื่อภาษาดีแล้วค่อยย้ายไปอยู่หอกันนะคะ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

10 เหตุผลที่ควรไปเรียนต่างประเทศ

1. การเรียนต่อต่างประเทศจะให้โอกาสคุณในการท่องเที่ยว

หลาย ๆ คนสงสัยว่าไปเรียน ไม่ได้ไปเที่ยว แต่เอาจริง ๆ แน่นอนคุณอยากจะพักผ่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือจะเป็นช่วงปิดเทอม หรือเมื่อเรียนจบแล้ว จะดีกว่าไหมถ้าการพักผ่อนของคุณคือการได้ไปเปิดหูเปิดตา ท่องเที่ยวต่างประเทส แถมได้ความรู้ใหม่ เพื่อนใหม่กลับมาด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าคุณเลือกเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ  คุณก็จะมีโอกาศในการไปเที่ยวยุโรปได้อีกด้วย หรือหากคุณเลือกเรียนภาษาที่ยุโรป คุณก็สามารถเดินทืางท่องเที่ยวยุโรปได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องขอวีซ่าให้มันยุ่งยากอีก

2. การเรียนต่อต่างประเทศเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการเรียนภาษา

การเรียนภาษาที่ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุดและคุ้มค่าเรียนที่สุดคือการไปเรียนภาษาในประเทศที่ใช้ภาษาที่คุณกำลังเรียนอยู่ เพราะนอกจากคุณได้ได้เรียนรู้ภาษาที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษาแล้ว คุณจะได้ใช้ภาษาที่คุณเรียนตลอดเวลาที่คุณอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็ฯการขึ้นรถโดยสาร การซื้ออาหาร การคุยกับเพื่อนใหม่ๆ เรียกได้ว่าคุณต้องพยายามใช้ภาษาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคุณก็จะปรับตัวและเก่งภาษาขึ้นเองโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะ

3. การเรียนต่อต่างประเทศมอบโอกาสในการทำงานที่สูงขึ้น

วุฒิการศึกษาจากต่างประเทศก็ยังเป็นเสมือนจุดขายที่ทำให้ใบสมัครเข้าทำงานหรือใบประวัติของน้องๆดึงดูดความสนใจยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพทางวิชาการแล้ว การสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศยังแสดงให้ผู้ว่าจ้างงานเห็นว่าน้อง ๆ เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ มีความพากเพียรตลอดจนสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และพึ่งพาตนเองได้ด้วย

4. การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณเรียนรู้วัฒนธรรม

นอกจากอาหาร, ภาษาและการแต่งกาย ที่แตกต่างอย่างชัดเจนแล้ว การศึกาาต่อต่างประเทศทำให้คุณได้เรียนรู้วัฒธนธรรมอื่นๆจากเจ้าของวัฒธรรมจริง ๆ เช่น มุมมอง, ความเชื่อ และวิะีการใช้ชีวิตต่าง ๆ ที่คุณอาจจะนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาเสริมการใช้ชีวิตของคุณเองเมื่อกลับมายังประเทศไทย

นอกจากนั้น ถ้าคุณไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ คุณจะได้เพื่อนใหม่ที่มาจากหลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะ ยุโรป, จีน, เกาหลี, แอฟริกา ฯลฯ ซึ่งคุณก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากเพื่อนของคุณด้วยเช่นกัน

5.การเรียนต่อต่างประเทศจะทำให้คุณได้เพื่อนใหม่จากทั่วโลก

เพราะในขณะที่คุณอยู่ ณ ต่างประเทศ คุณไม่ได้พบเจอแต่คนที่มีวัฒนธรรมหรือมีพื้นเพเดียวกับคุณเท่านั้น แต่คุณจะได้พบเจอกับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆที่จากบ้านมาไกลเช่นเดียวกัน

6. การเรียนภาษา ศึกษาต่อต่างประเทศ ช่วยพัฒนาทักษะและทำให้คุณรู้จักการปรับตัว

ไม่ว่าใครก็ตามที่ไปเรียนภาษา ศึกษาต่อต่างประเทศครั้งแรก ย่อมมีความหวาดหวันที่จะเข้าไปในสถานที่ใหม่ ๆ ห้องเรียนที่ไม่เหมือนประเทศของตัวเอง มันอาจจะดูน่ากลัวในตอนแรก แต่เมื่อผ่านไปสัก 1 – 2 สัปดาห์ ถ้าคุณเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีสักหน่อย คุณจะค่อยๆเรียนรู้ที่จะปรับตัว แล้วคุณจะสนุกสนานกับการเรียนต่อต่างประเทศของคุณ

7.การเรียนต่อต่างประเทศจะทำให้คุณมองโลกกว้างขึ้น

การที่คุณมีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณจะได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งนั่นจะทำให้คุณเข้าใจและมีมุมมองกับชาวต่างชาติที่แตกต่างไปตากตอนที่คุณอยู่ในประเทศไทยอย่างเดียว หากคุณไปเรียนภาษาที่อเมริกาคุณก็จะเห็นว่าคนอเมริกามีมุมมองเที่ยวกับโลกที่ไม่มีแบบแผนทางวัฒนธรรม ต่างกับการที่คุณไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ หรือเรียนภาษาที่ยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมแรกๆของโลก สิงเหล่านั้จะทำให้คุณกลับบ้านด้วยมุมมองและความคิดที่มีกรอบหรืออคติต่อคนอื่นที่น้อยลง

8.การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาใหม่ ๆ 

คุณจะมีโอกาสในการลงทะเบียนเรียนในสาขาวิชาที่ไม่เปิดสอนในประเทศของเรา หลักสูตรในต่างประเทศดังกล่าวจะเอื้อให้น้อง ๆ ได้ศึกษาวิชาที่น้อง ๆ สนใจผ่านมุมมองและบริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งจะเป็นการเปิดกว้างทางการเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดและเสริมสร้างโอกาสทางอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของน้อง ๆ ได้ในอนาคต

9. การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณมีความรับผิดชอบ

หลาย ๆ คนอาจไม่เคยต้องซักผ้า รีดผ้า หาอาหารเอง นี่แหละเป็นโอกาสที่คุณได้เรียนรู้ การไปเรียนต่อต่างประเทศ ทำให้คุณได้มีโอกาสในการเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยตนเอง การใช้ชีวิตในต่างแดนจะบีบบังคับให้น้อง ๆ ต้องลงมือทำทุกอย่างเอง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงบประมาณส่วนตัว จับจ่ายซื้อของ ทำอาหารหรือทำความสะอาด นอกจากนี้ อิสรเสรีภาพที่น้อง ๆ ได้รับยามอยู่ไกลหูไกลตาผู้ปกครองก็จะฝึกให้ตัวน้อง ๆ รู้จักรับผิดชอบต่อตัวเองมากขึ้น

10.การเรียนต่อต่างประเทศยังเพิ่มคุณค่าให้กับคุณสมบัติของคุณ

ประสบการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ และช่วงเวลายากลำบากระหว่างที่น้อง ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนจะหล่อหลอมให้น้องๆแข็งแกร่งและมีทักษะในการแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน การดำรงชีวิต และเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของคุณในอานาคตต่อไป

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ควรจะไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อไหร่ดี

แน่นอนว่า ความเชื่อว่า “การศึกษาที่ดีนั้น จะนำมาซึ่งงานที่ดี และงานที่ดีนั้น จะสามารถสร้างฐานะ ความมั่นคง และชีวิตที่ดีได้” เป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่เราควรจะไปเรียนก่อนหรือทำงานก่อนค่อยไปเรียน นี่สิ เป็นสิ่งที่หลายๆคนยังคงสับสนอยู่ตลอด ถ้าถามพี่หลันว่า เรียนจบแล้ว เรียนต่อ หรือ ทำงานก่อน แบบไหนดีกว่ากัน? คงต้องตอบว่า แล้วแต่ความต้องการและเป้าหมายของแต่ละคนนะคะ

คนสมัยนี้ เมื่อเรียนจบแล้วชอบที่จะเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นนายตัวเอง อยากทำงานอย่างมีอิสระ ก็จะมีมีแนวโน้มที่เรียนต่อทันทีมากขึ้น โดยเฉพาะการไปเรียนต่อต่างประเทศ หรืออย่างน้อยก็ไปเรียนภาษาเพิ่มเติมจากประเทศเจ้าของภาษา พี่หลันมองว่าการเรียนภาษาหรือการเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งที่ได้มาไม่ใช่แค่ใบปริญญา แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อนใหม่ และ คอนเนคชั่น ค่ะ

เอาจริงๆ การไปเรียนต่อก็สมประสงค์ของพ่อแม่ พ่อแม่ ผู้ปกครองที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาแก่บุตรหลาน เรียกได้ว่า ต้อง”เรียนจบสูงๆไว้ก่อน” เพราะแน่นนอว่า เรียนจบสูง ย่อมสมัครงานและได้เงินเดือนสูง  ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกว่า งั้นเรียนสูงๆไปเลย ดีกว่า ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจนะคะ เพราะการสมัครงานในยุคปัจจุบัน บางสาขาอาชีพ ถ้าเราเรียนสูง+มีประสบการทำงาน ด้วยนี่แหละ เงินเดือนสูงแน่นอน ตรงนี้พี่หลันแนะนำว่า น้องๆควรหาคอร์สเรียนกับสถาบันที่มีการฝึกงานหรือหางานให้ด้วยดีที่สุด เช่น โปรแกรมดังต่อไปนี้ Work & Study in Australia, Work & Study in Canada, work & study in New Zealand  โปรแกรมเหล่านี้จะไม่ใช่เรียนอย่างเดียว แต่มีการหางานให้น้องๆทำ (บางที่ได้ค่าจ้างด้วย) งานที่น้องได้ทำก็เป็นงานที่ตรงกับสาาที่เรียน ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว น้องจะได้ทั้งใบปริญญา และ ประสบการทำงาน (Employment Certificate) จะกลับมาสมัครงานที่เมืองไทย ก็ย่อมได้เครดิตดีกว่าการเรียนต่อเฉยๆอย่างแน่นอน

น้องๆ ที่จะเรียนต่อในบางสาขาอาชีพ เช่น บริหารธุรกิจ ถึงแม่ว่าปัจจุบันหลายๆสถาบันจะไม่บังคับว่าต้องมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แต่พี่หลันแนะนำว่าน้องควรมีประสบการทำงานอย่างน้อย 1 ปี หรือหากน้องวางแผนจะไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ปี 2-3 น้องควรฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน หรือหากที่บ้่านทำธุรกิจส่วนตัว ควรหาประสบการณ์ด้วยการฝึกงานกับที่บ้านระหว่างเรียนก่อนเรียนจบ เพราะการเรียนต่อในสาขาบริหารธุรกิจ น้องๆจะต้องเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆเพื่อแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งถ้าน้องไม่เคยมีประสบการณ์เลย น้องจะเรียนไม่สนุกและไม่มีประสบการณ์ไปเล่าค่ะ

ส่วนน้องที่จะเรียนต่อในบางสาขาอาชีพ เช่น ทนายความ, วิศวะ หรือแม่กระทั่งน้องที่เปลี่ยนสายอาชีพ เช่น สนใจเรียนด้านการโรงแรม, ทำอาหาร น้องสามารถเรียนต่อได้เลย และควรรีบเรียนต่อให้เร็วที่สุด อย่างปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าไปหลายปี เพราะจะทำให้เกิดช่องว่างระกว่างเรียนจบ และไปศึกษาต่อ ซึ่งจะส่งผลทำให้วีซ่าของน้องผ่านยากค่ะ พี่หลันเจอน้องๆหลายคน เรียนจบแล้วพักผ่อน ไม่ได้ทำงานและไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอตัดสินใจไปเรียนต่อ โดนเจ้าหน้าที่วีซ่าตั้งข้อสงสัยว่าช่วงเวลานั้นทำอะไรอยู่ วีซ่าก็ได้ยากขึ้นหน่อย เพราะเค้าเกรงว่าจะไปเป็นโรบินฮู้ดที่บ้านเค้านน่ะค่ะ

ถามว่าควรจะไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อไหร่ดี? พี่หลัน แนะนำว่า การเรียนต่อต่างประเทศ จะไปเรียนเมื่อไหร่นั้น แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนค่ะ จะเรียนก่อนหรือทำงานก่อนก็ได้ เพียงแต่ถ้าเลือกทำงานก่อนก็ต้องตั้งเป้าหมายหาประสบการณ์ทำงานเพื่อไปเรียนในสาขาที่เราวางแผนไว้ และก็อย่าหมดไฟซะก่อน ไม่งั้นเราอาจจะก้าวหน้าช้ากว่าเพื่อนๆที่ตั้งเป้าทำงานและไปเรียนต่อ แต่ถ้าเลือกที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศก่อนทำงานแล้วล่ะก็ ก็จะต้องตั้งใจ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด พยายามหาสิ่งที่เราชอบให้ไวที่สุดเพื่อให้เราเลือกเรียนและหางานที่ตรงกับความต้องการของเรา

แต่ถ้าน้องๆคนไหนยังเรียนไม่จบ และมีเวลาว่างช่วงปิดเทอม สัก 1-3 เดือน ก็ควรวางแผนแต่เนิ่นๆ น้องๆสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการไปเรียนภาษา หาลู่ทาง และมองสถาบัน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยที่สนใจไว้ก่อน เพื่อวันที่เรียนจบแล้ว น้องจะได้รู้ว่าเราชอบ/ไม่ชอบที่ไหน อยากเรียนสาขาอาชีพอะไร และทำอย่างไรเพื่อให้อนาคตของเราได้ทำงานและใช้ชีวิตในปบบที่เราต้องการ

พี่หลันฝากบทความนี้ไว้ให้น้อง ๆ เท่านี้ก่อน แล้วครั้งหน้าจะมาเล่าถึงประสบการณ์ สถานที่ท่องเที่ยว ประเทศ เมืองที่น่าสนใจไปเรียนภาษา ศึกษาต่อให้น้อง ๆ อีกนะคะ

โปรโมชั่น เรียนภาษา <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่ออเมริกา <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่ออังกฤษ <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่อออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่อนิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com