10 คำถามตม. ยอดฮิต (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง)

ดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เตรียมไปเที่ยวอย่างมีความสุข….. และแล้วก็มีเรื่องให้กังวลอีก

จะเที่ยวแล้ว ได้วีซ่าลั่ลล๊า สบายใจ ที่ไหนได้ เจองานหิน….. อุปสรรคที่ต้องเจอแบบไม่มีทางเลี่ยงได้

ด่านแรกที่ต้องเจอเมื่อลงจากเครื่องบิน ก็คือ การเตรียมตัวตอบคำถาม ตม. (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง) และ เอกสารอ้างอิงต่าง ๆ

หลังจากลงจากเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมารอเข้าแถวเพื่อผ่านการตรวจของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เข้าให้ถูกช่องนะคะ ส่วนใหญ่จะมีคิวสำหรับประชาชนประเทศเค้า, PR, EU Citizen, คิวพิเศษต่าง ๆ, คิวสำหรับนักท่องเที่ยว ให้เราเข้าคิวให้ตรงกับวีซ่าที่เรามี เช่น Tourist หรือ Others แล้วเมื่อถึงคิวเจ้าหน้าที่เรียกท่านเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ท่านจะเจอกับคำถามสุดหิน เช่น

  1. What’s the purpose of your visit? มาทำอะไรที่นี่ ตอบว่า มาเที่ยว Tourism มาเยี่ยมญาติ Visit Relatives หรือ มาทำงาน Business
  2. How long will you be staying? อยู่กี่วัน ตอบตามจริง เช่น 7 วัน มาวันที่ 2 กลับ วันที่ 8 เป็นต้น พร้อมยื่นตั๋วเครื่องบินขากลับให้
  3. Where will you be staying? พักที่ไหนบ้าง ขอดูหลักฐานการจองโรงแรมหน่อย ตอบตามจริง เช่น คืนแรก พร้อมยื่นเอกสารการจองโรงแรมให้
  4. Where will you be visiting? ไปเที่ยวเมืองไหน สถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนบ้าง ตอบตามจริง ยกตัวอย่าง ที่สองที่ก็พอ ว่าเราพอทำการบ้านมา ไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ
  5. Who will you be visiting? รู้จักใครในประเทศนี้ไหม มีใครมารับไหม ตอบตามจริง ให้ตรงกับที่กรอกตอนขอวีซ่า
  6. Have you ever been here before? มาเที่ยวครั้งแรก หรือเคยมาแล้ว ตอบตามจริง เจ้าหน้าที่มีระบบสามารถเช็คได้
  7. Are you travelling alone? or with Someone? คุณเดินทางมาคนเดียว หรือมากับใคร ตอบตามจริง ถ้าไปหลายคนครอบครัวเดียวกันต่อแถวเดียวกัน บางทีจะสามารถเข้าไปพร้อมกันได้ ถ้าเจ้าหน้าที่เรียก ถ้าไม่ได้เรียกให้รอตามคิวนะคะ
  8. What do you do for a living? ทำงานอะไร ตอบตามจริง ไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ เดี๋ยวโดนถามต่อ อาจมีขอดูนามบัตร
  9. How much money are you bringing? พกเงินมาด้วยเท่าไร ตอบตามจริง ถ้าพกเงินสดมาเกินกฏหมายกำหนด เช่น 10,000 ยูโร, 10,000 ฟรังก์สวิส, 10,000 ดอลลาร์, 1,000,000 เยน หรือ 20,000 หยวน ให้แบ่งถือหลายคน
  10. Do you plan to work here? คุณวางแผนจะมาทำงานที่นี่ใช่ไหม เป็นคำถามหลอกล่อ ถ้ามาท่องเที่ยว ตอบว่า No นะคะ ถ้าตอบว่า Yes เรื่องยาวแน่ ๆ ค่ะ แต่ถ้าทำทำงานจริง ๆ ก็ตอบตามตรง ให้ตรงกับวีซ่าที่ได้รับมา

เอกสารอ้างอิง ที่ ตม. มักจะเรียกดู มีดังนี้นะคะ

  1. พาสปอร์ต อันนี้สำคัญมากอย่าให้หาย อย่าให้ชำรุด ถ้าหาย หรือฉีกขาด เรื่องยาวแน่นอนค่ะ
  2. หน้าวีซ่า วันที่ ที่ระบุในหน้าวีซ่า ต้องครอบคลุม ตั๋วขาไป – ขากลับ หรือไม่ ยกตัวอย่างนะคะ เช่น ท่านได้วีซ่า วันที่ 1-10 ธันวาคม 2558 แต่ตั๋วของท่านที่ซื้อ คือเดินเดินทางกลับหลังจากวีซ่าหมดอายุ ท่านอาจพบปัญหา ไม่เกิดตอนขาเข้าก็ขาออกนะคะ ท่านไม่ควรกลับหลังจากที่วีซ่าหมดอายุ แต่ถ้าหากพลาดแล้วกลับประเทศไทย ก็จะมีผลในการพิจารณาการทำวีซ่าครั้งต่อไป
  3. ตั๋วเครื่องบินขากลับ
  4. บุ๊คกิ้งโรงแรมที่เราจอง และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรของโรงแรมชัดเจน
  5. แผนการเดินทาง
  6. ถ้าไปดูงาน ก็ควรมีบัตรเข้างาน หรือจดหมายเชิญแนบไปด้วยนะคะ
  7. ใบกรอกเข้าประเทศ รวมถึงการกรอกสิ่งของที่ต้องสำแดง
  8. ถ้าเป็นผู้เยาว์เดินทางคนเดียว นักเรียนศึกษาต่อ อาจจะต้องมีเอกสารการศึกษา และเอกสารจากผู้ปกครอง

ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี เจ้าหน้าที่จะพูดว่า มองกล้องครับ ถอดแว่นด้วย Capture!!

Stamp!!! ตรายางดัง ตึง! ลงบนหน้าวีซ่าของท่าน ว่าอนุญาตให้เข้าประเทศ ผ่านนนน!!!

จากสถิติที่ผ่านมา ถ้าเป็นผู้หญิงสาวโสด เดินทางคนเดียว เดินทางครั้งแรก ก็จะโดนถามหนักหน่อย อาจจะมีถามเจาะลึกลงรายละเอียด อีก 2-3 ขั้น จากคำถามยอดฮิตนี้ ขอให้ตั้งสติ ใจเย็น ๆ หายใจลึก ๆ ก่อนตอบตามความจริง ไม่ต้องรีบร้อน ทางเจ้าหน้าที่เค้าขอดูอะไรก็ให้เค้าดูนะคะ ถ้าโกหก ตอบขัดแย้งกันเอง หรือมีพิรุธ อาจจะโดนเชิญเข้าห้องเย็น เพื่อพูดคุยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมุลดีๆ จาก loft girl 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

วีซ่านักเรียน และโอกาสในการทำงานที่ต่างประเทศ

สวัสดีค่ะ น้อง ๆ หลายๆคนสนใจไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะเริ่มด้วยการไปเรียนภาษา หรือบางคนก็ไปเรียนต่อระดับชั้นต่างๆไม่ว่าจะเป็น ดิพโพลมา (diploma) ป.ตรี ป. โท หรือแม้กระทั่งป. เอก ล้วนอยากจะหาประสบการณ์ชีวิตด้วยการทำงานพิเศษ แบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ กันทั้นนั้น

มีหลายคน สอบถามมาทางพี่ๆ Ascend Education Center เข้ามา ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ทำงานระหว่างเรียนไปด้วย แต่น้องๆรู้ไหมคะ ว่า น้องๆจะต้องมีวีซ่า นักเรียน (Student Visa)  หรือ วีซ่าทำงาน (Business Visa) หรือ work & Holiday visa เท่านั้น น้องๆจึงจะสามารถทำงานได้ค่ะ และไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะให้ทำงานได้นะคะ ต้องศึกษาให้ดีว่าประเทศไหนให้ทำงานได้ และได้เท่าไหร่ ตามเงื่อนไขของวีซ่าที่แตกต่างกันออกไปเช่น อนุญาตให้ทำงานได้เฉพาะ ผู้ถือวีซ่านักเรียนที่เรียนในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือ อนุญาตให้ทำงานได้ เฉพาะหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในขณะนั้น เป็นต้น

วีซ่านักเรียน (Student Visa) เป็นวีซ่าที่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเป็นหลัก ไม่ว่าจะการเรียนภาษา การศึกษาในระดับประถม มัธยม ประกาศนียบัตร หลักสูตรวิชาชีพ หรือปริญญาก็ตาม

ประเทศออสเตรเลีย (Australia student visa)

ออสเตรเลียนับว่าเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่หลายๆ คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณภาพของระบบการศึกษาระดับต้นๆ ของโลก รวมทั้งมีสภาวะเศษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดี อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงจนเกินไป ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลมีให้การสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในการทำงานนอกเวลาเรียน สูงสุดถึง 40 ชั่วโมง ต่อ 2 สัปดาห์ และสามารถเดินตามเส้นทางอาชีพได้หลังจากสำเร็จการศึกษา เป็นระยะเวลา 2-5 ปี

ประเทศอังกฤษ (Tier 4 Student Visa; England, UK)

ในบางประเทศ เมื่อนักเรียนลงเรียนภาษาเกินกว่า 3 หรือ 6 เดือน จะได้วีซ่าเป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งสามารถทำงานพิเศษได้อย่างน้อย 20 ชม/สัปดาห์ แต่ประเทศอังกฤษไม่ได้เป็นอย่างนั้นค่ะ แม้ว่าน้องจะลงเรียนภาษา 6 เดือนหรือ 8 เดือน น้องก็จะได้วีซ่าเป็น student visitor visa ซึ่งมีกฎชัดเจนว่าห้ามทำงานค่ะ 
และไม่ใช่ว่า studen visa (Tier 4)  หลักเกณฑ์กว้าง ๆ ที่จะตัดสินว่า จะสามารถทำงานพาร์ไทม์ได้หรือไม่ คือ สถาบันการศึกษาที่เราเข้าเรียนค่ะ โดยถ้าเป็นสถาบันเอกชนที่เป็น recognised body หรือสถาบันที่ได้รับ public funding ซึ่งเป็น higher education institution  ก็มีโอกาสที่จะได้รับอนุญาตให้ทำงาน พาร์ทไทม์ ได้ สามารถเช็คชื่อสถาบันที่เป็น recognised body ได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
– recognised body
สถาบันแบบ public funding ที่เป็น higher education institution
– England
– Wales
– Scotland
– Northern Ireland

อย่างไรก็ตาม ควรสอบถามจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันให้แน่ใจก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่า เราจะไม่ทำผิดกฎและสูญเสียโอกาสทางการศึกษาที่สหราชอาณาจักรนอกจากนี้ เราสามารถเช็คได้จากหน้าวีซ่า Tier-4 ที่เป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง หรือจาก bio-metric residence permit (BRP) ซึ่งจะมีข้อความคล้าย ๆ ด้างล่าง ที่ระบุว่าเราได้รับอนุญาตให้ทำงายพาร์ทไทม์ได้
– Work (and any changes) must be authorised
– Able to work as authorised by the Secretary of State
– Work as in Tier 4 Rules
– Restricted Work. P/T term time. F/T vacations
– Restricted work term time
– Work limited to max 20 hrs per week during term-time
– Work limited to max 10 hrs per week during term-time.

กรณีที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน อาจจะระบุข้อความตามด้านล่าง
– No work, or
– Work prohibited

จำนวนสูงสุดที่อนุญาตให้ทำงานได้ หากผู้ยื่นวีซ่าได้รับอนุมัติวีซ่าหลังจากวันที่ 3 สิงหาคม 2558
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในระดับปริญญา หรือสูงกว่า ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียน study abroad programme ในสถาบันการศึกษาแบบ overseas higher education institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในหลักสูตรต่ำกว่าปริญญา ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หากคุณได้รับอนุญาตให้ทำงานในระหว่างที่ถือวีซ่าแบบ Tier-4 Child

โปรดอย่าลืมตรวจสอบสิทธิการทำงานของท่าน จากหน้าสติ๊กเกอร์วีซ่านักเรียน Tier-4 หรือ BRP ของท่าน ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุเงื่อนไขการได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.ukcisa.org.uk และ https://www.gov.uk

วีซ่านักเรียน อเมริกา (USA Student Visa, วีซ่าF1)

ไม่ได้รับสิทธิให้ทำงาน หากเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ 
หลักสูตรอื่น ที่ได้รับอนุญาต สามารถทำงานได้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ สามารถทำงานในวิทยาเขตที่ทำการศึกษาอยู่ได้
หากต้องการทำงานนอกวิทยาเขต จะต้องได้รับอนุญาตจาก International Student Office ของทางสถาบันก่อน ซึ่งการขอทำเรื่องทำงานนอกวิทยาเขตนั้น จะสามารถทำได้ หลังจากที่ผ่านการเรียนในภาคเรียนแรกไปแล้ว โดยการทำงานดังกล่าว จะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนด้วย อีกทั้งต้องได้รับการอนุมัติเป็นขั้นตอนจากทั้ง International Student Office ของสถาบันที่เรียน และ USCIS (หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา

วีซ่านักเรียน นิวซีแลนด์ (New Zealand Student Visa)

สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้

  1. ลงเรียนในหลักสูตรที่มีการฝึกงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร หรือ
  2. ระหว่างช่วงวันหยุดคริสต์มาส และวันหยุดปีใหม่ หากนักเรียน เรียนในหลักสูตรแบบเต็มเวลา และเรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน หรือ
  3. สามารถทำงานได้ 20 ช.ม. ต่อสัปดาห์ ระหว่างภาคเรียน  และเป็นนักเรียนเต็มเวลา โดยศึกษาอยู่ในสถาบัน Private Training Establishment or Tertiary Institution และเข้าเรียนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา หรือ
  4. สามารถทำงานได้ 20 ช.ม. ต่อสัปดาห์ ระหว่างภาคเรียน  และเป็นนักเรียนเต็มเวลา ที่ศึกษาในหลักสูตรที่ได้รับคะแนนในกลุ่มของ Skill Migrant หรือ
  5. นักเรียนที่ลงเรียนในระดับเกรด 12 หรือ 13 โดยได้รับใบอนุญาตจากทางสถาบัน และจากทางผู้ปกครอง หรือ
  6. เรียนแบบเต็มเวลามาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในสถาบัน Private Training Establishment or Tertiary Institution และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องได้รับทราบว่า จุดมุ่งหมายในการไปเรียน คือ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และต้องมีผลสอบ IELTS Overall Band Score ตั้งแต่ 5.0 ขึ้นไป (แบบ General หรือ Academic ก็ได้) หรือ
  7. เรียนในระดับ Tertiary ในสถาบันที่ได้รับการรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีการศึกษา ด้วยการเป็น นักเรียนแลกเปลี่ยน ในโครงการ

วีซ่านักเรียน อิตาลี (Italy Student Visa)

ไปเรียนประเทศนี้คือ เที่ยวอย่างเดียวจ๊ะ วีซ่านักเรียนประเทศอิตาลีห้ามทำงานค่า

วีซ่านักเรียน ประเทศเยอรมัน (German Student visa)

นักศึกษาไทยที่ขอวีซ่านักเรียน เพื่อเรียนต่อในประเทศเยอรมัน และต้องการทำงาน part-time นักศึกษาจะสามารถทำงานได้ 120 วันสำหรับการทำงานแบบเต็มวัน หรือ 240 วันสำหรับการทำงานครึ่งวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่รวมกับการฝึกงานภาคบังคับของหลักสูตร (Compulsory Internship)

โดยการทำงานของนักศึกษาส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 5-10 ยูโรต่อชั่วโมง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากนักศึกษาได้เข้าไปทำงานในสถานที่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ หรือในองค์กรที่อยากจะเข้าทำงาน นอกจากนี้หากนักศึกษาเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่อย่าง มิวนิค, ฮัมบูร์ก หรือโคโลญจน์ ก็อาจจะได้ค่าตอบแทนที่มากกว่า

ตัวอย่างงาน part-time ของนักเรียน มีหลากหลายตัวอย่างไม่ว่าจะทำงานข้างนอก งานในมหาวิทยาลัย หรือการทำงานในช่วงวันหยุดอาทิเช่น เทศกาลคริสต์มาส เป็นต้น

วีซ่านักเรียน ประเทศฝรั่งเศส (France Student Visa)

วีซ่านักเรียนประเทศฝรั่งเศษสามารถทำงานเป็นแบบ part-time ได้สูงสุด 964 ชั่วโมงต่อปี

วีซ่านักเรียน สวิตเซอร์แลนด์ (วีซ่านักเรียนสวิส, Switzerland Student Visa)

วีซ่านักเรียนประเทศสวิสเซอแลนด์ก็ห้ามทำงานใด ๆ จ้า 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เอกสารที่ใช้ในการเรียนต่อต่างประเทศ

ในการเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศนั้น เราจะต้องเตรียมการจัดทำหนังสือเดินทางและการขอวีซ่าเพื่อเข้าไปพำนักอยู่ในประเทศต่างๆที่เราจะศึกษา แต่ก่อนที่เราจะถึงขั้นตอนการขอวีซ่านั้น สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือขั้นตอนการสมัครเข้าศึกษา ซึ่งเราจะต้องมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยนั้นๆกำหนด อย่างไรก็ตามไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนก็ตามจะมีเงื่อนไขในการสมัครที่ใกล้เคียงกัน โดยแต่ละขั้นตอนจะมีเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นแตกต่างกันไป ดังนี้

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรที่จบล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL (ถ้ามี)*
  • ผลสอบ GMAT สำหรับผู้สมัคร MBA หรือ Business Program บางสาขา หรือ GRE สำหรับผู้สมัครสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), ทางด้านการสื่อสาร (Communication) หรือในสาขาอื่นบางคณะ*
  • ผลสอบ SAT สำหรับผู้สมัครปริญญาตรี
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2-3 ฉบับ
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร” 
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย
  • สำเนาหน้าพาสปอร์ต
  • หนังสือรับรองฐานะทางการเงิน (Bank Statement)

หมายเหตุ สำหรับผู้ไม่มีผลสอบ GMAT/ หรือ GRE ก็สามารถสมัครเข้าเรียนได้เช่นกัน ในบางมหาวิทยาลัยไม่ต้องผลเหล่านี้ในการสมัครเข้าศึกษา

2. ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอื่นๆ

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรที่จบล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL (ถ้ามี)
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2 ฉบับ 
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร” 
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย

หมายเหตุ สำหรับผู้ที่ไม่มีผลสอบ IELTS/TOEFL บางมหาวิทยาลัยสามารถสมัครเข้าได้เลยโดยไปเรียนภาษากับมหาวิทยาลัยนั้น ๆ และสามามารถเข้าศึกต่อในระดับปริญญาตรีหรือโทได้ทันทีเมื่อจบภาษาอังกฤษระดับสูงของมหาวิทยาลัย

***ผู้ที่สมัครเข้าศึกษาต่อไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ควรเตรียมเอกสารทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ และบางสถาบันจะมีค่าธรรมเนียมในการสมัครก่อนที่จะดำเนินการพิจารณา ดังนั้นผู้สมัครต้องเตรียมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเรียนในระดับปริญญาเอก นอกจากเอกสารที่จะต้องเตรียมข้างต้นแล้ว ผู้สมัครจะต้องเขียนบทวิจัย หรือ Research Proposal เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนแคนาดา

นักเรียนที่มีความประสงค์จะศึกษาต่อประเทศแคนาดาเป็นระยะเวลามากกว่า 6 เดือน จะต้องสมัครเพื่อขอวีซ่านร.หรือ “Study Permit” ก่อนจะเดินทางเข้าประเทศแคนาดและยื่นคำร้องล่วงหน้า 3 เดือน

เอกสารประกอบการขอวีซ่านักเรียนแคนาดา

  1. กรอกแบบฟอร์มออนไลน์และปริ้นท์แบบฟอร์มพร้อมบาร์โค้ด  “ Application for a Study Permit  ”  และแบบฟอร์ม “ Family Composition Information ” ให้ครบถ้วน ดาวโหลดที่นี่
  2.  ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า CAD 150 เป็นแคชเชียร์เช็คหรือแบงค์ดราฟท์เท่านั้น สั่งจ่ายในนาม“ Embassy of Canada”
    • หมายเหตุ : หากคุณต้องให้ ข้อมูลทางชีวภาพหรือไบโอเมตริกซ์ (ลายพิมพ์นิ้วมือและรูปถ่าย) คุณต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเป็นเงิน 85 เหรียญแคนาดา หรือ 2,400 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมบริการของวีเอฟเอสแล้ว แต่ไม่รวมกับค่าบริการเสริมต่างๆด้านล่างของทางเรา
    • หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมบริการสำหรับการดำเนินการยื่นคำร้องขอวีซ่าต่อผู้ยื่นคำขอหนึ่งท่าน ต้องจ่ายเป็นตั๋วแลกเงิน (ออกโดยธนาคารในประเทศไทย) หรือแคชเชียร์เช็ค (ที่ออกโดยธนาคารสาขาในกรุงเทพเท่านั้น)
    • หมายเหตุ: ตั๋วแลกเงินและแคชเชียร์เช็คที่ธนาคารรับรอง ต้องมีอายุการใช้งานไม่เกิน 180 วัน เมื่อมาถึงศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่า
  3. หนังสือเดินทางที่เหลืออายุใช้งานได้ตลอดระยะเวลาที่นักเรียนจะอยู่ที่ประเทศแคนาดาพร้อมสำเนา
  4. รูปถ่ายปัจจุบันหน้าตรงถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ขนาด 1.37×1.77 นิ้ว จำนวน 4 ใบ พื้นหลังสีขาว
  5. หนังสือตอบรับฉบับจริง (Original) จากสถานศึกษาในประเทศแคนาดา พร้อมสำเนา 1 ชุด โดยระบุ
    • ชื่อเต็ม และที่อยู่ของนักเรียน
    • วันเดือนปีเกิดของนักเรียน
    • หลักสูตรที่ลงทะเบียน
    • วันเริ่มเรียนและวันสิ้นสุดหลักสูตร
  6. สำหรับนักเรียนที่มีความประสงค์จะศึกษาต่อที่ มณฑลควิเบค (Quebec) ต้องยื่น “Certificated d’ acceptation” (Quebec Certificate of Acceptance or CAQ) ที่ออกให้โดย กระทรวงวัฒนธรรมและตรวจคนเข้าเมืองของมณฑลควิเบค (Ministere des Communautes Culturelles et de l’Immigration du Quebec or MCCI)
  7. หลักฐานการศึกษาตัวจริงพร้อมสำเนา ได้แก่ ทรานสคริป ประกาศนียบัตร หรือปริญญาบัตร
  8. หลักฐานด้านการเงิน
    • Bank statement และ/หรือสมุดเงินฝากสะสมทรัพย์หรือประจำของผู้สนับสนุนด้านการเงินซึ่งมีระยะเวลาเปิดบัญชีเกิน 12 เดือน
    • จดหมายรับรองงานของผู้สนับสนุนที่ระบุเงินเดือนและระยะเวลาในการทำงาน หรือใบจดทะเบียนการค้าของธุรกิจของผู้สนับสนุนด้านการเงินในกรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว
    • กรณีได้รับทุน หลักฐานแสดงการได้รับทุนการศึกษาที่ระบุจำนวนเงิน ลักษณะของทุนและเงื่อนไขของการได้รับทุน
  9. นักเรียนที่มีความประสงค์ศึกษาต่อมากกว่า 6 เดือนต้องตรวจสุขภาพ (Medical Examination)
  10. นักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปต้องยื่นใบ “ Police Clearance Certificate ” โดยต้องยื่นคำร้องขอตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 วัน
  11. นักเรียนที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปีต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมดังนี้
    • หนังสือลงนามประทับตรา (Notarized Public) จากบิดามารดาหรือผู้ดูแลตามกฎหมายในประเทศของผู้ขอมอบอำนาจให้นักเรียนอยู่ในความดูแลของผู้ดูแลนักเรียนในประเทศแคนาดา โดยระบุชื่อของผู้ดูแลนักเรียน ซึ่งจะทำหน้าที่แทนผู้ปกครองในยามฉุกเฉิน เช่นกรณีเจ็บป่วยและต้องการด้านการรักษาพยาบาลเร่งด่วนหรือต้องการให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (ใช้แบบฟอร์ม Custodianship Declaration)
    • หนังสือลงนามประทับตรา (Notarized Public) จากผู้ดูแลนักเรียนในประเทศแคนาดา ระบุความพร้อมที่จะรับผิดชอบในการดูแลนักเรียนแทนบิดามารดา ในกรณีฉุกเฉิน เช่น กรณีเจ็บป่วยและต้องการการรักษาพยาบาลเร่งด่วน หรือต้องการให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
    • ไม่ต้องตรวจประวัติอาชญากรรม
    • สูติบัตร

เวลาทำการสำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่า

วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เวลา: 07.30 – 10.00 น. 
ฟังผลวีซ่า จันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 13.30 – 15.30 น.
ข้อมูลเพิ่มเติม www.thailand.gc.ca
ระยะเวลาในการพิจารณาวีซ่า : ยื่นด้วยตัวเองและมีบาร์โค้ด 5 วันทำการ  ไม่มีบาร์โค้ด 10 วันทำการ

การยื่นขอใบรับรองความประพฤติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  1. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
  2. หนังสือเดินทางตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด
  4. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อนามสกุล (ถ้ามี) 1 ชุด
  5. ใบคำร้องจากเอเจนต์เพื่อขอใบรับรองความประพฤติ

หมายเหตุ

  • เอกสารที่เป็นสำเนาจะต้องเซ็นชื่อพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  • ไม่ต้องใช้รูปถ่าย เพราะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นผู้ถ่ายรูปให้เอง
  • ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

สถานที่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคารที่ 24 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ให้บริการวันจันทร์ – วันศุกร์ (ปิดวันหยุดราชการ) เวลา 8.30 – 16.30 น.
โทรศัพท์ 02 – 205 2168 และ 02 – 205 2169

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

โอกาสการศึกษาในแคนาดา – Study in Canada

  • สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปเรียนต่อในแคนาดา

สำหรับพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มีแผนการจะส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศ ดิฉันขอแนะนำให้ท่านพิจารณาประเทศแคนาดาเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักแก่บุตรหลานของท่านด้วยค่ะ

ทั้งนี้เพราะแคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการศึกษาสูงเทียบเท่ากับประเทศอื่นในอเมริกาเหนือ และยุโรป หรือออสเตรเลีย แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนแล้ว ค่าเล่าเรียนในแคนาดาต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ประเทศก็น่าอยู่ สะอาด มีภูมิประเทศที่สวยงาม ผู้คนมีน้ำใจดี และปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนาดาต้อนรับผู้คนทุกชนชาติ ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ

สำหรับคนที่กลัวความหนาวนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงกับความหนาวเย็นมากนัก ในสถานศึกษา บ้าน และหอพักทั่วไป มีเครื่องทำความอุ่นที่ประสิทธิภาพสูง  เรื่องอากาศหนาวนั้นเป็นเรื่องที่เคยชินและปรับตัวได้ไม่ยาก  การที่มีฤดูหนาว ก็มีโอกาสที่จะมีหิมะตกด้วย  เมื่อหิมะตกลงมาจะทำให้มีทิวทัศน์งดงามแตกต่างไปจากประเทศเมืองร้อน  อีกทั้งมีโอกาสได้เล่นกีฬาที่หาเล่นได้ยากในประเทศอื่น เช่น สกี สเก็ตน้ำแข็ง เป็นต้น

ในระบบการศึกษาในแคนาดา นโยบายด้านการศึกษากำหนดโดยแต่ละรัฐ (Province) ดังนั้น ขั้นตอนการสมัครอาจมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเข้าศึกษาในประเทศแคนาดา กรณีเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีนักเรียนจะต้องเลือกมหาวิทยาลัย โดยหาข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครอย่างไร ระบบการศึกษา ช่วงเวลาการเริ่มต้นภาคการศึกษา เป็นต้น  เมื่อทราบแล้วว่าต้องการเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยใด จึงส่งใบสมัครเข้าเรียน เมื่อมหาวิทยาลัยตอบรับการเป็นนักศึกษาแล้ว นักเรียนจึงจะสมัครขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า – Study Permit) เข้าประเทศแคนาดาเพื่อการศึกษา

พี่หลันจะมานำเสนอข้อมูลและขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อวางแผนเรียนที่ประเทศแคนาดาค่ะ

ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศแคนาดา

เมื่อมีการวางแผนไปเรียนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม ท่านควรคำนึงถีงรายจ่ายที่จะเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมเงินส่งลูกมาเรียนที่แคนาดาประมาณปีละ 800,000 – 1,200,000 บาท (ประมาณการณ์จากอัตราค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับสถาบันที่เลือกศึกษา และการดำเนินชีวิตของนักเรียน) ในที่นี้ขอแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 รายการ ดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสมัครเรียน

ก่อนจะได้เดินทางไปเรียนที่แคนาดา ท่านจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้สำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

  • ค่าสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษา ประมาณ 50 – 150 ดอลล่าร์แคนาดา ต่อสถานศึกษา
  • ค่าส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ประมาณ 500 – 1,000 บาท
  • ค่าสอบวัดระดับต่าง ๆ เช่น GMAT, GRE, SAT, TOEFL, IELTS  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสมัครเข้าเรียน ประมาณ 100 – 200 ดอลล่าร์แคนาดา

2.  ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในแคนาดา

  • ค่าเล่าเรียน (ต่อปี)
รัฐในแคนาดา
ค่าเล่าเรียนระดับอุดมศึกษา
(ดอลล่าร์แคนาดา)
         Newfoundland
         Prince Edward Island
         Nova Scotia
         New Brunswick
         Quebec
         Ontario
         Manitoba
         Saskatchewan
         Alberta
         British Columbia
                      8,800
                    11,600
                      8,540 – 14,790
                      9,971 – 15,215
                    14,615 – 17,762
                      5,200 – 32,075
                      6,260 – 13,534
                    13,782 – 17,618
                      9,440 – 18,710
                    12,500 – 23,300
* ข้อมูลจาก Association of Universities and Colleges of Canada (ค.ศ. 2013 – 2014)
** 1 ดอลล่าร์แคนาดา เท่ากับ 30 บาท (โดยประมาณ)
*** จำนวนเงินค่าเล่าเรียนจะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและคุณภาพของสถาบันการศึกษา
  • ค่าที่พัก
แบบที่พัก
ค่าเช่า ต่อเดือน
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      Homestays (ขึ้นอยู่กับว่าจะให้รวมค่าอาหารหรือไม่)
      หอพักนักศึกษา/ การแบ่งเช่าบ้านนอกสถานศึกษา
400 – 800
250 – 750
  • ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการครองชีพ  (ข้อมูลจากเงินค่าใช้จ่ายที่สำนักงาน ก.พ. จ่ายให้นักเรียนทุนฯ ในปัจจุบัน)
ค่าใช้จ่ายทั่วไป
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าใช้จ่ายรายเดือน แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
        – ค่าเช่าบ้าน
        – ค่าอาหารโดยเฉลี่ย
        – ค่าโทรศัพท์มือถือ/internet
        – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ
        – ค่าบันเทิง กีฬา สันทนาการ
      ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน (ต่อปี)
         1,450
         450 – 550
         300
         50
         100
         100
         1,150
หมายเหตุ  ในเมืองใหญ่ๆ เช่น นครโทรอนโต นครแวนคูเวอร์ นครมอนทรีออล จะมีค่าครองชีพสูงกว่าในเมืองอื่นๆ  และท่านควรคำนึงถึงค่าเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าประมาณ 350 – 500 ดอลลาร์แคนาดา สำหรับการอยู่ในแคนาดาปีแรกด้วย

3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน (ไป-กลับ)
      ค่าประกันสุขภาพ
      ค่า Study Permit
      ค่า CAQ (สำหรับผู้ไปศึกษาในรัฐควิเบก)
         1,500 – 2,500
         1,000 – 1,200 ต่อปี
          150
          108
 

ภาคการศึกษา

การเริ่มปีการศึกษาในมหาวิทยาลัยแคนาดา จะเริ่มในเดือนกันยายนของทุกปี แต่ละภาคการศึกษา มีระยะเวลาดังนี้

  • ภาคฤดูใบไม้ร่วง  ระหว่างเดือน กันยายน – ธันวาคม
  • ภาคฤดูหนาว  ระหว่างเดือน มกราคม – เมษายน
  • ภาคฤดูร้อน  ระหว่างเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม (ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย)

ช่วงเวลาการเปิดรับสมัคร

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดรับสมัคร ตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมกราคม  ตัวอย่าง นักศึกษา ปีการศึกษาที่ 1 เริ่มเปิดเรียนเดือนกันยายน 2014  จะเริ่มส่งใบสมัครเรียนได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม       ปี 2013 ถึงเดือนมกราคม ปี 2014  และกำหนดการส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาหลังจากปิดรับสมัคร  1 – 2 เดือน  (เวลาของการเปิด-ปิดรับสมัคร และการส่งเอกสารฯ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย)

ขั้นตอนการไปศึกษาที่ประเทศแคนาดา

1. เลือกหลักสูตร และมหาวิทยาลัย

ผู้สมัครควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี เพื่อหาข้อมูลและสมัครเข้าศึกษาให้ทันภาคการศึกษาที่จะเข้าศึกษา  ข้อมูลสถานศึกษาหาได้ที่

Association of Universities and Colleges of Canada
http://www.aucc.ca/canadian-universities/study-programs/
http://www.aucc.ca/canadian-universities/our-universities/

Canadian Information Centre for International Credentials
http://cicic.ca/664/directory-of-universities-colleges-and-schools-in-canada.canada

2. การสมัคร

  1. ขั้นตอน
    • หลังจากเลือกหลักสูตร และมหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษาได้แล้ว จะต้องสมัครกับมหาวิทยาลัยโดยตรง (การตอบรับการเข้าศึกษาจะใช้เวลาพิจารณา 4-6 เดือน)  หลังจากนั้นจะต้องสมัครผ่านศูนย์กลางรับสมัครออนไลน์ กรณีบางรัฐมีศูนย์กลางรับสมัครเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐ ดังนี้
    • ตรวจสอบช่วงเวลาการเปิด-ปิดรับสมัคร และระยะเวลาการยื่นเอกสาร
    • กรณีผู้สมัครได้รับการตอบรับเข้าศึกษามากกว่าหนึ่งสถาบันการศึกษา ผู้สมัครควรพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเลือกศึกษาที่ใด หลังจากนั้นควรแจ้งตอบรับ/ปฏิเสธการเข้าศึกษากับสถาบันการศึกษาด้วย
  2. คุณสมบัติด้านการศึกษา
    • ผู้สมัครจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับ Grade 12 เทียบเท่ามัธยมศึกษา 6 หรือระดับการศึกษาสูงกว่า
    • ในแต่ละภาควิชาที่สมัครเรียนนั้น ผู้สมัครจะต้องเคยเรียนวิชาหรือมีผลงานที่ภาควิชานั้นกำหนด เช่น เลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้สมัครจะต้องเคยเรียนคณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และ เคมี หรือเลือกเรียนดนตรี ผู้สมัครจะต้องส่งผลงานการเล่นดนตรี หรือการร้องเพลง เป็นต้น (แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดต่างกัน)
  3. คุณสมบัติด้านภาษา
    • ไม่ว่าจะเลือกเรียนหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส ผู้สมัครต้องมีผลการสอบวัดระดับภาษาในสถาบันภาษาที่สถาบันการศึกษากำหนด
    • แต่ละสถาบันการศึกษาจะกำหนดรับผลวัดระดับภาษาอังกฤษจากสถาบันภาษาต่างๆ เช่น TOEFL, IELTS, CanTest, CAEL, MELAB เป็นต้น และอยู่ในระดับคะแนนของแต่ละสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด
    • สถาบันการศึกษาจะกำหนดรับผลวัดระดับภาษาฝรั่งเศสจาก Test de français international (TFI) และอยู่ในระดับคะแนนของแต่ละสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนดไว้
    • บางสถาบันการศึกษามีหลักสูตรภาษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษานั้น หากผู้สมัครมีคะแนนผลวัดระดับภาษาไม่ถึงตามที่สถาบันการศึกษานั้นๆ กำหนดไว้ ผู้สมัครอาจสมัครเข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ (ESL) หรือภาษาฝรั่งเศสก่อน  โดยสถาบันการศึกษานั้นมีเงื่อนไขว่าผู้สมัครต้องผ่านเกณฑ์ภาษาตามที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด จึงจะสามารถสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษาในสถาบันการศึกษานั้นต่อไปได้
  4. เอกสารประกอบการสมัคร
    • ประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษา 6 หรือเทียบเท่า หรือสูงกว่า
    • รายงานผลการศึกษา (Transcript)
    • รายงานผลวัดระดับภาษาอังกฤษ หรือภาษาฝรั่งเศส
    • บางหลักสูตรนักศึกษาจะต้องเขียนเรียงความ หรือแสดงผลงาน ให้สถาบันศึกษาด้วย
    • เอกสารอื่น ๆ ที่มีการรับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

3. การขอใบอนุญาตศึกษาในแคนาดา (Study Permit) และการขอรับการตรวจลงตรา (Visa) เข้าประเทศแคนาดา

  1. กรณีที่สมัครเข้าศึกษาในรัฐต่าง ๆ (ยกเว้นรัฐควิเบก)
    • เมื่อได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาในสถาบันศึกษาแล้ว ผู้สมัครจะต้องเขียนคำร้องขอรับใบอนุญาตศึกษาในประเทศแคนาดา (Study Permit) จากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย  ในกรณีที่ยื่นคำร้องครั้งแรกนักศึกษาจะได้รับการตรวจลงตรา (Visa) เข้าแคนาดาโดยอัตโนมัติ
    • การขอ Study Permit และ Visa ผู้สมัครจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการพิจารณาของสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาฯ ด้วย เนื่องจากอาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติม หากไม่เผื่อเวลาไว้อาจจะไม่สามารถเข้าเรียนได้ทันวันเปิดภาคเรียน
  2. กรณีที่สมัครเข้าศึกษาในรัฐควิเบก
    • เมื่อได้รับการตอบรับการเข้าศึกษาจากสถาบันศึกษาแล้ว ผู้สมัครจะต้องสมัครขอรับ Québec Acceptance Certificate (CAQ) การสมัครขอรับ CAQ สามารถสมัคร online ได้ เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร คือ ใบตอบรับการเข้าศึกษาจากมหาวิทยาลัย หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในประเทศแคนาดา การประกันสุขภาพ เป็นต้น  หลังจากได้รับ CAQ แล้วผู้สมัครจึงจะยื่นคำร้องขอ Study Permit และ Visa ได้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.immigration-quebec.gouv.qc.ca/en/electronic-services/caq-electronic/index.html
  3. เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร
    • ใบตอบรับการเข้าศึกษาจากสถาบันศึกษา
    • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา
    • หนังสือผู้มีอำนาจปกครอง (Custodianship Declaration – Custodian for Minors Studying in Canada – IMM 5646) สำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี
    • Québec Acceptance Certificate (CAQ) (สำหรับผู้สมัครที่จะศึกษาในรัฐควิเบก)
    • หนังสือเดินทาง (Passport)
    • รูปถ่าย 2 ใบ
    • ใบคำร้องขอ Study Permit   http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/student.asp
    • ค่าธรรมเนียมการยื่นคำร้อง 125 ดอลลาร์แคนาดา
    • หลังจากยื่นคำร้องขอ Study Permit แล้ว เจ้าหน้าที่อาจขอให้ผู้สมัครส่งผลการตรวจร่างกาย และ หรือ ส่งรายงานประวัติอาชญากรรมเพิ่มเติม (Police Clearance Certificate)
      ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/study.asp
  4. ระยะเวลาในการได้รับ Study Permit และ Visa
    • หากไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องในการยื่นคำร้อง ฝ่ายแคนาดาจะใช้เวลาใน   การพิจารณาอย่างน้อย 9 สัปดาห์  ดังนั้นผู้สมัครควรเผื่อเวลาไว้สำหรับขั้นตอนนี้ เพื่อมีเวลาพอที่จะเดินทางมาศึกษาทันวันเปิดภาคการศึกษา

4. การหาที่พักอาศัย

ระหว่างที่รอการตอบรับจากสถาบันศึกษา ผู้สมัครอาจใช้เวลาหาที่พักอาศัยไปพลางๆ ก่อน  หลังจากที่ได้รับการตอบรับจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผู้สมัครจึงสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะเช่าที่พักที่ไหน และในราคาเท่าไหร่  การหาที่พักอาศัยสำหรับนักศึกษามีหลายรูปแบบ ดังนี้

  1. การเช่าหอพักในสถาบันการศึกษา
    สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่จะมีหอพัก (Residence on Campus) ให้นักศึกษาเช่าพัก  เมื่อผู้สมัครได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาแล้ว ก็สามารถส่งใบสมัครขอเช่าหอพักของสถาบันการศึกษาได้ ขั้นตอนนี้ผู้สมัครจะต้องรีบดำเนินการทันที เนื่องจากมีผู้ขอเช่ามากกว่าจำนวนหอพักที่เปิด  ให้เช่า เมื่อได้รับการตอบรับให้เช่าแล้ว ผู้เช่าจะดำเนินการตามกฎที่สถาบันการศึกษากำหนด หอพักในสถาบัน การศึกษาอาจมีเปิดให้เลือกเช่าหลายแบบ เช่น ห้องพักมีห้องครัวและห้องน้ำส่วนตัว ห้องพักที่ใช้ห้องครัวร่วมกัน  ห้องพักรวมอาหาร เป็นต้น  อนึ่ง ระหว่างรอการตอบรับผู้สมัครอาจค้นหาที่พักจากแหล่งอื่นด้วยก็จะเป็นการไม่เสียโอกาส และอาจต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเพื่อเป็นค่ามัดจำห้อง
  2. การเช่าห้องพัก Homestay
    เจ้าของบ้านแบ่งห้องนอนในบ้านให้เช่า โดยผู้เช่าสามารถใช้ห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องนั่งเล่น ร่วมกับเจ้าของบ้าน บางบ้านมีห้องน้ำส่วนตัวให้กับผู้เช่าใช้ต่างหาก บางบ้านให้เช่าพร้อมอาหาร 2 หรือ 3 มื้อ บางบ้านมีสัตว์เลี้ยง มีเด็ก บางบ้านเจ้าของบ้านอาจอยู่เพียงลำพัง หรือบางบ้านแบ่งให้คนเช่ามากกว่า 1 ราย ดังนั้น ผู้สมัครจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า Homestay ลักษณะใดเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด โดยสามารถหา Homestay ทั่วประเทศแคนาดาได้ ดังนี้
  3. การร่วมแบ่งเช่าบ้านกับนักศึกษาอื่น ๆ บ้านหรืออพาทเมนท์ ที่เจ้าของเปิดให้เช่าทั้งหมด โดยมีนักศึกษาสนใจเช่าร่วมกันกับเพื่อนๆ หรือประกาศหาผู้ร่วมแบ่งเช่าบ้าน โดยบ้านแต่ละหลังอาจมีผู้เช่าตั้งแต่ 2 – 5 คน หรือมากกว่านั้น โดยผู้ร่วมแบ่งเช่าบ้าน จะแบ่งความรับผิดชอบในการเช่า ค่าใช้จ่าย และรักษาความสะอาดเรียบร้อยของบริเวณบ้านที่ใช้ร่วมกัน
  4. ข้อพิจารณาในการเช่าที่พัก
    • ระยะเวลาการเช่า
    • ระยะเวลาการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า
    • ระยะทางระหว่างที่พักและสถาบันการศึกษา เนื่องจากเป็นช่วงใกล้หน้าหนาว ผู้สมัครยังไม่เคยชินกับภูมิประเทศ และสภาพอากาศของเมืองนั้น การมีที่พักอาศัยใกล้กับสถาบันการศึกษาจะช่วยให้ผู้สมัครปรับตัวง่ายขึ้นในด้านการศึกษา สภาพภูมิอากาศ สภาพกูมิประเทศ และด้านการเงิน (ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง)
    • ค่าเช่ารวม ค่าน้ำ/ ค่าไฟ/ ค่าโทรศัพท์/ Cable TV/ Internet/ การใช้เครื่องซัก-อบผ้า หรือไม่
  5. ข้อดีและข้อเสียของการอยู่หอพัก การร่วมแบ่งเช่าบ้าน และ Homestay

    การอยู่หอพัก
    การร่วมแบ่งเช่าบ้าน
    Homestay
        ข้อดี
         – ปลอดภัย
         – ใกล้มหาวิทยาลัย
         – ถ้าเลือกหอพักที่มีบริการอาหาร ก็ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายซื้อเครื่องใช้ในครัว
         – มีความเป็นส่วนตัว
        ข้อดี
         – ถูก
         – ได้พบเพื่อนใหม่
         – ไม่โดดเดี่ยว
         – ได้เรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่
         – มีโอกาสพัฒนาด้านภาษาเร็ว
        ข้อดี
         – ได้เรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่
         – ได้เข้าใจและเห็นวิถีชีวิตของครอบครัวอื่น
         – ไม่โดดเดี่ยว
         – มีโอกาสพัฒนาด้านภาษาเร็ว
         – ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมแซมบ้าน หรืออุปกรณ์ใช้ในครัว
        ข้อเสีย
         – แพง
         – มีกฎระเบียบในสัญญามาก
         – ไม่มีความยืดหยุ่น เช่น วันจ่ายค่าเช่า เป็นต้น
         – มีสัตว์เลี้ยงไม่ได้
     
        ข้อเสีย
         – ปัญหาการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การไม่รักษาความสะอาด ปัญหาเรื่องค่าเช่า กรณีผู้แบ่งเช่ารายอื่นจ่ายค่าเช่าไม่ตรงเวลา หรือไม่จ่ายค่าเช่า
         – เมื่อมีปัญหาต่างๆ แล้ว หากแก้ไขไม่ได้ก็จะต้องอดทนจนกว่าสัญญาเช่าจะหมด
         – ไม่มีความเป็นส่วนตัว
        ข้อเสีย
         – มีความเป็นส่วนตัวน้อย
         – หากมีปัญหาใดๆ ต้องกล้าเจรจากับเจ้าของบ้าน
         – ไม่อิสระ เพราะเจ้าของบ้านอาจจะไม่อนุญาตให้มีแขกหรือเพื่อนเข้ามาในบ้าน
  6. ข้อควรระวัง
    • กรณีหาที่พักทางอินเตอร์เน็ทจากประเทศไทย เป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก เนื่องจากผู้สมัครไม่เคยเห็นสถานที่ เมือง และระบบการคมนาคม จึงไม่ทราบว่าบ้านหรือที่พักที่จะเช่านั้นเป็นอย่างไร ห่างไกลจากสถาบันศึกษาแค่ไหน จึงควรสอบถามในรายละเอียดเกี่ยวบ้านเช่าให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเช่า
    • เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง นักศึกษาไม่ควรจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าก่อนลงนามสัญญาเช่า และควรตกลงกับผู้ให้เช่าในการจ่ายค่าเช่าส่วนที่เหลือเมื่อเดินทางไปถึงที่พัก
    • ต้องขอใบเสร็จสำหรับการจ่ายเงินทุกครั้ง

5. การเตรียมตัวเพื่อมาอยู่ในประเทศแคนาดา

  • ประเทศแคนาดาใช้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก ถึงแม้ว่านักศึกษามีความประสงค์จะมาเรียนภาษาก่อนเข้าเรียนหลักสูตรอื่นก็ตาม ก็ควรจะมีพื้นฐานความรู้ในภาษาที่นักศึกษาจะไปอาศัยอยู่ด้วย
  • ควรนำต้นฉบับเอกสารต่างๆ เช่น สูติบัตร (ใบเกิด) ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ใบทะเบียนสมรส/หย่า ทรานสคริป ใบประกาศนียบัตร ใบปริญญาบัตร ใบอนุญาตขับขี่ยานพาหนะ หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เป็นต้น ส่วนเอกสาร  ที่เป็นภาษาไทยควรมีการรับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสอย่างถูกต้อง (Certified Translation) นักแปลผู้มีใบอนุญาต (Certified Translator) และเอกสารที่เป็นสำเนาควรได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศมาด้วย เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เอกสารต่างๆ จะเป็นการลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงหากไม่ได้เตรียมเอกสารมาแคนาดาให้พร้อม
  • หาที่พักล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึง อาจหาเช่าที่พักในระยะสั้นๆ เช่น โรงแรม Homestay    ที่ให้เช่าในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อมีโอกาสหาเช่าที่พักที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองในระยะยาว
  • เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวมาให้พอเหมาะเมื่อเดินทางมาถึง อย่างไรก็ตาม การหาซื้อเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าในแคนาดาจะมีความเหมาะสมกับสภาพอากาศมากกว่า
  • ผู้สมัครอาจติดต่อขอคำแนะนำจากสถานเอกอัครราชทูตไทย หรือสถานกงสุลในเมืองใกล้เคียง ดังนี้
    1. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา
      Royal Thai Embassy, 180 Island Park Drive, Ottawa, ON  K1Y 0A2 
      Tel: 1-613-722-4444  Email: contact@thaiembassy.ca
      Website: http://www.thaiembassy.ca
    2. สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์
      1040 Burrard Street, Vancouver, British Columbia V6Z 2R9
      Tel. 1-604-687-1143   Fax. 1-604-687-4434
      E-mail: info@thaicongenvancouver.org 
      Website: http://www.thaicongenvancouver.org

6. เมื่อเดินทางถึงแคนาดา

  1. การเข้ารายงานตัว/การลงทะเบียนเรียน
    โดยปกติสถาบันการศึกษาจะกำหนดวันเข้ารายงานตัว วันสอบวัดระดับภาษา (หากนักเรียนเข้าเรียนภาษาก่อน) และวันลงทะเบียนเรียนไว้ นักศึกษาจะต้องเข้ารายงานตัวตามวันที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด แต่หากนักศึกษามีปัญหาล่าช้าในการตรวจลงตราเข้าประเทศแคนาดา บางสถาบันการศึกษาก็อาจจะขอผ่อนผันวันเข้ารายงานตัวได้ โดยทั่วไปจะขอรายงานตัวล่าช้าไม่เกิน 1 สัปดาห์
    หลังจากเข้ารายงานตัวแล้ว ทางสถาบันการศึกษาจะจัดทำบัตรนักศึกษาให้เพื่อนักเรียนสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ ระยะเวลาในการได้รับบัตรนักศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการศึกษา บางสถาบันฯ สามารถออกบัตรนักศึกษาไม่เกิน 2 วัน บางสถาบันฯ ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์
  2. การสอบวัดระดับภาษา (Placement test)
    เมื่อนักเรียนสมัครเข้าเรียนภาษาเพื่อเตรียมพร้อมก่อนสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรอื่นๆ ต่อไป สถาบันการศึกษาจะวัดระดับภาษาของนักเรียนเพื่อจัดให้นักเรียนเข้าเรียนภาษาในระดับที่เหมาะสม
  3. การเปิดบัญชีธนาคาร
    นักศึกษาต้องใช้บัตรนักศึกษาที่สถาบันศึกษาออกให้ในการเปิดบัญชีธนาคาร อย่างไรก็ดี เนื่องจากการออกบัตรนักศึกษาอาจใช้เวลานาน ดังนั้น ขอแนะนำให้นักศึกษานำเงินติดตัวมาในรูปแบบ Bank Draft  ไม่ควรนำเงินสดติดตัวมามาก ควรนำเงินสดมาพอสำหรับจ่ายค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่มและของใช้จำเป็นส่วนตัว เท่านั้น
  4. การโอนเงินจาก/ไปประเทศไทย
    เมื่อนักเรียนเปิดบัญชีธนาคารแล้ว ครอบครัวทางเมืองไทยสามารถส่งเงินเข้าธนาคาร โดยวิธี Wire Transfer โดยแต่ละธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมไม่ต่างกันมาก และนักเรียนก็สามารถส่งเงินไปเมืองไทยโดยวิธีเดียวกัน
  5. การสื่อสาร
    • ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารหลายรูปแบบ และรวดเร็ว อาจจะเสียค่าใช้จ่ายเล็กน้อย หรือไม่เสียเลย เช่น ติดต่อโดย Skype  อีเมล  เป็นต้น โดยในทุกสถาบันการศึกษาจะมีบริการอินเตอร์เน็ท Wifi ให้นักเรียนใช้ฟรี
    • บัตรโทรศัพท์โทรต่างประเทศ (International Calling Card) ในกรณีไม่มีอินเตอร์เน็ทใช้
  6. การรายงานตัวต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในแคนาดา
    เพื่อประโยชน์ในการดูแลสวัสดิภาพของนักศึกษาหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตามสถานที่ติดต่อข้อ 5

7. การต่ออายุ Study Permit และ Visa

 เมื่อได้รับใบอนุญาตเพื่อเข้าศึกษาในประเทศแคนาดา (Study Permit) และการตรวจลงตราเข้าประเทศแคนาดา (Visa) แล้ว นักเรียนจะต้องตรวจสอบดูวันหมดอายุของ Study Permit และ Visa ด้วย เพื่อเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการขอต่ออายุ Study Permit และ Visa ในครั้งต่อไป สามารถขอต่ออายุได้โดยทาง Online และโดยส่งเอกสาร ควรจะขอต่ออายุ Study Permit และ Visa ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันหมดอายุ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอต่ออายุ Study Permit และ Visa มีดังนี้

  • ใบคำร้องขอต่อ Study Permit และ Visa  http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/extend-student.asp
  • ใบเสร็จรับเงินที่มีตราประทับ (IMM5401)
  • หนังสือผู้มีอำนาจปกครอง (Custodianship Declaration – Custodian for Minors Studying in Canada – IMM 5646) สำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) หน้าที่มีรายละเอียดเลขที่หนังสือเดินทาง วันหมดอายุ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด และหน้าที่มีตราประทับวันที่ล่าสุดที่เข้าประเทศแคนาดา
  • ใบรับรองการศึกษาจากฝ่ายทะเบียนของสถาบันศึกษา และสำเนาผลการศึกษาย้อนหลัง    2 ภาคการศึกษา
  • Québec Acceptance Certificate (CAQ) สำหรับผู้ที่ศึกษาในมณฑลควิเบก
  • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  http://www.cic.gc.ca/english/study/study-extend.asp

8. การต่ออายุ Certificat d’Acceptation du Québec (CAQ)

กรณีนักเรียนที่ศึกษาที่มนฑลควิเบก จะต้องตรวจสอบวันหมดอายุของ CAQ ด้วย หากหมดอายุก่อน Study Permit นักเรียนจะต้องขอยื่นต่ออายุ CAQ ล่วงหน้า 3 เดือน ก่อน CAQ หมดอายุ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอต่ออายุ CAQ มีดังนี้

  • รูปถ่าย (ขนาด 35 mm X 45 mm)
  • ค่าธรรมเนียม
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) ที่ยังไม่หมดอายุ หน้าที่มีรายละเอียดเลขที่หนังสือเดินทาง วันหมดอายุ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด
  • ใบรับรองการศึกษาจากฝ่ายทะเบียนของสถาบันศึกษา ระบุว่าเป็นนักศึกษาเต็มเวลา และจำนวนหน่วยกิตที่เรียน
  • ต้นฉบับรายงานผลการศึกษา
  • หากไม่ได้ศึกษาเต็มเวลา จะต้องมีหนังสือชี้แจงและเอกสารรับรอง
  • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา
  • หลักฐานการประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองจนถึงวันหมดอายุ CAQ รวมถึงประกันสุขภาพในสถาบันการศึกษา

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  http://www.immigration-quebec.gouv.qc.ca/en/immigrate-settle/students/extending-stay/renewing-authorizations/index.html

9. การทำงานไปด้วยระหว่างที่ศึกษาในแคนาดา

นักศึกษาต่างชาติที่มีความประสงค์ทำงานในระหว่างเรียน บางกรณีจะต้องขอสมัครใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ด้วย โดยแคนาดาแบ่งการทำงานในระหว่างเรียนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. ทำงานในสถาบันการศึกษา  (Work on campus)
    นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้อง เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และมี Study Permit การทำงานในสถาบันศึกษานักเรียนไม่ต้องยื่นคำร้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จาก Citizenship and Immigration Canada  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-oncampus.asp
  2. ทำงานนอกสถาบันการศึกษา  (Work off campus)
    นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้อง เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา การทำงานนอกสถาบันศึกษานักเรียนต้องยื่นคำร้องขอ Work Permit และจะต้องได้รับ Work Permit ก่อนจึงจะสามารถทำงานได้ โดยในระหว่างภาคการศึกษาปกติจะอนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่จะทำงานได้เต็มเวลาในช่วงปิดภาคเรียนในฤดูร้อน หรือปิดภาคเรียนระยะสั้นในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ เมื่อใดก็ตามที่นักเรียนไม่ได้ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา หรือมีผลการเรียนไม่ดี จะต้องส่งใบอนุญาตทำงานคืนให้กับ Citizenship and Immigration Canada  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-offcampus.asp
  3. หลักสูตรการศึกษาที่ต้องมีการฝึกงาน  (Work as a co-op student or intern)
    บางหลักสูตรการศึกษาจะกำหนดให้ประสบการณ์ในการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรด้วย โดยนักเรียนที่เรียนในหลักสูตรนั้น จะต้องจบการศึกษาได้เมื่อนักเรียนมีการฝึกงานครบตามจำนวนชั่วโมงการทำงานที่หลักสูตรกำหนดไว้ นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้องยื่นคำร้องขอ Work Permit ก่อนเข้าทำงานและจะต้องมี Study Permit ที่ไม่หมดอายุ  งานที่ทำจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษา พร้อมกันนี้ จะต้องได้รับหนังสือรับรองการทำงานจากสถาบันศึกษาด้วย  นักเรียนจะใช้เวลาฝึกงานได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของระยะเวลาการศึกษา  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-coop.asp

10. ทุนการศึกษา

ประเทศแคนาดามีรายได้จากนักศึกษาต่างชาติสูงมาก  จึงทำให้มีโครงการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติ เพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจมาศึกษาในแคนาดามากขึ้น  ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติมีมากมาย โดยแบ่งได้ ดังนี้

  • International Undergraduate Scholarship in Canada
  • International Graduate Scholarship in Canada

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การเขียน Statement of Purpose

Statement of Purpose หรือ SOP ก็คือ เรียงความหรือบทความ (Essay) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้รู้จักเรามากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากในการพิจารณารับเข้าเรียนของสถาบันต่างๆ  99% ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมักกำหนดให้ผู้สมัครเขียน SOP ด้วย 

SOP ชิ้นหนึ่งจะต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้

ย่อหน้าที่ 1 – แรงกระตุ้นให้เลือกเรียนสาขานี้

ซึ่งย่อหน้าแรกควรจะ “ดึงความสนใจ” ของผู้อ่านทันที  เพราะ อย่าลืมว่าฝ่าย admission ของทางมหาวิทยาลัยอ่าน SOP  อย่างที่คุณเขียนอยู่ปีหนึ่งเป็นพันฉบับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณเขียนจะต้อง “น่าสนใจ” และถ้าทำได้ “น่าติดตาม” เพื่อให้เขาอ่านต่อไปเรื่อยๆ หลักการเลือกของมหาวิทยาลัย ปรกติแล้วจะดึงผู้สมัครที่ academic requirement หรือเกรดถึงออกมาก่อน ตัวนี้อาจจะหมายถึงแค่เกรด หรือรวมไปถึงระดับภาษาอังกฤษด้วย ขึ้นอยู่กับมหาลัย แต่หลังจากที่คุณได้ผ่านเข้ามาด้วยเกรด (หรือกิจกรรมทีดีมากจนสามารถคานกับเกรดที่ไม่ถึงเกณฑ์ได้) ก็ต้องแข่งกันที่ “ลักษณะนิสัย” “ความตั้งใจ” ของผู้สมัครอย่างที่ปรากฏใน SOP ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ทำไมถึงเลือกสาขา/วิชานี้
  • เกี่ยวข้องกับประสบการณ์และความสนใจของเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 2 – รายละเอียดของคอร์สที่เลือก และความเหมาะสมกับเรา

ย่อหน้าที่2 นี้จะต้องสอดคล้องกับย่อหน้าแรก เป็นการอธิบายเพิ่มเติมจากย่อหน้าแรก แต่ที่สำคัญ ระวังอย่าให้ดูซ้ำซ้อนเกินไปกับย่อหน้าแรก เขียนให้ละเอียด แต่ขณะเดียวจะต้องกะทัดรัด ได้ใจความ คั้นน้ำออกไปให้มากที่สุด ประโยคไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยส่งเสริมตัวผู้สมัครในด้านไหนเลย เอาออกเสีย ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ความสนใจและการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สเรียน
  • อ้างอิงถึงแต่ละวิชาในหลักสูตร
  • พยายามกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องการเรียนหลักสูตร/มหาวิทยาลัยนี้ และหลักสูตรนี้พิเศษสำหรับเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 3 – ประวัติการเรียนและการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร

อธิบายให้ว่าทำไมคุณถึงมีคุณลักษณะที่ดี สามารถเป็นผู้สมัครได้ ผู้ให้ชัดว่ามีประสบการณ์ทำอะไรมาบ้าง ทำไมคณะนี้ ที่มหาวิทยาลัยนี้ถึงเหมาะกับเรา พูดถึงสิ่งที่ผลักดันให้เราพุ่งความสนใจมาที่มหาวิทยาลัยนี้ ภาควิชานี้น่าสนใจ เพราะหลักสูตรเป็นอย่างไร ส่งผลต่ออนาคตในการทำงาน/ตามความฝัน/ได้ดียิ่งขึ้น ต้องบอกด้วยว่าเพราะอะไร หาเหตุและผลมาเขียนเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ และอย่าลืมลงท้ายว่า การศึกษาที่มหาลัยนี้เหมาะกับเป้าหมายเราอย่างไร ทำไมถึงเหมาะ และเป้าหมายเราสำคัญอย่างไร

  • เชื่อมโยงแผนในอนาคตเข้ากับคอร์สที่เลือกเรียน และอธิบายสิ่งที่คุณคิดว่าคอร์สนี้จะช่วยในสายอาชีพ

**ย่อหน้าที่ 2 และ 3 สามารถสลับกันได้**

ย่อหน้าที่ 4 – สรุป

ย่อหน้านี้ เป็นย่อหน้าที่จะต้องสรุปใจความหลักของทุกย่อหน้าที่ผ่านมา เพื่อย้ำเตือนผู้อ่าน ว่าเขาอ่านอะไรไป และอะไรคือประหลักที่เราอยากให้เขาจำได้เมื่อเขาวางมือจาก sop ของเราไปอ่านของคนอื่นต่อ วิธีลงท้าย sop มีหลายแบบ จบธรรมดาด้วยการขอบคุณสำหรับเวลา (Thank you for your time)  หรือจบอย่างชัดเจนไปเลยว่า Looking forward to see you in the upcoming academic trimester ก็ได้

เช็คลิสส่วนสำคัญของ Personal Statement

  • ใช้รูปแบบอักษร Arial (ขนาด 10) หรือ Times New Roman (ขนาด 11-12)
  • ประมาณ 4-5 ย่อหน้า (Paragraph)
  • ใช้ประโยคความเดียว ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย
  • หลีกเลี่ยงการเขียนสิ่งต่างๆที่เป็นในเชิงลบ
  • อย่าลืม ตรวจทานศัพท์ และแยกศัพท์บางคำที่เป็นของอังกฤษหรืออเมริกา เช่น Color (อเมริกา) กับ Colour (อังกฤษ) เพื่อให้ตรงกับประเทศที่คุณสมัคร
  • ควรเขียนให้อยู่ในหนึ่งหน้ากระดาษ A4 เว้นแต่ว่าหลักสูตรนั้นจะกำหนดให้ผู้สมัครเขียนมากกว่า หรือน้อยกว่าหนึ่งหน้ากระดาษ A4

Ascend Education Center ให้บริการเขียน SOP โดย น้องๆจะต้องจัดส่งข้อมูลส่วนตัว อย่างน้อย 4 ข้อดังนี้

  1. Resume/CV
  2. Link มหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัคร
  3. เหตุผลในการเืลือกเรียนสาขานี้
  4. เป้าหมายการทำงานอนาคตหลังเรียนจบ

ต้องการข้อมูลของผู้สมัครให้ได้มากที่สุด จากนั้นทางทีมงานนักเขียนจะนำไปเรียบเรียงและปรับแต่งให้เหมาะสม พร้อมกับ Double Check โดยเจ้าของภาษาก่อนส่งฉบับจริงให้

ค่าบริการเขียน SOP เริ่มต้นที่ 1000 – 1500 บาท แล้วแต่ความยากง่ายของเนื้องาน เนื่องจากรายละเอียดในการเขียนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อมูลของแต่ละคน

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

TOEIC (โทอิค) คืออะไร

TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นการสอบวัดผลทางภาษาอังกฤษสำหรับคนมีความต้องการสมัครงานในองค์กรต่างๆ เพื่อยืนยันว่าเรานั้นสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดี 

TOEIC จัดทำขึ้นโดยสถาบัน Educational Testing Service (ETS) ที่เมืองพริ้นส์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นองค์กรชั้นนำในด้านกรพัฒนาแบบทดสอบต่าง ๆ เช่น TOEFL, GMAT, GRE, SAT เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ เป็นต้น

>> TOEIC ทดสอบอะไร

เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางด้าน Passive Skill จึงมีอยู่ 2 ส่วนคือ แบบทดสอบ การฟัง และการอ่าน และทักษะความสามารถ ในการใช้ ภาษาอังกฤษมาใช้งานจริง (Proficiency) แต่ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มแบบทดสอบด้านการพูดและการเขียนเข้ามาด้วย ทำให้ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ

  1. Classic TOEIC Test Administration (TOEIC Listening and Reading Test) การฟังและการอ่าน
  2. Redesigned TOEIC Test Administration (TOEIC Speaking and Writing Tests) การพูดและการเขียน เริ่มใช้เดือนเมษายน 2551

ข้อสอบ Classic TOEIC จะประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบทางด้านการฟัง 100 ข้อ (ฟังจากเทปที่อัดไว้) และการอ่าน 100 ข้อ ระยะเวลาในการทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับการสอบแต่ละครั้ง โดยมีคะแนนเต็ม 990 คะแนน ซึ่งผลคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบและมีอายุการ ใช้งานได้ 2 ปีนับจากวันที่สอบ

คะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน โดยแบ่งคะแนนการฟังเป็น 5-495 คะแนนและ การอ่าน 5-495 คะแนน

>> TOEIC จัดสอบที่ไหน และ เมื่อไหร่ ?

ผู้ที่ต้องการสมัครสอบ TOEIC สามารถติดต่อขอสอบได้ทุกวันจันทร์ – เสาร์ตลอดทั้งปี เว้นเฉพาะวันอาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น โดยเปิดสอบที่ทำการของศูนย์ฯที่กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ 

สำหรับการสอบจะจัดเป็นวันละสองรอบ เวลา 9:00-11:30 น. และ 13:00-15:30 น. เป็นประจำ

ผู้ที่ต้องการสอบสามารถ โทรศัพท์สำรองที่นั่งสอบได้ที่ 0-2260-7061 ระหว่างเวลา 08:00 – 16:30 

สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการให้ศูนย์ฯ ไปจัดสอบให้นอกสถานที่ก็สามารถกำหนดวัน และเวลาสอบได้ตามความสะดวก ไม่เว้นวันอาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์

ผู้สอบ ควรโทรไปสอบถามและจองวันสอบก่อน เพราะบางครั้งที่นั่งสอบอาจจะเต็มได้

>> รายละเอียดที่ตั้ง Center for Professional Assessment (Thailand)

ศูนย์ใหญ่กรุงเทพ TOEIC Services

ศูนย์สอบโทอิค อาคาร BB tower (Bangkok Business Building)
ชั้น 19 (ข้างตึก Grammy) ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) กรุงเทพ 10110
โทรศัพท์ 0 2260 7061, 0 2664 3131
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : information@toeic.co.th

ออฟฟิศสาขาเชียงใหม่

4/11 ชั้น 3 อาคารนวรัฐ
4/6 ถนนแก้วนวรัฐ ซอย 3 เชียงใหม่. 50000
โทรศัพท์ 0 5324 8208, 0 5330 6600
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : toeicnorthern@toeic.co.th

วันเปิดทำการ

วันจันทร์ – วันเสาร์ เว้นวันหยุดของทางศูนย์ (วันอาทิตย์และ วันหยุดดังนี้)

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

TOEFL (Test of English as a Foreign Language) โทเฟล คืออะไร

TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language (TOEFL อ่านออกเสียงว่า โทเฟิล หรือ โทเฟล) เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

>> ข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่ผ่านมาจะมี อยู่ 3 ระบบ คือ

  1. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  PBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนแผ่นกระดาษ
  2. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  CBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์
  3. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  iBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่แพร่หลายที่สุด

ดังนั้น แบบทดสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่จะพูดถึงจะเป็น TOEFL iBT หรือ โทเฟิล ที่สอบบทคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนตนั่นเอง

>> TOEFL ทดสอบอะไรบ้าง

TOEFL จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) 

โดยทั้ง 4 ทักษะนั้น โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  จะวัดผู้สอบด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

  1. ทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทางด้าน การอ่าน (การอ่าน) การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) และการเขียน (Writing) ซึ่ง โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะวัดความเชี่ยวชาญทางทักษะนั้น ๆ ทีละด้าน
  2. ทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) อย่างเช่น ผู้สอบจะต้องใช้ทั้งทักษะการฟัง-อ่าน-พูด หรือ อาจจะต้อง ฟัง-อ่าน-เขียน ทั้งนี้เพื่อจะได้วัดปฏิกริยา และความเข้าใจภาษาอังกฤษ

โดยปกติแล้วคำถามของทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) ของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะถือว่าเป็นส่วนที่ยากกว่าคำถามของการสอบวัดทักษะทีละทักษะของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)

>> การสอบโทเฟล (TOEFL) โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

ระบบ TOEFL
ทักษะ
จำนวนคำถาม
เวลา
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การอ่าน (Reading)
3 – 5 บทความ บทความละ 12 – 14 คำถาม
60 – 100 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การฟัง (Listening)
4 – 6 เรื่อง เรื่องละ 6 คำถาม และ
2 – 3 บทสนทนา บทสนทนาละ 5 คำถาม
60 – 90 นาที
พัก
10 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การพูด (Speaking)
6 เรื่อง ( 2 เรื่องอิสระ และ 4 เรื่องบูรณาการ)
20 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การเขียน (Writing)
1 เรื่องอิสระ และ 1 เรื่องบูรณาการ
20 นาที (เรื่องบูรณาการ) 30 นาที (เรื่องอิสระ!

ข้อมุลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ TOEFL โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) คือ www.ets.org/toefl

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

IELTS คืออะไร

IELTS (ไอเอล) คือ ชื่อย่อของระบบการวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ (International English Language Testing System) เป็นระบบทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่มีความประสงค์ที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งยังได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 

IELTS เป็นระบบวัดผลภาษาอังกฤษสำหรับการศึกษาต่อชนิดเดียวที่ให้ความสำคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยให้คะแนนทักษะ ทั้ง 4 แยกจากกัน สามารถวัดผลได้ชัดเจนแม่นยำ และถูกต้องตรงกับระดับความสามารถ ในการใช้ภาษาที่แท้จริงของผู้สอบ นอกจากนี้ข้อสอบยังแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามระดับการศึกษาที่ต้องการจะศึกษา ซึ่งนับเป็นการวัดผลที่ช่วยให้สถานศึกษามีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับ ความสามารถเฉพาะของนักศึกษาแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงระดับการศึกษา ข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือ

  1. Academic Module สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุก ๆ สาขา
  2. General Training Module สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้ที่สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากความยากง่ายของสาขาวิชา ซึ่งผู้สมัครจะต้องสอบถามโดยตรงจากทางสถาบันการศึกษานั้น ๆ

>>ผลคะแนนสอบไอเอล (IELTS) แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ดังนี้

ระดับ 9 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเลิศ เหมือนเจ้าของภาษามากที่สุด สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ
ระดับ 8 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว แต่อาจจะมีข้อผิดพลาดและความไม่เหมาะสมบางครั้งบางคราวในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
ระดับ 7 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดี แต่ยังมีข้อผิดพลาดหรือเข้าใจผิดในบางครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าสามารถใช้ภาษาที่มีความซับซ้อนได้ดี 
ระดับ 6 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับใช้งานได้ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย ซึ่งรู้และเข้าใจภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงแม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดบ้าง โดยผลสอบระดับ 6.5 ขึ้นไปสามารถนำไปใช้ยื่นวีซ่าเพื่อสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ค่ะ
ระดับ 5 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารในระดับพื้นฐานที่ตนเองถนัดได้ดี เข้าใจความหมายกว้างๆ แต่ยังมีข้อผิดพลาดบ่อย ๆ
ระดับ 4 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัด โดยสามารถสื่อสารจำกัดเฉพาะเรื่องที่ตนเองคุ้นเคย จะมีปัญหาในการสื่อสารผ่านการแสดงความคิดเห็น และไม่สามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนได้
ระดับ 3 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัดมาก โดยสามารถรู้และเข้าใจกับความหมายที่คุ้นเคยเท่านั้น และมีการสับสนในการสื่อสารบ่อย
ระดับ 2 ไม่สามารถสื่อสารแต่สามารถใช้คำศัพท์พื้นฐานได้ ซึ่งจะมีการสับสนใจการใช้ประโยคไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ใช้ได้แค่คำศัพท์สั้น ๆ ที่คุ้นเคยเท่านั้น
ระดับ 1 ไม่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเลย ซึ่งจะไม่เข้าใจในการใช้ประโยคในการสื่อสารนอกจากคำศัพท์เล็กน้อย

>> สถานที่สมัครสอบ IELTS (ไอเอล) ในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีศูนย์สอบ IELTS 2 แห่ง ดังนี้

1. British Council ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่หรือสามารถสมัครสอบ Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS 

  • ค่าสมัครสอบ 6,750 บาท (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ (Landmark Bangkok Hotel)

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับการสมัครสอบไอเอลกับบริติช เคานซิล <<<<

2. IDP ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและสามารถสมัครสอบ IELTS Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ทาง IDP ยังมีศูนย์สอบ IELTS ในส่วนภูมิภาคให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก ดังต่อไปนี้ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ และภูเก็ต

  • ค่าสมัครสอบ IELTS 5,900 บาท สำหรับกรุงเทพฯ และเชียงใหม่
  • ค่าสมัครสอบ IELTS 6,500 บาท สำหรับขอนแก่น หาดใหญ่ และภูเก็ต (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมมณเฑียร (Montien Bangkok) ถนนสุรวงค์

>>การสอบ IELTS ที่ British Council และ IDP แตกต่างกันอย่างไร 

British Council

  • สอบเสร็จภายใน 1 วัน ไม่สามารถเลือกสอบ Speaking test เป็นวันอื่นได้
  • การสอบ Listening ใช้ชุดหูฟังในการสอบ
  • มีแบบฝึกหัด IELTS online ให้ 30 ชั่วโมง
  • มีศูนย์สอบ IELTS ที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เท่านั้น

IDP

  • เลือกสอบ Speaking ในวันเสาร์หรือวันจันทร์ ถัดไปได้
  • ราคาถูกกว่า (หากเลือกศูนย์สอบใน กทม.)
  • มีศูนย์สอบ IELTS ให้บริการในต่างจังหวัดครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ และ หาดใหญ่

>> มาตรฐานการสอบ IELTS ในประเทศไทย

การสอบ IELTS ในประเทศไทยใช้ข้อสอบกลางจาก มหาวิทยาลัย Cambridge (ประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน หมดกังวลเรื่องข้อสอบ IELTS รอบไหนยากกว่าง่ายกว่า เพราะไม่ว่าจะสอบที่ไหนข้อสอบ IELTS ก็เป็นชุดเดียวกันทุกรอบ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

IELTS TOEFL และ TOEIC ต่างกันอย่างไร

มีน้อง ๆ หลายคน ถามพี่หลันว่า  TOEIC, TOEFL และ IELTS มีความแตกต่างกันอย่างไร และใช้สำหรับทำอะไรบ้าง วันนี้พี่หลันมีคำตอบมาให้น้อง ๆ กันค่ะ

› TOEFL (Test of English as a Foreign Language)

TOEFL (โทเฟล) คือการทดสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุดในโลก ไม่ว่าคุณต้องการศึกษาต่อที่ไหน การสอบ TOEFL สามารถช่วยให้คุณให้บรรลุผล 

เดิม TOEFL ใช้สำหรับการศึกษาต่อเฉพาะในประเทศอเมริกา เพราะ เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยช้นนำส่วนใหญ่ในอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ก็ยอมรับผลสอบ TOEFL เพื่อการพิจารณาในการรับสมัครแล้ว โดยปัจจุบัน ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยมากกว่า 7,000 แห่ง ในกว่า 130 ประเทศ ซึ่งรวมถึงเกือบทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแคนาดา ที่ใช้คะแนน TOEFL สำหรับการรับเข้าเรียน และการให้ทุนการศึกษา

การสอบ TOEFL ประกอบด้วยการฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นการความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณสามารถเลือกการสอบได้ทั้ง Internet-based Test (iBT) หรือ Paper-based Test (PBT) ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่มีให้ที่ศูนย์ทดสอบ

TOEFL Internet-based Test (iBT) ประเมินความสามารถของคุณในการอ่าน ฟัง พูด และ เขียนภาษาอังกฤษและใช้ทักษะเหล่านี้ร่วม กันในชั้นเรียนมหาวิทยาลัย เช่น คุณอาจอ่าน หรือฟังบรรยาย แล้วเขียนหรือพูดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้

TOEFL Paper-based Test (PBT) ประเมินความสามารถของคุณในการอ่าน ฟัง และเขียนภาษาอังกฤษ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOEFL (โทเฟล) <คลิกที่นี่>

› IELTS (International English Language Testing System)

IELTS (ไอเอล) หรือการทดสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ ได้รับการออกแบบเพื่อใช้ประเมินความสามารถด้านภาษาของผู้สมัครสอบที่ต้องการ เรียน หรือทำงานในสถานที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การสอบ IELTS ใช้ ประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สมัครสอบอย่างมี ประสิทธิภาพใน 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การอ่าน การเขียน และ การพูด รวมถึงความรู้ทางด้านไวยากรณ์และคำศัพท์ในการใช้ภาษา

IELTS เป็นข้อสอบที่ร่วมมือกันระหว่าง the University of Cambridge ESOL Examinations (Cambridge ESOL) บริติช เคานซิล และ IDP : IELTS Australia ซึ่งการสอบ IELTS ถือได้ว่าเป็นตัวสอบที่ใช้ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้มาตรฐาน ระดับนานาชาติสูงสุด ซึ่งครอบคลุมทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะไม่ว่าจะเป็น การฟัง การอ่าน การเขียน และการพูด

IELTS ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยและบริษัทต่างๆในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IELTS ยังเป็นที่ยอมรับของสถาบัน กองตรวจคนเข้าเมือง และ องค์กรของรัฐบาลอีกหลายแห่ง สำหรับการสอบ IELTS ผู้สมัครควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี

IELTS แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. Academic : สำหรับผู้ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุกสาขา

2. General Training : สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากมีความยากง่ายของสาขา ซึ่งผู้สมัครสามารถสอบถามโดยตรงกับสถาบันนั้น หรือเจ้าหน้าที่แนะแนว หรือสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะย้ายถิ่นฐานไปออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์

โดยผลคะแนนไอเอลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IELTS (ไอเอล) <คลิกที่นี่>

› TOEIC (Test of English for International Communication)

TOEIC (โทอิค) เป็นข้อสอบมาตรฐานระดับสากล ในการวัดทักษะภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ ได้ทดสอบ TOEIC และจากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คะแนนสอบ TOEIC ได้ช่วยเหลือ องค์กร สถาบันการศึกษา และรัฐบาลทั่วโลกกว่าหลายพันแห่งในการรับสมัคร และโปรโมทผู้สมัครที่มีคุณสมบัติมากที่สุดซึ่งการสอบ TOEIC จัดทำขึ้นโดย Educational Testing Service (ETS) สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ 

ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบ 2 รูปแบบคือ

1. TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการอ่าน) และ

2. TOEIC Speaking and Writing Tests (การพูดและการฟัง) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่

โดยในประเทศไทย มีการสอบเฉพาะแบบ TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการพูด) ซึ่งเป็นแบบทดสอบซึ่งสามารถวัดทักษะความสามารถในการนำภาษาอังกฤษมาใช้งานได้ จริง ทั้งด้านการฟัง และการอ่านคะแนนของ TOEIC ไม่มีคะแนนได้ คะแนนตก ซึ่งแต่ละคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบ โดยคะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน

คะแนนสอบ TOEIC นั้นจะมีอายุ 2 ปี นับจากวันที่เราสอบค่ะ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOEIC (โทอิค) <คลิกที่นี่>

ตารางเปรียบเทียบคะแนนจากการสอบ TOEIC – TOEFL -IELTS

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com