สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา – US Visa Application Interview

สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา นักเรียนไทยที่สนใจไปเรียนภาษาที่อเมริกา หรือศึกษาต่อที่ประเทศอเมริกา ไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าจะไม่โดนสัมภาษณ์ วันนี้พี่ๆทีมงานเลยรวบรวมตัวอย่างเทคนิคการถามตอบ เทคนิค สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา มาให้นักเรียนได้อ่านแล้วเรียนรู้ตัวอย่างประกอบคำสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ก่อนจะไปเจอของจริง และจะได้ไม่รู้สึกประหม่า พร้อมยังได้เตรียมคำตอบได้อย่างไหล่ลื่น และไม่กังวลอีกต่อไป

หลัก ๆ นักเรียนต้องจำและทราบว่า

  • จะไปเรียนที่ไหน
  • ระยะเวลาเท่าไหร่
  • เรียนอะไร
  • พักกับใคร
  • ใครออกค่าใช้จ่ายให้

ซึ่งคำถามข้างต้นเป็นคำถามที่นักเรียนจะต้องเจออย่างแน่นอน และคำตอบก็ง่ายมากเพราะนักเรียนสามารถตอบไปตามความจริงซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทำเรื่องสมัครให้นักเรียนจะให้ข้อมูลดังกล่าวแต่นักเรียนต้องจำให้ได้

ตัวอย่างบทสนทนา สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา (นักเรียนอาจจะได้เจอทั้งภาษาไทยและอังกฤษ)

Why do you want to go to America?

ทำไมถึงอยากไปที่อเมริกา

เราก็บอกไปเลยว่าเราต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษ  และบอกเหตุผลว่าทำไมต้องไปเรียนภาษาอังกฤษ ตัวอย่างเช่น

I would like to study English course after that I will study in Higher Education or Master Degree.

(ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษ เพราะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น)

I would like to improve my English and come back to work with International Company in Thailand where needs Thai staff who could speak English Fluently.

(ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษเพื่อกลับมาทำงานให้กับบริษัทต่างชาติที่ประเทศไทย ที่ต้องการคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษอย่างได้คล่องแคล่ว)

I would like to improve my English in order to use it in my University/College in Thailand when I come back.

(ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษเพื่อนจะนำกลับมาใช้ในการเรียนที่มหาวิทยาลัย/โรงเรียน)

How long will you stay in the US?

จะอยู่ที่อเมริกานานเท่าไหร่

จะอยู่นานเท่าไรก็บอกไปได้เลย แต่ต้องให้ตรงกับในข้อมูลที่กรอกด้วย อย่างเช่น ลงเรียน 3 เดือนก็ต้องบอกไปว่า จะอยู่ 3 เดือน

(I will stay there for 3 months.)

Where will you stay/study in the US?

จะไปพัก/เรียนที่ไหน กับใครต้องแจ้งที่อยู่ให้ละเอียดด้วย

โดยคำถามนี้นักเรียนอาจจะต้องตอบตอบตามที่จองที่พัก/โรงเรียน  อาจจตอบเป็นชื่อรัฐอย่าง นิวยอร์ก ซานฟรานซิโก เป็นต้น

(I will stay with a host family at New York City.) (I will study at San Francisco)

Who is your sponsor?

ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่าย หรือสนับสนุนการเรียนครั้งนี้

อันนี้เป็นคำถามง่ายเราเราก็ตอบไปตามที่เราแจ้ง

(My Mother/Father)

Why don’t you do this course in your country?

ทำไมไม่ลงเรียนคอร์สนี้ที่ประเทศของนักเรียนล่ะ?

ส่วนใหญ่การตอบคำถามลักษณะนี้จะเป็นต้องตอบประมาณ

เราต้องการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในบรรยากาศจริง แถมได้ซึมซับวัถณธรรมชาวอเมริกันด้วย

(I would like to study English in real English environment also I could immerse myself in English and American’s culture )

ต้องการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอย่างอเมริกาและเชื่อมั่นว่ามันจะช่วยให้เก่งภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น

(I would like to study English at the USA where people speak English at the first language and I believe that could help me learn English faster than study in Thailand.)

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคำถามคร่าวๆ แบบเบื้องต้นที่นักเรียนต้องเจอเกี่ยวกับ สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ซึ่งเทคนิคง่ายๆในการตอบคำถามคือนักเรียนต้อง

  • ตอบตามความเป็นจริง
  • เตรียมพร้อมทำการบ้านเกี่ยวกับคำถามตำตอบที่จะต้องเจอ
  • มีความมั่นใจในการตอบคำถาม เสียงดัง ฟังชัด ไม่เข้าใจคำถามถามใหม่ได้
  • คิดบวกเสมอ และหน้าตาเราจะดูยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมาเอง
  • ระลึกไว้เสมอว่าถึงแม้จะโดนสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็จะเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ยาก เป็นคำถามพื้น ๆ ทั่วไป

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Kaplan

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

10 คำถามตม. ยอดฮิต (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง)

ดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เตรียมไปเที่ยวอย่างมีความสุข….. และแล้วก็มีเรื่องให้กังวลอีก

จะเที่ยวแล้ว ได้วีซ่าลั่ลล๊า สบายใจ ที่ไหนได้ เจองานหิน….. อุปสรรคที่ต้องเจอแบบไม่มีทางเลี่ยงได้

ด่านแรกที่ต้องเจอเมื่อลงจากเครื่องบิน ก็คือ การเตรียมตัวตอบคำถาม ตม. (ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง) และ เอกสารอ้างอิงต่าง ๆ

หลังจากลงจากเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมารอเข้าแถวเพื่อผ่านการตรวจของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เข้าให้ถูกช่องนะคะ ส่วนใหญ่จะมีคิวสำหรับประชาชนประเทศเค้า, PR, EU Citizen, คิวพิเศษต่าง ๆ, คิวสำหรับนักท่องเที่ยว ให้เราเข้าคิวให้ตรงกับวีซ่าที่เรามี เช่น Tourist หรือ Others แล้วเมื่อถึงคิวเจ้าหน้าที่เรียกท่านเข้าไปที่เคาน์เตอร์ ท่านจะเจอกับคำถามสุดหิน เช่น

  1. What’s the purpose of your visit? มาทำอะไรที่นี่ ตอบว่า มาเที่ยว Tourism มาเยี่ยมญาติ Visit Relatives หรือ มาทำงาน Business
  2. How long will you be staying? อยู่กี่วัน ตอบตามจริง เช่น 7 วัน มาวันที่ 2 กลับ วันที่ 8 เป็นต้น พร้อมยื่นตั๋วเครื่องบินขากลับให้
  3. Where will you be staying? พักที่ไหนบ้าง ขอดูหลักฐานการจองโรงแรมหน่อย ตอบตามจริง เช่น คืนแรก พร้อมยื่นเอกสารการจองโรงแรมให้
  4. Where will you be visiting? ไปเที่ยวเมืองไหน สถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนบ้าง ตอบตามจริง ยกตัวอย่าง ที่สองที่ก็พอ ว่าเราพอทำการบ้านมา ไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ
  5. Who will you be visiting? รู้จักใครในประเทศนี้ไหม มีใครมารับไหม ตอบตามจริง ให้ตรงกับที่กรอกตอนขอวีซ่า
  6. Have you ever been here before? มาเที่ยวครั้งแรก หรือเคยมาแล้ว ตอบตามจริง เจ้าหน้าที่มีระบบสามารถเช็คได้
  7. Are you travelling alone? or with Someone? คุณเดินทางมาคนเดียว หรือมากับใคร ตอบตามจริง ถ้าไปหลายคนครอบครัวเดียวกันต่อแถวเดียวกัน บางทีจะสามารถเข้าไปพร้อมกันได้ ถ้าเจ้าหน้าที่เรียก ถ้าไม่ได้เรียกให้รอตามคิวนะคะ
  8. What do you do for a living? ทำงานอะไร ตอบตามจริง ไม่ต้องลงรายละเอียดเยอะ เดี๋ยวโดนถามต่อ อาจมีขอดูนามบัตร
  9. How much money are you bringing? พกเงินมาด้วยเท่าไร ตอบตามจริง ถ้าพกเงินสดมาเกินกฏหมายกำหนด เช่น 10,000 ยูโร, 10,000 ฟรังก์สวิส, 10,000 ดอลลาร์, 1,000,000 เยน หรือ 20,000 หยวน ให้แบ่งถือหลายคน
  10. Do you plan to work here? คุณวางแผนจะมาทำงานที่นี่ใช่ไหม เป็นคำถามหลอกล่อ ถ้ามาท่องเที่ยว ตอบว่า No นะคะ ถ้าตอบว่า Yes เรื่องยาวแน่ ๆ ค่ะ แต่ถ้าทำทำงานจริง ๆ ก็ตอบตามตรง ให้ตรงกับวีซ่าที่ได้รับมา

เอกสารอ้างอิง ที่ ตม. มักจะเรียกดู มีดังนี้นะคะ

  1. พาสปอร์ต อันนี้สำคัญมากอย่าให้หาย อย่าให้ชำรุด ถ้าหาย หรือฉีกขาด เรื่องยาวแน่นอนค่ะ
  2. หน้าวีซ่า วันที่ ที่ระบุในหน้าวีซ่า ต้องครอบคลุม ตั๋วขาไป – ขากลับ หรือไม่ ยกตัวอย่างนะคะ เช่น ท่านได้วีซ่า วันที่ 1-10 ธันวาคม 2558 แต่ตั๋วของท่านที่ซื้อ คือเดินเดินทางกลับหลังจากวีซ่าหมดอายุ ท่านอาจพบปัญหา ไม่เกิดตอนขาเข้าก็ขาออกนะคะ ท่านไม่ควรกลับหลังจากที่วีซ่าหมดอายุ แต่ถ้าหากพลาดแล้วกลับประเทศไทย ก็จะมีผลในการพิจารณาการทำวีซ่าครั้งต่อไป
  3. ตั๋วเครื่องบินขากลับ
  4. บุ๊คกิ้งโรงแรมที่เราจอง และชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรของโรงแรมชัดเจน
  5. แผนการเดินทาง
  6. ถ้าไปดูงาน ก็ควรมีบัตรเข้างาน หรือจดหมายเชิญแนบไปด้วยนะคะ
  7. ใบกรอกเข้าประเทศ รวมถึงการกรอกสิ่งของที่ต้องสำแดง
  8. ถ้าเป็นผู้เยาว์เดินทางคนเดียว นักเรียนศึกษาต่อ อาจจะต้องมีเอกสารการศึกษา และเอกสารจากผู้ปกครอง

ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี เจ้าหน้าที่จะพูดว่า มองกล้องครับ ถอดแว่นด้วย Capture!!

Stamp!!! ตรายางดัง ตึง! ลงบนหน้าวีซ่าของท่าน ว่าอนุญาตให้เข้าประเทศ ผ่านนนน!!!

จากสถิติที่ผ่านมา ถ้าเป็นผู้หญิงสาวโสด เดินทางคนเดียว เดินทางครั้งแรก ก็จะโดนถามหนักหน่อย อาจจะมีถามเจาะลึกลงรายละเอียด อีก 2-3 ขั้น จากคำถามยอดฮิตนี้ ขอให้ตั้งสติ ใจเย็น ๆ หายใจลึก ๆ ก่อนตอบตามความจริง ไม่ต้องรีบร้อน ทางเจ้าหน้าที่เค้าขอดูอะไรก็ให้เค้าดูนะคะ ถ้าโกหก ตอบขัดแย้งกันเอง หรือมีพิรุธ อาจจะโดนเชิญเข้าห้องเย็น เพื่อพูดคุยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมุลดีๆ จาก loft girl 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

TOEIC (โทอิค) คืออะไร

TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นการสอบวัดผลทางภาษาอังกฤษสำหรับคนมีความต้องการสมัครงานในองค์กรต่างๆ เพื่อยืนยันว่าเรานั้นสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดี 

TOEIC จัดทำขึ้นโดยสถาบัน Educational Testing Service (ETS) ที่เมืองพริ้นส์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นองค์กรชั้นนำในด้านกรพัฒนาแบบทดสอบต่าง ๆ เช่น TOEFL, GMAT, GRE, SAT เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ เป็นต้น

>> TOEIC ทดสอบอะไร

เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางด้าน Passive Skill จึงมีอยู่ 2 ส่วนคือ แบบทดสอบ การฟัง และการอ่าน และทักษะความสามารถ ในการใช้ ภาษาอังกฤษมาใช้งานจริง (Proficiency) แต่ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มแบบทดสอบด้านการพูดและการเขียนเข้ามาด้วย ทำให้ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ

  1. Classic TOEIC Test Administration (TOEIC Listening and Reading Test) การฟังและการอ่าน
  2. Redesigned TOEIC Test Administration (TOEIC Speaking and Writing Tests) การพูดและการเขียน เริ่มใช้เดือนเมษายน 2551

ข้อสอบ Classic TOEIC จะประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบทางด้านการฟัง 100 ข้อ (ฟังจากเทปที่อัดไว้) และการอ่าน 100 ข้อ ระยะเวลาในการทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับการสอบแต่ละครั้ง โดยมีคะแนนเต็ม 990 คะแนน ซึ่งผลคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบและมีอายุการ ใช้งานได้ 2 ปีนับจากวันที่สอบ

คะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน โดยแบ่งคะแนนการฟังเป็น 5-495 คะแนนและ การอ่าน 5-495 คะแนน

>> TOEIC จัดสอบที่ไหน และ เมื่อไหร่ ?

ผู้ที่ต้องการสมัครสอบ TOEIC สามารถติดต่อขอสอบได้ทุกวันจันทร์ – เสาร์ตลอดทั้งปี เว้นเฉพาะวันอาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น โดยเปิดสอบที่ทำการของศูนย์ฯที่กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ 

สำหรับการสอบจะจัดเป็นวันละสองรอบ เวลา 9:00-11:30 น. และ 13:00-15:30 น. เป็นประจำ

ผู้ที่ต้องการสอบสามารถ โทรศัพท์สำรองที่นั่งสอบได้ที่ 0-2260-7061 ระหว่างเวลา 08:00 – 16:30 

สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการให้ศูนย์ฯ ไปจัดสอบให้นอกสถานที่ก็สามารถกำหนดวัน และเวลาสอบได้ตามความสะดวก ไม่เว้นวันอาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์

ผู้สอบ ควรโทรไปสอบถามและจองวันสอบก่อน เพราะบางครั้งที่นั่งสอบอาจจะเต็มได้

>> รายละเอียดที่ตั้ง Center for Professional Assessment (Thailand)

ศูนย์ใหญ่กรุงเทพ TOEIC Services

ศูนย์สอบโทอิค อาคาร BB tower (Bangkok Business Building)
ชั้น 19 (ข้างตึก Grammy) ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) กรุงเทพ 10110
โทรศัพท์ 0 2260 7061, 0 2664 3131
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : information@toeic.co.th

ออฟฟิศสาขาเชียงใหม่

4/11 ชั้น 3 อาคารนวรัฐ
4/6 ถนนแก้วนวรัฐ ซอย 3 เชียงใหม่. 50000
โทรศัพท์ 0 5324 8208, 0 5330 6600
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : toeicnorthern@toeic.co.th

วันเปิดทำการ

วันจันทร์ – วันเสาร์ เว้นวันหยุดของทางศูนย์ (วันอาทิตย์และ วันหยุดดังนี้)

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

TOEFL (Test of English as a Foreign Language) โทเฟล คืออะไร

TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language (TOEFL อ่านออกเสียงว่า โทเฟิล หรือ โทเฟล) เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

>> ข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่ผ่านมาจะมี อยู่ 3 ระบบ คือ

  1. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  PBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนแผ่นกระดาษ
  2. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  CBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์
  3. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  iBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่แพร่หลายที่สุด

ดังนั้น แบบทดสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่จะพูดถึงจะเป็น TOEFL iBT หรือ โทเฟิล ที่สอบบทคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนตนั่นเอง

>> TOEFL ทดสอบอะไรบ้าง

TOEFL จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) 

โดยทั้ง 4 ทักษะนั้น โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  จะวัดผู้สอบด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

  1. ทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทางด้าน การอ่าน (การอ่าน) การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) และการเขียน (Writing) ซึ่ง โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะวัดความเชี่ยวชาญทางทักษะนั้น ๆ ทีละด้าน
  2. ทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) อย่างเช่น ผู้สอบจะต้องใช้ทั้งทักษะการฟัง-อ่าน-พูด หรือ อาจจะต้อง ฟัง-อ่าน-เขียน ทั้งนี้เพื่อจะได้วัดปฏิกริยา และความเข้าใจภาษาอังกฤษ

โดยปกติแล้วคำถามของทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) ของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะถือว่าเป็นส่วนที่ยากกว่าคำถามของการสอบวัดทักษะทีละทักษะของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)

>> การสอบโทเฟล (TOEFL) โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

ระบบ TOEFL
ทักษะ
จำนวนคำถาม
เวลา
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การอ่าน (Reading)
3 – 5 บทความ บทความละ 12 – 14 คำถาม
60 – 100 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การฟัง (Listening)
4 – 6 เรื่อง เรื่องละ 6 คำถาม และ
2 – 3 บทสนทนา บทสนทนาละ 5 คำถาม
60 – 90 นาที
พัก
10 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การพูด (Speaking)
6 เรื่อง ( 2 เรื่องอิสระ และ 4 เรื่องบูรณาการ)
20 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การเขียน (Writing)
1 เรื่องอิสระ และ 1 เรื่องบูรณาการ
20 นาที (เรื่องบูรณาการ) 30 นาที (เรื่องอิสระ!

ข้อมุลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ TOEFL โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) คือ www.ets.org/toefl

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

โปรแกรม Pathway คืออะไร และ ต่างกับหลักสูตร Pre-Master อย่างไร ?

การศึกษาต่อระดับปริญญาในประเทศอังกฤษและอเมริกานั้น มหาวิทยาลัยจะมีวิธีคัดเลือกนักศึกษา โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านด้วยกัน โดยเฉพาะ ใน 2 ปัจจัยหลัก คือ Transcript (ประวัติการศึกษา / เกรดเฉลี่ย) และ English Language Level (ระดับของภาษาอังกฤษ) ซึ่งในแต่ละปีมีนักศึกษาจำนวนมากมีคุณสมบัติไม่ตรงหรือไม่เพียงพอที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรที่เลือก ทำให้เกิดแนวคิดของโปรแกรม ‘pathway’ ขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหราชอาณาจักรและอเมริกา ซึ่งการเรียน Pathway จึงช่วยทำให้การเข้าเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ หรือ อเมริกาไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เราเคยคิดค่ะ

การเรียน Pathway คืออะไร

โปรแกรม Pathway เป็นทางเลือกสู่การเข้าเรียนระดับปริญญาได้โดยตรง โดยมีรูปแบบการสอนเฉพาะทางในวิชาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรปริญญาที่คุณตั้งใจจะเข้าเรียน เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนและการทำวิจัยที่จำเป็นต่อการเรียนในมหาวิทยาลัย รวมทั้งการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับปริญญา โดยโปรแกรม Pathways มีหลักสูตรทั้งระดับปริญญาตรี คือ Foundation Programmes และระดับปริญญาโท คือ ‘Pre-masters’ หรือ ‘Graduate Diploma’

หลักสูตร Pathway ส่วนใหญ่จะดำเนินการสอนโดยวิทยาลัยเอกชนที่สังกัดมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เช่น INTO, KAPLAN, STUDY GROUP หรือ NAVITAS เป็นการจับมือร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่จะสอนหลักสูตร Pathway ถือเป็นหลักสูตรที่ได้มาตรฐานและ มีการรับประกันผลการรับเข้าศึกษาต่อ ในระดับปริญญาของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ใครที่ควรเรียน Pathway Program

หลักสูตร Pathway เหมาะกับ นักเรียนต่างชาติที่มีเกรดเฉลี่ยหรือภาษาไม่ถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญา โดยมหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนต่างชาติได้มีโอกาสปรับตัวทางด้านวิชาการและความรู้ภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนจริงร่วมกับเพื่อนนักเรียนประเทศนั้น ๆ

หลักสูตรนี้จะผสมระหว่างเรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นและวิชาการที่เกี่ยวข้องและเป็นพื้นฐานของวิชาหลักที่จะเรียนใน Program ปริญญาตรี

ข้อดีของการเรียน Pathway Program

  1. Pathway Program จะเป็นการเรียนเพื่อเตรียมความพร้อม และครอบคลุมการเรียนในปีแรกของหลักสูตรที่น้องๆลงไว้กับมหาวิทยาลัย โดยนักเรียนระดับชั้นปริญญาตรีก็จะไม่เสียเวลาเรียน เพราะสามารถโอนหน่วยกิตช่วยที่เรียน Pathway ไปยังหน่วยกิตรวมของหลักสูตรในมหาวิทยาลัยได้ด้วย สำหรับนักศึกษาประิญญาดท จะต้องดูที่หน่วยกิตรวมของหลักสูตรและหลักสูตรของมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึง
  2. ระยะเวลาเรียน Pathway Program ของนักเรียนแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ซึ่งโปรแกรม Pathway จะมีตั้งแต่ 1-3 เทอม ทั้งนี้ใครจะต้องเรียนกี่เทอมขึ้นอยู่กับเกรดเฉลีย และ ระดับภาษาของนักเรียนเอง
  3. นักเรียนต่างชาติที่ได้เรียนในช่วงPathway จะได้เรียนในคลาสที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบที่เรียนกับนักเรียนต่างชาติด้วยกันทั้งคลาส เช่น วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนในมหาวิทยาลัยที่เน้น สอนเกี่ยวกับการเขียนรายงานทางวิชาการ และ 2. คือคลาสเรียนวิชาปรกติของมหาวิทยาลัย ที่นักเรียนจะต้องตามเก็บหน่วยกิตให้ครบ

แนะนำสถาบันที่เปิดสอน Pathway Program

1. INTO

INTO the Global Educationเป็นสถาบันที่รวบรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร และยังเป็นสถาบันที่มี สภาพแวดล้อมทาง การศึกษาที่ดีเยี่ยม ประกอบกับมีหลัก สูตรต่อเนื่องที่มีคุณภาพซึ่งนำไปสู่ การศึกษาต่อยังระดับมหาวิทยาลัย ในระดับปริญญาตรี และปริญญาโทได้อย่างรวดเร็ว โดยมีอาจารย์ผู้สอนและเจ้าหน้าที่ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติและประสบการณ์ ที่พร้อมจะให้ความช่วย เหลือนักศึกษาต่างชาติ รวมทั้งยังให้หลักประกันแก่นักศึกษาว่ามีมหาวิทยาลัยรองรับ เพื่อเข้าศึกษาอย่างแน่นอน

>> ดูข้อมูล INTO UK ประเทศอังกฤษ

>> ดูข้อมูล INTO USA ประเทศอเมริกา

2. KAPLAN

KAPLAN INTERNATIONAL PATHWAY เป็นวิทยาลัยเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น University of York, University of Glasgow, City University of London, University of Birmingham, University of Nottingham และอื่นๆ อีกมากมาย หลังจากที่น้องๆ เรียนจบจากคอร์สนี้ของที่นี่แล้ว ก็สามารถเลือกที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยพันธมิตรเหล่านี้ได้  ที่นี่เปิดสอนทั้งหลักสูตร Foundation, University Preparation และ Pre-Masters นอกจากจะได้เรียนในหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพกับบุคลากรคุณภาพแล้ว นักเรียนหลักสูตร Pathways ของที่นี่ยังสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ร่วมกับนักศึกษาของวิทยาลัยได้ด้วย

3. Study Group

เป็นวิทยาลัยเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยดังอันดับต้นๆ ของอังกฤษ 17 แห่ง เช่น Durham University, Lancaster University, University of Leeds, Royal Holloways University of London, University of Surrey เป็นต้น ที่นี่เปิดสอนหลักสูตร Pathways ก่อนการเข้าเรียนปริญญาตรีและปริญญาโท รวมถึงหลักสูตร Embassy English เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนทั่วโลก

Pathway Program ต่างกับ Pre- Master อย่างไร

Pre- Master เป็น หลักสูตรต่ำกว่าปริญญาโท ที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีผลการศึกษาในระดับปริญญาตรีและความสามารถภาษาอังกฤษไม่เพียงพอตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เปรียบเสมือนเป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท มีระยะเวลาเรียนตั้งแต่ 6 -12 เดือน

โครงสร้างหลักสูตร Pre-Master มักประกอบด้วยการเรียน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

  1. ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ ประกอบไปด้วย ขั้นตอนการทำวิจัยการเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาคำศัพท์การเขียนเชิงวิชาการ การนำเสนอผลงาน และทักษะการทำข้อสอบ
  2. วิชาเนื้อหาของสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เช่น มนุษยศาสตร์เบื้องต้น การจัดการและเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กฎหมายยุโรปและกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการเรียนหลักสูตร Pre-Master  ถือเป็นการเรียนที่แยกออกจากหลักสูตรปริญญาตรีและโทอย่างชัดเจน และส่วนใหญ่ ไม่ได้รับประกัน ว่าผู้เรียนจะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทของสถาบันนั้น ๆ ได้ แต่ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงข้อกำหนดข้อควรปรับปรุงพัฒนาและทิศทางของตนเองที่จะนำพาผู้เรียนเข้าสู่หลักสูตรปริญญาโทของมหาวิทยาลัยนั้นๆตามที่ผู้เรียนต้องการซึ่งนับเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าศึกษาต่อยังหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เราหมายตาไว้

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ทำไมถึงควรไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่นักเรียนไทยนิยมไปเรียนต่อกันมากที่สุด นั่นก็เพราะว่าอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยมากนัก เดินทางประมาณ 8-9 ชั่วโมง (เวลาเร็วกว่าไทย 3 ชม.)

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสีสันและไม่เคยหยุดนิ่ง ชาวออสเตรเลียมีนิสัยกระตือรือร้น เป็นมิตรต่อชาวต่างชาติและอาศัยอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย ส่วนของค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าครองชีพนั้น ซึ่งถ้าเทียบกับการไปเรียนที่อังกฤษ หรืออเมริกาแล้ว ออสเตรเลียถูกกว่ามาก อีกทั้งประเทศออสเตรเลียนั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติอีกด้วย

ทำไมคุณทำไมคุณจึงควรเรียนภาษาอังกฤษในออสเตรเลีย?

ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยเฉพาะนักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศ เนื่องด้วยเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และบรรยากาศที่เป็นมิตร ด้วยระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานของออสเตรเลีย ส่งผลโรงเรียนสอนภาษาในออสเตรเลียมีคุณภาพสูง อีกทั้งยังเป็นที่ไว้วางใจว่าคุ้มค่ากับการลงทุน และเป็นประเทศที่ปลอดภัยอีกด้วย

เหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้คุณต้องตัดสินใจไปเรียนภาษา ศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย

  1. ประเทศออสเตรเลียมีเมืองหลายเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่ของโลกอย่าง เมลเบิร์น ซิดนี่ย์
  2. มหาวิทยาลัย 7 แห่งในประเทศออสเตรเลีย ติดอันดับใน มหาวิทยาลัยดีที่สุด 100 แห่งทั่วโลก นอกจากนั้น การศึกษาในออสเตรเลียได้รับการยอมรับว่าดีกว่าประเทศเยอรมันนี เนเธอแลนด์ ญี่ปุ่น (U21 Ranking of National Higher Education Systems)
  3. รัฐบาลประเทศออสเตรเลียให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนต่างชาติเป็นจำนวนเงิน 6,000 ล้านบาททุกปี
  4. ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีอากาศดี อันดับต้นๆของโลก มีทั้งหน้าร้อน (แดดอุ่นๆ กับลมเย็นๆ จึงไม่ร้อนมากหนัก) หน้าหนาว (หนาวเป็นเย็นสบาย บางเมืองมีหิมะด้วย) หน้าฝน (ตกแรง คล้ายๆบ้านเรา)
  5. ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีอาหารไทยเยอะมาก และร้านขายของไทยมีทุกอย่าง ดังนั้นเรื่องปัญหาอาหารการกินลืมไปได้เลยจ้า
  6. ประเทศออสเตรเลีย มีทะเล และชายหาดสวย ๆ มากมาย แถมอยู่ใกล้ตัวเมืองเดินทางไม่กี่นาทีถึง ไปเรียนเหมือนได้ไปเที่ยวด้วย นอกจากทะเลแล้ว ประเทศออสเตรเลียมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวย ๆ มากมาย อย่างเช่น  อูลูรู (Uluru) เป็นหินศักดิ์สิทธิ์ของชาวอะบอริจินิส และหาดบอนได Bondi Beach หาดชื่อดังที่ซิดนี่ย์
  7. นักเรียนสามารถทำงานพาท์ไทม์ได้ในระหว่างที่เรียน เรียนได้ว่าแบ่งเบาค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเชียว
  8. ชาวออสเตรเลียเป็นคนที่ใจดี เป็นมิตร และช่วยเหลือนักเรียนดีมากๆ เจอมากับตัวเวลาหลงทางหรือพูดภาษาอังกฤษไม่รู่็เรื่อง เค้าก็จะพยายามช่วยเหลือและพยายามเข้าใจ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

15 อย่างที่ไม่เคยมีใครบอกคุณมาก่อนเกี่ยวกับ นิวซีแลนด์

15 ข้อต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ฉันเพิ่งได้เรียนรู้หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในนิวซีแลนด์มา 2 ปี บางอย่างอาจจะดูแปลกๆ แต่ต่างก็ทำให้นิวซีแลนด์ มีความพิเศษไม่เหมือนประเทศอื่น

เมื่อฉันออกจากเครื่องบินและเหยียบเมืองโอ๊คแลนด์เป็นครั้งแรก ฉันไม่ได้คาดหมายอะไรมาก่อน กว่าจะมารูตั้วอีกทีภาษาแสลงของชาวกีวีก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของฉันไปซะแล้ว ฉันยังแปลกใจไม่หายว่าสิ่งแปลกประหลาดเหล่านี้กลายมาเป็นเรื่องปกติของฉันไปได้อย่างไร ประเทศที่อยู่ไกลแสนไกลจากประเทศของฉัน ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ประเทศตัวเอง

1. คนที่นี่ไม่ใส่รองเท้า – ทุกที่

ใช่ค่ะ ทุกที่! จากซุปเปอร์มาร์เกตถึงร้านอาหารจนถึงบาร์ ในช่วงฤดูร้อน รองเท้าดูเหมือนไม่ใช่สิ่งทำเป็นของคนที่นี่

2. ของกินของใช้ที่นี่แพงมาก

นี่ไม่น่าจะใช่สาเหตุที่คนที่นี่ไม่ใส่รองเท้า แต่เมื่อคุณต้องจ่ายค่ามะนาว 40 เหรียญ (920 บาท)ต่อกิโล ฉันคิดว่าคนที่นี่อาจจะไม่มีเงินพอที่จะซื้อรองเท้าก็เป็นได้! ฉันไม่เคยซื้อมะนาวถึงหนึ่งกิโล แต่แค่จะพูดให้ฟังว่า เกิดวันไหนฉันต้องซื้อมะนาวจำนวนมากขึ้นมาล่ะก็ ฉันคงต้องคิดแล้วคิดอีกเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่มะนาวอย่างเดียวนะคะ พริกหยวกเม็ดละ 3 เหรียญ (70 บาท) ชีสเชดดาร์บล็อกละ 10 เหรียญ (230 บาท)! ของกินในนิวซีแลนด์มีราคาแพงมาก เมื่อไหร่ที่คุณมาอยู่ที่นี่ คุณจะเห็นด้วยกับฉันว่า Pak n Save เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกที่สุด #thankgodforpaknsave

3. กาแฟที่นี่อร่อยที่สุด – ในโลก

กาแฟในประเทศนี้อร่อยมากกกก! นิวซีแลนดเ์ป็นผู้ครีเอทกาแฟ flat white สำหรับ ดื่มเวลา Brunch (Breakfast + Lunch) ชาวกีวีค้นพบศิลปะในการชงกาแฟได ้ อร่อยที่สุด ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่จะชงกาแฟได ้ อร่อยเท่านี้อีกแล้ว ถ้าคุณได ้ ลิ้มรสกาแฟที่นิวซีแลนด์แล้ว คุณจะไม่มีวันได้สัมผัสรสกาแฟที่ใดในโลกที่จะอร่อย หอมละมุนลิ้น กว่ากาแฟของประเทศนี้อีกเลย

4. คุณต้องเดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์

จากประสบการณ์ในประเทศอื่น ๆ ที่ฉันเคยอยู่มา เวลาคุณทานอาหารเสร็จและขอเช็คบิล บริกรจะนำบิลมาให้คุณที่โต๊ะ เพื่อคุณจะได้วางเงินสดหรือบัตรเครดิตบนถาดบิล นี่ไม่ใช่วิธีการของนิวซีแลนด์ค่ะ ที่นี่ หลังทานอาหารเสร็จแล้ว คุณเดินไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์เพื่อจ่ายเงิน ถ้าคุณไม่เคยทานอาหารในร้านของประเทศนี้มาก่อน คุณอาจจะรู้สึกงงตอนเรียกจ่ายเงินว่าเมื่อไหร่บริกรจะเอาบิลมาให้ซะที ที่นี่ ไม่ว่าที่โต๊ะของคุณจะมีคุณคนเดียวหรือกรุ๊ป 12 คน ทุกคนต้องเดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ทั้งนั้น

5. ประเทศนี้ไม่มีการทิป

ถูกต้องค่ะ ลืมค่า surcharge 12.5% ที่คุณต้องจ่ายเพิ่มจากมิเตอร์แท็กซี่ไปได้เลย ประเทศนี้ไม่มีวัฒนธรรมการทิป การทิ้งเงินไว้บนโต๊ะในร้านอาหารจะถูกมองว่าเป็นความบังเอิญมากกว่าเป็นค่าตอบแทน เพื่อนฉันคนหนึ่งวางแบงค์ 10 เหรียญไว้บนโต๊ะที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งเพื่อเป็นทิป ปรากฏว่าบริกรวิ่งตามเธอออกมาเพื่อนำเงินมาคืนและบอกกับเพื่อนว่าเธอลืมเงินทิ้งไว้ที่โต๊ะ

6. ธรรมชาติของสัตว์ที่นี่ต่างกับที่ประเทศของคุณ

ไม่ว่าจะเป็นแมวนํ้า เพนกวิน ปลาโลมา หรือปลาวาฬ ธรรมชาติของสัตว์ ที่นิวซีแลนด์ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในรายการสารคดีส่องโลกของ David Attenborough เพราะสัตวเ์หล่านี้อยู่กันตามธรรมชาติ ห่างจากอพาร์ทเม้นท์ของฉันเพียง 5 นาทีเท่านั้น

7. คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับทิศทางลมเป็นอย่างดี

สก็อตแลนด์มีลมแรงเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครแคร์ว่าลมจะพัดมาจากทิศทางไหน ไม่ว่าจะเป็นทิศเหนือ ใต้ ออกหรือตก คุณรู้แค่อย่างเดียวว่า ออกไปข้างนอกเมื่อไหร่ คุณ kiss goodbye กับผมตรงเงางามของคุณไปได้เลย ในนิวซีแลนด์ ไม่เพียงแต่ทิศทางลมมีความสำคัญเท่านั้น ทุกคนสามารถบอกไดด้ ว้ ยว่าลมพัดมาจากทิศทางใด เวลาคุณได้ยินคำว่า “Southerly” คุณจะรู ้ สึกได้ทันทีเลยว่าลมพัดมาจากทางทิศใต้ เพราะมันเป็นลมที่พัดมาจากขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติก) ซึ่งจะหนาวมากกกก เตรียมเครื่องหนาวไว้รอเลยค่ะ!

8. ประเทศนี้มีแผ่นดินไหวตลอดเวลา

นิวซีแลนด์มีแผ่นดินไหวประมาณ 15,000 ครั้งต่อปี แต่ไม่ต้องตกใจค่ะ ส่วนใหญ่แผ่นดินไหวเกิดขึ้น ลึกมากจนคุณไม่สามารถรู้สึกได้ จะมีอยู่ประมาณ 150-200 ครั้งต่อปีที่จะรู้สึกได้ตามส่วนต่างๆ ของประเทศ ไหวมากบ้างน้อยบ้างไปตามเรื่อง ตอนที่ฉันอยู่นิวซีแลนด์ ฉันได้สัมผัสแรงแผ่นดินไหวอันน่ากลัวทั้งหมด 4 ครั้ง อาคารและสิ่งปลูกสร้าง ในประเทศนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับแรงแผ่นดินไหวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะรูสึ้กเอนไปเอนมาเวลาอยู่ในบ้านหรือตึกเวลาเกิดแผ่นดินไหว นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ตั้งอยูบนแนวแผ่นดินไหว เพราะฉะนั้นการมีแผ่นดินไหวที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

9. เมืองที่สวยที่สุด(ในโลก)อยู่ที่นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์มีเมืองที่สวยที่สุดตั้งแต่ฉันเคยเห็นมาคือเมืองควีนส์ทาวน์ ก่อนที่ฉันจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน เลยไม่เคยคาดคิดว่ามันจะสวยมากขนาดเห็นแล้วต้องร้องว้าว

10. นิวซีแลนด์ เรียกชื่อของใช้ในชีวิตประจำวันไม่เหมือนประเทศอื่น

ถึงแม้ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาประจำชาติของนิวซีแลนด์ แต่คำศัพท์บางคำของที่นี่ไม่มีคำแปลในประเทศที่ใช ้ภาษาอังกฤษประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น “บวบ” ที่อื่นเรียก courgette แต่ที่นี่เรียก zucchini, “พลาสติกแรป” ที่อื่น เรียก cling film แต่ที่นี่เรียก glad wrap, “กระติกเย็น” ที่อื่นเรียก cool box แต่ที่นี่เรียก chilli bin, ร้านขายของชำที่นี่เรียกว่า dairy, ชุดว่ายนํ้าที่นี่เรียกว่า togs, รองเท้าแตะที่อื่นเรียก flip flops แต่ที่นี่เรียก Jandals ส่วน “ลูกกวาด” ที่อื่นเรียก sweets ที่นี่เรียก lollies. ดูเหมือนฉันต้องเริ่มเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ทั้งหมด อ้อ! เกือบลืมบอกไป คำว่า piss ที่นี่แปลว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

11. ชื่อสถานที่บางแห่งของที่นี่ออกเสียงเรียกยากมาก

นักท่องเที่ยวหรือคนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ ต่างก็เห็นด้วยกับฉันว่าชื่อสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งของนิวซีแลนด์เห็นแล้วไม่รู ้ จะออกเสียงเรียกยังไง แต่ถ้าคุณเรียกถูกเมื่อไหร่ล่ะก็ มันจะสนุกปากอย่างยิ่ง อย่างเช่นชื่อเมือง Paraparaumu แค่เห็นชื่อเมืองฉันก็อยากจะไปเที่ยวแล้ว เพื่อจะได้กลับมาเม้า กับเพื่อนว่าฉันได้ไปเที่ยวเมือง “พาราพาราอูมู” มาแล้วนะ นอกจากนี้ยังมี Whakapapa ออกเสียงว่า ฟักคาปาปา และ Tawharanui ออกเสียงว่า ทาฟ-รา-นุย ขอให้โชคดีกับการสอบถามเส้นทางที่นี่นะคะ!

12. Watties ไม่ใช่ Heinz (ไฮนซ์)

ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่ คนที่นี่จะเถียงคอเป็นเอ็นว่ามันไม่ช้าย…ไม่ใช่ยี่ห้อ เดียวกัน

13. อย่างไรก็ตาม ช็อคโกแลต Whitakers อร่อยสุด ๆ

Whitakers คือช็อคโกแลตที่ผลิตและจำหน่ายเฉพาะในนิวซีแลนด์ และมีรสชาติสุดแสนจะอร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช็อคโกแลตขาวรส L&P ซึ่งมีส่วนผสมของเครื่องดื่มนิวซีแลนด์ชื่อ L&P กินแลว้ จะได้สัมผัสรสหอมหวานของช็อคโกแลต รวมกับรสเปรี้ยวๆ ซ่าๆ ของ L&P!

14. ไม่มีใครใช้จ่ายด้วยเงินสด

ยกเว้นค่ารถเมล์ คนที่นี่จะจ่ายค่าสินค้าและบริการทุกอย่างด้วยการ์ด ฉันใช้การ์ด จ่ายเงินจะจนไม่รู้ว่าธนบัตรของนิวซีแลนด์หน้าตาเป็นอย่างไร แม้กระทั่งการซื้อของชิ้นเล็ก ๆ อย่างหมากฝรั่ง ที่นี่ยังใช้ paywave

15. ทุกคนใจดีและมีความเป็นกันเอง

ชาวนิวซีแลนด์ เป็นคนง่ายๆ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความเป็นกันเองมากที่สุดในโลก ตลอดเวลา 2 ปีที่ฉันอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ ฉันไม่เคยพบคนหยาบคายเลยแม้แต่ครั้งเดียว พนักงานตามร้านค้าต่างก็มีความสุภาพ เป็นกันเองและบริการลูกค้าดีอย่างไม่มีที่ติ ความเป็นมิตรและการต้อนรับอย่างอบอุ่นของคนที่นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนต่างบ้านต่างเมืองอย่างฉัน

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.halfthisworldaway.com/2016/03/20/15-things-no-one-told-you-about-living-in-new-zealand/

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

TestDaF คืออะไร – เรียนต่อเยอรมัน

TestDaF คือ การทดสอบภาษาเยอรมันสำหรับนักเรียนต่างชาติ ส่วนใหญ่จะนำผลไปใช้ในการสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยของเยอรมัน

TestDaF – กุญแจสู่รั้วมหาวิทยาลัยที่เยอรมนี

ผลสอบ TestDaF แบ่งออกเป็น 3 ระดับดังนี้

  • TestDaF-level 5 (TDN 5 – TestDaF level 5)
  • TestDaF-level 4 (TDN 4 – TestDaF level 4)
  • TestDaF-level 3 (TDN 3 – TestDaF level 3)

นักเรียนควรได้ผลทดสอบอย่างน้อยระดับ 4 ซึ่งนอกจากระดับภาษาเยอรมันแล้วการตอบรับจากมหาวิทยาลัยยังต้องพิจารณาถึงผลการศึกษาที่นักเรียนเรียนจบมาและกฎเกณฑ์ต่างๆที่มหาวิทยาลัยตั้งไว้อีกด้วย

หากนักเรียนได้ผลสอบระดับ 5 ถือว่าระดับภาษาดีเยี่ยม ทั้งนี้เนื่องจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีเกณฑ์การรับสมัครนักเรียนแตกต่างกัน ผลพิจารณาจะขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ในกรณีที่นักเรียนได้ผลสอบที่ระดับ 3 อาจต้องดูว่ามหาวิทยาลัยพิจารณารับเข้าเรียนหรือไม่ และหากรับเข้าเรียนมีเงื่อนไขในการรับอย่างไรบ้าง

เรียนภาษาเยอรมันก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเยอรมัน

ภาษาเยอรมันเป็นหนึ่งในข้อกำหนดการรับนักเรียนของมหาวิทยาลัยที่เยอรมนี

นักเรียนต้องยื่นผลการทดสอบภาษาเยอรมัน DSH (Deutsche Sprachprüfung für den Hochschulzugang ausländischer Studienbewerber) หรือ TestDaF (Test für Deutsch als Fremdsprache) ในการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยที่เยอรมัน ซึ่งทั้ง DSH และ TestDaF เป็นแบบทดสอบที่มหาวิทยาลัยในเยอรมนียอมรับ นักเรียนที่จะสอบ TestDaF ควรมีระดับภาษาเยอรมันขั้นต่ำอยู่ที่ B2

ระดับภาษาเยอรมัน คือ A1 – C1 (Common European Framework)

Common European Framework (CEFR หรือ CEF) เป็นแนวทางจำแนกระดับภาษาเยอรมันออกเป็นลำดับสำหรับผู้เรียนภาษาต่างๆในแถบยุโรปดังนี้  

Level Group
Level Group
Level
Courses
Description
A
Basic user
เรียนภาษาเยอรมันระดับเริ่มต้น
A1
A2
A1.1&A1.2
A2.1&A2.2
Breakthrough or beginner
Way stage or elementary
​A
Independent user
เรียนภาษาเยอรมันระดับกลาง
B1
B2
B1.1&B1.2
B2.1&B2.2
Threshold or intermediate
Vantage or upper intermediate
นักเรียนที่มีสิทธิ์สอบ TestDaF ควรมีภาษาระดับ B2 แล้ว
​A
Proficient user
เรียนภาษาเยอรมันระดับสูง
C1
C2
C1.1&C1.2
C2.1&C2.2
proficiency or advanced
Mastery or proficiency

โดยเฉลี่ยนักเรียนจะใช้เวลาประมาณ 9 สัปดาห์ต่อการเรียน 1 ระดับ ตัวอย่างเช่นหากนักเรียนเป็นผู้เริ่มเรียน (complete beginner) ก็จะต้องใช้เวลาประมาณ 36 สัปดาห์เพื่อที่จะเรียนจบ B2 (คือเรียน A1, A2, B1 และ B2) เมื่อเรียนจบ B2 แล้วจึงพร้อมเข้าเรียนคอร์ส TestDaF (TestDaF Exam Preparation Course)

ดูรายละเอียด Sprachcaffe Languages PLUS German Pathways  <คลิกที่นี่>

ข้อดีของ German Pathways to University Program ของโรงเรียน Sprachcaffe คือ?

  • โรงเรียน Sprachcaffe จะช่วยนักเรียนพัฒนาทักษะภาษาเยอรมันให้สามารถสอบ TestDaF ได้คะแนนสูงถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยที่เยอรมนีกำหนดไว้ ทั้งป.ตรี และ ป.โท
  • แค่นักเรียนมีภาษาเยอรมันระดับ beginner-A1 ก็สมัครเรียนหลักสูตรนี้ได้เลย
  • ได้เรียนฟรี ไม่มีค่าเทอม ขณะเรียน ป.ตรี และป.โท ที่มหาวิทยาลัยของรัฐบาล สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้
  • เมื่อเรียนจบ สามารถหางานและขอ EU Blue Card เพื่ออาศัยที่เยอรมนี
  • มีสิทธิ์ขอ Permanent Resident ภายใน 2 ปีหลังทำงาน
  • สายงานมาแรง อนาคตไกล ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (โดยเฉพาะ ไอที) วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาตร์ มีงานรองรับมากมาย รายได้ดี มีความก้าวหน้าสูง

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ข้อดีของการไปอยู่โฮสแฟมิลี่

น้อง ๆ หลายๆคน ที่กำลังเตรียมตัวไปเรียนภาษา ศึกษาต่อต่างประเทศ และกำลังเลือกว่าจะอยู่กับโฮสหรืออยู่หอเองดี วันนี้พี่หลันเอาข้อดีของการอยู่กับโฮสแฟมิลี่มาฝากค่ะ

  1. ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของคนในชาตินั้นๆอย่างแท้จริง
  2. ได้ฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้น เพราะเราจะได้คุยกับตัวเจ้าของบ้านทุกวัน
  3. ได้รับคำแนะนำต่างๆจากโฮสฯมากมาย เช่น เรื่องการเดินทาง เป็นต้น
  4. อยู่ใกล้โรงเรียน ใช้ลาเดินทางไม่เกิน 30 นาที
  5. บางครั้งโฮสจะพาเราไปเที่ยวกับเค้าด้วย
  6. ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น หากโฮสบ้านไหนมีหลายห้องนอน เค้ามักจะรับนักเรียนได้หลายคน ซึ่งเราอาจจะได้เพื่อนต่างชาติเพิ่มขึ้นอีกด้วย

สำหรับน้อง ๆ ที่ภาษายังไม่ดีนักพี่หลันแนะนำว่า ช่วงแรกให้ไปอยู่กับโอสแฟมิลี่ดีกว่าค่ะ เมื่อภาษาดีแล้วค่อยย้ายไปอยู่หอกันนะคะ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

10 เหตุผลว่าทำไมควรไปเรียนภาษาอังกฤษที่มอลต้า

ประเทศมอลต้าประเทศเล็กๆที่คนมักจะมองข้าม มอลต้ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเเละค่าครองชีพที่ถูกมากเมื่อเทียบกับประเทศอืนในยุโรป จึงทำให้เป็นที่นิยมของเด็กนักเรียนยุโรปในการมาเรียนภาษาอีกทั้งประเทศมอลต้าเคยตกเป็นอณานิคมของประเทศอังกฤษมาก่อนเพราะฉนั้นผู้คนที่นี่จึงพูดภาษาอังกฤษได้ทุกคนเเละใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยมเราไปดูกันเลยดีกว่า

1. อากาศดีมาก

ประเทศมอลต้ามีอากาศที่ดีเเละมีแสงแดดส่องตลอดทั้งปีมีลมเย็น ๆ จากลมทะเลจึงทำให้ประเทศมอลต้ามีอากาศที่ดีซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่อยู่ในทวีปยุโรปจึกมักที่จะมาผักผ่อนที่ประเทศมอลต้า

2. ค่าครองชีพที่ถูกอย่างไม่น่าเชื่อ

มอลต้าใช้สกุลเงินยูโรและมีค่าครองชีพที่ถูกมากเมื่อเทียบกับประเทศที่เป็นโซนยุโรป ลองนึกภาพว่าจะดีแค่ไหนถ้าคุณได้ใช้ชีวิตในประเทศที่มีบรรยากาศแบบเมดิเตอร์ดิเรเนียนและค่าครองชีพที่ไม่แพงนี่คือสวรรค์ชัด ๆ

3. มีหน้าร้อนที่ยาวนาน

ฤดูร้อนของที่นี่เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงตุลาคมซึ่งเหมาะมากที่จะทำให้คุณอยากจะออกไปเที่ยวทำกิจกรรมเพราะอากาศที่ดีแและติดอยู่กับทะเล

4. การเดินทางที่สะดวก

ที่นี่การเดินทางไปไหนมาไหนค่อนข้างสะดวกมากค่ะ ที่นี่คุณสามารถเดินชมเมืองได้ด้วยการเดินเท้าเพราะที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ เเละยังสามารถเดินข้ามไปอีกเกาะได้อย่างง่ายดาย เพราะสถานที่ต่าง ๆ อยู่ใกล้กันคุณเเละสามารถท่องเที่ยวได้ครบถึงแม้คุณจะมีเวลาที่จำกัดก็ตาม

5. วัฒนธรรมการเฉลิมฉลอง

มอลต้าเป็นเป็นศูนย์รวมสำหรับคนยุโรปที่หลีกหนีความวุ่นวายมาพักร้อนเเละผ่อนคลายกับอากาศอบอุ่นลมเย็นจากทะเล ซึ่งแตกต่างจากในเมืองใหญ่ที่นี่จึงมีการเช่นการเฉลิมฉลองในช่วงหน้าร้อนแต่ละหมู่บ้านก็จะจัดการให้มีเทศกาลดอกไม้ไฟ วงดนตรี ขบวนแห่และงานฉลอง เพื่อเป็นการต้อนรับนักท่องเที่ยว

6. เกาะสวรรค์โกโซ

เกาะสวรรค์โกโซ ที่นี่คือสวรรค์เล็ก ๆ ของนักท่องเที่ยวที่ไม่ว่าใครไปเเล้วก็ต้องบอกว่า PARADISE!

7. ประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าพันปี

ก่อนที่มอลต้าจะมีวันนี้ที่นี่ไม่ใช่แค่เกาะที่มีแสงแดดอบอุ่น ที่ตั้งอยู่ในทะเลเมดิเตอร์ริเนียน ที่นี่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาวเรเนียน โรมัน ชาวมัวร์ออก นอร์มัน อัศวินเซนต์จอห์นฝรั่งเศส และประเทศอังกฤษที่เคยครอบครองที่นี่มานานหลายร้อยปี ที่นี่จึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม

8. กีฬาทางน้ำเเละการดำน้ำ

ทะเลสีน้ำเงินที่แสนอบอุ่นล้อมรอบเกาะมอลต้าที่นี่เป็นสถานที่เหมาะมากสำหรับใครที่ชอบดำน้ำ ส่วนมากโรงเรียนที่เปิดสอนภาษาที่นี่มักจะมีคอร์สสอนดำน้ำเป็นภาษาอังกฤษให้นักเรียนได้เรียนอีกด้วย มีกีฬาทางน้ำหลายชนิดให้คุณได้มีโอกาศลองพร้อมไปกับการเรียนภาษาอังกฤษทำให้ไม่ให้น่าเบื่อเลยค่ะ

9. ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก

ประเทศมอลต้าเคยเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2344 และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2507 ซึ่งแน่นอนที่นี่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมากผู้คนที่นี่พูดช้าเเละมีน้ำเสียงชัดเจน มอลต้าจึงเป็นตัวเลือกที่ดีมากในการมาเรียนภาษาอังกฤษ

10. เหมาะแก่การมาเรียนสำหรับทุกคน

มอลต้ามีหลักสูตรเหมาะแก่สำหรับทุกคน มีหลากหลายหลักสูตรที่รองรับแก่ผู้มาเรียนเเละได้รับการรับรองจากหลายสถาบันซึ่งจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน

สนใจเรียนภาษาที่เซนต์จูเลียน ประเทศมอลต้า สถาบันภาษาสปร๊าคคาเฟ่-แลงเควจเจสพลัส เซนต์จูเลี่ยน ตั้งอยู่ในที่ที่มีอากาศดี อาคารเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษ เป็นอาคารหินสวยงามสไตล์กรีก ทางเดินรูปโค้งไสตล์โรมันที่คุณจะต้องประทับใจเมื่อได้เห็น

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com