มอลต้าสวรรค์ราคาถูกที่คุณก็สามารถไปได้

ประเทศมอลต้าโด่งดังมาจากซีรีย์ชื่อดัง เรื่อง Game of thrones ที่ใครๆเห็นสถานที่เเล้วต่างกับร้องโอ้วโหว!!ที่นี่ที่ไหนวันนี้เราจึงอยากพาคุณมารู้จักประเทศมอลต้าให้มากขึ้น มอลต้าเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะ อยู่ทางใต้ของประเทศอิตาลีอยู่ใจกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประกอบไปด้วย 3 เกาะ คือ มอลต้าโกโซ และโคมิน่า เกาะมอลต้าตั้งอยู่ระหว่างเมืองซิซิลีและชายฝั่งของแอฟริกา อีกทั้งขึ้นชื้อว่าเป็นประเทศที่มีอากาศดีที่สุดในโลก มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากกว่าเกาะอื่นๆบนโลกใบนี้ อีกทั้งมีค่าครองชีพถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในยุโรป

ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวก็มีหลายแห่งที่น่าสนใจ เช่น เมืองหลวงอย่าง“วัลเลตตา”เป็นศูนย์กลางในการทำธุรกิจ เมืองโบราณที่ชื่อว่าเมอร์ดิน่า เเละเมืองราบัตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากๆ รวมไปถึงเกาะ “โกโซ” ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงอยู่ในยุคกลางจนถึงปัจจุบัน

ที่มอลต้าไม่เพียงแต่มีบรรยากาาศทะเลที่สวยงามเท่านั้น แต่เนื่องจากมอลต้าเป็นเกาะเล็กๆคุณสามารถท่องเที่ยวได้ครบจนหมดภายในเวลาไม่กี่วัน และที่นี่ยังมีเทศกาลเเละกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การร้องเล่น ดนตรี , ละคร, กีฬา, โรงภาพยนตร์และสถานบันเทิงยามค่ำคืน

ที่นี่ยังมีอาคารเก่าแก่ที่น่าสนใจนั่นก็คือเชิงหินที่มีรูปเป็นเหมือนหน้าต่างหรือบางคนอาจเคยเห็นในฉากซีรีย์ เรื่อง Game of Thrones ในซีซั่นแรก สถานที่นี้เรียกว่าหน้าต่าง Azure ที่อยู่บนเกาะ Gozo แต่น่าเสียดายที่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หน้าต่างนี้ได้เกิดอุบัติเหตุภัยธรรมชาติจึงทำให้ Azure พังลงมาแต่ที่นี่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย เช่นสวนวัลเลตตา , ถนนที่เงียบสงบของ Mdina สถานบันเทิงยามค่ำคืน อย่าง Paceville

ประเทศมอลต้าเป็นที่ประเทศที่น่าสนใจเเละเหมาะแก่นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการมาเรียนภาษาอังกฤษเพราะที่นี่เคยตกเป็นอนาณิคมของประเทศอังกฤษจึงใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ระบบการศึกษาก็เป็นแบบอังกฤษ นอกจากนั้นสถาบันสอนภาษาของประเทศมอลต้าจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุโรป ดังนั้นการมาเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศมอลต้าจึงได้รับการยอมรับอย่างมากในทวีปยุโรป อาจจะกล่าวได้ว่าประเทศมอลต้าเป็นประเทศที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่จะได้รับอิทธิพลมากที่สุดจากวัฒนธรรมอิตาลีและอังกฤษ

เเละถ้าหากคุณสนใจที่จะมาเรียนภาษาที่ประเทศมอลต้า สถาบัน Sprachcaffe เซนต์จูเลี่ยนประเทศมอลต้า จึงเหมาะแก่การมาเรียนเป็นที่สุด ด้วยสถาปัตยกรรมการออกแบบอาคารได้รับแรงบัลดาลใจมาจาก กรีซ และโรมัน และสถาบันของเราตั้งอยู่ในย่านที่เงียบสงบที่สุดของเมืองเซนต์จูเลี่ยน โรงเรียนของเรามีที่พักขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วย สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสระน้ำที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะ อีกทั้งยังมี บาร์ ร้านอาหาร สวน อพาทเม้นท์ ห้องเรียน และพื้นที่สำหรับเล่นวอลเล่ย์บอลชายหาด หรืออาบแดด สนามเทนนิสให้เช่าเปิดบริการเช่นกัน ห่างออกไปไม่เกิน 10 นาที ก็จะพบกับย่านการค้าของเมืองเซนต์จูเลี่ยน ที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และร้านค้ามากมาย

 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

10 เหตุผลที่ควรไปเรียนต่างประเทศ

1. การเรียนต่อต่างประเทศจะให้โอกาสคุณในการท่องเที่ยว

หลาย ๆ คนสงสัยว่าไปเรียน ไม่ได้ไปเที่ยว แต่เอาจริง ๆ แน่นอนคุณอยากจะพักผ่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือจะเป็นช่วงปิดเทอม หรือเมื่อเรียนจบแล้ว จะดีกว่าไหมถ้าการพักผ่อนของคุณคือการได้ไปเปิดหูเปิดตา ท่องเที่ยวต่างประเทส แถมได้ความรู้ใหม่ เพื่อนใหม่กลับมาด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นถ้าคุณเลือกเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ  คุณก็จะมีโอกาศในการไปเที่ยวยุโรปได้อีกด้วย หรือหากคุณเลือกเรียนภาษาที่ยุโรป คุณก็สามารถเดินทืางท่องเที่ยวยุโรปได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องขอวีซ่าให้มันยุ่งยากอีก

2. การเรียนต่อต่างประเทศเป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการเรียนภาษา

การเรียนภาษาที่ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุดและคุ้มค่าเรียนที่สุดคือการไปเรียนภาษาในประเทศที่ใช้ภาษาที่คุณกำลังเรียนอยู่ เพราะนอกจากคุณได้ได้เรียนรู้ภาษาที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษาแล้ว คุณจะได้ใช้ภาษาที่คุณเรียนตลอดเวลาที่คุณอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็ฯการขึ้นรถโดยสาร การซื้ออาหาร การคุยกับเพื่อนใหม่ๆ เรียกได้ว่าคุณต้องพยายามใช้ภาษาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคุณก็จะปรับตัวและเก่งภาษาขึ้นเองโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะ

3. การเรียนต่อต่างประเทศมอบโอกาสในการทำงานที่สูงขึ้น

วุฒิการศึกษาจากต่างประเทศก็ยังเป็นเสมือนจุดขายที่ทำให้ใบสมัครเข้าทำงานหรือใบประวัติของน้องๆดึงดูดความสนใจยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพทางวิชาการแล้ว การสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศยังแสดงให้ผู้ว่าจ้างงานเห็นว่าน้อง ๆ เป็นคนที่มีวุฒิภาวะ มีความพากเพียรตลอดจนสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และพึ่งพาตนเองได้ด้วย

4. การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณเรียนรู้วัฒนธรรม

นอกจากอาหาร, ภาษาและการแต่งกาย ที่แตกต่างอย่างชัดเจนแล้ว การศึกาาต่อต่างประเทศทำให้คุณได้เรียนรู้วัฒธนธรรมอื่นๆจากเจ้าของวัฒธรรมจริง ๆ เช่น มุมมอง, ความเชื่อ และวิะีการใช้ชีวิตต่าง ๆ ที่คุณอาจจะนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาเสริมการใช้ชีวิตของคุณเองเมื่อกลับมายังประเทศไทย

นอกจากนั้น ถ้าคุณไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ คุณจะได้เพื่อนใหม่ที่มาจากหลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะ ยุโรป, จีน, เกาหลี, แอฟริกา ฯลฯ ซึ่งคุณก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมจากเพื่อนของคุณด้วยเช่นกัน

5.การเรียนต่อต่างประเทศจะทำให้คุณได้เพื่อนใหม่จากทั่วโลก

เพราะในขณะที่คุณอยู่ ณ ต่างประเทศ คุณไม่ได้พบเจอแต่คนที่มีวัฒนธรรมหรือมีพื้นเพเดียวกับคุณเท่านั้น แต่คุณจะได้พบเจอกับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆที่จากบ้านมาไกลเช่นเดียวกัน

6. การเรียนภาษา ศึกษาต่อต่างประเทศ ช่วยพัฒนาทักษะและทำให้คุณรู้จักการปรับตัว

ไม่ว่าใครก็ตามที่ไปเรียนภาษา ศึกษาต่อต่างประเทศครั้งแรก ย่อมมีความหวาดหวันที่จะเข้าไปในสถานที่ใหม่ ๆ ห้องเรียนที่ไม่เหมือนประเทศของตัวเอง มันอาจจะดูน่ากลัวในตอนแรก แต่เมื่อผ่านไปสัก 1 – 2 สัปดาห์ ถ้าคุณเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีสักหน่อย คุณจะค่อยๆเรียนรู้ที่จะปรับตัว แล้วคุณจะสนุกสนานกับการเรียนต่อต่างประเทศของคุณ

7.การเรียนต่อต่างประเทศจะทำให้คุณมองโลกกว้างขึ้น

การที่คุณมีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณจะได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งนั่นจะทำให้คุณเข้าใจและมีมุมมองกับชาวต่างชาติที่แตกต่างไปตากตอนที่คุณอยู่ในประเทศไทยอย่างเดียว หากคุณไปเรียนภาษาที่อเมริกาคุณก็จะเห็นว่าคนอเมริกามีมุมมองเที่ยวกับโลกที่ไม่มีแบบแผนทางวัฒนธรรม ต่างกับการที่คุณไปเรียนภาษาที่ประเทศอังกฤษ หรือเรียนภาษาที่ยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมแรกๆของโลก สิงเหล่านั้จะทำให้คุณกลับบ้านด้วยมุมมองและความคิดที่มีกรอบหรืออคติต่อคนอื่นที่น้อยลง

8.การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาใหม่ ๆ 

คุณจะมีโอกาสในการลงทะเบียนเรียนในสาขาวิชาที่ไม่เปิดสอนในประเทศของเรา หลักสูตรในต่างประเทศดังกล่าวจะเอื้อให้น้อง ๆ ได้ศึกษาวิชาที่น้อง ๆ สนใจผ่านมุมมองและบริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่าง ซึ่งจะเป็นการเปิดกว้างทางการเรียนรู้เพื่อนำไปต่อยอดและเสริมสร้างโอกาสทางอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของน้อง ๆ ได้ในอนาคต

9. การเรียนต่อต่างประเทศทำให้คุณมีความรับผิดชอบ

หลาย ๆ คนอาจไม่เคยต้องซักผ้า รีดผ้า หาอาหารเอง นี่แหละเป็นโอกาสที่คุณได้เรียนรู้ การไปเรียนต่อต่างประเทศ ทำให้คุณได้มีโอกาสในการเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยตนเอง การใช้ชีวิตในต่างแดนจะบีบบังคับให้น้อง ๆ ต้องลงมือทำทุกอย่างเอง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงบประมาณส่วนตัว จับจ่ายซื้อของ ทำอาหารหรือทำความสะอาด นอกจากนี้ อิสรเสรีภาพที่น้อง ๆ ได้รับยามอยู่ไกลหูไกลตาผู้ปกครองก็จะฝึกให้ตัวน้อง ๆ รู้จักรับผิดชอบต่อตัวเองมากขึ้น

10.การเรียนต่อต่างประเทศยังเพิ่มคุณค่าให้กับคุณสมบัติของคุณ

ประสบการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ และช่วงเวลายากลำบากระหว่างที่น้อง ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนจะหล่อหลอมให้น้องๆแข็งแกร่งและมีทักษะในการแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน การดำรงชีวิต และเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของคุณในอานาคตต่อไป

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ควรจะไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อไหร่ดี

แน่นอนว่า ความเชื่อว่า “การศึกษาที่ดีนั้น จะนำมาซึ่งงานที่ดี และงานที่ดีนั้น จะสามารถสร้างฐานะ ความมั่นคง และชีวิตที่ดีได้” เป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่เราควรจะไปเรียนก่อนหรือทำงานก่อนค่อยไปเรียน นี่สิ เป็นสิ่งที่หลายๆคนยังคงสับสนอยู่ตลอด ถ้าถามพี่หลันว่า เรียนจบแล้ว เรียนต่อ หรือ ทำงานก่อน แบบไหนดีกว่ากัน? คงต้องตอบว่า แล้วแต่ความต้องการและเป้าหมายของแต่ละคนนะคะ

คนสมัยนี้ เมื่อเรียนจบแล้วชอบที่จะเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นนายตัวเอง อยากทำงานอย่างมีอิสระ ก็จะมีมีแนวโน้มที่เรียนต่อทันทีมากขึ้น โดยเฉพาะการไปเรียนต่อต่างประเทศ หรืออย่างน้อยก็ไปเรียนภาษาเพิ่มเติมจากประเทศเจ้าของภาษา พี่หลันมองว่าการเรียนภาษาหรือการเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งที่ได้มาไม่ใช่แค่ใบปริญญา แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อนใหม่ และ คอนเนคชั่น ค่ะ

เอาจริงๆ การไปเรียนต่อก็สมประสงค์ของพ่อแม่ พ่อแม่ ผู้ปกครองที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาแก่บุตรหลาน เรียกได้ว่า ต้อง”เรียนจบสูงๆไว้ก่อน” เพราะแน่นนอว่า เรียนจบสูง ย่อมสมัครงานและได้เงินเดือนสูง  ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกว่า งั้นเรียนสูงๆไปเลย ดีกว่า ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจนะคะ เพราะการสมัครงานในยุคปัจจุบัน บางสาขาอาชีพ ถ้าเราเรียนสูง+มีประสบการทำงาน ด้วยนี่แหละ เงินเดือนสูงแน่นอน ตรงนี้พี่หลันแนะนำว่า น้องๆควรหาคอร์สเรียนกับสถาบันที่มีการฝึกงานหรือหางานให้ด้วยดีที่สุด เช่น โปรแกรมดังต่อไปนี้ Work & Study in Australia, Work & Study in Canada, work & study in New Zealand  โปรแกรมเหล่านี้จะไม่ใช่เรียนอย่างเดียว แต่มีการหางานให้น้องๆทำ (บางที่ได้ค่าจ้างด้วย) งานที่น้องได้ทำก็เป็นงานที่ตรงกับสาาที่เรียน ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว น้องจะได้ทั้งใบปริญญา และ ประสบการทำงาน (Employment Certificate) จะกลับมาสมัครงานที่เมืองไทย ก็ย่อมได้เครดิตดีกว่าการเรียนต่อเฉยๆอย่างแน่นอน

น้องๆ ที่จะเรียนต่อในบางสาขาอาชีพ เช่น บริหารธุรกิจ ถึงแม่ว่าปัจจุบันหลายๆสถาบันจะไม่บังคับว่าต้องมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แต่พี่หลันแนะนำว่าน้องควรมีประสบการทำงานอย่างน้อย 1 ปี หรือหากน้องวางแผนจะไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ปี 2-3 น้องควรฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน หรือหากที่บ้่านทำธุรกิจส่วนตัว ควรหาประสบการณ์ด้วยการฝึกงานกับที่บ้านระหว่างเรียนก่อนเรียนจบ เพราะการเรียนต่อในสาขาบริหารธุรกิจ น้องๆจะต้องเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆเพื่อแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งถ้าน้องไม่เคยมีประสบการณ์เลย น้องจะเรียนไม่สนุกและไม่มีประสบการณ์ไปเล่าค่ะ

ส่วนน้องที่จะเรียนต่อในบางสาขาอาชีพ เช่น ทนายความ, วิศวะ หรือแม่กระทั่งน้องที่เปลี่ยนสายอาชีพ เช่น สนใจเรียนด้านการโรงแรม, ทำอาหาร น้องสามารถเรียนต่อได้เลย และควรรีบเรียนต่อให้เร็วที่สุด อย่างปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าไปหลายปี เพราะจะทำให้เกิดช่องว่างระกว่างเรียนจบ และไปศึกษาต่อ ซึ่งจะส่งผลทำให้วีซ่าของน้องผ่านยากค่ะ พี่หลันเจอน้องๆหลายคน เรียนจบแล้วพักผ่อน ไม่ได้ทำงานและไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอตัดสินใจไปเรียนต่อ โดนเจ้าหน้าที่วีซ่าตั้งข้อสงสัยว่าช่วงเวลานั้นทำอะไรอยู่ วีซ่าก็ได้ยากขึ้นหน่อย เพราะเค้าเกรงว่าจะไปเป็นโรบินฮู้ดที่บ้านเค้านน่ะค่ะ

ถามว่าควรจะไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อไหร่ดี? พี่หลัน แนะนำว่า การเรียนต่อต่างประเทศ จะไปเรียนเมื่อไหร่นั้น แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนค่ะ จะเรียนก่อนหรือทำงานก่อนก็ได้ เพียงแต่ถ้าเลือกทำงานก่อนก็ต้องตั้งเป้าหมายหาประสบการณ์ทำงานเพื่อไปเรียนในสาขาที่เราวางแผนไว้ และก็อย่าหมดไฟซะก่อน ไม่งั้นเราอาจจะก้าวหน้าช้ากว่าเพื่อนๆที่ตั้งเป้าทำงานและไปเรียนต่อ แต่ถ้าเลือกที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศก่อนทำงานแล้วล่ะก็ ก็จะต้องตั้งใจ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด พยายามหาสิ่งที่เราชอบให้ไวที่สุดเพื่อให้เราเลือกเรียนและหางานที่ตรงกับความต้องการของเรา

แต่ถ้าน้องๆคนไหนยังเรียนไม่จบ และมีเวลาว่างช่วงปิดเทอม สัก 1-3 เดือน ก็ควรวางแผนแต่เนิ่นๆ น้องๆสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการไปเรียนภาษา หาลู่ทาง และมองสถาบัน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยที่สนใจไว้ก่อน เพื่อวันที่เรียนจบแล้ว น้องจะได้รู้ว่าเราชอบ/ไม่ชอบที่ไหน อยากเรียนสาขาอาชีพอะไร และทำอย่างไรเพื่อให้อนาคตของเราได้ทำงานและใช้ชีวิตในปบบที่เราต้องการ

พี่หลันฝากบทความนี้ไว้ให้น้อง ๆ เท่านี้ก่อน แล้วครั้งหน้าจะมาเล่าถึงประสบการณ์ สถานที่ท่องเที่ยว ประเทศ เมืองที่น่าสนใจไปเรียนภาษา ศึกษาต่อให้น้อง ๆ อีกนะคะ

โปรโมชั่น เรียนภาษา <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่ออเมริกา <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่ออังกฤษ <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่อออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่อนิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์

ทำไมต้องเรียนต่อที่นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่มีทิวทัศน์ที่สวยงามและมีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในระดับโลก คณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญไปจนถึงอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ด้วยทัศนียภาพของเกาะเหนื่อและเกาะใต้ที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ ภูเขาไฟที่คุกรุ่น ธารน้ำแข็ง และเนินหญ้าสีเขียว ทำให้น้องๆที่ไปเรียนต่อนิวซีแลนด์ จะมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการศึกษา 

1. ประเทศนิวซีแลนด์มีระบบการศึกษาชั้นนำ โดยนำต้นแบบจากอังกฤษ

ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์ เรียกว่า National Certificate of Educational Achievement (NCEA) ถือเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก โดยได้รับการประยุกต์มาจากระบบอังกฤษ ดังนั้น นักเรียนที่จบจากระบบนิวซีแลนด์จึงสามารถเลือกเรียนต่อในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก ทั้งอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง

2. ประเทศสงบเงียบ ปลอดภัย เน้นธรรมชาติ เหมาะสมกับการศึกษา

ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับความสงบเงียบ และความปลอดภัยอย่างมาก เพราะมั่นใจได้ว่านักเรียนจะอยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการเรียนที่สุดเพื่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ดีที่สุดเช่นกัน

3.  ผู้คนเป็นมิตร อัธยาศัยดี

คนนิวซีแลนด์มีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นมิตรและเข้าใจในความแตกต่าง ดังนั้นนักเรียนที่มาเรียนที่นิวซีแลนด์ก็จะปรับตัวได้เร็วเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและเข้าใจกัน

4. ค่าเรียนสมเหตุสมผล

เนื่องจากค่าครองชีพในนิวซีแลนด์ไม่สูงมากนัก ประกอบกับรัฐบาลให้การสนับสนุนเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าเรียนในนิวซีแลนด์จัดว่าสมเหตุสมผลที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นักเรียนต่างชาติสามารถเลือกเรียนในโรงเรียนที่มีราคาต่ำสุดประมาณ NZ$ 10,000 ต่อปี หรือประมาณ 220,000 บาท ส่วนค่าที่พักก็ค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยประมาณ NZ$200-250 ต่อสัปดาห์

5. ให้นักเรียนต่างชาติ เข้าเรียนได้ไม่ยาก

ด้วยความที่นิวซีแลนด์เปิดเรียนปีละ 4 เทอม ทำให้นักเรียนต่างชาติสามารถเข้าเรียนได้ทุกเทอม ถึงแม้ว่าหลาย ๆ โรงเรียนจะไม่รับนักเรียนในเทอมสุดท้าย แต่นักเรียนก็ยังมีโอกาสเข้าเรียนได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส นอกจากนั้น โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่จำกัดว่านักเรียนจะมีผลการเรียนสูงหรือต่ำ หากแต่ว่านักเรียนมีความตั้งใจที่จะมาเรียนจริง โรงเรียนก็จะเปิดโอกาสรับนักเรียนต่างชาติได้

6. เปิดโอกาสให้เลือกเรียนวิชาตามความชอบ และความถนัด

จุดเด่นสำคัญของระบบการศึกษานิวซีแลนด์คือการพัฒนา IQ และ EQ ของนักเรียนไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น โรงเรียนจึงมีวิชาให้นักเรียนเลือกเรียนตามศักยภาพ ความถนัดและความชอบมากมาย เพราะการที่นักเรียนได้เรียนวิชาที่ตนชอบและถนัด จะทำให้นักเรียนเรียนได้ดี และมีความมั่นใจในการเรียนมากขึ้น และผลลัพธ์ก็คือ นักเรียนได้ค้นพบตัวเองและมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคต

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์

ระบบการศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์

การศึกษาในระดับมัธยมศึกษา

โรงเรียนมัธยมของนิวซีแลนด์เปิดสอนตั้งแต่ชั้นปีที่ 9-13 หรือYears 9-13 (อายุ 13-19 ปี) นิวซีแลนด์มีโรงเรียนมัธยมทั้งหมดมากกว่า 350 โรงเรียน (บางครั้งจะเรียกว่า high schools, grammar schools หรือ colleges) ซึ่งเปิดสอนวิชาต่างๆหลากหลาย แต่ละโรงเรียนสามารถจัดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรการสอนได้เองโดยยึดโครงสร้างหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะถูกประเมินผลโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า New Zealand Qualifications Authority อีกทีหนึ่ง

ปีการศึกษาในระดับมัธยมนั้นจะแบ่งเป็นระบบ 4 เทอม ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม โดยมีการปิดเทอมสั้นๆ ครั้งละสองสัปดาห์ในเดือนเมษายน กรกฎาคม และกันยายน

โรงเรียนมัธยมในนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐ และได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณตากรัฐบาล โดยมากเป็นโรงเรียนสหศึกษา มีเพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน หรือ ชายล้วน มีโรงเรียนเอกชนเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งมีวิธีสนับสนุนงบประมาณแบบอื่นที่นอกเหนือจากระบบของรัฐ โดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับศาสนาและธรรมเนียมปฏิบัติอื่น ๆ

ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมเกือบทุกแห่งของนิวซีแลนด์จะสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการเข้ารับการศึกษา หลักสูตรการสอน มาตรฐานของการศึกษา ตลอดจนสาขาวิชาต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามมาตรฐานของ National Certificate of Educational Achievement ทั้งนี้ระบบการเรียนของที่นี่ยังสอดคล้องและสามารถปรับใช้กับระบบการเรียนในระดับมัธยมในประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

นักเรียนต่างชาติจำนวนมากลงทะเบียนเรียนระดับมัธยมปลายในชั้นปีที่ 11-13 (อายุ15-19ปี) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ หรือประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยนักศึกษาต่างขาติสามารถเข้าเรียนได้ทั้งในโรงเรียนมัธยมของรัฐและโรงเรียนมัธยมของเอกชน

National Certificate of Educational Achievement

The National Certificate of Educational Achievement Programme หรือ NCEA เป็นหน่วยงานหลักที่รับรองคุณวุฒิของนักเรียนของนักเรียนมัธยมในชั้นปีที่ 11-13 (year 11-13) โดยเข้ามาแทนที่การรับรองคุณวุฒิแบบเก่าทั้ง School Certificate (Year 11), Sixth Form Certificate (Year 12) และ Bursary and Higher School (Year 13) NCEA ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงการศึกษาในระดับมัธยมศึกษากับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเนื่องจากการรับรองคุณวุฒิในทุกระดับนั้นได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ทั่วประเทศนิวซีแลนด์

การรับรองคุณวุฒิสามระดับ (Level 1,2 และ3) จะกระทำในโรงเรียนระดับมัธยม โดยถือเป็นขั้นตอนแรกของทั้งหมดแปดระดับตามแผนงานรับรองคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications Framework)

NCEA Level 1 – นักเรียนต้องได้อย่างน้อย 80 หน่วยกิต ใน Level 1
NCEA Level 2 – นักเรียนต้องได้ 80 หน่วยกิต โดยเป็น Level 2 อย่างน้อย 60 หน่วยกิต
NCEA Level 3 – นักเรียนต้องได้ 80 หน่วยกิต โดยเป็น Level 3 อย่างน้อย 60 หน่วยกิต และอีก 20 หน่วยกิตใน Level 2 เป็นอย่างน้อย

ทั้งนี้นักเรียนบางส่วนอาจสามารถผ่าน The New Zealand Scholarship Qualification ซึ่งจะดำเนินการในระดับสี่ (level 4) ในหมวด “Register of New Zealand Quality Assured Qualifications” โดยที่นักเรียนดังกล่าวต้องผ่านการสอบเพิ่มเติมอื่นๆ ซึ่งปกติจะเกิดขึ้นในช่วงระดับสามด้วย

การรับรองคุณวุฒิดังกล่าวถูกเรียกว่า “ประกาศนียบัตรแห่งชาติ” (The National Certificate) เพราะยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศโดยการควบคุมดูแลของหน่วยงานรับรองคุณวุฒิของนิวซีแลนด์ หรือ New Zealand Qualifications Authority (NZQA) ทั้งนี้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกาศนียบัตรแห่งชาติด้านการศึกษา (National Certificate for Educational Achievement) และการรับรองคุณวุฒิลักษณะอื่นๆ ได้ที่ www.nzqa.govt.nz

การเทียบวุฒิการศึกษาจากประเทศนิวซีแลนด์

กระทรวงศึกษาธิการมีเกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของประเทศนิวซีแลนด์ ทั้งในหลักสูตรการศึกษา NCEA, Cambridge, CIE และ IB โดยกฎเกณฑ์ และ คุณสมบัติต่างๆในการเทียบวุฒิการศึกษาของผู้สำเร็จการศึกษา สามารถดาวน์โหลดได้ <คลิกที่นี่>

ตารางเปรียบเทียบระบบการศึกษาระหว่างประเทศไทย และ นิวซีแลนด์

ประเทศไทย

 

ประเทศนิวซีแลนด์

 


อายุ


ระดับ

 


อายุ


ระดับ

 

6   ปี

 ประถม  1

 

5   ปี

Primary 1-2  

(Year 1)

7   ปี

 ประถม  2

 

6   ปี

Primary 3-4

(Year 2)

8   ปี

 ประถม  3

 

7   ปี

Standard 1

(Year 3)

9   ปี

 ประถม  4

 

8   ปี

Standard 2

(Year 4)

10 ปี

 ประถม  5

 

9   ปี

Standard 3

(Year 5)

11 ปี

 ประถม  6

 

10 ปี

Standard 4

(Year 6)

      

12 ปี

 มัธยม  1

 

11 ปี

Form 1

(Year 7)

13 ปี

 มัธยม  2

 

12 ปี

Form 2

(Year 8)

14 ปี

 มัธยม  3

 

13 ปี

Form 3

(Year 9)

15 ปี

 มัธยม  4

หรือ ประกาศนียบัตร 1

14 ปี

Form 4

(Year 10)

16 ปี

 มัธยม  5

หรือ ประกาศนียบัตร 2

15 ปี

Form 5

(Year 11) มีสอบ NCEA Level1

17 ปี

 มัธยม  6

หรือ ประกาศนียบัตร 3

16 ปี

Form 6

(Year 12) มีสอบ NCEA Level2
* หลังจบชั้นนี้แล้ว นักเรียนอาจะเลือกเรียนต่อในสถาบันสายอาชีพ หลักสูตร Diploma อนุปริญญา หรือเรียน Year13 ต่อหากจะเข้ามหาวิทยาลัย

   

17 ปี

Form 7

(Year 13) มีสอบ NCEA Level3
* หลังจบชั้นนี้แล้ว เข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่าย ป.ตรีและป.โท เรียนต่อนิวซีแลนด์

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี(3 ปี)

ปริญญาโท (2 ปี)

ปริญญาเอก (3 ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

NZ$35,180/ปี
(ประมาณ 8.7 แสนบาท/ปี)

NZ$37,180/ปี
(ประมาณ 9.2 แสนบาท/ปี)

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ NZ$1,500 /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 25 บาท = NZ$1 ณ สิงหาคม 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

รู้จักประเทศ นิวซีแลนด์

ประเทศนิวซีแลนด์ปกครองแบบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของเส้นศูนย์สูตร ล้อมรอบด้วยด้วยมหาสมุทรแปซิฟิค และทะเลทัสมัน ลักษณะประเทศเป็นหมู่เกาะ โดยมี 2 เกาะใหญ่ คือ เกาะเหนือ(North Island) และเกาะใต้(South Island) เมืองหลวง คือ เมือง เวลลิงตัน ซึ่งเป็นเมืองท่าเชื่อมระหว่างเกาะใหญ่ทั้งสอง

เวลา

ในประเทศนิวซีแลนด์ เร็วกว่า ประเทศไทยประมาณ 5 ชั่วโมง

ฤดูกาล

แบ่งเป็น 4 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน (ธ.ค.-ก.พ), ใบไม้ร่วง (มี.ค.-พ.ค.), หนาว (มิ.ย.-ส.ค.) และ ใบไม้ผลิ (ก.ย.-พ.ย.)

ระบบไฟฟ้า

นิวซีแลนด์ใช้ระบบไฟฟ้าที่ 230 Volt

ดู รายชื่อ โรงเรียนมัธยมนิวซีแลนด์ ได้ที่ลิ้งนี้ <คลิกที่นี่>

ดู หลักสูตร English For High School หรือ High School Preparation ของ AEI ได้ที่ลิ้งนี้ <คลิกที่นี่>

ดู เรียนต่อป.ตรี ป.โท นิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

เรียนภาษา ประเทศนิวซีแลนด์ เรียนภาษาที่นิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย

ออสเตรเลียนับว่าเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณภาพของระบบการศึกษาระดับต้น ๆ ของโลก รวมทั้งมีสภาวะเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดี อีกทั้งมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงจนเกินไป ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลมีให้การสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในการทำงานนอกเวลาเรียน สูงสุดถึง 40 ชั่วโมง ต่อ 2 สัปดาห์ และสามารถเดินตามเส้นทางอาชีพได้หลังจากสำเร็จการศึกษา เป็นระยะเวลา 2-5 ปี

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย

บรรยากาศของชั้นเรียนในประเทศออสเตรเลีย จะเน้นกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ และผสมผสานระบบการศึกษาที่ยอดเยี่ยม เข้ากับความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ซึ่งจะเป็นการเปิดโลกใหม่ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ดี ๆ ที่เป็นประโยชน์มากมาย

การเลือกเรียนต่อต่างประเทศ เป็นหนทางหนึ่งที่ดีในการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และยังได้ฝึกตัวเองให้มีความมั่นใจมากขึ้น รวมถึงพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อคุณเลือกเรียนเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างออสเตรเลีย คุณจะได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับไปมากทีเดียว

เมืองหลวงของประเทศ คือ Canberra   ประกอบด้วย 6 รัฐ และ 2 มณฑล:

  • Australian Capital Territory
  • New South Wales
  • Northern Territory
  • Queensland
  • South Australia
  • Tasmania
  • Western Australia
  • Victoria

เวลา

  • Eastern Standard Time-EST: เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชม. ใช้ในรัฐ NSW, VIC, TAS, Queensland และ Canberra
  • Central Standard Time-CST: เร็วกว่าไทย 2 ชม.ครึ่ง ใช้ใน South Aus และ Northern Territory
  • Western Standard Time-WST: เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชม.ครึ่ง ใช้ใน Western Australia

ฤดูกาล 

  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring): กันยายน- พฤศจิกายน
  • ฤดูร้อน (Summer): ธันวาคม – กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn): มีนาคม – พฤษภาคม
  • ฤดูหนาว (Winter): มิถุนายน – สิงหาคม

ระบบไฟฟ้า: ระบบไฟฟ้า 240/250 V. AC 50 Hz เหมือนในประเทศไทย แต่จะใช้ปลั๊กสามขาซึ่งต่างจากบ้านเราดังนั้นหากท่านต้องการนำอุปกรณ์ไปด้วย ควรจะเตรียมปลั๊กไฟฟ้าสามขาไปด้วย

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต่อปี

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี (3 ปี)

ปริญญาโท (1-2ปี)

ปริญญาเอก(3ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

1.      สาขาทั่วไปA$41,120-A$42,320 (ประมาณ 1.23 ล้าน –1.26 ล้าน/ปี)

2.      สาขาแพทย์/ทันตแพทย์A$51,620-$52,820/ปี (ประมาณ 1.54-1.58 ล้าน/ปี

$41,470-A$42,670/ปี

(ประมาณ 1.24 ล้าน – 1.28 ล้านบาท/ปี)

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ A$1,400-A$1,500 /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 27 บาท = AUD 1 ณ เดือนกันยายน 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

รายละเอียดสถาบันภาษาประเทศออสเตรเลีย<คลิกที่นี่>

เรียนต่อออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

วีซ่านักเรียนออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศแคนนาดา

แคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการศึกษาสูงเทียบเท่ากับประเทศอื่นในอเมริกาเหนือ และยุโรป หรือออสเตรเลีย แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนแล้ว ค่าเล่าเรียนในแคนาดาต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ประเทศก็น่าอยู่ สะอาด มีภูมิประเทศที่สวยงาม ผู้คนมีน้ำใจดี และปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนาดาต้อนรับผู้คนทุกชนชาติ ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ

นอกจากนั้นประเทศแคนาดาได้รับการจัดอันดับว่า เป็นประเทศอันดับหนึ่งของโลกในด้านการศึกษาประจำปี 2017 โดย U.S. News and World Report ด้วยนะคะ

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศแคนาดา

สำหรับคนที่กลัวความหนาวนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงกับความหนาวเย็นมากนัก ในสถานศึกษา บ้าน และหอพักทั่วไป มีเครื่องทำความอุ่นที่ประสิทธิภาพสูง  เรื่องอากาศหนาวนั้นเป็นเรื่องที่เคยชินและปรับตัวได้ไม่ยาก  การที่มีฤดูหนาว ก็มีโอกาสที่จะมีหิมะตกด้วย  เมื่อหิมะตกลงมาจะทำให้มีทิวทัศน์งดงามแตกต่างไปจากประเทศเมืองร้อน  อีกทั้งมีโอกาสได้เล่นกีฬาที่หาเล่นได้ยากในประเทศอื่น เช่น สกี สเก็ตน้ำแข็ง เป็นต้น

ภาษาทางการ: อังกฤษ & ฝรั่งเศส

ประเทศแคนาดาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา มีมหาสมุทรล้อมรอบ  3 ด้าน ประกอบด้วย 10 มณฑลและเขตการปกครอง 2 เขต (Territories) อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลาง มีเมืองหลวงคือ ออตตาวา มณฑลออนตาริโอเป็นสหพันธรัฐ ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา

ฤดูกาล

มี 4 ฤดูกาล:   ฤดูร้อน (มิย-สค),   ใบไม้ผลิ (มีค-พค), ใบไม้ร่วง (กย-ตค)   ฤดูหนาว (พย-กพ)
อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ -25 C สูงสุดประมาณ 35 องศา C

ระบบไฟฟ้า

แคนาดาใช้ระบบไฟฟ้า 120 V, 60 Hz ใช้ปลั๊กเสียบแบบ 2 ขา และ 3 ขา ทรงแบน สามารถใช้ Adapter เพื่อแปลงกระแสไฟฟ้าได้ หากนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศไทยไปด้วย

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต่อปี

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี (3 ปี)

ปริญญาโท (1 ปี)

ปริญญาเอก(3-4 ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

CAD 40,000 (ประมาณ 1 ล้าน-1.1 ล้านบาท)/ปี

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ CAD 1,200 – CAD1500 / เดือน 

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 26 บาท = CAD ณ เดือนกันยายน 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

ระบบการศึกษาประเทศแคนาดา

แคนาดามีการลงทุนจำนวนมากในระบบการศึกษาของประเทศ โดยแคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกิจกรรมด้านการศึกษามากที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในสามประเทศที่มีการใช้จ่ายต่อหัวในการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษาของภาครัฐมากที่สุด ตามข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของแคนาดาสามารถแบ่งออกเป็น:

  • ระดับใบรับรอง ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาเรียนประมาณหนึ่งปี
  • ระดับประกาศนียบัตร ใช้เวลาประมาณหนึ่งหรือสองปี
  • ระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง โดยทั่วไปเป็นโปรแกรมระยะเวลาสองหรือสามปี
  • ระดับปริญญาตรี จะรับปริญญาหลังจากการเรียนเต็มเวลาสี่ปี
  • อนุปริญญาโท/วุฒิบัตรบัณฑิต ใช้เวลาในการเรียนหนึ่งหรือสองปี
  • ปริญญาโท สามารถเรียนหลังจากจบปริญญาตรีเพื่อให้มีความรอบรู้ในเรื่องเฉพาะ
  • ปริญญาเอกหรือ PhD โดยทั่วไปใช้เวลาเรียนสี่ถึงเจ็ดปี

ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศแคนาดา

1.  ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสมัครเรียน

ก่อนจะได้เดินทางไปเรียนที่แคนาดา ท่านจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้สำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

  • ค่าสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษา ประมาณ 50 – 150 ดอลล่าร์แคนาดา ต่อสถานศึกษา
  • ค่าส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ประมาณ 500 – 1,000 บาท
  • ค่าสอบวัดระดับต่าง ๆ เช่น GMAT, GRE, SAT, TOEFL, IELTS  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสมัครเข้าเรียน ประมาณ 100 – 200 ดอลล่าร์แคนาดา

2.  ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในแคนาดา

2.1   ค่าเล่าเรียน (ต่อปี)

รัฐในแคนาดา
ค่าเล่าเรียนระดับอุดมศึกษา
(ดอลล่าร์แคนาดา)
         Newfoundland
         Prince Edward Island
         Nova Scotia
         New Brunswick
         Quebec
         Ontario
         Manitoba
         Saskatchewan
         Alberta
         British Columbia
8,800
11,600
8,540 – 14,790
9,971 – 15,215
14,615 – 17,762
5,200 – 32,075
6,260 – 13,534
13,782 – 17,618
9,440 – 18,710
12,500 – 23,300
* ข้อมูลจาก Association of Universities and Colleges of Canada (ค.ศ. 2013 – 2014)
** 1 ดอลล่าร์แคนาดา เท่ากับ 26 บาท (โดยประมาณ)
*** จำนวนเงินค่าเล่าเรียนจะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและคุณภาพของสถาบันการศึกษา

2.2  ค่าที่พัก

แบบที่พัก
ค่าเช่า ต่อเดือน
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      Homestays (ขึ้นอยู่กับว่าจะให้รวมค่าอาหารหรือไม่)
      หอพักนักศึกษา/การแบ่งเช่าบ้านนอกสถานศึกษา
400 – 800
250 – 750

2.3   ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการครองชีพ  (ข้อมูลจากเงินค่าใช้จ่ายที่สำนักงาน ก.พ. จ่ายให้นักเรียนทุนฯ ในปัจจุบัน)

ค่าใช้จ่ายทั่วไป
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าใช้จ่ายรายเดือน แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
        – ค่าเช่าบ้าน
        – ค่าอาหารโดยเฉลี่ย
        – ค่าโทรศัพท์มือถือ/internet
        – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ
        – ค่าบันเทิง กีฬา สันทนาการ
      ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน (ต่อปี)
1,450
450 – 550
300
50
100
100
1,150

หมายเหตุ  ในเมืองใหญ่ๆ เช่น นครโทรอนโต นครแวนคูเวอร์ นครมอนทรีออล จะมีค่าครองชีพสูงกว่าในเมืองอื่นๆ  และท่านควรคำนึงถึงค่าเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าประมาณ 350 – 500 ดอลลาร์แคนาดา สำหรับการอยู่ในแคนาดาปีแรกด้วย

3.   ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน (ไป-กลับ)
      ค่าประกันสุขภาพ
      ค่า Study Permit
      ค่า CAQ (สำหรับผู้ไปศึกษาในรัฐควิเบก)
1,500 – 2,500
1,000 – 1,200 ต่อปี
150
108

ภาคการศึกษา

การเริ่มปีการศึกษาในมหาวิทยาลัยแคนาดา จะเริ่มในเดือนกันยายนของทุกปี แต่ละภาคการศึกษา มีระยะเวลาดังนี้

  • ภาคฤดูใบไม้ร่วง  ระหว่างเดือน กันยายน – ธันวาคม
  • ภาคฤดูหนาว  ระหว่างเดือน มกราคม – เมษายน
  • ภาคฤดูร้อน  ระหว่างเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม (ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย)

ช่วงเวลาการเปิดรับสมัคร

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดรับสมัคร ตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมกราคม  ตัวอย่าง นักศึกษา ปีการศึกษาที่ 1 เริ่มเปิดเรียนเดือนกันยายน 2014 จะเริ่มส่งใบสมัครเรียนได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2013 ถึงเดือนมกราคม ปี 2014 และกำหนดการส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาหลังจากปิดรับสมัคร 1 – 2 เดือน (เวลาของการเปิด-ปิดรับสมัคร และการส่งเอกสารฯ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย)

โอกาสการจ้างงาน

ในแคนาดา นักเรียนต่างชาติมีสิทธิ์ที่จะทำงานได้หลังจบการศึกษาในระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตร

ระหว่างการศึกษา

คุณสามารถทำงานในแคนาดาได้ขณะที่เรียนในโปรแกรมการทำงานสำหรับนักเรียนของ Citizenship and Immigration Canada (CIC) โดยส่วนใหญ่ ต้องขอใบอนุญาตทำงานสำหรับนักเรียนด้วย

แคนาดามอบโอกาสทางอาชีพและการทำงานที่หลากหลายสำหรับนักเรียนทุกระดับ

สถานศึกษาหลายแห่งในแคนาดามีโปรแกรมความร่วมมือทางการศึกษา ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้นักศึกษาสามารถเรียนสลับกับทำงานได้ หลักสูตรแบบรวมดังกล่าวมีการดำเนินการโดยความร่วมมือกันระหว่างสถานศึกษาและภาคธุรกิจ

หลังจบการศึกษา

นักเรียนต่างชาติที่จบจากสถานศึกษาชั้นสูงของแคนาดามีโอกาสทำงานในแคนาดาได้อีกหนึ่งปีหลังรับปริญญาหรือประกาศนียบัตร

หากต้องการทำงานในแคนาดาหลังจากเรียนจบ คุณต้องขอใบอนุญาตทำงานในโปรแกรม Post-Graduation Work Permit Program (PGWPP) หากต้องการพำนักอาศัยถาวรอยู่ในแคนาดาหลังจากจบการศึกษา คุณสามารถเลือกจากโปรแกรมต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งแต่ละโปรแกรมจะมีข้อกำหนดโดยเฉพาะ

รายละเอียดสถาบันภาษาประเทศแคนาดา <คลิกที่นี่>

เรียนต่อแคนนาดา <คลิกที่นี่>

วีซ่านักเรียนแคนาดา <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศอังกฤษ

ประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของทวีปยุโรป สหราชอาณาจักรประกอบด้วย เกาะใหญ่ (Great Britain) และแคว้นไอร์แลนด์เหนือ (Northern Island) ซึ่งเกาะใหญ่หมายถึงเกาะใหญ่ของอังกฤษ รวมอาณาเขตของประเทศอังกฤษ (England) ประเทศเวลส์ (Wales) และสก็อตแลนด์ (Scotland) มีลอนดอนเป็นเมืองหลวงของประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภาซึ่งมีพระบรมราชินีนาถ อริซาเบธที่ 2 เป็นประมุข

ทำไมถึงเลือกไปเรียนต่อ ที่ประเทศอังกฤษ

  1. หลักสูตรการศึกษา สั้นกว่าอเมริกาและประเทศอื่น ๆ: หลักสูตรในอังกฤษมักใช้เรียนเวลาสั้นกว่าและเข้มข้นกว่าในประเทศอื่นๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ
    หมายเหตุ: ค่าเล่าเรียนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนมากจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่คุณนึกไม่ถึง ได้แก่ การใช้ห้องสมุด สมาชิกสโมสรกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกภาคปฏิบัติอื่นๆ ซึ่งในประเทศอื่นๆ คุณอาจจะต้องไปจ่ายเพิ่มทีหลัง
  2. มาตรฐานการศึกษาของอังกฤษดีที่สุดในโลก
  3. โอกาสในการทำงานพิเศษ: นักเรียนที่เข้าประเทศอังกฤษด้วย วีซ่านักเรียน Tier 4 จะสามารถทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ระบุต่อสัปดาห์ระหว่างภาคการศึกษา (ปกติแล้ว 20 ชม/สัปดาห์) และในช่วงวันหยุด/พักร้อน แต่ถ้าเป็นวีซ่านักเรียนระยะสั้น (Student Visitor Visa) วีซ่านักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี (Student Child Visa) หรือวีซ่าสำหรับผู้ที่จะสมัครเข้าเรียน คุณจะไม่มีสิทธิ์ทำงานในอังกฤษ
  4. โอกาสท่องเที่ยวยุโรป: อังกฤษเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสำรวจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของยุโรป มีสายการบินต้นทุนต่ำบินตรงจากสนามบินอังกฤษ และนักเรียนต่างชาติจากหลายประเทศสามารถขอวีซ่าเชงเก้นของยุโรปได้โดยใช้วีซ่าอังกฤษเพื่อให้สามารถเดินทางเป็นระยะทางสั้น ๆ ไปยัง 24 ประเทศในยุโรป

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศอังกฤษ

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต่อปี

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี (3 ปี)

ปริญญาโท (1ปี)

ปริญญาเอก(3-4 ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

£19,000- £ 27,000 (ประมาณ 1 ล้าน-1.5 ล้านบาท)/ปี

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ £800 (สำหรับเมืองอื่นๆ)– 1,000 (สำหรับลอนดอน) /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 45 บาท = U$1 ณ เดือนมกราคม 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

ดูสถาบันภาษาที่ประเทศอังกฤษ <คลิกที่นี่>

ระบบการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ

ในประเทศอังกฤษ แบ่งระบบการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่อายุ 5 ปีถึง 16 ปี

สถานศึกษาทุกระดับในสหราชอาณาจักร จะเปิดภาคการศึกษา ในช่วงเดือนกันยายน จนถึงต้นเดือนตุลาคมของปีที่หนึ่ง และสิ้นสุดภาคการศึกษาประมาณปลายเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป โดยแบ่งภาคการศึกษาออกเป็น

  • ภาคต้น (Autumn Term) ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนกันยายน จนถึงเดือนธันวาคม
  • ภาคกลาง (Spring Term) ตั้งแต่ประมาณกลางเดือนมกราคม ไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม
  • ภาคปลาย (Summer Term) ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนเมษายน ไปจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม

1. ระดับประถมศึกษา (Preparatory School) ตั้งแต่อายุ 5-13 ปี ใช้เวลาศึกษา 8 ปี

  • Pre-Prep School (เตรียมประถมศึกษา) ระยะเวลาศึกษา 2 ปี เรียกว่า Year 1 – Year 2 รับนักเรียนอายุ 5 – 7 ปี
  • Prep School (ประถมศึกษา) ระยะเวลาศึกษา 6 ปี เรียกว่า Year 3 – Year 8 ในบางโรงเรียนเรียก Year 7, Year 8 เป็น Form 1, Form 2

การศึกษาในระดับนี้ เน้นให้เด็กมีความสามารถในการปรับตัว และพัฒนาความคิดตามวัย กับสอนให้เด็กมีทักษะทางการเขียนและตัวเลข และเพื่อการเตรียมตัวสอบ Common Entrance Examination (CEE) เพื่อศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาต่อไป

2. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School)นักเรียนอายุ 13 ปีขึ้นไป และเรียน ได้จนถึงอายุ 18 – 19 ปี รวมระยะเวลาศึกษา 5 ปี เรียกว่า Year 9 – Year 13 (หรือ Form 3 – Form 6 (Year 12 – 13) สำหรับโรงเรียนที่เรียกระดับชั้นเป็น Form)

การขึ้นชั้นเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เป็นการขึ้นชั้นเรียนต่อไปได้ โดยอัตโนมัติ ไปจนถึงอายุ 16 ปี ทางกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ จะกำหนดให้มีการทดสอบความรู้ความสามารถของเด็ก โดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งผลการทดสอบดังกล่าว จะถูกนำไปใช้พิจารณาเรื่องการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไป การสอบนี้มี 2 ระดับ โดยจะสอบประมาณเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกรกฎาคม ของทุกปี คือ

GCSE (General Certificate of Secondary Education) การสอบระดับนี้ จะสอบเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 16 ปี ขึ้นไป นักเรียนเลือกสอบประมาณ 6-10 วิชา เช่น วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาต่างประเทศ ศิลป ฯลฯ และผลการสอบจะแบ่งเป็น 7 ระดับ คือ Grade A, B, C, D, E, F, G ผู้ที่สอบได้ Grade C ขึ้นไปจึงจะถือว่าสอบผ่าน นักเรียนที่สอบ GCSE ได้แล้ว (อย่างน้อย 5 วิชา) หากจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะต้องศึกษาต่ออีกประมาณ 2 ปี ในระดับ A Level (Advanced Level)

A Level (Advanced Level) เป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทางวิชาการของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป มีวิชาให้เลือกกว่า 50 วิชา ส่วนใหญ่นักศึกษาในระดับ A Level จะลงเรียนเพียง 2-4 วิชา เพื่อที่จะได้ศึกษาแต่ละวิชาอย่างลึกซึ้งวิชาที่นักศึกษาเลือกเรียนมักจะเกี่ยวข้องกับหลักสูตรหรือสาขาที่ต้องการศึกษาต่อ ในระดับปริญญาตรี ผลการสอบ A Level มี 5 ระดับ คือ A, B, C, D, E แต่ Grade ที่ได้ทั้ง 5 ถือว่าสอบผ่านทั้งหมด มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่พิจารณารับผู้มีผลการสอบในระดับ C ขึ้นไป บางแห่งอาจรับเฉพาะผู้ที่ได้คะแนนระดับ A และ B

คุณสมบัติขั้นต่ำของการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่จะพิจารณาจากผลการสอบทั้ง 2 ระดับ ดังนี้

  • วิชา GCSE 3 วิชา และ GCE “A” Level 2 วิชา  หรือ
  • วิชา GCSE 1 วิชา และ GCE “A” Level 3 วิชา

หลังจากจบการศึกษาภาคบังคับเมื่ออายุ 16 ปี นักเรียนสามารถเลือกที่จะไม่ศึกษาต่อ หรือจะศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไปได้

3. ระดับอาชีวศึกษา (Vocational School)เป็นการ ศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่ประสงค์จะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา หรือผู้ที่ไม่มีคุณวุฒิ GCSE แต่ประสงค์จะมีคุณวุฒิทางวิชาชีพต่างๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ

เดิมหลักสูตรอาชีวศึกษาของอังกฤษ มี 3 ระดับ คือ First Diploma, National Diploma และ HND (Higher National Diploma) แต่ปัจจุบัน คุณวุฒิวิชาชีพ มี 2 ประเภท คือ

  • GNVQ (General National Vocational Qualification) เป็นการศึกษากึ่งสายอาชีพ คือ เรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ มี 4 ระดับ ดังนี้
    • GNVQ Foundation (ระดับพื้นฐาน) หลักสูตร 1 ปี รับจากผู้ที่อายุ 16 ปี ไม่ต้องมีคุณวุฒิใด ๆ
    • GNVQ Intermediate หลักสูตร 2 ปี ต่อจาก GNVQ Foundation
    • GNVQ Advanced หลักสูตร 2 ปี เทียบเท่า A-Level ผู้ที่สำเร็จหลักสูตรนี้สามารถสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้
    • GNVQ 4 หลักสูตร 2 ปี เทียบเท่าหลักสูตรปีที่ 1 ของระดับ ปริญญาตรี จึงสามารถเข้าศึกษาต่อปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยได้ โดยใช้เวลาอีก 2 ปี
  • NVQ (National Vocational Qualification) เป็นวุฒิการศึกษาสายอาชีพและการฝึกปฏิบัติวิชาชีพเฉพาะ โดยผู้ว่าจ้างสหภาพแรงงงานและผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพนั้นๆ เป็นผู้กำหนดมาตรฐานการศึกษา การศึกษาในระดับนี้แบ่งเป็น 5 ระดับ คือ NVQ1, NVQ2, NVQ3, NVQ4, NVQ5 แต่ละระดับจะยึดตามความสามารถเป็นหลัก ไม่มีการกำหนดระยะเวลาตายตัวในการเรียน

ส่วนในสกอตแลนด์ จะได้รับวุฒิบัตรจาก Scottish Vocational Education Council (SCOTVEC) แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ คือ

  1. First Certificate/Diploma (FC/CD) เป็นการศึกษาที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่จบการศึกษาจากโรงเรียนที่มีอายุเกินกว่า 16 ปี โดยจะได้รับประกาศนียบัตร GCSE เพียงไม่กี่วิชาหรืออาจจะไม่ได้รับเลย ซึ่งต้องการจะทำงานในสายวิชาชีพต่างๆ เป็นหลักสูตรการศึกษา 1 ปี เมื่อเรียนจบแล้วสามารถเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปได้
  2. National Certificate/Diploma (NC/ND) เป็นการศึกษาในสายวิชาชีพที่ทีคุณวุฒิสูงกว่า FC/FD ใช้ระยะเวลาในการศึกษา 2 ปี โดยรับผู้ที่มีคุณวุฒิ FC/FD หรือประกาศนียบัตร GCSE อย่างน้อย 4 วิชา ผู้ที่จบการศึกษาระดับ NC/ND นี้ นอกจากจะมีวุฒิบัตรวิชาชีพแล้ว ยังเทียบได้กับ GCE “A” Level ด้วย และหากได้คะแนนดีมาก ก็สามารถเรียนต่อในระกับปริญญาตรีได้ด้วย
  3. Higher National Certificate/Diploma (HNC/HND) เป็นการศึกษาในระดับสูงสุดของระดับอาชีวศึกษา ใช้ระยะเวลาในการเรียน 2 ปี และถือว่าการศึกษาในระดับนี้เป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วยเช่นกัน หลักสูตรนี้รับสมัครผู้ที่จบการศึกษา NC/ND หรือผู้มีคุณวุฒิ GCSE 3 วิชา + GCE “A” Level 1 วิชา ผู้ที่จบการศึกษาระดับนี้เทียบเท่ากับอนุปริญญาของไทยแต่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี 1 ชั้น ทั้งนี้สามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีโดยใช้เวลาศึกษาอีก 2 ปี แต่ผลการเรียนจะต้องอยู่ในขั้นดีเยี่ยม

4. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนของรัฐ การศึกษาระดับอุดมศึกษา แบ่งเป็น

หลักสูตรปริญญาตรี (First Degree) 

ในอังกฤษ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ

  • หลักสูตรทั่วไป 3 ปี ผู้สำเร็จการศึกษา จะได้รับปริญญา BA (ศิลปศาสตรบัณฑิต) BBA (บริหารธุรกิจบัณฑิต) BEd (ศึกษาศาสตร์บัณฑิต) BSc (วิทยาศาสตร์บัณฑิต) LLB (นิติศาสตร์บัณฑิต) เป็นต้น
  • หลักสูตรบางสาขาใช้เวลาศึกษามากกว่า 3 ปี เช่น วิศวกรรมศาสตร์ (4 ปี) สถาปัตยกรรมศาสตร์ (5ปี) ทันตแพทย์ศาสตร์ (5ปี) สัตวแพทย์ศาสตร์ (5ปี) แพทย์ศาสตร์ (6ปี)

ในสก๊อตแลนด์ มี 2 หลักสูตร คือ Ordinary Degree (3ปี) และ Honours Degree (4ปี) โดยเรียนเพิ่มจาก Ordinary degree อีก 1 ปี

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังเปิดหลักสูตรการศึกษาที่หลากหลายออกไปอีก ดังนี้

  • Joint Honours Degree เป็นการเรียนร่วมตั้งแต่ 2 สาขาวิชาขึ้นไป อาจเป็นสาขาวิชาที่ใกล้เคียงกัน เช่น เศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรืออาจเป็นสาขาที่ไม่ใกล้เคียงกันแต่ยังเกี่ยวข้องกันในทางหนึ่งทางใด เช่น คอมพิวเตอร์กับจิตวิทยา ทั้งนี้ กำหนดน้ำหนักการเรียนในแต่ละสาขาวิชา เท่ากัน
  • Combined Degree คือ ปริญญาร่วม โดยการเรียนแต่ละสาขาวิชา ไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักการเรียนเท่ากัน
  • Sandwich Courses เป็นการเรียนโดยรวมเวลาฝึกงานกับเวลาเรียนเข้าด้วยกัน เช่น การฝึกงานด้านอุตสาหกรรม การค้า การบริหารธุรกิจ หรืออาชีพอื่นๆ จึงต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานกว่าปกติ (3 ปี) เป็น 4 ปี การฝึกงานอาจเป็นช่วงเดียว คือ เป็นเวลา 1 ปี หรือ 2 ช่วงๆ ละ 6 เดือน หากเป็น 2 ช่วง เรียกว่า หลักสูตร Thin-sandwich หลักสูตรทั้ง 2 ประเภทนี้ นักศึกษาต้องกลับมาเรียนที่ มหาวิทยาลัยในปีสุดท้ายก่อนสำเร็จการศึกษา

สำหรับผู้ที่มีผลการเรียนระดับปริญญาตรีไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานการเข้าศึกษา ปริญญาโทของมหาวิทยาลัย หรือผู้ที่เปลี่ยนสาขาวิชาเรียน มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะรับให้เข้าศึกษาหลักสูตร Post-Graduate Certificate/Diploma ระยะเวลา 9 เดือน ถึง 1 ปีก่อน แล้วจึงรับเข้าเรียนต่อหลักสูตรปริญญาโท

หลักสูตรระดับสูงกว่าปริญญาตรี (Higher degree) มี 2 ประเภท

  • ประเภทหลักสูตรเข้าชั้นเรียน (Taught Course) ระยะเวลาศึกษา 1 ปี
    นักศึกษาสามารถเลือกเรียนเฉพาะด้านได้ โดยอยู่ในความดูแลของอาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้นๆ วิธีการเรียนการสอนแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ในครึ่งปีแรกของหลักสูตรเป็นการบรรยายในชั้นเรียน การสัมมนาการติวกลุ่มย่อย หรือการทำงาน ในห้องทดลอง หลังจากนั้นอีกครึ่งปีจะเป็นการทำงานศึกษาวิจัยชิ้นใหญ่หรือที่วิทยานิพนธ์ ปริญญาที่ได้รับ เป็นระดับปริญญาโท อาทิ MSc., MA, MBA
    เป็นต้น
  • ประเภทหลักสูตรการค้นคว้าวิจัย (Research Course) ใช้เวลาศึกษา 3 ปี โดยการทำวิจัยและเขียนวิทยานิพนธ์ ในปีแรกของปริญญาเอก เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อให้มีความรู้ความสามารถเข้ามาตรฐานการเรียนปริญญาเอก เรียกว่าระดับ M.Phil เมื่อมีผลงานและความรู้ความสามารถตาม มาตรฐานจึงปรับให้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอก Ph.D ปีที่ 2 (ไม่ใช่ Ph.D ปี 1) ซึ่งผลงานไม่ถึง มาตรฐานปริญญาเอกจะไม่ได้ผ่านศึกษาต่อจนสำเร็จหลักสูตร Ph.D. แต่จะได้รับวุฒิ M.Phil ซึ่งอาจเทียบเท่าเพียงระดับปริญญาโท แต่ผู้ที่ได้เรียนครบจนสำเร็จหลักสูตร Ph.D ก็จะได้รับวุฒิ Ph.D แต่ไม่ได้วุฒิ M.Phil เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • New Route to Ph.D เป็นอีกทางเลือกของการศึกษาในระดับปริญญาเอก ในประเทศอังกฤษ ใช้เวลาเรียน 4 ปี โดย 30-40% ของหลักสูตรจะเป็นการเรียนแบบ Taught Course และอีก 60-70% จะเป็นการวิจัย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศอเมริกา

ทำไมถึงเลือกไปเรียนต่อที่ประเทศอเมริกา

  1. ประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด : ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่เด็กไทยนิยมไปเรียนมากที่สุด และเป็นประเทศที่มีนักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนมากกว่าประเทศอื่นๆ ปจจุบัน มีมากกว่า 800,000 คน
  2. ประเทศอเมริกาเป็ฯแหล่งรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก:  สหรัฐอเมริกามีระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับ มหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก 7 ใน 10 อันดับแรกอยู่ในอเมริกาตามการจัดอันดับของ Times Higher Education World University Rankings ปี 2013/2014  โดยในกลุ่มมหาวิทยาลัยดีที่สุด 200 อันดับแรกเป็นมหาวิทยาลัยในอเมริกาถึง 76 แห่ง
  3. ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่จะเพิ่มประสบการชีวิตและคอนเนคชั่นให้กับคุณ : การพักอาศัยภายในมหาวิทยาลัยในอเมริกาจะช่วยให้คุณมีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการศึกษาและพบปะเพื่อนใหม่ ๆ หรือคุณอาจเลือกพักนอกมหาวิทยาลัยก็ได้ มหาวิทยาลัยในอเมริกามีกิจกรรมด้านการศึกษา วัฒนธรรม และกีฬาให้เลือกมากมาย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของคุณยังอาจมีทีมกีฬาต่าง ๆ รวมทั้งชมรม สโมสรนักศึกษาตามภูมิภาคและเชื้อชาติ
  4. ประเทศอเมริกามีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม : ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ ภูมิประเทศหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น หมู่เกาะเขตร้อนชื้น ทะเลทรายแห้งแล้ง ทุ่งหิมะ แกรนด์แคนยอน แคลิฟอร์เนีย และนิวยอร์กซิตี้ ไม่ว่าคุณจะชอบแบบไหน อเมริกามีทุกอย่างคุณให้เลือก

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศอเมริกา

ระบบการศึกษาที่ประเทศอเมริกา

การศึกษาระดับอุดมศึกษาในอเมริกาโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น:

  • อนุปริญญา
  • ปริญญาตรี (Bachelor)
  • ปริญญาโทและเอก (Master และ PhD/Doctorate)

มหาวิทยาลัยในอเมริกามีความหลากหลายอย่างเป็นนัยสำคัญ ซึ่งหมายถึงในชั้นเรียนจะประกอบด้วยนักศึกษาที่มีอายุ ศาสนา และประเทศบ้านเกิดที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ช่วยให้มีความเข้าใจและสร้างเครือข่ายต่างวัฒนธรรม ชั้นเรียนส่วนใหญ่จะประกอบด้วยนักศึกษาไม่เกิน 20 คน และอาจารย์จะใช้เวลาทำความรู้จักนักศึกษาพร้อมทั้งจุดแข็งของนักศึกษา และมักจะตั้งใจใช้เวลานอกชั้นเรียนเพื่อช่วยเสริมจุดอ่อน

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยในอเมริกายังมีชีวิตสังคมที่กระฉับกระเฉงมาก มีสโมสรและองค์กรต่าง ๆ มากมายให้นักศึกษาสามารถเข้าร่วมเพื่อพบปะกับนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่มีความสนใจคล้ายกันเพื่อช่วยเหลือโอกาสในอาชีพการงานเพิ่มเติม

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่ประเทศอเมริกา (ราคาต่อปี)

ระดับการศึกษา
ปริญญาตรี (4 ปี)
ปริญญาโท (1-2 ปี)
ปริญญาเอก(3 ปี)
ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)
U$ 3,7680-U$43,080 (ประมาณ1.3 ล้าน-1.5 ล้านบาท)
ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ U$1,200 – 2,000 /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 34 บาท = U$1 ณ ปี2560  ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้นๆ

การทำงานพิเศษในอเมริกา

วีซ่าอเมริกาแบบ F-1 หรือ M-1 สามารถทำงานในมหาวิทยาลัยได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเต็มเวลาระหว่างวันหยุด  โดยงานในมหาวิทยาลัยรวมถึงการทำงานในห้องสมุด หรือ ในโรงอาหารด้วย

หลังจากเรียนไปแล้ว 1 ปี คุณสามารถยื่นใบสมัครขอเป็นพลเมืองชาวอเมริกันได้  ซึ่งทำให้คุณได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกมหาวิทยาลัย  โดยศูนย์ดูแลนักเรียนต่างชาติในมหาวิทยาลัยของคุณจะสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการสมัครให้คุณได้   และเมื่อคุณได้รับการอนุญาต คุณจะสามารถทำงานได้สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงและเต็มเวลาในระหว่างวันหยุดเช่นเดียวกัน

ฤดูกาล

  • ฤดูร้อน (Summer): มิถุนายน – สิงหาคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn): กันยายน – พฤศจิกายน
  • ฤดูหนาว (Winter): ธันวาคม – กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring): มีนาคม – พฤษภาคม

เวลา

  • Eastern Time Zone (EST);  ช้ากว่าประเทศไทย 12 ชม. เช่น Boston, New York, Washington D.C., Miami & Cleveland
  • Central Time Zone (CST): ช้ากว่าประเทศไทย 13 ชม. เช่น Chicago, New Orleans
  • Mountain Time Zone (MST):  ช้ากว่าประเทศไทย 14 ชม. เช่น Denver & Phoenix
  • Pacific Time Zone (MST): ช้ากว่าประเทศไทย 15 ชม. เช่น San Francisco, Seattle & Hawaii

ระบบไฟฟ้า

สหรัฐอเมริกามีระบบไฟฟ้าแบบ 115 Volts, 60 Cycles ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ถ้านักศึกษาต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปก็จำเป็นต้องหาซื้อเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Adapter) ไปด้วย

ดูคอร์สและรายละเอียดเกี่ยวกับ การศึกาาต่อประเทศอเมริกา <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เลือกมหาวิทยาลัยในอเมริกาอย่างไรให้แฮปปี้

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ประเทศอเมริกาเป็นอีกหนึงประเทศที่ใครๆก็ฝันจะไปเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นระดับ High School, ปริญญาตรี, ปริญญาโท, ปริญญาเอกหรือแม้แต่ไปทำ Post Doctoral Research แต่จะไปที่ไหนดีเราถึงจะแฮปปี้ทั้งหารเรียนและสิ่งแวดล้อมกันล่ะ ถ้าเอาง่ายๆ แบบที่ไม่ต้องคิดมากเลยก็คงจะเลือกไป Boston, Harvard, Yale, MIT หรือ Stanford เพราะมีชื่อเสียงและรู้จักกันดี แต่เอาจริงๆ ในชีวิตจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การเลือกที่จะศึกษาต่อที่ไหนดีนั้นมีองค์ประกอบหลายด้านรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลการเรียน, ระดับภาษา, ค่าครองชีพ หรือแม้กระทั่งสิ่งแล้วล้อมในมหาวิทยาลัย อย่างตัวผู้เขียนเอง (ขอแทนว่า “พี่” ดูเด็กดีนะคะ) จะมีความสุขมากและผลการเรียนจะดีมาก หากว่าสิ่งแวดล้อมที่ไปเรียนนั้นตรงใจ

“ตรงใจ” ในที่นี้หมายถึง เป็นเมืองสงบ เหมาะกับการศึกษา สะอาด แต่ก็ไม่เงียบจนเกินไป เมืองที่ไป น่าจะมีร้านรวงเล็กๆให้ช็อปปิ้ง นั่งดื่มกาแฟ ชิลได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ หรือสามารถเดินทางเข้าเมืองไปท่องเที่ยวได้ไม่ไกลนัก แค่นี้พี่ก็มีความสุขมาก พร้อมเรียนหนังสือได้ดีแล้วค่ะ แล้วของน้อง ๆ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ??

คนเราชอบสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน บางคนชอบเมือง บางคนชอบเงียบๆ ถ้าเราเรียนต่อที่ประเทศไทย เราก็คงเลือกได้ไม่อยก แต่ถ้าเราฝันจะไปเรียนต่อที่อเมริกาแล้วล่ะก็ การเลือกไปเรียนที่ใดที่นึงที่เราจะต้องใช้เวลา 2 – 4 ปีนั้น สำคัญมาก โดยปัจจัยที่สำคัญต่อการเลือกสถาบันศึกษาหรือมหาวิทยาลัย หลัก ๆ มีดังนี้

1. เป้าหมายของการศึกษาหรือเป้าหมายชีวิต

มหาวิทยาลัยที่ประเทศอมเริกามีมากมาย และมาตรฐานของมหาวิทยาลัยก็แตกต่างกันไปตามสาชาและหากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการจะประกอบอาชีพอะไร อนาคตจะทำอะไร เท่านี้ น้อง ๆ ก็จะสามารถเลือกมหาวิทยาลัยเหมาะสมกับตัวเองได้ แม้ว่ามหาวิทยาลัยนั้นจะไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเด่นดังที่สุด

2. สาขาและระดับที่เรียน

น้อง ๆ หลายคนมีเป้าหมายในชีวิตแล้ว ทำให้ทราบดีแล้วว่าจะเรียนคณะอะไร แต่ยังคงต้องพิจารณาถึงสาขาวิชาที่สนใจอีกด้วย เช่น ต้องการเรียนป.โท คณะกฎหมาย แต่ยังคงต้องคำนึงถึงสาขาด้วย เช่น สาขา International Commercial Law หรือสาขาอื่น ๆ เป็นต้น

3. ค่าเล่าเรียน

ค่าาเล่าเรียนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ และอาจจะเป็นปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกของใครหลาย ๆ คน  มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานั้นเก็บค่าเล่าเรียนแพงกว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจเรียน ป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ปัจจุบันมี College หลายแห่ง ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัย และเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับน้อง ๆ หลาย ๆ คน ซึ่งค่าเรียนที่ College ราคาถูกกว่ามหาวิทยาลัยมาก น้อง ๆ หลาย ๆ คนจึงเลือกเข้าเรียน A.S หรือ A.S ก่อน เป็นเวลา 2 ปี และ Transfer เข้าระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอเมริกาต่ออีก 2 ปี เท่านั้น ค่าเรียนทั้งหมด 4 ปีก็ลดลงถึง 30% เลยทีเดียว

>>ดูรายชื่อและเงื่อนไขการเข้าเรียน มหาวิทยาลัยในประเทศอเมริกา<<

นอกเหนือจากปัจจัยในการเลือกมหาวิทยาลัยข้างต้นแล้ว สถานที่เรียนก็สำคัญมาก (Location) หากน้องมีโอกาส มีเวลา น้อง ๆ สามารถไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยล่วงหน้าก่อนที่จะสมัครเรียนได้ค่ะ วันนี้พี่จะแนะนำแพคเกจดี ๆ ที่จะทำให้น้องรู้จักมหาวิทยาลัยที่น้องสนใจ ก่อนเตรียมตัวสมัครเข้าเรียน แถมพาเที่ยวสถานที่สำคัญๆของเมืองอีกด้วย โดยพี่ ๆ จัดเป็นคอร์เรียนภาษา 2 – 3 สัปดาห์พร้อมกับการเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยชั้นนำ ใน 2 ที่คือ ซานฟรานซิสโก และ บอสตัน ดังนี้

1. ซานฟรานซิสโก – โปรแกรมเรียนภาษา, เยี่ยมชมซิลิคอน วัลเล่ย์ และมหาวิทยาลัย STUDY ENGLISH, EXPLORE SILICON VALLEY & VISIT PRESTIGIOUS UNIVERSITIES

*ค่าใช้จ่าย USD 2,390 (2 สัปดาห์) หรือ USD 3,380 (3 สัปดาห์)

รายละเอียดโปรแกรม

  • น้อง ๆ จะได้ฝึกภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย English skills on the campus of Notre Dame de Namur University จำนวน 2-3 สัปดาห์
  • เยี่ยมชมซิลิคอน วัลเล่ย์ (SILICON VALLEY VISITS)
    • Apple Campus Visit & Apple Store
    • Google Campus Visit
    • Facebook Picture Stop
  • เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย
    • Stanford University
    • UC Berkeley
  • กิจกรรมอื่น ๆ
    • San Francisco City Tour
    • Monterey Aquarium and Cannery Row
    • Tech Museum San Jose
    • Golden Gate Park San Francisco
    • Shopping- Palo Alto, San Mateo & San Francisco
    • BBQ at Twin Pines Park
    • Movies in Redwood City
    • Sports on NDNU Campus
    • Graduation Ceremony
  • *ค่าใช้จ่ายรวม
    • Arrival Airport Transfer
    • Application Fee
    • General English PT (18 lessons per week) or Exam Prep (TOEFL iBT Complete)
    • Accommodations
    • On-campus apartments: Twin room
    • Optional meal plans available
    • Silicon Valley visits
    • University campus tours
    • University workshop
    • Activities
    • A TALK staff member accompanying
    • Students on all university visits & activities
    • For groups of 12 students or more, one leader free of charge

2. บอสตัน – โปรแกรมเรียนภาษา, เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย STUDY ENGLISH & VISIT PRESTIGIOUS UNIVERSITIES

*ค่าใช้จ่าย USD 2,390 (2 สัปดาห์) หรือ USD 3,380 (3 สัปดาห์) หรือช่วงหน้าหนาว ราคา USD 1,850 (2 สัปดาห์) 

รายละเอียดโปรแกรม

  • น้อง ๆ จะได้ฝึกภาษาอังกฤษ จำนวน 2-3 สัปดาห์
  • เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย
    • Harvard University
    • MIT (Massachusetts Institute of Technology)
    • Yale University
    • Boston College
    • Boston University
    • Bunker Hill Community College
    • Northeastern University
  • กิจกรรมอื่น ๆ
    • Quincy Market
    • Freedom Trail
    • The State House
    • Museum of Science
    • New England Aquarium
    • Museum of Fine Arts
    • Prudential Center
    • Skywalk Observatory
    • Graduation Ceremony
  • *ค่าใช้จ่ายรวม
    • Arrival Airport Transfer
    • Application Fee
    • General English PT (18 lessons per week) or Exam Prep (TOEFL iBT Complete)
    • Accommodations
    • Homestay: Single room. Min. age 16 (Breakfast and dinner daily)
    • ESL Townhouse: Shared room. Min. age 18. Meals not included
    • University visits including campus tours and information sessions with admissions counselors
    • University workshops
    • Daily activities
    • A TALK staff member accompanying students on all university visits & activities
    • For groups of 12 students or more, one leader free of charge

ตัวอย่างแผนผังกิจกรรม

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

4 เหตุผลที่ทำไมการไปเรียนต่อเมืองนอกถึงเป็นประโยชน์ต่อเราในอนาคต!

ไม่ว่าจะไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร หรือสหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้ต่างเป็นประเทศสุดฮิตสำหรับเด็กไทยอย่างเรา ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาระยะสั้นหรือไปเรียนแลกเปลี่ยน รวมไปถึงการท่องเที่ยวและเรียนต่อในเวลาเดียวกัน ทำไมการไปเรียนต่อเมืองนอกถึงเป็นผลดีต่อเราในอนาคต ทั้งด้านหน้าที่การงานรวมไปถึงด้านสังคม? วันนี้พี่หลันจะแนะนำข้อดี 4 ประการในการเรียนต่อต่างประเทศ กับ สถาบันสอนภาษาระดับโกลบอล อย่าง EF Education First ค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มอ่านกันเลย!

1. เปิดโลกทัศน์กว่างจากการเรียนและท่องเที่ยวต่างประเทศ

ถ้าคุณได้ไปอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ คุณจะมีโอกาสได้เดินทางไปเปิดโลกทัศน์ในประเทศใหม่ๆ พบเจอวัฒนธรรมที่เราไม่เคยรู้หรือสัมผัสมาก่อน แน่นอนว่าในตอนแรกอาจจะทำให้คุณสับสนไปบ้าง แต่รับรองว่าเมื่อคุณปรับตัวไปเรื่อยๆคุณจะเข้าใจถึงวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ การเรียนภาษาต่างประเทศ พร้อมไปกับการท่องเที่ยวและดำเนินกิจกรรมร่วมกับชาวท้องถิ่นจัดว่าเป็นการเรียนภาษาที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก นอกจากจะทำให้คุณมีโลกทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้นแล้ว มันยังสามารถช่วยพัฒนาด้านบุคลิกภาพ ทัศนคติ ทำให้คุณสามารถแก้ปัญหาและจัดการกับความท้าทายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณจะต้องปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อรับมือกับวัฒนธรรมต่างประเทศซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล มีประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพในภายหลัง

2. พัฒนาทักษะภาษา

ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้ง หรือไปกินอาหารในร้านอาหารในประเทศใหม่ๆ คุณจะล้อมรอบไปด้วยชาวต่างชาติ ทำให้คุณจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการคมนาคมสื่อสารอยู่เป็นประจำ เมื่อคุณพูดอยู่เป็นประจำทุกๆวัน คุณจะสามารถพูดภาษาได้อย่างคล่องแคล่วได้ภายในเวลารวดเร็ว นอกจากนี้คุณอาจจะพยายามพูดเลียนแบบสำเนียงท้องถิ่นและเรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆของประเทศเหล่านั้น เช่น คำแสลง เป็นต้น

3. ความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานในยุคโลกาภิวัฒน์

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้คุณต้องติดต่อกับคนต่างชาติมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติที่นายจ้างจะชอบลูกจ้างที่มีประสบการณ์ต่างประเทศ นอกจากลูกจ้างที่มีทักษะภาษาที่ดีแล้ว นายจ้างยังต้องการลูกจ้างที่ใจกว้างและสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นๆได้ โดยเฉพาะบริษัทข้ามช่าติที่มีสำนักงานอยู่หลากหลายประเทศทั่วโลก เมื่อลูกจ้างมีความยืดหยุ่นในการทำงาน การทำงานเป็นทีมท่ามกลางพนักงานหลากหลายเชื้อชาติก็จะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้น

4. สร้างเน็ตเวิร์คหลากหลายชาติ

ในระหว่างภาคการศึกษาหรือการท่องเที่ยวเพื่อเรียนภาษา คุณจะมีโอกาสได้พบเจอผู้คนใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นครู นักเรียนในคลาส หรือชาวบ้านท้องถิ่น คุณสามารถพูดคุยกับผู้คนเหล่านี้ และพัฒนาไปเป็นมิตรภาพที่แท้จริง ถ้าเรารู้จักเคารพและเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ผู้คนท้องถิ่นอาจจะบอกถึงความรู้ภายใน หรือคำแนะนำเกี่ยวกับชีวิตประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ทำให้คุณกลายเป็นคนมีความรู้และสามารถสร้างเน็ตเวิร์คกับคนในประเทศนั้นๆได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อการวางตัวในสังคมและการประกอบอาชีพในอนาคต โดยเฉพาะถ้าคุณตัดสินใจที่จะมาทำงานต่างประเทศ

Education First หรือ EF เป็นสถาบันสอนภาษาที่มีโรงเรียนตั้งอยู่มากกว่า 50 จุดมุ่งหมายปลายทางทั่วโลก ด้วยคอร์สเรียนที่เข้มข้น ผสมผสานไปกับการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม รวมไปถึงโรงเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอนและอาจารย์ที่มี่คุณภาพผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ทำให้ EF เป็นสถาบันชั้นนำทางด้านการเรียนภาษา เรามีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี การันตีความ International และ เป็นมืออาชีพ สุดๆ  กระซิบบอกเรามีส่วนลด 10 % สำหรับน้องๆคนไหนที่อยากไปเรียนภาษาต่างประเทศด้วยนะจ๊ะ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com