เรื่องที่ควรทราบก่อนยื่นขอวีซ่านักเรียนอังกฤษ (Tier 4 Student Visa; England, UK)

เมื่อน้องๆ เตรียมเอกสาร กรอกใบสมัครขอวีซ่า และตรวจร่างกายเรียบร้อยแล้ว (สำหรับการขอวีซ่าเกิน 6 เดือน) น้องๆจะต้องไปยื่นคำร้องได้ที่ “ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าสหราชอาณาจักร” หรือ “ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าอังกฤษ” (บริษัท วีเอฟเอส (ประเทศไทย) จำกัด) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับความไว้วางใจ จากสถานทูตอังกฤษให้เป็นตัวแทนในการรับใบสมัครและเอกสารในการขอวีซ่า รวมถึงการเก็บข้อมูลไบโอเมตริกซ์ ตามที่สถานทูตอังกฤษกำหนด (การเก็บข้อมูลไบโอเมตริกซ์ คือการเก็บลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว โดยใช้เครื่องสแกนเนอร์ไฟฟ้า และการเก็บข้อมูลจากถ่ายภาพ) โดยจะต้องทำการนัดหมายวัน-เวลา ยื่นขอวีซ่า ล่วงหน้า ผ่านทางเว็บไซด์ก่อน จึงจะมีสิทธิเข้าไปยื่นได้ตามวัน-เวลาที่นัดหมายไว้

ช่วงระยะเวลาพิจารณา15 วันทำการ (สามารถเลือกยื่นแบบด่วนได้ โดยคิดค่าธรรมเนียมอีก 150 ปอนด์ ใช้เวลาพิจารณา ประมาณ 3-5 วันทำการ)
ระยะเวลาของวีซ่าที่ได้รับแบ่งได้หลายกรณี ตามระยะเวลาของหลักสูตรที่เรียน ดังนี้
กรณีที่ 1 : เรียนมากกว่า 12 เดือน วีซ่านักเรียนจะบวกเพิ่มให้ 4 เดือน
กรณีที่ 2 : เรียนมากกว่า 6 เดือน แต่ไม่ถึง 12 เดือน วีซ่านักเรียนจะบวกเพิ่มให้ 2 เดือน
กรณีที่ 3 : เรียนในหลักสูตร Pre-Sessional ที่มีเวลาเรียนน้อยกว่า 6 เดือน วีซ่านักเรียนจะบวกเพิ่มให้ 1 เดือน
กรณีที่ 4 : เรียนหลักสูตรอื่นที่ไม่ใช่หลักสูตร Pre-Sessional  น้อยกว่า 6 เดือน วีซ่านักเรียนจะบวกเพิ่มให้ 7 วัน
ระยะเวลาก่อนที่จะเข้าประเทศได้
กฎโดยทั่วไป ระบุว่า กรณีเรียนหลักสูตรที่ระยะเวลาเรียนนานเกิน 6 เดือนหรือหลักสูตร Pre-Sessional ที่น้อยกว่า 6 เดือน สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ก่อนวันเริ่มเรียนไม่เกิน 1 เดือนซึ่งหากเราแจ้งวันเดินทางกับทางสถานทูตไปแล้ว แต่ต้องการเดินทางก่อนกำหนดเวลาดังกล่าว สามารถเดินทางได้ก่อนวันที่แจ้งไม่เกิน 7 วันและต้องไม่ขัดกับข้อห้ามไม่เกิน 1 เดือนข้างต้นด้วย
กรณีที่เรียนหลักสูตรที่น้อยกว่า 6 เดือน สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ก่อนวันเริ่มเรียนไม่เกิน 7 วัน
แบบฟอร์มที่ใช้ในการขอวีซ่าOnline Application – ใบสมัครทางเว็บไซด์เท่านั้น
ค่าธรรมเนียมวีซ่า515 USD – โปรดตรวจสอบจาก Visa Fee
สถานที่ยื่นวีซ่าศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าอังกฤษ
วีเอฟเอสโกลบอล
Trendy Office Building, อาคาร เดอะ เทรนดี้ ชั้น 28 ซอยสุขุมวิท 13 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพ ฯ 10110
วัตถุประสงค์ในการขอวีซ่าเรียนแบบเต็มเวลา (Full time) ในหลักสูตรที่มีระยะเวลาเรียนมากกว่า 6 เดือน ขึ้นไป และผู้เรียนมีทักษะภาษาอังกฤษระดับ B1 เป็นอย่างน้อย (ยกเว้นหลักสูตร Pre-sessional ที่มีเวลาเรียนน้อยกว่า 6 เดือนของบางสถาบัน ที่สามารถขอวีซ่านักเรียนได้)
การยื่นวีซ่าต้องไปยื่นวีซ่าด้วยตัวเองเท่านั้น เพื่อสแกนลายนิ้วมือ และถ่ายรูปดิจิตอล
การทำงานหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ที่จะตัดสินว่า จะสามารถทำงานพาร์ไทม์ได้หรือไม่ คือ สถาบันการศึกษาที่เราเข้าเรียน โดยถ้าเป็นสถาบันเอกชนที่เป็น recognised body หรือสถาบันที่ได้รับ public funding ซึ่งเป็น higher education institution  ก็มีโอกาสที่จะได้รับอนุญาตให้ทำงาน พาร์ทไทม์ ได้ สามารถเช็คชื่อสถาบันที่เป็น recognised body ได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
– recognised body
สถาบันแบบ public funding ที่เป็น higher education institution
– England
– Wales
– Scotland
– Northern Irelandอย่างไรก็ตาม ควรสอบถามจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันให้แน่ใจก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่า เราจะไม่ทำผิดกฎและสูญเสียโอกาสทางการศึกษาที่สหราชอาณาจักรนอกจากนี้ เราสามารถเช็คได้จากหน้าวีซ่า Tier-4 ที่เป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง หรือจาก biometric residence permit (BRP) ซึ่งจะมีข้อความคล้าย ๆ ด้างล่าง ที่ระบุว่าเราได้รับอนุญาตให้ทำงายพาร์ทไทม์ได้
– Work (and any changes) must be authorised
– Able to work as authorised by the Secretary of State
– Work as in Tier 4 Rules
– Restricted Work. P/T term time. F/T vacations
– Restricted work term time
– Work limited to max 20 hrs per week during term-time
– Work limited to max 10 hrs per week during term-time.กรณีที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน อาจจะระบุข้อความตามด้านล่าง
– No work, or
– Work prohibitedจำนวนสูงสุดที่อนุญาตให้ทำงานได้ 
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในระดับปริญญา หรือสูงกว่า ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียน study abroad programme ในสถาบันการศึกษาแบบ overseas higher education institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในหลักสูตรต่ำกว่าปริญญา ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หากคุณได้รับอนุญาตให้ทำงานในระหว่างที่ถือวีซ่าแบบ Tier-4 Childโปรดอย่าลืมตรวจสอบสิทธิการทำงานของท่าน จากหน้าสติ๊กเกอร์วีซ่านักเรียน Tier-4 หรือ BRP ของท่าน ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุเงื่อนไขการได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน

เอกสารยื่นวีซ่าอังกฤษ

1. วีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ (UK Standard Visitor Visa)

ตัวอย่างการเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ UK Visitor Visa มีรายการดังต่อไปนี้

  1. แบบฟอร์มขอวีซ่า
  2. รูปถ่ายสี พื้นหลังขาว ขนาด 45×35 มิลลิเมตร (ไม่จำเป็นต้องเตรียมรูปถ่ายอีกต่อไป เว้นผู้สมัครที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการสแกนลายนิ้วมือ)
  3. หนังสือเดินทาง (Passport) ทุกเล่ม ทุกหน้า
  4. เอกสารส่วนตัว ของผู้ยื่นวีซ่า และผู้ที่เกี่ยวข้อง
  5. หลักฐานการศึกษา
  6. หลักฐานการทำงาน
  7. หลักฐานทางการเงิน
  8. หลักฐานที่พัก ระหว่างที่อยู่ที่อังกฤษ หรือ UK
  9. เอกสารอื่น ๆ เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ในการขอวีซ่า เช่น ใบจองโปรแกรมทัวร์ จดหมาย ตั๋วเครื่องบินไป-กลับหรือใบจองตั๋วเครื่องบิน
  10. ค่าธรรมเนียมวีซ่าอังกฤษ

2.  วีซ่านักเรียนระยะสั้น Short Term Study Visa และ วีซ่านักเรียนสำหรับเรียนภาษาอังกฤษ 6-11 เดือน

ตัวอย่างการเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอวีซ่าอังกฤษ Short Term Study

  1. แบบฟอร์มขอวีซ่า
  2. รูปถ่ายสี พื้นหลังขาว ขนาด 45×35 มิลลิเมตร (ไม่จำเป็นต้องเตรียมรูปถ่ายอีกต่อไป เว้นผู้สมัครที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการสแกนลายนิ้วมือ)
  3. หนังสือเดินทาง (Passport) ทุกเล่ม ทุกหน้า
  4. เอกสารส่วนตัว ของผู้ยื่นวีซ่า และผู้ที่เกี่ยวข้อง
  5. หลักฐานการศึกษา
  6. หลักฐานการทำงาน
  7. หลักฐานทางการเงิน
  8. หลักฐานที่พัก ระหว่างที่อยู่ที่อังกฤษ
  9. Letter of acceptance (Visa Letter) จากทางสถาบันที่เราสมัครเรียน
  10. หากเรียนมากกว่า 6 เดือน ต้องแนบหนังสือรับรองการตรวจสุขภาพจาก IOM (Medical Certificate)
  11. ตั๋วเครื่องบิน หรือ ใบจองตั๋วเครื่องบิน
  12. ค่าธรรมเนียมวีซ่าอังกฤษ

3. วีซ่านักเรียนอังกฤษ Tier 4 Student

ตัวอย่างการเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอวีซ่าอังกฤษ, เอกสารขอวีซ่า UK มีรายการดังต่อไปนี้

  1. แบบฟอร์มขอวีซ่า
  2. รูปถ่ายสี พื้นหลังขาว ขนาด 45×35 มิลลิเมตร (ไม่จำเป็นต้องเตรียมรูปถ่ายอีกต่อไป เว้นผู้สมัครที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำการสแกนลายนิ้วมือ)
  3. หนังสือเดินทาง (Passport) ทุกเล่ม ทุกหน้า
  4. เอกสารส่วนตัว ของผู้ยื่นวีซ่า และผู้ที่เกี่ยวข้อง
  5. หลักฐานการศึกษาและการฝึกอบรม
  6. Confirmation of Acceptance for Studies (CAS) จากทางสถาบันที่เราสมัครเรียน
  7. เอกสารและใบเสร็จที่ใช้ในการสมัครเรียน ใบเสร็จค่าที่พัก (ถ้ามี)
  8. หลักฐาน ระดับทักษะภาษาอังกฤษ (ผลสอบภาษาอังกฤษที่ใช้ยื่นขอวีซ่า Tier4)
  9. หลักฐานการทำงาน (ถ้ามี)
  10. หลักฐานทางการเงิน ได้แก่ หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า มีเงินสนับสนุนที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตที่ UK ในขณะที่ทำการศึกษาอยู่ที่นั่น และมีจำนวนเงินตามเงื่อนไขที่สถานทูตกำหนดมาไม่น้อยกว่า 28 วัน
  11. หลักฐานที่พัก ระหว่างทำการศึกษาที่อังกฤษ
  12. หนังสือรับรองการตรวจสุขภาพจาก IOM (Medical Certificate)
  13. ตั๋วเครื่องบิน หรือ ใบจองตั๋วเครื่องบิน
  14. ค่าธรรมเนียมวีซ่าอังกฤษ

หมายเหตุ เจ้าหน้าที่ของ “ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าสหราชอาณาจักร” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีอิทธิพลต่อการพิจารณาการออกวีซ่า ผู้ตัดสินว่าวีซ่าจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ คือ เจ้าหน้าที่แผนกวีซ่า ในสถานทูตอังกฤษ เท่านั้น

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เอกสารที่ใช้ในการเรียนต่อต่างประเทศ

ในการเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศนั้น เราจะต้องเตรียมการจัดทำหนังสือเดินทางและการขอวีซ่าเพื่อเข้าไปพำนักอยู่ในประเทศต่างๆที่เราจะศึกษา แต่ก่อนที่เราจะถึงขั้นตอนการขอวีซ่านั้น สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือขั้นตอนการสมัครเข้าศึกษา ซึ่งเราจะต้องมีคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยนั้นๆกำหนด อย่างไรก็ตามไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนก็ตามจะมีเงื่อนไขในการสมัครที่ใกล้เคียงกัน โดยแต่ละขั้นตอนจะมีเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นแตกต่างกันไป ดังนี้

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรที่จบล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL (ถ้ามี)*
  • ผลสอบ GMAT สำหรับผู้สมัคร MBA หรือ Business Program บางสาขา หรือ GRE สำหรับผู้สมัครสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (Engineering), ทางด้านการสื่อสาร (Communication) หรือในสาขาอื่นบางคณะ*
  • ผลสอบ SAT สำหรับผู้สมัครปริญญาตรี
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2-3 ฉบับ
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร” 
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย
  • สำเนาหน้าพาสปอร์ต
  • หนังสือรับรองฐานะทางการเงิน (Bank Statement)

หมายเหตุ สำหรับผู้ไม่มีผลสอบ GMAT/ หรือ GRE ก็สามารถสมัครเข้าเรียนได้เช่นกัน ในบางมหาวิทยาลัยไม่ต้องผลเหล่านี้ในการสมัครเข้าศึกษา

2. ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอื่นๆ

  • ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) หลักสูตรที่จบล่าสุดเป็นภาษาอังกฤษ
  • ผลสอบ IELTS หรือ TOEFL (ถ้ามี)
  • หนังสือรับรองการทำงาน (บางคณะต้องการประสบการณ์ทำงานด้วย)
  • หนังสือรับรอง (Letters of Recommendation) จากอาจารย์หรือที่ทำงานอย่างน้อย 2 ฉบับ 
  • ประวัติย่อหรือ เรียงความ (Resume’ / Essay) หัวข้อ” ทำไมถึงสนใจไปศึกษาต่อในสาขาวิชาที่สมัคร” 
  • เอกสารการเรียนหรือฝึกงานอื่นๆ (ถ้ามี)
  • รูปถ่าย

หมายเหตุ สำหรับผู้ที่ไม่มีผลสอบ IELTS/TOEFL บางมหาวิทยาลัยสามารถสมัครเข้าได้เลยโดยไปเรียนภาษากับมหาวิทยาลัยนั้น ๆ และสามามารถเข้าศึกต่อในระดับปริญญาตรีหรือโทได้ทันทีเมื่อจบภาษาอังกฤษระดับสูงของมหาวิทยาลัย

***ผู้ที่สมัครเข้าศึกษาต่อไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ควรเตรียมเอกสารทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ และบางสถาบันจะมีค่าธรรมเนียมในการสมัครก่อนที่จะดำเนินการพิจารณา ดังนั้นผู้สมัครต้องเตรียมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยสำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเรียนในระดับปริญญาเอก นอกจากเอกสารที่จะต้องเตรียมข้างต้นแล้ว ผู้สมัครจะต้องเขียนบทวิจัย หรือ Research Proposal เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนอังกฤษ

ในการไปศึกษาต่อสหราชอาณาจักรนักเรียนจำเป็นต้องยื่นขอวีซ่านักเรียน และการยื่นขอวีซ่านักเรียนนั้นใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควร ดังนั้นควรยื่นขอวีซ่าล่วงหน้าให้มากที่สุด โดยท่านสามารถยื่นขอวีซ่าล่วงหน้าก่อนการเดินทางได้ถึง 3 เดือน 

โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี เพราะเป็นช่วงที่นักเรียนส่วนใหญ่ยื่นขอวีซ่าไปศึกษาต่อกันมากที่สุด มหาวิทยาลัยและสถานฑูตอังกฤษประจำประเทศไทยจะได้รับ Visa Application เป็นจำนวนมาก

วีซ่าสำหรับนักเรียนที่จะไปศึกษาต่อสหราชอาณาจักรมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ วีซ่าสำหรับผู้ไปเยือนเพื่อศึกษาระยะสั้น (Student Visitor Visa – SVV), วีซ่า Tier 4 และ Extended Student Visitor Visa

Student Visitor Visa สำหรับผู้ไปเยือนเพื่อศึกษาระยะสั้นเป็นวีซ่าสำหรับผู้ไปเรียนหลักสูตร ภาษาอังกฤษ ตามระยะเวลาของหลักสูตรไม่เกิน 6 เดือน และไม่เกิน 11 เดือน Tier 4 เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนมหาวิทยาลัยรวมถึงหลักสูตร English Pre-sessional ซึ่งบทความนี้จะเน้นที่วีซ่าสำหรับนักเรียนมหาวิทยาลัย หรือ Tier 4 เป็นหลัก

1. วีซ่านักเรียนอังกฤษ (Tier-4 Student Visa) หรือ PBS Tier 4 Student Visa

เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการไปเรียนต่อที่อังกฤษ หรือ สหราชอาณาจักร (UK) ในหลักสูตรแบบเต็มเวลา (Full time) ในสถาบันที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของ UK. ที่มีระยะเวลาเรียนตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป ซึ่งวีซ่า Tier 4 นี้ เป็นระบบการขอวีซ่าที่ใช้การให้คะแนนเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา หรือรู้จักกันในชื่อของ Points Based System (PBS) ซึ่งหลักเกณฑ์โดยรวม ผู้ยื่นขอวีซ่าจะต้องทำคะแนนให้ได้ 40 คะแนน และมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อกฎของวีซ่านักเรียน วีซ่าจึงจะได้รับการอนุมัติ วีซ่าชนิดนี้ ยังแบ่งกลุ่มย่อยตามอายุของผู้ขอวีซ่า คือ

  • Tier 4 (General) Student Visa) สำหรับนักเรียนที่ต้องการไปศึกษาที่ UK แบบ Full Time ในระดับการศึกษา แบบ Post-16
  • Tier 4 (Child Students) สำหรับนักเรียนอายุตั้งแต่ 4-17 ปี ที่ต้องการไปศึกษาที่ UK แบบ Full Time

หมายเหตุ นักเรียนที่อายุ 16 ปี ขึ้นไป สามารถเลือกประเภทวีซ่า เป็นแบบ General หรือ แบบ Child ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแผนการเรียนของนักเรียนคนนั้น ๆ

2. วีซ่านักเรียนอังกฤษ ระยะสั้น (Student Visitor Visa)

เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการไปเรียนต่อที่อังกฤษ หรือ สหราชอาณาจักร ในหลักสูตรที่มีระยะเวลาเรียนไม่เกิน 6 เดือน วีซ่าชนิดนี้ ไม่สามารถขอต่อวีซ่าใน UK และไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน แต่มีข้อดี คือ ไม่มีข้อบังคับในเรื่องของ ระดับภาษาอังกฤษ ในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะภาษา

3. Extended Student Visitor Visa 

เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่จะไปเรียนหลักสูตรภาษา ที่มีระยะเวลาเรียนมากกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 11 เดือน เมื่อเรียนจบหลักสูตรและวีซ่าหมดอายุแล้ว จะต้องกลับประเทศภูมิลำเนา และต้องขอวีซ่าใหม่อีกครั้ง เหมือนวีซ่าประเภท Student Visitor

เอกสารที่ใช้สมัครวีซ่านักเรียนอังกฤษ 

  1. สำเนาใบตอบรับเข้าศึกษาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (CAS) ที่ออกให้โดยมหาวิทยาลัย
  2. หลักฐานการศึกษาทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยใช้ในการพิจารณาใบสมัครและตอบรับเข้าศึกษา โดยปกติจะมีใบรับรองผลการศึกษา (Transcript) ปริญญาบัตร และใบผลคะแนน เช่น IELTS, Pearson
  3. หลักฐานการเงินของคุณที่ยืนยันว่าเพียงพอต่อการไปศึกษาครั้งนี้ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรในปีแรกและค่าครองชีพสำหรับ 9 เดือนแรกของหลักสูตร
    1. หากพักอาศัยนอกกรุงลอนดอน  ต้องยื่นหลักฐานการเงินคิดคำนวณเป็นเดือนละ 1,015 ปอนด์
    2. หากพักอาศัยในกรุงลอนดอน ต้องยื่นหลักฐานการเงินคิดคำนวณเป็นเดือนละ 1,265 ปอนด์ (หรือ 11,385 ปอนด์ สำหรับ 9 เดือน) ต้องให้ทางธนาคารเป็นผู้ออกจดหมายรับรองให้ ซึ่งต้องแสดงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรและต้องมีอยู่ในบัญชีอย่างน้อย 28 วัน ก่อนยื่นขอวีซ่า การยื่นขอวีซ่าของคุณอาจถูกปฏิเสธหากไม่มีการแสดงหลักฐานดังกล่าว และควรจะออกจดหมายเพียงไม่กี่วันก่อนการยื่นวีซ่า (โดยปกติจดหมายมีอายุไม่เกิน 1 เดือน ณ วันยื่นสมัครวีซ่า)  ทั้งนี้ จดหมายรับรองทางการเงิน อย่างน้อยควรมีข้อมูลต่อไปนี้; ชื่อเจ้าของบัญชี, เลขที่บัญชี, วันที่ออกจดหมาย, ชื่อโลโก้ ธนาคาร, จำนวนเงินขั้นต่ำในบัญชี ตามเกณฑ์กำหนด
    3. ใบเปลี่ยนชื่อและใบแปล ตัวจริงพร้อมสำเนาอย่างละ 1 ชุด
  4. ผลตรวจวัณโรคจาก IOM มีผล 6 เดือน (ตามปกติแล้วจะใช้เวลาในการตรวจเพียง 1 วัน แต่หากคุณมีปัญหาจากการเอ็กซเรย์หน้าอก คุณจะต้องตรวจเพิ่มเติม และอาจทำให้การสมัครล่าช้าไปอีก 8 สัปดาห์)
  5. รูปถ่าย ของผู้สมัครต้องเป็นรูปสี มีฉากหลังเป็นสีขาว สีเทาอ่อน หรือสีครีม ขนาด 35 x 45 มิลลิเมตร (ตัวอย่างรูปถ่ายวีซ่าประเทศอังกฤษ)
  6. ค่าธรรมเนียมขอวีซ่า – ขณะนี้ได้เปลี่ยนระบบให้ชำระค่าวีซ่าออนไลน์ด้วยการใช้บัตร Credit โดยรับชำระเป็น US Dollars เท่านั้น  ราคาค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียนอยู่ที่ $335 (อัพเดทข้อมูลเดือนเมษายน 2560)
    • ค่าวีซ่า จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น แนะนำให้เช็คค่าวีซ่ากับทีมก่อน เพื่อเป็นการยืนยันว่า ค่าวีซ่าที่น้อง ๆ จะต้องจ่ายในช่วงนั้น มีราคาเท่าไหร่
  7. ค่า Immigration Health Surcharge (IHS) กรณีที่สมัครวีซ่าประเภท Tier 4 สำหรับคอร์สเรียนยาวกว่า 6 เดือน จะต้องจ่ายค่า IHS เป็นจำนวน 75 ปอนด์ สำหรับทุก 6 เดือน ผ่านเว็บไซต์สำหรับยื่นขอวีซ่า

หมายเหตุ เมื่อคุณได้ยื่นเอกสารเหล่านี้แล้ว คุณจะไม่สามารถยื่นเอกสารเพิ่มเติมได้อีกหลังจากขั้นตอนนี้ ยกเว้นแต่ว่าสถานฑูตจะขอเอกสารเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้การพิจารณาล่าช้า

สมัครวีซ่านักเรียนอังกฤษที่ไหน

วีเอฟเอส โกลบอล (VFS Global) เป็นศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ มีหน้าที่รับใบคำร้องขอวีซ่า รับเอกสารที่จำเป็นในการขอวีซ่า เรียกเก็บค่าธรรมเนียมคำขอวีซ่า และการส่งหนังสือเดินทางรวมถึงเอกสารคืนให้แก่ผู้ยื่นคำขอ

ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าเปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ ตั้งอยู่ที่ อาคาร Trendy Office ชั้น 28 ซอยสุขุมวิท 13 คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา (ระหว่างสถานที BTS นานา – อโศก ดูแผนที่)  VFS เปิดรับบริการยื่นวีซ่าในหลายรูปแบบ ดังนี้

  1. การยื่นคำร้องแบบ PBS Student เปิดให้ยื่นในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 11.00 – 15.00 น
  2. การยื่นคำร้องแบบ เร่งด่วน Priority Visa Service (มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 5,600 บาท) โดยใช้เวลาในการพิจารณา 3-5 วันทำการ โดยแจ้งความประสงค์และจ่ายค่าบริการเพิ่มเติม ณ วันยื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่ VFS
  3. การยื่นคำร้องแบบ Prime Time เปิดให้ยื่นในวันเสาร์ เวลา 8.30 – 12.00 น. (มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 1,500 บาท) ทางเราไม่แนะนำให้ยื่นคำร้องแบบนี้ เนื่องจากไม่มีการสัมภาษณ์ในวันเสาร์
  4. การยื่นคำร้องแบบ VIP Premium Lounge  เปิดให้ยื่นในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8:30-15:00 น. (มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 3,000 บาท)  ควรทำการนัดหมายล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

เวลารับหนังสือเดินทางคืนในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 10:00-16:00 น. และวันเสาร์ เวลา 8.30 – 12.00 น.

คุณต้องยื่นคำร้องขอวีซ่าด้วยตนเองเนื่องจากต้องทำข้อมูลไบโอเมตริกซ์ (คือ การสแกนลายนิ้ว และถ่ายรูปม่านตา) พร้อมทั้งมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติม ทั้งนี้การสมัครวีซ่าไม่สามารถยื่นที่สถานฑูตอังกฤษโดยตรงได้ ต้องสมัครผ่านทางศูนย์ฯ VFS เท่านั้น

การตรวจวัณโรค (Tuberculosis Test – TB Test) คืออะไร

เอกสารฉบับหนึ่งที่น้องๆ ที่จะขอวีซ่า Extended Student Visitor และ Tier 4 จะต้องมีประกอบการยื่นขอวีซ่า ได้แก่ TB Test หรือผลการตรวจปอด ซึ่งการตรวจปอดจะเป็นขั้นตอนแรก ที่น้อง ๆ จะต้องทำ เพื่อเริ่มกระบวนการเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอวีซ่า โดยการตรวจปอด จะเป็นการรับรองว่า น้อง ๆ ไม่มีเชื้อวัณโรค และสามารถเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรได้

เราจะไปตรวจปอดที่ไหน?

ก่อนที่น้อง ๆ จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจหาเชื้อวัณโรค น้อง ๆ จะต้องทำการลงทะเบียน เพื่อนัดหมายทำใบส่งตัวที่ International Organization of Migration (IOM) หรือ องค์กรเพื่อการโยกย้านถิ่นฐานก่อน และเราสามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ https://register-uktb.iom.int/uktbdp-register/login.jsp จากนั้นจึงจะสามารถนัดหมายวันและเวลา เพื่อทำการเอ็กซเรย์เพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรค ทางทีมงานของเราจะนัดหมายให้ล่วงหน้า ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อการเตรียมเอกสารค่ะ

และเมื่อเราผ่านขั้นตอนการทำใบส่งตัวแล้ว ทาง IOM จะให้เราไปทำการเอ็กซเรย์เพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรคที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนหรือโรงพยาบาลพญาไท 2 แต่โดยมากทาง IOM จะให้น้อง ๆ ไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เนื่องจากมีความสะดวกมากกว่า

เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อทำใบส่งตัวกับ IOM ได้แก่

  • หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบัน ตัวจริงพร้อมสำเนา
  • บัตรประชาชนพร้อมสำเนา
  • ค่าธรรมเนียม: 3,300 บาท

วันและเวลาทำการ

International Organization of Migration (IOM) เปิดทำการวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8:00 – 17:00น โดย IOM ตั้งอยู่ที่ 120 อาคารเกษมกิจ ชั้น 8 (ตรงข้ามตึกซีพี ทาวเวอร์) ถนนสีลม โทรศัพท์: 02-234-7950-5 น้องๆ สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS โดยลงที่สถานี BTS ศาลาแดง ใช้ทางออกที่ 1

IHS คืออะไร

IHS หรือ Immigration Health Surcharge เป็นการบริการทางการแพทย์พื้นฐานของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษได้กำหนดขึ้น เพื่อให้เราได้ใช้บริการของ National Health Service (NHS) โดยเบื้องต้นจะมีการคิดค่าใช้จ่ายปีละ £150 และน้อง ๆ สามารถคำนวนค่าใช้จ่ายสำหรับ IHS 

ได้ที่ https://www.immigration-health-surcharge.service.gov.uk/checker/type ซึ่งจะเป็นการคำนวนค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาที่น้อง ๆ จะต้องพักอาศัยจริง โดยขั้นตอนการจ่ายค่า IHS จะรวมอยู่ในขั้นตอนการกรอก Visa Application Form 

BRP Card คืออะไร

Biometric Residence Permits คือบัตรอนุญาตสำหรับพำนักในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นระบบใหม่ ที่จะเข้ามาแทนที่การใช้สติ๊กเกอร์วีซ่า โดยกำหนดให้นักเรียน หรือผู้ที่จะไปพำนักในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ต้องมีการ์ดใบนี้ทุกคน เมื่อน้อง ๆ ได้รับวีซ่าแล้ว หน้าวีซ่าจะระบุระยะเวลาพำนักเพียง 1 เดือน โดยเป็นระยะเวลาที่นักเรียนต้องใช้เดินทางเข้าสหราชอาณาจักร

และทางสถานทูตอังกฤษ จะแนบจดหมายที่เรียกว่า Decision Letter ซึ่งจะระบุไปรษณีย์ใกล้สถานศึกษาหรือที่พักของนักเรียน น้อง ๆ นักเรียนจะต้องเตรียม Passport และ Decision Letter เพื่อรับ BRP Card โดยจะสามารถรับ BRP Card ได้ตามวันที่ที่ระบุใน Decision Letter ตัวอย่างเช่น

ใน Decision Letter ระบุว่า ให้ไปรับวันที่ 1 May 2016 หมายถึงน้อง ๆ สามารถรับ BRP Card ได้ตั้งแต่ 1 May 2016 นับไปอีก 10 วัน หากพ้นระยะเวลา 10 วันแล้ว ตัว BRP Card จะถูกส่งกลับไปยังหน่วยงาน GOV และจะต้องทำวีซ่าใหม่ ภายใน 30 วันค่ะ

 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

หลักสูตร Foundation คืออะไร

น้อง ๆ คนไหนวางแผนที่จะไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ หรือสหราชอาณาจักร (UK) น้องๆ จะต้องรู้จัก Foundation Course นะคะ

หลักสูตร Foundation เป็นหลักสูตรการเรียนปรับพื้นฐานสำหรับผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ไม่ได้มีระบบการศึกษาแบบอังกฤษ แต่มีความต้องการในการศึกษาต่อระดับปริญญาที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร โดยหลักสูตรปรับพื้นฐานจะช่วยเตรียมพร้อมให้คุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเข้าสู่การเรียนในระดับปริญญาตรี โดยจะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะทางด้านภาษา ตลอดจนจะช่วยให้คุณมีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรม และการใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักรอีกด้วย

สรุปง่าย ๆ Foundation คือ คอร์สเรียนปรับพื้นฐานก่อนเข้าเรียนปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ เนื่องจากการศึกษาในสหราชอาณาจักรในระดับก่อนจะเข้าอุดมศึกษานั้นจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเป็นระยะเวลาทั้งหมด 13 ปี คือ มีมัธยม 7 ปีและ เรียน A Level 2 ปี โดยการเรียน A LEVEL เป็นการปูพื้นฐานเฉพาะทางไปแล้ว แต่ระบบการศึกาาของประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอังกฤษ ทำให้น้องๆที่จบระดับชั้นมัธยมจากประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเข้าเรียนหลักสูตร Foundation หรือหลักสูตรปรับพื้นฐานก่อน ถึงจะเข้าเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษได้

ระยะเวลาในการเรียน Foundation

ระยะเวลาในการเรียน Foundation ของมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาประมาณ 9 เดือน ถึง 1 ปีการศึกษาค่ะ แต่ก็มีบางมหาวิทยาลัยที่เรียน Foundation ระยะสั้นๆ เช่น Foundation หลักสูตร Business ของ Portsmouth University ใช้ระยะเวลาเพียง 4 เดือนค่ะ

สาขาต่าง ๆ ในหลักสูตร Foundation

หลักสูตร Foundation เป็นหลักสูตรปรับพื้นฐานเตรียมความพร้อมในหลากหลายสาขาวิชา เช่น Business, Finance & Management, Computing, Law, Art and Design, Engineering, Social Science, Medicine, Science and Pharmacy, Media และ Humanities

สำหรับสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation นั้นจะเป็นสถาบันที่ร่วมมือกันกับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะสามารถการรันตีการก้าวเข้าสู่การเรียนต่อในมหาวิทยาลัยให้กับคุณได้หากผลการเรียนผ่านเกณฑ์ โดยหลายหลักสูตรนักเรียนสามารถเรียนในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งคุณจะสามารถใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆได้ เช่น ทั้งห้องสมุด อุปกรณ์การเรียนและสถานที่เล่นกีฬา

เกณฑ์การรับเข้าเรียน Foundation 

เกณฑ์ในการรับเข้าเรียน Foundation ของมหาวิทยาลัยแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน แต่ส่วนมากจะต้องจบการศึกษาระดับชั้น ม.6 (ถ้าจบม.5 จะต้องเกรดดีระดับ 3.0+) และจะต้องมีผลคะแนนการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษไอเอล (IELTS) ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 4.5 และได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 4.0 ในแต่ละทักษะ ถ้าหากทักษะภาษาอังกฤษของต่ำกว่าเกณฑ์ที่กล่าวมา คุณอาจจะต้องเรียน หลักสูตรภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ก่อนเข้าเรียนหลักสูตร Foundation

  • ผลคะแนนการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษไอเอลท์ (IELTS) ไม่ต่ำกว่า 4.5 หรือเทียบเท่า
  • ใบประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • ใบแสดงผลการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • จดหมายรับรองจากอาจารย์ที่สอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • จดหมายแนะนำตัว
  • สำเนาพาสปอร์ตและวีซ่า

Foundation สอนอะไร

คอร์ส Foundation แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  1. ส่วนที่พัฒนาภาษาอังกฤษ (Academic English) ซึ่งจะคล้าย ๆ กับ Pre Sessional English ของนักเรียนป.โท
  2. ส่วนที่พัฒนาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับปริญญาตรี ที่เราจะเรียน แะทักษะในการเรียนแบบคนอังกฤษ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การเขียน Statement of Purpose

Statement of Purpose หรือ SOP ก็คือ เรียงความหรือบทความ (Essay) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้รู้จักเรามากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากในการพิจารณารับเข้าเรียนของสถาบันต่างๆ  99% ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมักกำหนดให้ผู้สมัครเขียน SOP ด้วย 

SOP ชิ้นหนึ่งจะต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้

ย่อหน้าที่ 1 – แรงกระตุ้นให้เลือกเรียนสาขานี้

ซึ่งย่อหน้าแรกควรจะ “ดึงความสนใจ” ของผู้อ่านทันที  เพราะ อย่าลืมว่าฝ่าย admission ของทางมหาวิทยาลัยอ่าน SOP  อย่างที่คุณเขียนอยู่ปีหนึ่งเป็นพันฉบับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณเขียนจะต้อง “น่าสนใจ” และถ้าทำได้ “น่าติดตาม” เพื่อให้เขาอ่านต่อไปเรื่อยๆ หลักการเลือกของมหาวิทยาลัย ปรกติแล้วจะดึงผู้สมัครที่ academic requirement หรือเกรดถึงออกมาก่อน ตัวนี้อาจจะหมายถึงแค่เกรด หรือรวมไปถึงระดับภาษาอังกฤษด้วย ขึ้นอยู่กับมหาลัย แต่หลังจากที่คุณได้ผ่านเข้ามาด้วยเกรด (หรือกิจกรรมทีดีมากจนสามารถคานกับเกรดที่ไม่ถึงเกณฑ์ได้) ก็ต้องแข่งกันที่ “ลักษณะนิสัย” “ความตั้งใจ” ของผู้สมัครอย่างที่ปรากฏใน SOP ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ทำไมถึงเลือกสาขา/วิชานี้
  • เกี่ยวข้องกับประสบการณ์และความสนใจของเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 2 – รายละเอียดของคอร์สที่เลือก และความเหมาะสมกับเรา

ย่อหน้าที่2 นี้จะต้องสอดคล้องกับย่อหน้าแรก เป็นการอธิบายเพิ่มเติมจากย่อหน้าแรก แต่ที่สำคัญ ระวังอย่าให้ดูซ้ำซ้อนเกินไปกับย่อหน้าแรก เขียนให้ละเอียด แต่ขณะเดียวจะต้องกะทัดรัด ได้ใจความ คั้นน้ำออกไปให้มากที่สุด ประโยคไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยส่งเสริมตัวผู้สมัครในด้านไหนเลย เอาออกเสีย ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ความสนใจและการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สเรียน
  • อ้างอิงถึงแต่ละวิชาในหลักสูตร
  • พยายามกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องการเรียนหลักสูตร/มหาวิทยาลัยนี้ และหลักสูตรนี้พิเศษสำหรับเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 3 – ประวัติการเรียนและการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร

อธิบายให้ว่าทำไมคุณถึงมีคุณลักษณะที่ดี สามารถเป็นผู้สมัครได้ ผู้ให้ชัดว่ามีประสบการณ์ทำอะไรมาบ้าง ทำไมคณะนี้ ที่มหาวิทยาลัยนี้ถึงเหมาะกับเรา พูดถึงสิ่งที่ผลักดันให้เราพุ่งความสนใจมาที่มหาวิทยาลัยนี้ ภาควิชานี้น่าสนใจ เพราะหลักสูตรเป็นอย่างไร ส่งผลต่ออนาคตในการทำงาน/ตามความฝัน/ได้ดียิ่งขึ้น ต้องบอกด้วยว่าเพราะอะไร หาเหตุและผลมาเขียนเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ และอย่าลืมลงท้ายว่า การศึกษาที่มหาลัยนี้เหมาะกับเป้าหมายเราอย่างไร ทำไมถึงเหมาะ และเป้าหมายเราสำคัญอย่างไร

  • เชื่อมโยงแผนในอนาคตเข้ากับคอร์สที่เลือกเรียน และอธิบายสิ่งที่คุณคิดว่าคอร์สนี้จะช่วยในสายอาชีพ

**ย่อหน้าที่ 2 และ 3 สามารถสลับกันได้**

ย่อหน้าที่ 4 – สรุป

ย่อหน้านี้ เป็นย่อหน้าที่จะต้องสรุปใจความหลักของทุกย่อหน้าที่ผ่านมา เพื่อย้ำเตือนผู้อ่าน ว่าเขาอ่านอะไรไป และอะไรคือประหลักที่เราอยากให้เขาจำได้เมื่อเขาวางมือจาก sop ของเราไปอ่านของคนอื่นต่อ วิธีลงท้าย sop มีหลายแบบ จบธรรมดาด้วยการขอบคุณสำหรับเวลา (Thank you for your time)  หรือจบอย่างชัดเจนไปเลยว่า Looking forward to see you in the upcoming academic trimester ก็ได้

เช็คลิสส่วนสำคัญของ Personal Statement

  • ใช้รูปแบบอักษร Arial (ขนาด 10) หรือ Times New Roman (ขนาด 11-12)
  • ประมาณ 4-5 ย่อหน้า (Paragraph)
  • ใช้ประโยคความเดียว ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย
  • หลีกเลี่ยงการเขียนสิ่งต่างๆที่เป็นในเชิงลบ
  • อย่าลืม ตรวจทานศัพท์ และแยกศัพท์บางคำที่เป็นของอังกฤษหรืออเมริกา เช่น Color (อเมริกา) กับ Colour (อังกฤษ) เพื่อให้ตรงกับประเทศที่คุณสมัคร
  • ควรเขียนให้อยู่ในหนึ่งหน้ากระดาษ A4 เว้นแต่ว่าหลักสูตรนั้นจะกำหนดให้ผู้สมัครเขียนมากกว่า หรือน้อยกว่าหนึ่งหน้ากระดาษ A4

Ascend Education Center ให้บริการเขียน SOP โดย น้องๆจะต้องจัดส่งข้อมูลส่วนตัว อย่างน้อย 4 ข้อดังนี้

  1. Resume/CV
  2. Link มหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัคร
  3. เหตุผลในการเืลือกเรียนสาขานี้
  4. เป้าหมายการทำงานอนาคตหลังเรียนจบ

ต้องการข้อมูลของผู้สมัครให้ได้มากที่สุด จากนั้นทางทีมงานนักเขียนจะนำไปเรียบเรียงและปรับแต่งให้เหมาะสม พร้อมกับ Double Check โดยเจ้าของภาษาก่อนส่งฉบับจริงให้

ค่าบริการเขียน SOP เริ่มต้นที่ 1000 – 1500 บาท แล้วแต่ความยากง่ายของเนื้องาน เนื่องจากรายละเอียดในการเขียนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อมูลของแต่ละคน

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

TOEIC (โทอิค) คืออะไร

TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นการสอบวัดผลทางภาษาอังกฤษสำหรับคนมีความต้องการสมัครงานในองค์กรต่างๆ เพื่อยืนยันว่าเรานั้นสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดี 

TOEIC จัดทำขึ้นโดยสถาบัน Educational Testing Service (ETS) ที่เมืองพริ้นส์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นองค์กรชั้นนำในด้านกรพัฒนาแบบทดสอบต่าง ๆ เช่น TOEFL, GMAT, GRE, SAT เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ เป็นต้น

>> TOEIC ทดสอบอะไร

เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางด้าน Passive Skill จึงมีอยู่ 2 ส่วนคือ แบบทดสอบ การฟัง และการอ่าน และทักษะความสามารถ ในการใช้ ภาษาอังกฤษมาใช้งานจริง (Proficiency) แต่ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มแบบทดสอบด้านการพูดและการเขียนเข้ามาด้วย ทำให้ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ

  1. Classic TOEIC Test Administration (TOEIC Listening and Reading Test) การฟังและการอ่าน
  2. Redesigned TOEIC Test Administration (TOEIC Speaking and Writing Tests) การพูดและการเขียน เริ่มใช้เดือนเมษายน 2551

ข้อสอบ Classic TOEIC จะประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบทางด้านการฟัง 100 ข้อ (ฟังจากเทปที่อัดไว้) และการอ่าน 100 ข้อ ระยะเวลาในการทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับการสอบแต่ละครั้ง โดยมีคะแนนเต็ม 990 คะแนน ซึ่งผลคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบและมีอายุการ ใช้งานได้ 2 ปีนับจากวันที่สอบ

คะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน โดยแบ่งคะแนนการฟังเป็น 5-495 คะแนนและ การอ่าน 5-495 คะแนน

>> TOEIC จัดสอบที่ไหน และ เมื่อไหร่ ?

ผู้ที่ต้องการสมัครสอบ TOEIC สามารถติดต่อขอสอบได้ทุกวันจันทร์ – เสาร์ตลอดทั้งปี เว้นเฉพาะวันอาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น โดยเปิดสอบที่ทำการของศูนย์ฯที่กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ 

สำหรับการสอบจะจัดเป็นวันละสองรอบ เวลา 9:00-11:30 น. และ 13:00-15:30 น. เป็นประจำ

ผู้ที่ต้องการสอบสามารถ โทรศัพท์สำรองที่นั่งสอบได้ที่ 0-2260-7061 ระหว่างเวลา 08:00 – 16:30 

สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการให้ศูนย์ฯ ไปจัดสอบให้นอกสถานที่ก็สามารถกำหนดวัน และเวลาสอบได้ตามความสะดวก ไม่เว้นวันอาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์

ผู้สอบ ควรโทรไปสอบถามและจองวันสอบก่อน เพราะบางครั้งที่นั่งสอบอาจจะเต็มได้

>> รายละเอียดที่ตั้ง Center for Professional Assessment (Thailand)

ศูนย์ใหญ่กรุงเทพ TOEIC Services

ศูนย์สอบโทอิค อาคาร BB tower (Bangkok Business Building)
ชั้น 19 (ข้างตึก Grammy) ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) กรุงเทพ 10110
โทรศัพท์ 0 2260 7061, 0 2664 3131
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : information@toeic.co.th

ออฟฟิศสาขาเชียงใหม่

4/11 ชั้น 3 อาคารนวรัฐ
4/6 ถนนแก้วนวรัฐ ซอย 3 เชียงใหม่. 50000
โทรศัพท์ 0 5324 8208, 0 5330 6600
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : toeicnorthern@toeic.co.th

วันเปิดทำการ

วันจันทร์ – วันเสาร์ เว้นวันหยุดของทางศูนย์ (วันอาทิตย์และ วันหยุดดังนี้)

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

TOEFL (Test of English as a Foreign Language) โทเฟล คืออะไร

TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language (TOEFL อ่านออกเสียงว่า โทเฟิล หรือ โทเฟล) เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

>> ข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่ผ่านมาจะมี อยู่ 3 ระบบ คือ

  1. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  PBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนแผ่นกระดาษ
  2. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  CBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์
  3. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  iBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่แพร่หลายที่สุด

ดังนั้น แบบทดสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่จะพูดถึงจะเป็น TOEFL iBT หรือ โทเฟิล ที่สอบบทคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนตนั่นเอง

>> TOEFL ทดสอบอะไรบ้าง

TOEFL จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) 

โดยทั้ง 4 ทักษะนั้น โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  จะวัดผู้สอบด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

  1. ทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทางด้าน การอ่าน (การอ่าน) การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) และการเขียน (Writing) ซึ่ง โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะวัดความเชี่ยวชาญทางทักษะนั้น ๆ ทีละด้าน
  2. ทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) อย่างเช่น ผู้สอบจะต้องใช้ทั้งทักษะการฟัง-อ่าน-พูด หรือ อาจจะต้อง ฟัง-อ่าน-เขียน ทั้งนี้เพื่อจะได้วัดปฏิกริยา และความเข้าใจภาษาอังกฤษ

โดยปกติแล้วคำถามของทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) ของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะถือว่าเป็นส่วนที่ยากกว่าคำถามของการสอบวัดทักษะทีละทักษะของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)

>> การสอบโทเฟล (TOEFL) โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

ระบบ TOEFL
ทักษะ
จำนวนคำถาม
เวลา
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การอ่าน (Reading)
3 – 5 บทความ บทความละ 12 – 14 คำถาม
60 – 100 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การฟัง (Listening)
4 – 6 เรื่อง เรื่องละ 6 คำถาม และ
2 – 3 บทสนทนา บทสนทนาละ 5 คำถาม
60 – 90 นาที
พัก
10 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การพูด (Speaking)
6 เรื่อง ( 2 เรื่องอิสระ และ 4 เรื่องบูรณาการ)
20 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การเขียน (Writing)
1 เรื่องอิสระ และ 1 เรื่องบูรณาการ
20 นาที (เรื่องบูรณาการ) 30 นาที (เรื่องอิสระ!

ข้อมุลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ TOEFL โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) คือ www.ets.org/toefl

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

IELTS คืออะไร

IELTS (ไอเอล) คือ ชื่อย่อของระบบการวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ (International English Language Testing System) เป็นระบบทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่มีความประสงค์ที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งยังได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 

IELTS เป็นระบบวัดผลภาษาอังกฤษสำหรับการศึกษาต่อชนิดเดียวที่ให้ความสำคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยให้คะแนนทักษะ ทั้ง 4 แยกจากกัน สามารถวัดผลได้ชัดเจนแม่นยำ และถูกต้องตรงกับระดับความสามารถ ในการใช้ภาษาที่แท้จริงของผู้สอบ นอกจากนี้ข้อสอบยังแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามระดับการศึกษาที่ต้องการจะศึกษา ซึ่งนับเป็นการวัดผลที่ช่วยให้สถานศึกษามีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับ ความสามารถเฉพาะของนักศึกษาแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงระดับการศึกษา ข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือ

  1. Academic Module สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุก ๆ สาขา
  2. General Training Module สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้ที่สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากความยากง่ายของสาขาวิชา ซึ่งผู้สมัครจะต้องสอบถามโดยตรงจากทางสถาบันการศึกษานั้น ๆ

>>ผลคะแนนสอบไอเอล (IELTS) แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ดังนี้

ระดับ 9 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเลิศ เหมือนเจ้าของภาษามากที่สุด สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ
ระดับ 8 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว แต่อาจจะมีข้อผิดพลาดและความไม่เหมาะสมบางครั้งบางคราวในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
ระดับ 7 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดี แต่ยังมีข้อผิดพลาดหรือเข้าใจผิดในบางครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าสามารถใช้ภาษาที่มีความซับซ้อนได้ดี 
ระดับ 6 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับใช้งานได้ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย ซึ่งรู้และเข้าใจภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงแม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดบ้าง โดยผลสอบระดับ 6.5 ขึ้นไปสามารถนำไปใช้ยื่นวีซ่าเพื่อสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ค่ะ
ระดับ 5 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารในระดับพื้นฐานที่ตนเองถนัดได้ดี เข้าใจความหมายกว้างๆ แต่ยังมีข้อผิดพลาดบ่อย ๆ
ระดับ 4 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัด โดยสามารถสื่อสารจำกัดเฉพาะเรื่องที่ตนเองคุ้นเคย จะมีปัญหาในการสื่อสารผ่านการแสดงความคิดเห็น และไม่สามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนได้
ระดับ 3 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัดมาก โดยสามารถรู้และเข้าใจกับความหมายที่คุ้นเคยเท่านั้น และมีการสับสนในการสื่อสารบ่อย
ระดับ 2 ไม่สามารถสื่อสารแต่สามารถใช้คำศัพท์พื้นฐานได้ ซึ่งจะมีการสับสนใจการใช้ประโยคไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ใช้ได้แค่คำศัพท์สั้น ๆ ที่คุ้นเคยเท่านั้น
ระดับ 1 ไม่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเลย ซึ่งจะไม่เข้าใจในการใช้ประโยคในการสื่อสารนอกจากคำศัพท์เล็กน้อย

>> สถานที่สมัครสอบ IELTS (ไอเอล) ในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีศูนย์สอบ IELTS 2 แห่ง ดังนี้

1. British Council ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่หรือสามารถสมัครสอบ Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS 

  • ค่าสมัครสอบ 6,750 บาท (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ (Landmark Bangkok Hotel)

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับการสมัครสอบไอเอลกับบริติช เคานซิล <<<<

2. IDP ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและสามารถสมัครสอบ IELTS Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ทาง IDP ยังมีศูนย์สอบ IELTS ในส่วนภูมิภาคให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก ดังต่อไปนี้ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ และภูเก็ต

  • ค่าสมัครสอบ IELTS 5,900 บาท สำหรับกรุงเทพฯ และเชียงใหม่
  • ค่าสมัครสอบ IELTS 6,500 บาท สำหรับขอนแก่น หาดใหญ่ และภูเก็ต (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมมณเฑียร (Montien Bangkok) ถนนสุรวงค์

>>การสอบ IELTS ที่ British Council และ IDP แตกต่างกันอย่างไร 

British Council

  • สอบเสร็จภายใน 1 วัน ไม่สามารถเลือกสอบ Speaking test เป็นวันอื่นได้
  • การสอบ Listening ใช้ชุดหูฟังในการสอบ
  • มีแบบฝึกหัด IELTS online ให้ 30 ชั่วโมง
  • มีศูนย์สอบ IELTS ที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เท่านั้น

IDP

  • เลือกสอบ Speaking ในวันเสาร์หรือวันจันทร์ ถัดไปได้
  • ราคาถูกกว่า (หากเลือกศูนย์สอบใน กทม.)
  • มีศูนย์สอบ IELTS ให้บริการในต่างจังหวัดครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ และ หาดใหญ่

>> มาตรฐานการสอบ IELTS ในประเทศไทย

การสอบ IELTS ในประเทศไทยใช้ข้อสอบกลางจาก มหาวิทยาลัย Cambridge (ประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน หมดกังวลเรื่องข้อสอบ IELTS รอบไหนยากกว่าง่ายกว่า เพราะไม่ว่าจะสอบที่ไหนข้อสอบ IELTS ก็เป็นชุดเดียวกันทุกรอบ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

IELTS TOEFL และ TOEIC ต่างกันอย่างไร

มีน้อง ๆ หลายคน ถามพี่หลันว่า  TOEIC, TOEFL และ IELTS มีความแตกต่างกันอย่างไร และใช้สำหรับทำอะไรบ้าง วันนี้พี่หลันมีคำตอบมาให้น้อง ๆ กันค่ะ

› TOEFL (Test of English as a Foreign Language)

TOEFL (โทเฟล) คือการทดสอบภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุดในโลก ไม่ว่าคุณต้องการศึกษาต่อที่ไหน การสอบ TOEFL สามารถช่วยให้คุณให้บรรลุผล 

เดิม TOEFL ใช้สำหรับการศึกษาต่อเฉพาะในประเทศอเมริกา เพราะ เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยช้นนำส่วนใหญ่ในอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา ก็ยอมรับผลสอบ TOEFL เพื่อการพิจารณาในการรับสมัครแล้ว โดยปัจจุบัน ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยมากกว่า 7,000 แห่ง ในกว่า 130 ประเทศ ซึ่งรวมถึงเกือบทุกมหาวิทยาลัยในอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และแคนาดา ที่ใช้คะแนน TOEFL สำหรับการรับเข้าเรียน และการให้ทุนการศึกษา

การสอบ TOEFL ประกอบด้วยการฟัง พูด อ่าน และเขียน ซึ่งเป็นการความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งคุณสามารถเลือกการสอบได้ทั้ง Internet-based Test (iBT) หรือ Paper-based Test (PBT) ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่มีให้ที่ศูนย์ทดสอบ

TOEFL Internet-based Test (iBT) ประเมินความสามารถของคุณในการอ่าน ฟัง พูด และ เขียนภาษาอังกฤษและใช้ทักษะเหล่านี้ร่วม กันในชั้นเรียนมหาวิทยาลัย เช่น คุณอาจอ่าน หรือฟังบรรยาย แล้วเขียนหรือพูดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้

TOEFL Paper-based Test (PBT) ประเมินความสามารถของคุณในการอ่าน ฟัง และเขียนภาษาอังกฤษ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOEFL (โทเฟล) <คลิกที่นี่>

› IELTS (International English Language Testing System)

IELTS (ไอเอล) หรือการทดสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติ ได้รับการออกแบบเพื่อใช้ประเมินความสามารถด้านภาษาของผู้สมัครสอบที่ต้องการ เรียน หรือทำงานในสถานที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การสอบ IELTS ใช้ ประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สมัครสอบอย่างมี ประสิทธิภาพใน 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง การอ่าน การเขียน และ การพูด รวมถึงความรู้ทางด้านไวยากรณ์และคำศัพท์ในการใช้ภาษา

IELTS เป็นข้อสอบที่ร่วมมือกันระหว่าง the University of Cambridge ESOL Examinations (Cambridge ESOL) บริติช เคานซิล และ IDP : IELTS Australia ซึ่งการสอบ IELTS ถือได้ว่าเป็นตัวสอบที่ใช้ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้มาตรฐาน ระดับนานาชาติสูงสุด ซึ่งครอบคลุมทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะไม่ว่าจะเป็น การฟัง การอ่าน การเขียน และการพูด

IELTS ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยและบริษัทต่างๆในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ IELTS ยังเป็นที่ยอมรับของสถาบัน กองตรวจคนเข้าเมือง และ องค์กรของรัฐบาลอีกหลายแห่ง สำหรับการสอบ IELTS ผู้สมัครควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี

IELTS แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. Academic : สำหรับผู้ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุกสาขา

2. General Training : สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากมีความยากง่ายของสาขา ซึ่งผู้สมัครสามารถสอบถามโดยตรงกับสถาบันนั้น หรือเจ้าหน้าที่แนะแนว หรือสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะย้ายถิ่นฐานไปออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์

โดยผลคะแนนไอเอลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IELTS (ไอเอล) <คลิกที่นี่>

› TOEIC (Test of English for International Communication)

TOEIC (โทอิค) เป็นข้อสอบมาตรฐานระดับสากล ในการวัดทักษะภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ ได้ทดสอบ TOEIC และจากกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คะแนนสอบ TOEIC ได้ช่วยเหลือ องค์กร สถาบันการศึกษา และรัฐบาลทั่วโลกกว่าหลายพันแห่งในการรับสมัคร และโปรโมทผู้สมัครที่มีคุณสมบัติมากที่สุดซึ่งการสอบ TOEIC จัดทำขึ้นโดย Educational Testing Service (ETS) สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ 

ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบ 2 รูปแบบคือ

1. TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการอ่าน) และ

2. TOEIC Speaking and Writing Tests (การพูดและการฟัง) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่

โดยในประเทศไทย มีการสอบเฉพาะแบบ TOEIC Listening and Reading Test (การฟังและการพูด) ซึ่งเป็นแบบทดสอบซึ่งสามารถวัดทักษะความสามารถในการนำภาษาอังกฤษมาใช้งานได้ จริง ทั้งด้านการฟัง และการอ่านคะแนนของ TOEIC ไม่มีคะแนนได้ คะแนนตก ซึ่งแต่ละคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบ โดยคะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน

คะแนนสอบ TOEIC นั้นจะมีอายุ 2 ปี นับจากวันที่เราสอบค่ะ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TOEIC (โทอิค) <คลิกที่นี่>

ตารางเปรียบเทียบคะแนนจากการสอบ TOEIC – TOEFL -IELTS

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

โปรแกรม Pathway คืออะไร และ ต่างกับหลักสูตร Pre-Master อย่างไร ?

การศึกษาต่อระดับปริญญาในประเทศอังกฤษและอเมริกานั้น มหาวิทยาลัยจะมีวิธีคัดเลือกนักศึกษา โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านด้วยกัน โดยเฉพาะ ใน 2 ปัจจัยหลัก คือ Transcript (ประวัติการศึกษา / เกรดเฉลี่ย) และ English Language Level (ระดับของภาษาอังกฤษ) ซึ่งในแต่ละปีมีนักศึกษาจำนวนมากมีคุณสมบัติไม่ตรงหรือไม่เพียงพอที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรที่เลือก ทำให้เกิดแนวคิดของโปรแกรม ‘pathway’ ขึ้นในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหราชอาณาจักรและอเมริกา ซึ่งการเรียน Pathway จึงช่วยทำให้การเข้าเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ หรือ อเมริกาไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่เราเคยคิดค่ะ

การเรียน Pathway คืออะไร

โปรแกรม Pathway เป็นทางเลือกสู่การเข้าเรียนระดับปริญญาได้โดยตรง โดยมีรูปแบบการสอนเฉพาะทางในวิชาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรปริญญาที่คุณตั้งใจจะเข้าเรียน เพื่อเพิ่มทักษะการเรียนและการทำวิจัยที่จำเป็นต่อการเรียนในมหาวิทยาลัย รวมทั้งการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับปริญญา โดยโปรแกรม Pathways มีหลักสูตรทั้งระดับปริญญาตรี คือ Foundation Programmes และระดับปริญญาโท คือ ‘Pre-masters’ หรือ ‘Graduate Diploma’

หลักสูตร Pathway ส่วนใหญ่จะดำเนินการสอนโดยวิทยาลัยเอกชนที่สังกัดมหาวิทยาลัยนั้น ๆ เช่น INTO, KAPLAN, STUDY GROUP หรือ NAVITAS เป็นการจับมือร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่จะสอนหลักสูตร Pathway ถือเป็นหลักสูตรที่ได้มาตรฐานและ มีการรับประกันผลการรับเข้าศึกษาต่อ ในระดับปริญญาของมหาวิทยาลัยอีกด้วย

ใครที่ควรเรียน Pathway Program

หลักสูตร Pathway เหมาะกับ นักเรียนต่างชาติที่มีเกรดเฉลี่ยหรือภาษาไม่ถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญา โดยมหาวิทยาลัยได้จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนต่างชาติได้มีโอกาสปรับตัวทางด้านวิชาการและความรู้ภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนจริงร่วมกับเพื่อนนักเรียนประเทศนั้น ๆ

หลักสูตรนี้จะผสมระหว่างเรียนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นและวิชาการที่เกี่ยวข้องและเป็นพื้นฐานของวิชาหลักที่จะเรียนใน Program ปริญญาตรี

ข้อดีของการเรียน Pathway Program

  1. Pathway Program จะเป็นการเรียนเพื่อเตรียมความพร้อม และครอบคลุมการเรียนในปีแรกของหลักสูตรที่น้องๆลงไว้กับมหาวิทยาลัย โดยนักเรียนระดับชั้นปริญญาตรีก็จะไม่เสียเวลาเรียน เพราะสามารถโอนหน่วยกิตช่วยที่เรียน Pathway ไปยังหน่วยกิตรวมของหลักสูตรในมหาวิทยาลัยได้ด้วย สำหรับนักศึกษาประิญญาดท จะต้องดูที่หน่วยกิตรวมของหลักสูตรและหลักสูตรของมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึง
  2. ระยะเวลาเรียน Pathway Program ของนักเรียนแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ซึ่งโปรแกรม Pathway จะมีตั้งแต่ 1-3 เทอม ทั้งนี้ใครจะต้องเรียนกี่เทอมขึ้นอยู่กับเกรดเฉลีย และ ระดับภาษาของนักเรียนเอง
  3. นักเรียนต่างชาติที่ได้เรียนในช่วงPathway จะได้เรียนในคลาสที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบที่เรียนกับนักเรียนต่างชาติด้วยกันทั้งคลาส เช่น วิชาภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนในมหาวิทยาลัยที่เน้น สอนเกี่ยวกับการเขียนรายงานทางวิชาการ และ 2. คือคลาสเรียนวิชาปรกติของมหาวิทยาลัย ที่นักเรียนจะต้องตามเก็บหน่วยกิตให้ครบ

แนะนำสถาบันที่เปิดสอน Pathway Program

1. INTO

INTO the Global Educationเป็นสถาบันที่รวบรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร และยังเป็นสถาบันที่มี สภาพแวดล้อมทาง การศึกษาที่ดีเยี่ยม ประกอบกับมีหลัก สูตรต่อเนื่องที่มีคุณภาพซึ่งนำไปสู่ การศึกษาต่อยังระดับมหาวิทยาลัย ในระดับปริญญาตรี และปริญญาโทได้อย่างรวดเร็ว โดยมีอาจารย์ผู้สอนและเจ้าหน้าที่ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติและประสบการณ์ ที่พร้อมจะให้ความช่วย เหลือนักศึกษาต่างชาติ รวมทั้งยังให้หลักประกันแก่นักศึกษาว่ามีมหาวิทยาลัยรองรับ เพื่อเข้าศึกษาอย่างแน่นอน

>> ดูข้อมูล INTO UK ประเทศอังกฤษ

>> ดูข้อมูล INTO USA ประเทศอเมริกา

2. KAPLAN

KAPLAN INTERNATIONAL PATHWAY เป็นวิทยาลัยเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น University of York, University of Glasgow, City University of London, University of Birmingham, University of Nottingham และอื่นๆ อีกมากมาย หลังจากที่น้องๆ เรียนจบจากคอร์สนี้ของที่นี่แล้ว ก็สามารถเลือกที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยพันธมิตรเหล่านี้ได้  ที่นี่เปิดสอนทั้งหลักสูตร Foundation, University Preparation และ Pre-Masters นอกจากจะได้เรียนในหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพกับบุคลากรคุณภาพแล้ว นักเรียนหลักสูตร Pathways ของที่นี่ยังสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ร่วมกับนักศึกษาของวิทยาลัยได้ด้วย

3. Study Group

เป็นวิทยาลัยเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยดังอันดับต้นๆ ของอังกฤษ 17 แห่ง เช่น Durham University, Lancaster University, University of Leeds, Royal Holloways University of London, University of Surrey เป็นต้น ที่นี่เปิดสอนหลักสูตร Pathways ก่อนการเข้าเรียนปริญญาตรีและปริญญาโท รวมถึงหลักสูตร Embassy English เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนทั่วโลก

Pathway Program ต่างกับ Pre- Master อย่างไร

Pre- Master เป็น หลักสูตรต่ำกว่าปริญญาโท ที่จัดขึ้นสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีผลการศึกษาในระดับปริญญาตรีและความสามารถภาษาอังกฤษไม่เพียงพอตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เปรียบเสมือนเป็นหลักสูตรเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท มีระยะเวลาเรียนตั้งแต่ 6 -12 เดือน

โครงสร้างหลักสูตร Pre-Master มักประกอบด้วยการเรียน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่

  1. ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ ประกอบไปด้วย ขั้นตอนการทำวิจัยการเข้าร่วมสัมมนา การพัฒนาคำศัพท์การเขียนเชิงวิชาการ การนำเสนอผลงาน และทักษะการทำข้อสอบ
  2. วิชาเนื้อหาของสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียนที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท เช่น มนุษยศาสตร์เบื้องต้น การจัดการและเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กฎหมายยุโรปและกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการเรียนหลักสูตร Pre-Master  ถือเป็นการเรียนที่แยกออกจากหลักสูตรปริญญาตรีและโทอย่างชัดเจน และส่วนใหญ่ ไม่ได้รับประกัน ว่าผู้เรียนจะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทของสถาบันนั้น ๆ ได้ แต่ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงข้อกำหนดข้อควรปรับปรุงพัฒนาและทิศทางของตนเองที่จะนำพาผู้เรียนเข้าสู่หลักสูตรปริญญาโทของมหาวิทยาลัยนั้นๆตามที่ผู้เรียนต้องการซึ่งนับเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าศึกษาต่อยังหลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เราหมายตาไว้

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com