การทำวีซ่านักเรียนเยอรมัน

ในกรณีที่น้อง ๆ จะไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน น้อง ๆ จะต้องขอ National Visa หรือ วีซ่าเพื่อการพำนักระยะยาวในประเทศเยอรมนี (ระยะเวลาพำนักเกินกว่า 90 วัน) ค่ะ โดยเอกสารหลักฐานและรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะทางการเงิน เป็นดังนี้ค่ะ

เอกสาร/หลักฐานเพื่อประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่า (ฉบับจริง พร้อมสำเนา 2 ชุด):

  • หนังสือเดินทางฉบับจริงที่ยังมีอายุการใช้ พร้อมสำเนา 2 ชุด (เฉพาะหน้าที่มีข้อมูลส่วนบุคคล) ในบางกรณีอาจต้องใช้หนังสือเดินทางเล่มเก่า
  • รูปถ่ายแบบไบโอเมตริก  2 ใบ
  • แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าประเภท  National Visa ที่กรอกข้อความครบถ้วน 2 ฉบับ
  • หนังสือตอบรับให้เข้าศึกษา/ใบตอบรับการจองที่เรียนล่วงหน้าจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาของนักศึกษาต่างชาติ (Studienkollegs)
  • หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษาทุกระดับที่ผ่านมา (ประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร) และคำแปลภาษาเยอรมัน
  • หลักฐานการเงิน อย่างน้อยเดือนละ 720,- ยูโร ตลอดระยะเวลาการศึกษา (ดูรายละเอียดแนบท้าย)
  • หลักฐานแสดงความรู้ภาษาเยอรมันระดับ B1 ตามกรอบอ้างอิงร่วมของยุโรปว่าด้วยมาตรฐานภาษาต่างประเทศหรือ GER (Gemeinsamer Europäischer Referenzrahmen) (ดูรายละเอียดแนบท้าย)

ยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้รับทุนการศึกษา:

ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาจากองค์กรหรือหน่วยงานรัฐของเยอรมันจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า

รายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานการเงิน:

เงื่อนไข ประการหนึ่งในการพิจารณาอนุมัติวีซ่าเพื่อการศึกษาคือหลักฐานการเงินที่แสดงว่า นักศึกษามีเงินเพียงพอเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างการพำนักและศึกษาในเยอรมนี สำหรับผู้ที่ใช้เวลาศึกษาเป็นระยะเวลานาน ต้องมีเงินเพียงพอสำหรับการศึกษาในปีแรกเต็มจำนวน หรือต้องมีเงินขั้นต่ำ 8,640 – ยูโร และใช้การรับรองหลักฐานการเงินให้ทางการเยอรมันเชื่อมั่นสำหรับปีการศึกษา ถัดไป แต่ต้องมีเงินสำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือนตลอดระยะเวลาที่ศึกษาใน เยอรมนีจริง

สถานะทางการเงินสามารถแสดงได้โดย:

  • ในขั้นตอนการยื่นคำร้องขอวีซ่า ท่านสามารถแสดงหลักฐานว่ามีเงินเพียงพอเป็นค่าใช้จ่ายได้ โดยการเปิดบัญชีประเภท Blocked Account ท่านสามารถเลือกธนาคารหรือผู้ให้บริการได้ด้วยตนเอง โดยอ่านข้อมูลธนาคาร/ผู้ให้บริการได้ในเว็บไซด์กระทรวงการต่างประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
  • และ หลักฐานที่ทำให้ทางการเยอรมันเชื่อมั่นในสถานะว่ามีการเงินเพียงพอสำหรับปีการศึกษาอื่นๆ (เช่น หลักฐานแสดงรายได้ของบิดามารดา เป็นต้น) และ
  • หนังสือรับทราบเงื่อนไขของนักศึกษา
    • หนังสือชี้แจงการเปิดบัญชี หรือ
    • หนังสือรับรองค่าใช้จ่ายอย่างเป็นทางการตามมาตรา 66, 68 ตามกฎหมายว่าด้วยการพำนัก ออกโดยผู้ออกค่าใช้จ่ายซึ่งอาศัยในเยอรมนี ปกติแล้วสามารถขอทำหนังสือดังกล่าวได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือสำนักทะเบียนในประเทศเยอรมนี
  • การรับรองค่าใช้จ่ายนี้ต้องครอบคลุมตลอดระยะเวลาการศึกษา หรือ
  • หลักฐานแสดงการได้รับทุนจากองค์กรหรือสถาบันของรัฐในประเทศเยอรมนี หรือ
  • เอกสาร/หลักฐานแสดงรายได้และสถานะทางทรัพย์สินของผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย (ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เช่น บิดา มารดา ญาติ) โดยยื่นหนังสือรับรองรายได้จากนายจ้าง สลิปแสดงยอดเงินในบัญชีธนาคาร หรือหลักฐานการถือครองทรัพย์สินอื่นๆ และ
  • หนังสือจากผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย (หนังสือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเป็นภาษาเยอรมันและอังกฤษ) หนังสือฉบับนี้ ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต้องมาลงลายมือชื่อด้วยตนเองในวันที่นักศึกษายื่นคำร้องขอวีซ่า
  • สำเนาหนังสือเดินทางของผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ในกรณีนี้ การสอบถามเพิ่มเติมจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเยอรมันจะทำให้กระบวนการล่าช้า การดำเนินการเรื่องวีซ่าจึงจะใช้เวลานานกว่า 4-6 สัปดาห์

หลักฐานความรู้ทางภาษา

ในการพิจารณาอนุมัติวีซ่าเพื่อการศึกษา ผู้ยื่นคำร้องต้องมีความรู้ในภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ตนจะไปศึกษา โดยปกติ ผู้ยื่นต้องแสดงหลักฐานความรู้ภาษาเยอรมันระดับ B1ตามกรอบอ้างอิงร่วมกันของยุโรปว่าด้วยระดับมาตรฐานด้านภาษาต่างประเทศ ท่านสามารถสอบ GER-Prüfung (Gemeinsamer-Europäischer-Referenzrahmen) ได้ที่สถาบันวัฒนธรรมเยอรมันหรือสถาบันเกอเธ่ (Goethe Institut)

หลักฐานความรู้ทางภาษาอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับ:

ประกาศนียบัตร DSH หรือความรู้ภาษาเยอรมันสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่จะสมัครเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเยอรมัน; ประกาศนียบัตร TestDaF หรือความรู้ภาษาเยอรมันในฐานะภาษาต่างประเทศ; deutsches Abitur หรือประกาศนียบัตรชั้นมัธยมปลายของเยอรมัน; ประกาศนียบัตร DSD-II หรือความรู้ภาษาเยอรมันระดับ 2 ตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (KMK);  ประกาศนียบัตร ZOP หรือการสอบมาตรฐานความรู้ภาษาเยอรมันขั้นสูง, ประกาศนียบัตร KDS หรือ GDS หรือความรู้ด้านภาษา วัฒนธรรมและวรรณคดีเยอรมันของสถาบันเกอเธ่

ติดต่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับชั้นเรียนภาษาและการสอบวัดความรู้ได้ที่สถาบันเกอเธ่ หรือที่เว็บไซต์:
www.goethe.de/thailand

หากไม่ได้เรียนภาษาที่สถาบันเกอเธ่ ท่านต้องสอบวัดระดับที่สถาบันเกอเธ่ โดยจะต้องสอบผ่านอย่างน้อยระดับ B1 ตามกรอบอ้างอิงร่วมกันของยุโรปว่าด้วยมาตรฐานภาษาต่างประเทศหรือ GER-Prüfung ถ้าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนที่ประเทศเยอรมนี ท่านต้องแสดงหลักฐานความรู้ภาษาอังกฤษเช่น IELTS หรือ TOEFL ต่อสถานทูต

คำแนะนำ:

สถานทูตฯ ขอแจ้งให้ทราบว่า ผู้ยื่นคำร้องไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้สถานทูตฯ ออกวีซ่าให้ แม้ว่าจะได้ยื่นเอกสารครบถ้วนแล้วก็ตาม ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องเรียกเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อแผนกวีซ่าของสถานทูตฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเยอรมนีตรวจสอบคำร้องและเอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้ว สถานทูตฯจะแจ้งผลการอนุมัติวีซ่าให้ท่านทราบ
อนึ่ง วีซ่าเชงเกนไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวีซ่าเพื่อการศึกษาในประเทศเยอรมนีได้

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนไอร์แลนด์

นักเรียนที่มีสัญชาติไทยทุกคนต้องสมัครวีซ่านักเรียนเพื่อเรียนในประเทศไอร์แลนด์

ก่อนทำการสมัครวีซ่านักเรียนประเทศไอร์แลนด์ น้องๆควรมีคุณสมบัติดังนี้ค่ะ

  • สมัครเรียนหลักสูตรภาษา 25 ไม่ต่ำกว่าสัปดาห์  หรือวิชาการโดยใช้เงินทุนส่วนตัว โดยมีชั่วโมงเรียนในภาคกลางวันอย่างน้อย 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ชำระค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนให้แก่สถาบันหรือมหาวิทยาลัยแล้ว
  • ในการณีที่สมัครหลักสูตรวิชาการ น้องๆจะต้อง ส่ง SOP และ Transcript เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถด้านวิชาการที่จะเรียนในหลักสูตรที่เลือกและมีระดับความรู้ภาษาอังกฤษเพียงพอ
  • ในกรณีที่เป็นการสมัครเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว)
  • ต้องมีเงินอย่างน้อย €7,000 ซึ่งเป็นค่าครองชีพโดยประมาณสำหรับนักศึกษาเป็นเวลาหนึ่งปีการศึกษา นอกจากนี้คุณยังต้องแสดงให้เห็นว่าคุณหรือผู้อุปถัมภ์ของคุณมีเงินสำรองอย่างน้อย 7,000 ยูโรในแต่ละปีการศึกษาที่เหลือของการเรียน นอกเหนือจากค่าเล่าเรียนของหลักสูตรในแต่ละปีการศึกษา
  • มีประกันสุขภาพส่วนบุคคล
  • ในกรณีที่น้องๆเรียนจบแล้ว และไม่ได้ทำงาน น้องต้องสามารถอธิบายถึงช่วงเวลาที่ว่างเว้นในประวัติการศึกษาของคุณได้
  • ต้องแสดงให้เห็นว่า เมื่อเรียนจบแล้วหลักสูตรที่สมัครเรียนที่ไอร์แลนด์แล้ว มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับประเทศไทยเป็นการถาวร

เอกสารและขั้นตอนการสมัครวีซ่านักเรียนของ Ireland

น้อง ๆ จะต้องยื่นสมัครวีซ่าผ่าน AVATS ซึ่งเป็นระบบสำหรับกรอกใบสมัครออนไลน์ของประเทศไอร์แลนด์ โดยมีเอกสารและขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • กรอกใบสมัครให้เรียบร้อย (ใถ้านักเรียนสนใจเรียนที่ประเทศไอร์แลนด์น้อยกว่า 3 เดือน นักเรียนควนสมัครวีซ่านักเรียนประเภท ‘C study visa’ถ้านักเรียนสนใจเรียนที่ประเทศไอร์แลนด์มากกว่ากว่า 3 เดือน นักเรียนควนสมัครวีซ่านักเรียนประเภท ‘D study visa’) 
  • ตรวจสอบใบสมัครกับสถานทูตไอร์แลนด์ในประเทศ

(ค่าธรรมเนียมจ่ายที่สถานทูต)
สถานทูตไอร์แลนด์
อาคาร 208 ห้อง1201ช้ัน12 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.10330
โทร 02–0161360 แฟ็กซ์ 02–6753933
เวลาทำการ วันจันทร์ — วันพฤหัสบดี 9.30น. — 12.30น. และ 14.30–15.30น.
วันศุกร์ เวลา 8.30น.- 12.30น.

  • เตรียมหนังสือเดินทาง (passport) ที่เหลือไม่ต่ำกว่า 12 เดือน ก่อนหมดอายุ (แต่แนะนำให้มี 3 ปีเผื่ออยากอยู่ต่อทำงาน ที่ไอร์แลนด์ไม่มีสถานทูตไทยถ้าอยากต่อต้องไปต่อที่ UK)
  • รูปถ่ายหน้าตรง 2 รูป ไม่เกิน 6 เดือน กว้าง 35–38 มม. สูง 45–50 มม.
  • ใบเสร็จรับเงินค่าสมัครวีซ่า
  • จดหมายรับรองการสมัครที่ลงลายมือชื่อเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดน้องๆ จึงต้องยื่นขอวีซ่านักเรียน
  • จดหมายตอยรับจากโรงเรียนสอนภาษาฯในประเทศไอร์แลนด์ที่น้องๆ สมัครเรียน ซึ่งจะต้องประกอบด้วยรายละเอียดคือ: 1) ชื่อหลักสูตร 2) จำนวนค่าธรรมเนียมและค่าเล่าเรียนที่ต้องชำระ (และได้รับการชำระเรียบร้อยแล้ว)
  • รายละเอียดของประกันสุขภาพ
  • หลักฐานทางการเงินที่แสดงว่า น้องๆ มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการเดินทางไปเรียน จ่ายค่าเล่าเรียน และใช้ชีวิตที่ประเทศไอร์แลนด์
  • ที่อยู่ในไอร์แลนด์
  • ทะเบียนบ้าน ใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล (ถ้ามี)

การแปลเอกสาร

เอกสารทั้งหมดที่ยื่น จะต้องเป็นภาษอังกฤษ หากเอกสารใดเป็นภาษาไทย จะต้องการการแปลก่อน

วิธีการแปล ก็สามารถไปจ้างคนแปล หรือแปลเอง ได้ แต่จะต้องมี คนเซ็นให้ ถ้าคนเซ็นให้ไม่ใช้ Agency หรือ คนของกงสุล จะต้องแนบเอกสารไปว่าใครเป็นคนเซ็น (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซด์สถานทูตค่ะ)

ค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนต่างชาติในประเทศไอร์แลนด์

สำหรับค่าใช้จ่ายโดยประมาณของนักเรียนต่างชาติ ที่อาศัยในไอร์แลนด์สำหรับ 1 ปีการศึกษาอยู่ที่ประมาณ 7,000 ยูโร (ประมาณ 270,890 บาท) และน้องยังต้องแสดงให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าทั้งน้อง ๆ และครอบครัว (ผู้สนับสนุนทางการเงิน) สามารถจ่ายเงินจำนวนนี้ สำหรับแต่ละปีการศึกษาได้อย่างไม่มีปัญหาใด ๆ

เงื่อนไขการยื่นขอวีซ่านักเรียนของประเทศไอร์แลนด์

  • สำหรับวีซ่านักเรียน น้องๆ สามารถอยู่ในประเทศไอร์แลนด์เพื่อศึกษาเล่าเรียนได้สูงสุด 3 ปี เท่านั้น
  • เมื่อยื่นขอวีซ่า น้องๆ ต้องมีหนังสือตอบรับจากโรงเรียนที่ได้สมัครไว้ (Letter of Acceptance) เพื่อยืนยันว่าน้องๆ ได้สมัครหลักสูตรแบบเต็มเวลา (full-time course) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนในเวลาเรียนปกติ อย่างน้อย 15 ชั่วโมง (minimum of 15-hours organised daytime learning)
  • ต้องแสดงหลักฐานว่าเราได้จ่ายค่าเล่าเรียนให้กับโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว (ใบเสร็จรับเงิน)
  • น้อง ๆ จะต้องมีความสามารถจ่ายเงินเป็นจำนวน 3,000 ยูโร (ประมาณ116,000 บาท) ในการลงทะเบียนครั้งแรกได้ นอกเหนือไปจากค่าเล่าเรียน
  • แสดงหลักฐานว่าน้อง ๆ ได้ซื้อประกันทางด้านการแพทย์ หรือ medical insurance เรียบร้อยแล้ว

ระยะเวลาในการยื่นขอวีซ่าอย่างน้อย 8 สัปดาห์

VISA ทีได้รับคือ วีซ่านักเรียน และน้อง ๆ จะได้รับวีซ่าอีก 1 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาในประเทศไอร์แลนด์แล้ว เพื่อหางานทำในประเทศไอร์แลนด์

ค่าธรรมเนียม (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)

Fees – 3,100 THB for single entry visas and 4,900 THB for multiple entry visas.

หมายเหตุ

ซ่าใบแรกที่ออกให้น้องๆ จะมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมายสำหรับเข้าไอร์แลนด์เพียงครั้งเดียว (Single VIsa)

หากน้อง’มีเหตุผลสมควรที่จะเดินทางออกนอกประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ คุณจะต้องยื่นใบสมัครเพื่อขอ Re-entry Visa ล่วงหน้า และจะต้องสามารถพิสูจน์ว่าน้องจะกลับมาเพื่อศึกษาต่อในไอร์แลนด์เพื่อที่จะได้ Re-entry Visa คุณจะต้องลงทะเบียนกับ Garda National Immigration Bureau ก่อน

หากคุณต้องการทราบข้อมูลว่าจะยื่นขอ Re-entry Visa ได้อย่างไรและที่ไหน โปรดศึกษาเว็บไซต์ Re-entry Visas (วีซ่าที่อนุญาตให้กลับเข้าประเทศอีกครั้งหนึ่ง)

น้อง จะต้องมั่นใจว่าคุณได้รับวีซ่าที่ถูกต้องสำหรับประเทศที่คุณประสงค์จะเดินทางไป โปรดทราบว่า น้องจะต้องได้รับวีซ่าที่ออกโดยหน่วยงานของสหราชอาณาจักรก่อนที่จะเดินทางไปยังไอร์แลนด์เหนือ (ไอร์แลนด์เหนือประกอบด้วย Counties Antrim, Armagh, Derry, Down, Fermanagh และ Tyrone)

เมื่ออยู่ในไอร์แลนด์ …

คุณต้องลงทะเบียนกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติของ Garda (GNIB) ในขณะที่ไอร์แลนด์อยู่ในระยะเวลาที่ประทับบนหนังสือเดินทาง (ดูรายละเอียดต่อไปนี้) – หมายเหตุ: นักเรียนคนแรกที่ลงทะเบียนกับมหาวิทยาลัยในไอร์แลนด์และจะช่วยเหลือนักเรียนด้วยกระบวนการอนุญาต GNIB นี้

นักเรียนควรมีเอกสารดังต่อไปนี้พร้อมที่จะแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในไอร์แลนด์

  • หนังสือเดินทาง
  • หนังสือเสนอจากมหาวิทยาลัย
  • รายละเอียดการลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัย
  • หลักฐานการจ่ายค่าเล่าเรียนรายละเอียดทุนการศึกษา ฯลฯ
  • หลักฐานการประกันสุขภาพทางการแพทย์ส่วนตัวซึ่งต้องมีการประกันสุขภาพในโรงพยาบาลไอริช 25,000 เหรียญสหรัฐขั้นต่ำ
  • หลักฐานการสนับสนุนทางการเงิน เช่นบัญชีธนาคารของไอริช ~ แสดงชื่อและยอดคงเหลืออย่างน้อย 3,000 ยูโร * หรือจดหมายจากผู้สนับสนุนของคุณยืนยันสถานะทางการเงิน
  • นักศึกษาที่เข้าพักเป็นเวลา 2 ภาคการศึกษาขึ้นไปจะต้องเปิดบัญชีธนาคารไอริชเมื่อเดินทางมาถึงไอร์แลนด์

* นักศึกษาภาคการศึกษาเดียวจะต้องมีเงิน 500 ยูโรต่อเดือนในการเข้าพักที่ไอร์แลนด์ ไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารไอริช

เมื่อสำเร็จการลงทะเบียน GNIB นักเรียนจะได้รับบัตรประจำตัวประชาชน / ใบอนุญาตถิ่นที่อยู่ของ GNIB ระยะเวลานี้ใช้ได้หนึ่งปีหรือสำหรับนักศึกษาภาคการศึกษาเดียวจนกว่าจะจบหลักสูตรของพวกเขา

ที่อยู่:
Garda National DiigrationBureau
13-14 Burgh Quay, Dublin 2, Ireland
โทรศัพท์: +353 1 666 9130/01

หมายเหตุ:  ถ้ามหาวิทยาลัยอยู่นอกดับลินนักเรียนสามารถไปที่สถานีตำรวจท้องถิ่น (Garda Police Station) และส่งเอกสารได้

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนนิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาสูงและมีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ ผู้ปกครองจึงนิยมส่งบุตรหลานของตนไปเรียน ไม่ว่าจะเรียนภาษาหรือเรียนต่อมัธยมจนถึงระดับมหาวิทยาลัย การขอวีซ่านิวซีแลนด์ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่คุณต้องมีเอกสารพร้อมและทำตามขั้นตอนการขอวีซ่าให้ถูกต้องเท่านั้น โดยชนิดของวีซ่าที่คุณต้องใช้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่คุณศึกษาอยู่ที่นิวซีแลนด์  รวมทั้งเอกสารประกอบการสมัครก็ขึ้นอยู่กับคอร์สเรียนของคุณ

หมายเหตุ

  • นักศึกษาจากประเทศออสเตรเลียไม่ต้องใช้วีซ่าในการเข้าประเทศนิวซีแลนด์
  • หากคอร์สเรียนของคุณน้อยกว่า 3 เดือน  คุณต้องใช้วีซ่านักท่องเที่ยว แต่ถ้าหากคุณต้องพำนักอยู่นานกว่านั้น คุณต้องสมัครวีซ่านักเรียน

เอกสารที่ต้องใช้เพื่อขอวีซ่านักเรียน

  1. ใบสมัครวีซ่านักเรียนที่ได้กรอกรายละเอียด พร้อมติดรูปถ่ายเรียบร้อยแล้ว และเซ็นชื่อในหน้าที่ 9
  2. ค่าวีซ่า 7,600 บาท และค่าธรรมเนียม VAC 820 บาท (จะไม่มีการคืนค่าวีซ่าไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยเรียกเก็บจากสถานฑูตนิวซีแลนด์)
  3. หนังสือเดินทางตัวจริง (Passport) พร้อมสำเนา 1 ชุด
  4. สำเนาบัตรประชาชน (หรือใบสูติบัตร กรณีอายุไม่ถึง 15 ปี) และทะเบียนบ้าน ของผู้ปกครอง และผู้สมัคร
  5. หนังสือตอบรับการเข้าเรียนจากโรงเรียนที่ระบุหลักสูตร ระยะเวลาเรียน วันเปิดเทอม และวันสุดท้ายของการเรียน
  6. หนังสือรับรองเรื่องที่พักในประเทศนิวซีแลนด์
  7. หลักฐานการจองตั๋ว หรือตั๋วเครื่องบิน
  8. ใบรับรองสถานภาพทางการเงิน “Financial Undertaking for a Student” ที่กรอกเรียบร้อยแล้ว และให้เจ้าของบัญชีธนาคารเซ็นชื่อในหน้าที่ 2
  9. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝาก / Bank Statement ของผู้สนับสนุนทางการเงิน (ผู้ปกครอง) ย้อนหลัง 6 เดือน ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ค้ำประกัน สามารถดูแลค่าใช้จ่ายของผู้สมัครได้
  10. จดหมายรับรองสถานภาพการทำงานของผู้สนับสนุนทางการเงิน ระบุถึงรายได้ต่อปี (รวมโบนัส) ตำแหน่งและอายุการทำงาน โดยจดหมายนี้จะต้องออกโดยผู้มีอำนาจ หรือฝ่ายบุคคลของบริษัท/หน่วยงานเท่านั้น
  11. ถ้าหากผู้ค้ำประกันเป็นเจ้าของกิจการ/บริษัท/ห้างร้าน จะต้องมีหนังสือรับรองบริษัท หรือหลักฐานการจดทะเบียนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการ/บริษัท/ห้างร้านนั้น ๆ
  12. ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีต้องเดินทางโดยลำพัง หรือไม่ได้เดินทางพร้อมกับบิดาและมารดา จะต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดาและมารดาระบุว่าอนุญาตให้บุตรเดินทางได้
  13. ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล และเอกสารการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ (ถ้ามี)
  14. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว 3 รูป ที่เหมือนกัน และอายุไม่เกิน 6 เดือน
  15. สำหรับผู้สมัครที่อายุเกิน 17 ปี และได้ศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์มาแล้ว 2 ปี เมื่อขึ้นปีที่สามจะต้องยื่นรายงานการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน โดยสามารถขอได้ที่ กองบังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน  โทร. 02-2052168 – 9
  16. สำหรับนักเรียนที่ไปศึกษาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป หรือ กรณีศึกษาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จะต้องยื่นใบตรวจร่างกาย และเอ็กซเรย์จากโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับจากสถานฑูตเท่านั้น

หมายเหตุ

  • ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ น้องๆไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานการมีประกันภัยในขั้นตอนของการยื่นคำร้องขอวีซ่า แต่จะต้องเซ็นต์รับรอง เพื่อเป็นการชี้แจงว่าคุณมีประกันภัยที่เป็นที่ยอมรับตลอดระยะเวลาที่คุณศึกษา ซึ่งเป็นเงื่อนไขของวีซ่าที่หากนักศึกษาคนใดไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด จะมีความเสี่ยงที่จะถูกเนรเทศออกจากประเทศนิวซีแลนด์

เงื่อนไขเบื้องต้นของ ผู้ที่ยื่นขอวีซ่านักเรียนนิวซีแลนด์ 

  1. ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง
  2. ลงทะเบียนเรียนแบบเต็มเวลา (Full Time Study) แต่มีข้อยกเว้นในบางหลักสูตรที่นักเรียนสามารถเรียนแบบ Part time ได้
  3. อาศัยอยู่ในประเทศชั่วคราวเพื่อการศึกษาตามระยะเวลาของวีซ่าเท่านั้น
  4. ผ่านการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลที่ทางสถานทูตกำหนดไว้
  5. หากต้องการทำงานจะต้องผ่านเกณฑ์ที่ทางสถานทูตกำหนดไว้ และขอเปลี่ยนเงื่อนไขของวีซ่าก่อน ซึ่งสามารถทำงานระหว่างเรียนได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  6. ไม่เคยมีประวัติ หรือต้องคดีร้ายแรงมาก่อน การต่อวีซ่านักเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ เสียค่าต่อ $250 และต้องโชว์ Statement เดือน ล่ะ $1,250

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย

ออสเตรเลียขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศนึงที่วีซ่าไม่ยาก เพราะขั้นตอนของการขอวีซ่าค่อนข้างตรงไปตรงมา เพียงแค่น้องๆจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุไว้เท่านั้น  โดยวีซ่านักเรียนของประเทศออสเตรเลียสามารถใช้ในการทำงาน Part-time ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าทำงานเพิ่มด้วย

วีซ่านักเรียนของประเทศออสเตรเลียมีแบบเดียวคือ วีซ่านักเรียน (ประเภท 500) โดยน้องๆสามารถใช้ฟอร์มนี้ยื่นขอวีซ่านักเรียนได้ไม่ต้องคำนึงถึงสาขาวิชาที่จะไปศึกษา และการยื่นขอวีซ่านักเรียนทุกคนจะต้องยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ ImmiAccount เท่านั้น

หมายเหตุ หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 สมาชิกในครอบครัวของผู้ถือวีซ่านักเรียน (ประเภท570-576) จะต้องยื่นขอวีซ่าประเภท 500 ถ้าต้องการที่จะติดตามครอบครัวไปในประเทศออสเตรเลีย

เอกสารที่ใช้สมัครวีซ่าออสเตรเลีย

  1. แบบฟอร์มใบสมัครขอวีซ่าที่กรอกข้อความครบถ้วนแล้ว (ประเภท 500)
  2. หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีอายุการใช้งานได้อย่างน้อย 6 เดือน หรือเท่ากับระยะเวลาในหลักสูตร พร้อมเซ็นสำเนารับรองถูกต้อง
  3. หลักฐานการยืนยันการลงทะเบียนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Comfirmation of Enrollment : eCOE) ซึ่งสถาบันการศึกษาที่น้องๆเลือกสมัครเรียนจะเป็นผู้จัดส่งมาให้หลังจากที่น้องๆได้ชำระค่าเล่าเรียนหลักสูตรที่ต้องการแล้ว
  4. หลักฐานการจ่ายค่าประกันสุขภาพของนักเรียน  (Overseas Student Health Cover – OSHC) ซึ่งน้องๆจะต้องรับใบแบบฟอร์มตรวจสุขภาพจากทางสถานฑูตออสเตรเลีย ซึ่งจะระบุโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองไว้ เพื่อไปทำการตรวจสุขภาพ โดยผลการตรวจสุขภาพทางโรงพยาบาลจะเป็นผู้จัดส่งให้สถานทูตโดยตรง โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพประมาณ 2,100 บาท ให้น้องๆเก็บหลักฐานการจ่ายไว้
  5. สำเนาบัตรประชาชน ตัวจริงและพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (แปลอังกฤษ)
  6. สำเนาทะเบียนบ้าน ตัวจริงและพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (แปลอังกฤษ)
  7. สำเนาทะเบียนบ้าน ตัวจริงและพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (แปลอังกฤษ)
  8. หนังสือเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล/ใบทะเบียนสมรส/ใบหย่า พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (แปลอังกฤษ) (ถ้ามี)
  9. หนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (ถ้ามี)
  10. เอกสารแสดงการรับราชการทหาร หรือพ้นจากการรับราชการทหาร (สด.8,สด.9) (แปลอังกฤษ) พร้อมเซ็นรับรองสำเนา (ถ้ามี)
  11. เอกสารราชการที่ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครเรียนและผู้สนับสนุนทางการเงิน เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สูติบัตร ทะเบียนสมรส เป็นต้น 
  12. หลักฐานทางการเงินหรือหลักฐานรายได้ เช่น เอกสารรับรองฐานะการเงินจากธนาคาร (Bank Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน หรือใบแสดงรายการเงินเดือน (Pay Slip) หรือ หลักฐานการถือครองหุ้น, หลักฐานทรัพย์สินที่มี เช่น โฉนดที่ดิน อาคาร
  13. รูปถ่ายหน้าตรงสีหรือขาวดำขนาด 2 นิ้ว 3 ใบ ฉากหลังเป็นพื้นสีขาวเท่านั้น ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
  14. ค่าธรรมเนียมขอวีซ่านักเรียน (ชำระเป็นแคขเชียร์เช็ค สั่งจ่ายสถานทูตออสเตรเลียกรุงเทพฯ) AUD $550 โดยชำระเป็นเงินสดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้น บวกค่าธรรมเนียมในการตรวจรับเอกสาร 600 บาท (จัดเก็บโดย VFS ชำระเป็นเงินสด)

ค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย

ราคาจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทขอวีซ่าที่ขอ อย่างไรก็ตาม จะมีค่าดำเนินการขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 13,722 บาท นักเรียนสามารถเช็คราคาขอวีซ่าแต่ละประเภทได้จากตารางราคานี้ สามาถจ่ายได้ทั้งทางเครดิตการ์ดและเดบิตการ์ด

การรักษาวีซ่าออสเตรเลีย

วีซ่านักเรียนของออสเตรเลีย มีเงื่อนไขในการรักษาวีซ่าดังนี้

  • ผลงานการศึกษาของนักเรียนต้องอยู่ในะกับที่น่าพึงพอใจ
  • นักเรียนต้องลงทะเบียนเรียนกับทางมหาวิทยาลัย ยกเว้นนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจาก AusAID/Defence
  • นักเรียนต้องมีการประกันสุขภาพที่เพียงพอ
  • นักเรียนต้องมีการดูแลด้านทุนทรัพย์ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดแคลนจนไม่สามารถเรียนได้
  • นักเรียนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานเหมือนพนักงานทั่วไปจนกว่าคอร์สเรียนจะเริ่ม ซึ่งอนุญาตให้ทำงานได้เป็นเวลา 40 ชั่วโมงต่อสองสัปดาห์
  • นักเรียนต้องแจ้งทางมหาวิทยาลัยเรื่องที่อยู่ของตนเอง ภายใน 7 วันที่เดินทางถึงออสเตรเลีย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนแคนาดา

นักเรียนที่มีความประสงค์จะศึกษาต่อประเทศแคนาดาเป็นระยะเวลามากกว่า 6 เดือน จะต้องสมัครเพื่อขอวีซ่านร.หรือ “Study Permit” ก่อนจะเดินทางเข้าประเทศแคนาดและยื่นคำร้องล่วงหน้า 3 เดือน

เอกสารประกอบการขอวีซ่านักเรียนแคนาดา

  1. กรอกแบบฟอร์มออนไลน์และปริ้นท์แบบฟอร์มพร้อมบาร์โค้ด  “ Application for a Study Permit  ”  และแบบฟอร์ม “ Family Composition Information ” ให้ครบถ้วน ดาวโหลดที่นี่
  2.  ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า CAD 150 เป็นแคชเชียร์เช็คหรือแบงค์ดราฟท์เท่านั้น สั่งจ่ายในนาม“ Embassy of Canada”
    • หมายเหตุ : หากคุณต้องให้ ข้อมูลทางชีวภาพหรือไบโอเมตริกซ์ (ลายพิมพ์นิ้วมือและรูปถ่าย) คุณต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเป็นเงิน 85 เหรียญแคนาดา หรือ 2,400 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมบริการของวีเอฟเอสแล้ว แต่ไม่รวมกับค่าบริการเสริมต่างๆด้านล่างของทางเรา
    • หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมบริการสำหรับการดำเนินการยื่นคำร้องขอวีซ่าต่อผู้ยื่นคำขอหนึ่งท่าน ต้องจ่ายเป็นตั๋วแลกเงิน (ออกโดยธนาคารในประเทศไทย) หรือแคชเชียร์เช็ค (ที่ออกโดยธนาคารสาขาในกรุงเทพเท่านั้น)
    • หมายเหตุ: ตั๋วแลกเงินและแคชเชียร์เช็คที่ธนาคารรับรอง ต้องมีอายุการใช้งานไม่เกิน 180 วัน เมื่อมาถึงศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่า
  3. หนังสือเดินทางที่เหลืออายุใช้งานได้ตลอดระยะเวลาที่นักเรียนจะอยู่ที่ประเทศแคนาดาพร้อมสำเนา
  4. รูปถ่ายปัจจุบันหน้าตรงถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ขนาด 1.37×1.77 นิ้ว จำนวน 4 ใบ พื้นหลังสีขาว
  5. หนังสือตอบรับฉบับจริง (Original) จากสถานศึกษาในประเทศแคนาดา พร้อมสำเนา 1 ชุด โดยระบุ
    • ชื่อเต็ม และที่อยู่ของนักเรียน
    • วันเดือนปีเกิดของนักเรียน
    • หลักสูตรที่ลงทะเบียน
    • วันเริ่มเรียนและวันสิ้นสุดหลักสูตร
  6. สำหรับนักเรียนที่มีความประสงค์จะศึกษาต่อที่ มณฑลควิเบค (Quebec) ต้องยื่น “Certificated d’ acceptation” (Quebec Certificate of Acceptance or CAQ) ที่ออกให้โดย กระทรวงวัฒนธรรมและตรวจคนเข้าเมืองของมณฑลควิเบค (Ministere des Communautes Culturelles et de l’Immigration du Quebec or MCCI)
  7. หลักฐานการศึกษาตัวจริงพร้อมสำเนา ได้แก่ ทรานสคริป ประกาศนียบัตร หรือปริญญาบัตร
  8. หลักฐานด้านการเงิน
    • Bank statement และ/หรือสมุดเงินฝากสะสมทรัพย์หรือประจำของผู้สนับสนุนด้านการเงินซึ่งมีระยะเวลาเปิดบัญชีเกิน 12 เดือน
    • จดหมายรับรองงานของผู้สนับสนุนที่ระบุเงินเดือนและระยะเวลาในการทำงาน หรือใบจดทะเบียนการค้าของธุรกิจของผู้สนับสนุนด้านการเงินในกรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว
    • กรณีได้รับทุน หลักฐานแสดงการได้รับทุนการศึกษาที่ระบุจำนวนเงิน ลักษณะของทุนและเงื่อนไขของการได้รับทุน
  9. นักเรียนที่มีความประสงค์ศึกษาต่อมากกว่า 6 เดือนต้องตรวจสุขภาพ (Medical Examination)
  10. นักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปต้องยื่นใบ “ Police Clearance Certificate ” โดยต้องยื่นคำร้องขอตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 วัน
  11. นักเรียนที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปีต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมดังนี้
    • หนังสือลงนามประทับตรา (Notarized Public) จากบิดามารดาหรือผู้ดูแลตามกฎหมายในประเทศของผู้ขอมอบอำนาจให้นักเรียนอยู่ในความดูแลของผู้ดูแลนักเรียนในประเทศแคนาดา โดยระบุชื่อของผู้ดูแลนักเรียน ซึ่งจะทำหน้าที่แทนผู้ปกครองในยามฉุกเฉิน เช่นกรณีเจ็บป่วยและต้องการด้านการรักษาพยาบาลเร่งด่วนหรือต้องการให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (ใช้แบบฟอร์ม Custodianship Declaration)
    • หนังสือลงนามประทับตรา (Notarized Public) จากผู้ดูแลนักเรียนในประเทศแคนาดา ระบุความพร้อมที่จะรับผิดชอบในการดูแลนักเรียนแทนบิดามารดา ในกรณีฉุกเฉิน เช่น กรณีเจ็บป่วยและต้องการการรักษาพยาบาลเร่งด่วน หรือต้องการให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
    • ไม่ต้องตรวจประวัติอาชญากรรม
    • สูติบัตร

เวลาทำการสำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่า

วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เวลา: 07.30 – 10.00 น. 
ฟังผลวีซ่า จันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 13.30 – 15.30 น.
ข้อมูลเพิ่มเติม www.thailand.gc.ca
ระยะเวลาในการพิจารณาวีซ่า : ยื่นด้วยตัวเองและมีบาร์โค้ด 5 วันทำการ  ไม่มีบาร์โค้ด 10 วันทำการ

การยื่นขอใบรับรองความประพฤติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  1. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
  2. หนังสือเดินทางตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด
  4. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อนามสกุล (ถ้ามี) 1 ชุด
  5. ใบคำร้องจากเอเจนต์เพื่อขอใบรับรองความประพฤติ

หมายเหตุ

  • เอกสารที่เป็นสำเนาจะต้องเซ็นชื่อพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  • ไม่ต้องใช้รูปถ่าย เพราะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นผู้ถ่ายรูปให้เอง
  • ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

สถานที่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคารที่ 24 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ให้บริการวันจันทร์ – วันศุกร์ (ปิดวันหยุดราชการ) เวลา 8.30 – 16.30 น.
โทรศัพท์ 02 – 205 2168 และ 02 – 205 2169

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนอังกฤษ

ในการไปศึกษาต่อสหราชอาณาจักรนักเรียนจำเป็นต้องยื่นขอวีซ่านักเรียน และการยื่นขอวีซ่านักเรียนนั้นใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควร ดังนั้นควรยื่นขอวีซ่าล่วงหน้าให้มากที่สุด โดยท่านสามารถยื่นขอวีซ่าล่วงหน้าก่อนการเดินทางได้ถึง 3 เดือน 

โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี เพราะเป็นช่วงที่นักเรียนส่วนใหญ่ยื่นขอวีซ่าไปศึกษาต่อกันมากที่สุด มหาวิทยาลัยและสถานฑูตอังกฤษประจำประเทศไทยจะได้รับ Visa Application เป็นจำนวนมาก

วีซ่าสำหรับนักเรียนที่จะไปศึกษาต่อสหราชอาณาจักรมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ วีซ่าสำหรับผู้ไปเยือนเพื่อศึกษาระยะสั้น (Student Visitor Visa – SVV), วีซ่า Tier 4 และ Extended Student Visitor Visa

Student Visitor Visa สำหรับผู้ไปเยือนเพื่อศึกษาระยะสั้นเป็นวีซ่าสำหรับผู้ไปเรียนหลักสูตร ภาษาอังกฤษ ตามระยะเวลาของหลักสูตรไม่เกิน 6 เดือน และไม่เกิน 11 เดือน Tier 4 เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนมหาวิทยาลัยรวมถึงหลักสูตร English Pre-sessional ซึ่งบทความนี้จะเน้นที่วีซ่าสำหรับนักเรียนมหาวิทยาลัย หรือ Tier 4 เป็นหลัก

1. วีซ่านักเรียนอังกฤษ (Tier-4 Student Visa) หรือ PBS Tier 4 Student Visa

เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการไปเรียนต่อที่อังกฤษ หรือ สหราชอาณาจักร (UK) ในหลักสูตรแบบเต็มเวลา (Full time) ในสถาบันที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของ UK. ที่มีระยะเวลาเรียนตั้งแต่ 6 เดือน ขึ้นไป ซึ่งวีซ่า Tier 4 นี้ เป็นระบบการขอวีซ่าที่ใช้การให้คะแนนเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา หรือรู้จักกันในชื่อของ Points Based System (PBS) ซึ่งหลักเกณฑ์โดยรวม ผู้ยื่นขอวีซ่าจะต้องทำคะแนนให้ได้ 40 คะแนน และมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อกฎของวีซ่านักเรียน วีซ่าจึงจะได้รับการอนุมัติ วีซ่าชนิดนี้ ยังแบ่งกลุ่มย่อยตามอายุของผู้ขอวีซ่า คือ

  • Tier 4 (General) Student Visa) สำหรับนักเรียนที่ต้องการไปศึกษาที่ UK แบบ Full Time ในระดับการศึกษา แบบ Post-16
  • Tier 4 (Child Students) สำหรับนักเรียนอายุตั้งแต่ 4-17 ปี ที่ต้องการไปศึกษาที่ UK แบบ Full Time

หมายเหตุ นักเรียนที่อายุ 16 ปี ขึ้นไป สามารถเลือกประเภทวีซ่า เป็นแบบ General หรือ แบบ Child ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแผนการเรียนของนักเรียนคนนั้น ๆ

2. วีซ่านักเรียนอังกฤษ ระยะสั้น (Student Visitor Visa)

เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการไปเรียนต่อที่อังกฤษ หรือ สหราชอาณาจักร ในหลักสูตรที่มีระยะเวลาเรียนไม่เกิน 6 เดือน วีซ่าชนิดนี้ ไม่สามารถขอต่อวีซ่าใน UK และไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน แต่มีข้อดี คือ ไม่มีข้อบังคับในเรื่องของ ระดับภาษาอังกฤษ ในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะภาษา

3. Extended Student Visitor Visa 

เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนที่จะไปเรียนหลักสูตรภาษา ที่มีระยะเวลาเรียนมากกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 11 เดือน เมื่อเรียนจบหลักสูตรและวีซ่าหมดอายุแล้ว จะต้องกลับประเทศภูมิลำเนา และต้องขอวีซ่าใหม่อีกครั้ง เหมือนวีซ่าประเภท Student Visitor

เอกสารที่ใช้สมัครวีซ่านักเรียนอังกฤษ 

  1. สำเนาใบตอบรับเข้าศึกษาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (CAS) ที่ออกให้โดยมหาวิทยาลัย
  2. หลักฐานการศึกษาทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยใช้ในการพิจารณาใบสมัครและตอบรับเข้าศึกษา โดยปกติจะมีใบรับรองผลการศึกษา (Transcript) ปริญญาบัตร และใบผลคะแนน เช่น IELTS, Pearson
  3. หลักฐานการเงินของคุณที่ยืนยันว่าเพียงพอต่อการไปศึกษาครั้งนี้ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรในปีแรกและค่าครองชีพสำหรับ 9 เดือนแรกของหลักสูตร
    1. หากพักอาศัยนอกกรุงลอนดอน  ต้องยื่นหลักฐานการเงินคิดคำนวณเป็นเดือนละ 1,015 ปอนด์
    2. หากพักอาศัยในกรุงลอนดอน ต้องยื่นหลักฐานการเงินคิดคำนวณเป็นเดือนละ 1,265 ปอนด์ (หรือ 11,385 ปอนด์ สำหรับ 9 เดือน) ต้องให้ทางธนาคารเป็นผู้ออกจดหมายรับรองให้ ซึ่งต้องแสดงจำนวนเงินค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรและต้องมีอยู่ในบัญชีอย่างน้อย 28 วัน ก่อนยื่นขอวีซ่า การยื่นขอวีซ่าของคุณอาจถูกปฏิเสธหากไม่มีการแสดงหลักฐานดังกล่าว และควรจะออกจดหมายเพียงไม่กี่วันก่อนการยื่นวีซ่า (โดยปกติจดหมายมีอายุไม่เกิน 1 เดือน ณ วันยื่นสมัครวีซ่า)  ทั้งนี้ จดหมายรับรองทางการเงิน อย่างน้อยควรมีข้อมูลต่อไปนี้; ชื่อเจ้าของบัญชี, เลขที่บัญชี, วันที่ออกจดหมาย, ชื่อโลโก้ ธนาคาร, จำนวนเงินขั้นต่ำในบัญชี ตามเกณฑ์กำหนด
    3. ใบเปลี่ยนชื่อและใบแปล ตัวจริงพร้อมสำเนาอย่างละ 1 ชุด
  4. ผลตรวจวัณโรคจาก IOM มีผล 6 เดือน (ตามปกติแล้วจะใช้เวลาในการตรวจเพียง 1 วัน แต่หากคุณมีปัญหาจากการเอ็กซเรย์หน้าอก คุณจะต้องตรวจเพิ่มเติม และอาจทำให้การสมัครล่าช้าไปอีก 8 สัปดาห์)
  5. รูปถ่าย ของผู้สมัครต้องเป็นรูปสี มีฉากหลังเป็นสีขาว สีเทาอ่อน หรือสีครีม ขนาด 35 x 45 มิลลิเมตร (ตัวอย่างรูปถ่ายวีซ่าประเทศอังกฤษ)
  6. ค่าธรรมเนียมขอวีซ่า – ขณะนี้ได้เปลี่ยนระบบให้ชำระค่าวีซ่าออนไลน์ด้วยการใช้บัตร Credit โดยรับชำระเป็น US Dollars เท่านั้น  ราคาค่าธรรมเนียมวีซ่านักเรียนอยู่ที่ $335 (อัพเดทข้อมูลเดือนเมษายน 2560)
    • ค่าวีซ่า จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้น แนะนำให้เช็คค่าวีซ่ากับทีมก่อน เพื่อเป็นการยืนยันว่า ค่าวีซ่าที่น้อง ๆ จะต้องจ่ายในช่วงนั้น มีราคาเท่าไหร่
  7. ค่า Immigration Health Surcharge (IHS) กรณีที่สมัครวีซ่าประเภท Tier 4 สำหรับคอร์สเรียนยาวกว่า 6 เดือน จะต้องจ่ายค่า IHS เป็นจำนวน 75 ปอนด์ สำหรับทุก 6 เดือน ผ่านเว็บไซต์สำหรับยื่นขอวีซ่า

หมายเหตุ เมื่อคุณได้ยื่นเอกสารเหล่านี้แล้ว คุณจะไม่สามารถยื่นเอกสารเพิ่มเติมได้อีกหลังจากขั้นตอนนี้ ยกเว้นแต่ว่าสถานฑูตจะขอเอกสารเพิ่มเติมซึ่งจะทำให้การพิจารณาล่าช้า

สมัครวีซ่านักเรียนอังกฤษที่ไหน

วีเอฟเอส โกลบอล (VFS Global) เป็นศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ มีหน้าที่รับใบคำร้องขอวีซ่า รับเอกสารที่จำเป็นในการขอวีซ่า เรียกเก็บค่าธรรมเนียมคำขอวีซ่า และการส่งหนังสือเดินทางรวมถึงเอกสารคืนให้แก่ผู้ยื่นคำขอ

ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าเปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ ตั้งอยู่ที่ อาคาร Trendy Office ชั้น 28 ซอยสุขุมวิท 13 คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา (ระหว่างสถานที BTS นานา – อโศก ดูแผนที่)  VFS เปิดรับบริการยื่นวีซ่าในหลายรูปแบบ ดังนี้

  1. การยื่นคำร้องแบบ PBS Student เปิดให้ยื่นในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 11.00 – 15.00 น
  2. การยื่นคำร้องแบบ เร่งด่วน Priority Visa Service (มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 5,600 บาท) โดยใช้เวลาในการพิจารณา 3-5 วันทำการ โดยแจ้งความประสงค์และจ่ายค่าบริการเพิ่มเติม ณ วันยื่นเอกสารกับเจ้าหน้าที่ VFS
  3. การยื่นคำร้องแบบ Prime Time เปิดให้ยื่นในวันเสาร์ เวลา 8.30 – 12.00 น. (มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 1,500 บาท) ทางเราไม่แนะนำให้ยื่นคำร้องแบบนี้ เนื่องจากไม่มีการสัมภาษณ์ในวันเสาร์
  4. การยื่นคำร้องแบบ VIP Premium Lounge  เปิดให้ยื่นในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8:30-15:00 น. (มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 3,000 บาท)  ควรทำการนัดหมายล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

เวลารับหนังสือเดินทางคืนในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 10:00-16:00 น. และวันเสาร์ เวลา 8.30 – 12.00 น.

คุณต้องยื่นคำร้องขอวีซ่าด้วยตนเองเนื่องจากต้องทำข้อมูลไบโอเมตริกซ์ (คือ การสแกนลายนิ้ว และถ่ายรูปม่านตา) พร้อมทั้งมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติม ทั้งนี้การสมัครวีซ่าไม่สามารถยื่นที่สถานฑูตอังกฤษโดยตรงได้ ต้องสมัครผ่านทางศูนย์ฯ VFS เท่านั้น

การตรวจวัณโรค (Tuberculosis Test – TB Test) คืออะไร

เอกสารฉบับหนึ่งที่น้องๆ ที่จะขอวีซ่า Extended Student Visitor และ Tier 4 จะต้องมีประกอบการยื่นขอวีซ่า ได้แก่ TB Test หรือผลการตรวจปอด ซึ่งการตรวจปอดจะเป็นขั้นตอนแรก ที่น้อง ๆ จะต้องทำ เพื่อเริ่มกระบวนการเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอวีซ่า โดยการตรวจปอด จะเป็นการรับรองว่า น้อง ๆ ไม่มีเชื้อวัณโรค และสามารถเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรได้

เราจะไปตรวจปอดที่ไหน?

ก่อนที่น้อง ๆ จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจหาเชื้อวัณโรค น้อง ๆ จะต้องทำการลงทะเบียน เพื่อนัดหมายทำใบส่งตัวที่ International Organization of Migration (IOM) หรือ องค์กรเพื่อการโยกย้านถิ่นฐานก่อน และเราสามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ https://register-uktb.iom.int/uktbdp-register/login.jsp จากนั้นจึงจะสามารถนัดหมายวันและเวลา เพื่อทำการเอ็กซเรย์เพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรค ทางทีมงานของเราจะนัดหมายให้ล่วงหน้า ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อการเตรียมเอกสารค่ะ

และเมื่อเราผ่านขั้นตอนการทำใบส่งตัวแล้ว ทาง IOM จะให้เราไปทำการเอ็กซเรย์เพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรคที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนหรือโรงพยาบาลพญาไท 2 แต่โดยมากทาง IOM จะให้น้อง ๆ ไปที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน เนื่องจากมีความสะดวกมากกว่า

เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อทำใบส่งตัวกับ IOM ได้แก่

  • หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบัน ตัวจริงพร้อมสำเนา
  • บัตรประชาชนพร้อมสำเนา
  • ค่าธรรมเนียม: 3,300 บาท

วันและเวลาทำการ

International Organization of Migration (IOM) เปิดทำการวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8:00 – 17:00น โดย IOM ตั้งอยู่ที่ 120 อาคารเกษมกิจ ชั้น 8 (ตรงข้ามตึกซีพี ทาวเวอร์) ถนนสีลม โทรศัพท์: 02-234-7950-5 น้องๆ สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS โดยลงที่สถานี BTS ศาลาแดง ใช้ทางออกที่ 1

IHS คืออะไร

IHS หรือ Immigration Health Surcharge เป็นการบริการทางการแพทย์พื้นฐานของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษได้กำหนดขึ้น เพื่อให้เราได้ใช้บริการของ National Health Service (NHS) โดยเบื้องต้นจะมีการคิดค่าใช้จ่ายปีละ £150 และน้อง ๆ สามารถคำนวนค่าใช้จ่ายสำหรับ IHS 

ได้ที่ https://www.immigration-health-surcharge.service.gov.uk/checker/type ซึ่งจะเป็นการคำนวนค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาที่น้อง ๆ จะต้องพักอาศัยจริง โดยขั้นตอนการจ่ายค่า IHS จะรวมอยู่ในขั้นตอนการกรอก Visa Application Form 

BRP Card คืออะไร

Biometric Residence Permits คือบัตรอนุญาตสำหรับพำนักในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นระบบใหม่ ที่จะเข้ามาแทนที่การใช้สติ๊กเกอร์วีซ่า โดยกำหนดให้นักเรียน หรือผู้ที่จะไปพำนักในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ต้องมีการ์ดใบนี้ทุกคน เมื่อน้อง ๆ ได้รับวีซ่าแล้ว หน้าวีซ่าจะระบุระยะเวลาพำนักเพียง 1 เดือน โดยเป็นระยะเวลาที่นักเรียนต้องใช้เดินทางเข้าสหราชอาณาจักร

และทางสถานทูตอังกฤษ จะแนบจดหมายที่เรียกว่า Decision Letter ซึ่งจะระบุไปรษณีย์ใกล้สถานศึกษาหรือที่พักของนักเรียน น้อง ๆ นักเรียนจะต้องเตรียม Passport และ Decision Letter เพื่อรับ BRP Card โดยจะสามารถรับ BRP Card ได้ตามวันที่ที่ระบุใน Decision Letter ตัวอย่างเช่น

ใน Decision Letter ระบุว่า ให้ไปรับวันที่ 1 May 2016 หมายถึงน้อง ๆ สามารถรับ BRP Card ได้ตั้งแต่ 1 May 2016 นับไปอีก 10 วัน หากพ้นระยะเวลา 10 วันแล้ว ตัว BRP Card จะถูกส่งกลับไปยังหน่วยงาน GOV และจะต้องทำวีซ่าใหม่ ภายใน 30 วันค่ะ

 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

การทำวีซ่านักเรียนอเมริกา

การขอวีซ่านักศึกษาของสหรัฐอเมริกา

ข้อมูลทั่วไป

ประเทศสหรัฐอเมริกาเปิดกว้างสำหรับบุคคลต่างชาติที่เดินทางมาสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้ารับการศึกษา ก่อนทำการยื่นคำร้องขอวีซ่าผู้สมัครที่เป็นนักเรียนทุกท่านจะต้องได้รับการตอบรับให้เข้ารับการศึกษาจากทางโรงเรียนหรือโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อมีการตอบรับ ทางโรงเรียนจะส่งเอกสารยืนยันให้กับผู้สมัครแต่ละท่าน เพื่อนำมาใช้ยื่นประกอบการยื่นคำร้องขอวีซ่านักเรียน

รายละเอียดและคุณสมบัติของวีซ่านักเรียนแต่ละประเภท

วีซ่า F-1

วีซ่าประเภทนี้เป็นวีซ่าหลักที่ออกให้แก่นักเรียนส่วนใหญ่ ในกรณีที่ท่านต้องการเข้าเรียนในสหรัฐอเมริกาตามสถานศึกษาที่ผ่านการรับรองแล้วเช่น วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่ผ่านการรับรอง โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษา หรือโปรแกรมสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านการอนุมัติ ท่านต้องมีวีซ่าประเภท F-1 รวมไปถึงผู้ที่ต้องการเข้าเรียนในหลักสูตรอื่นๆที่มากกว่า 18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ต้องใช้วีซ่าประเภท F-1 เช่นกัน

วีซ่า M-1

ในกรณีที่ท่านมีความประสงค์จะเข้ารับการศึกษาในด้านวิชาชีพ หรือด้านอื่นๆที่นอกเหนือจากด้านวิชาการ หรือเข้าฝึกอบรมใดๆที่จัดโดยสถาบันในสหรัฐอเมริกา ท่านจะต้องมีวีซ่าประเภท M-1

เอกสารที่ใช้ในการยื่นคำร้อง

หากท่านยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท F หรือ M ท่านจะต้องยื่นเอกสารต่อไปนี้

  • ใบคำร้องขอวีซ่าชั่วคราวในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (DS-160) ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บเพจ DS-160
  • หนังสือเดินทางที่สามารถใช้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาได้ โดยหนังสือเดินทางนั้นจะต้องมีอายุใช้งานคงเหลือมากกว่าระยะเวลาที่ท่านตั้งใจจะอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างน้อยหกเดือน (นอกจากได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงรายประเทศ) สำหรับผู้ที่ใช้หนังสือเดินทางร่วมกับผู้เยาว์ โปรดทราบว่าแต่ละคนที่ต้องการวีซ่าจะต้องยื่นใบคำร้องขอวีซ่าแยกกัน
  • รูปถ่ายขนาด 2×2″ (5 ซม.x5 ซม.) ที่ถ่ายไว้ไม่เกินหกเดือนหนึ่ง (1) ใบ รายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดของรูปถ่ายสามารถหาได้จากเว็บเพจนี้
  • ใบเสร็จชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าชั่วคราวในสกุลเงินท้องถิ่นที่เทียบเท่ากับ 160 ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าธรรมเนียมนี้ไม่สามารถขอคืนได้ เว็บเพจนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว ในบางกรณีหากวีซ่าของท่านผ่านการอนุมัติแล้ว ท่านยังอาจต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการออกวีซ่า โดยจะขึ้นอยู่กับสัญชาติของท่าน เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯมีข้อมูลที่ช่วยระบุว่าท่านจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการออกวีซ่าหรือไม่ รวมถึงอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าว
  • แบบฟอร์ม I-20 ที่มีลายเซ็บรับรองจากทางโรงเรียนหรือโครงการในสหรัฐอเมริกา
  • เอกสารด้านการเงินและเอกสารอื่น ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนใบคำร้องของท่าน และมีความน่าเชื่อถือในการยืนยันว่าท่านมีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการชำระค่าธรรมเนียมในการศึกษาของปีแรก ทั้งยังต้องสามารถบ่งบอกว่าท่านจะสามารถนำเงินดังกล่าวมาใช้จ่ายได้อย่างเพียงพอตลอดระยะเวลาที่ท่านอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา สำหรับผู้สมัคร M-1 ท่านจะต้องแสดงหลักฐานยืนยันความสามารถในการชำระค่าศึกษาและค่าใช้จ่ายประจำวันตลอดระยะเวลาที่ตั้งใจจะพำนักอยู่

นอกจากเอกสารที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ท่านต้องแสดงใบนัดสัมภาษณ์เพื่อยืนยันว่าท่านได้จองเวลานัดสัมภาษณ์ผ่านบริการนี้เรียบร้อยแล้ว และท่านยังสามารถนำเอกสารประกอบอื่นๆ ที่ท่านเชื่อว่าจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เจ้าหน้าที่กงสุลได้ติดตัวมาด้วย

หมายเหตุ 

กฎหมายสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้นักเรียนต่างชาติเข้าเรียนโรงเรียนของรัในระดับชั้นประถมศึกษา (อนุบาลถึงเกรด 8) หรือโครงการศึกษาระดับผู้ใหญ่ที่รัฐออกทุนให้ ดังนั้นจึงไม่สามารถออก F-1 ให้นักเรียนต่างชาติที่ต้องการเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนประเภทดังกล่าวได้

วีซ่าประเภท F-1 ใช้ได้สำหรับผู้สมัครที่เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนของรัฐในระดับมัธยมศึกษา (เกรด 9 ถึง 12) โดยที่นักเรียนจะสามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนดังกล่าวได้สูงสุดไม่เกิน 12 เดือน โรงเรียนต้องระบุในแบบฟอร์ม I-20 มาด้วยว่า ว่านักเรียนชำระค่าธรรมเนียมในการศึกษาเอง ครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผู้ถือวีซ่าประเภท A, E, F-2, G, H-4, J-2, L-2, M-2 หรือวีซ่าชั่วคราวสำหรับผู้ติดตามประเภทอื่นๆสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาของรัฐได้

ขั้นตอนการยื่นวีซ่านักเรียนอเมริกา

ขั้นตอนที่ 1

กรอกใบคำร้องขอวีซ่าชั่วคราวในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (DS-160)

ขั้นตอนที่ 2

ชำระค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

ขั้นตอนที่ 3

ทำการนัดสัมภาษณ์วีซ่าผ่านเว็บนี้ ท่านจะต้องใช้ข้อมูลต่อไปนี้ในการทำนัดสัมภาษณ์

  • หมายเลขหนังสือเดินทางของท่าน
  • หมายเลขใบเสร็จชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าของท่าน (คลิก ที่นี่ หากท่านต้องการความช่วยเหลือในการค้นหาหมายเลขดังกล่าว)
  • หมายเลขบาร์โค้ดสิบ (10) หลักที่ระบุไว้บนหน้ายืนยันแบบฟอร์ม DS-160

ขั้นตอนที่ 4

ไปที่สถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกาตามวันและเวลาที่ท่านมีนัดสัมภาษณ์ ท่านต้องนำใบยืนยันนัดสัมภาษณ์ ใบยืนยัน DS-160 ของท่าน รูปถ่ายที่ถ่ายไว้ไม่เกินหกเดือนหนึ่งใบ หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบันและเล่มเก่าทั้งหมด และใบเสร็จการชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าตัวจริงมาด้วย คำร้องที่ไม่มีเอกสารทั้งหมดข้างต้นจะไม่ได้รับการพิจารณา

เอกสารประกอบในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

เอกสารเพิ่มติมในการยื่นคำร้องขอวีซ่าเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่กงสุลจะนำมาพิจารณาประกอบการสัมภาษณ์ โดยเจ้าหน้าที่กงสุลจะตัดสินใบคำร้องแต่ละกรณีโดยดูจากปัจจัยด้านอาชีพ สังคม วัฒนธรรม และปัจจัยอื่นๆที่มีอยู่ขณะที่ทำการพิจารณา โดยอาจดูจากเจตนา สถานการณ์ด้านครอบครัว แผนระยะยาวของท่าน ตลอดจนสถานการณ์ภายในประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ ซึ่งแต่ละกรณีจะได้รับการพิจารณาเป็นรายบุคคลภายใต้กฎหมาย

อควรระวัง: อย่าแสดงเอกสารปลอม การหลอกลวงหรือการกรอกข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงอาจทำให้ท่านเสียสิทธิ์ในการร้องขอวีซ่าอย่างถาวร หากท่านมีความกังวลเรื่องความลับของข้อมูล ท่านควรนำเอกสารต่าง ๆ ใส่ซองปิดผนึกมายังสถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกาด้วยตนเอง สถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกาจะไม่เปิดเผยข้อมูลของท่านต่อผู้ใดและจะเคารพข้อมูลที่เป็นความลับของท่าน

ท่านควรนำเอกสารต่อไปนี้มาในวันสัมภาษณ์ด้วย

  • เอกสารที่เป็นหลักฐานยืนยันความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นในด้านการเงิน สังคม และครอบครัวที่มีต่อประเทศของท่าน ที่แสดงได้ว่าท่านจะต้องเดินทางกลับมายังประเทศของท่านหลังจากโครงการศึกษาในสหรัฐอเมริกาสิ้นสุดลง
  • ไม่สามารถใช้สำเนาใบแจ้งยอดบัญชีจากธนาคารยื่นประกอบได้ เว้นแต่ในกรณีที่ท่านนำใบแจ้งยอดบัญชีจากธนาคารตัวจริงหรือสมุดเงินฝากติดตัวมาแสดงด้วย
  • ในกรณีที่ท่านได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบุคคลอื่น ให้ท่านนำหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้ให้การสนับสนุนนั้น (เช่นสูติบัตร) แบบฟอร์มผู้เสียภาษีตัวจริงของผู้สนับสนุน สมุดเงินฝากและ/หรือใบรับรองเงินฝากประจำ
  • เอกสารเกี่ยวกับการศึกษาที่แสดงถึงความเตรียมพร้อมด้านการศึกษา ตัวอย่างเช่น ใบรับรองผลการศึกษาของโรงเรียน (ควรนำตัวจริงมาแสดง) ที่มีรายละเอียดผลการศึกษาระบุไว้ ใบประกาศนียบัตรยืนยันการผ่านการสอบวัดระดับตามระบบการศึกษาของอังกฤษ (A-levels ฯลฯ) ผลการสอบที่มีมาตรฐาน (SAT, TOEFL ฯลฯ) และประกาศนียบัตรอื่น ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม

การฝึกอบรมวิชาชีพ

ผู้ถือวีซ่าประเภท F-1 สามารถเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพเพิ่มเติมได้สูงสุด 12 เดือนหลังจบหลักสูตรที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว (ไม่รวมถึงวิทยานิพนธ์หรือเทียบเท่า) หรือหลังดำเนินการตามข้อกำหนดทั้งหมดแล้ว การฝึกอบรมวิชาชีพหรือ OPT นั้นจะแยกออกจากการศึกษาทางด้านวิชาการของนักเรียน และโดยทั่วไปแล้วเวลาที่ใช้ในการฝึกอบรม จะไม่ถูกรวมอยู่ในวิชาเรียนของนักเรียนตลอดจนจะไม่ถูกรวมอยู่ในวันสิ้นสุดการเรียน นักเรียนที่ยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท F เพื่อทำ OPT จะสามารถใช้แบบฟอร์ม I-20 ที่ระบุวันสุดท้ายของการเรียนที่ได้ผ่านมาแล้วประกอบการยื่นคำร้อง ทั้งนี้แบบฟอร์ม I-20 ดังกล่าวจะต้องมีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในโรงเรียนระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุมัติโครงการ OPT ที่จะยืดเวลาออกไปหลังจากเวลาเรียนปกติสิ้นสุดลงแล้วด้วย นอกจากนี้ นักเรียนยังต้องมีหลักฐานยืนยันว่าสำนักงาน USCIS ได้อนุมัติโครงการฝึกอบรมวิชาชีพแล้ว หรือกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาโดยการแสดงบัตรอนุญาตทำงานหรือแบบฟอร์ม I-797 ซึ่งจะแสดงว่านักเรียนคนดังกล่าวกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครโครงการ OPT

อายุการใช้งานของวีซ่านักเรียน ในกรณีที่หยุดเรียนชั่วคราว

นักเรียนที่ไม่ได้เข้าเรียนเป็นเวลามากกว่าห้าเดือนจะต้องยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท F-1 หรือ M-1 ใหม่ได้ เพื่อกลับเข้าไปเรียนอีกครั้งหลังจากเดินทางไปต่างประเทศ ตามรายละเอียดที่ดังต่อไปนี้

นักเรียนที่ยังอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าเมือง นักเรียน (F-1 หรือ M-1) สามารถเสียสถานภาพการเป็นนักเรียนได้หากไม่กลับเข้าเรียนต่อภายในห้าเดือนนับจากวันที่ได้ย้ายโรงเรียนหรือเปลี่ยนโครงการ ในกรณีที่เสียสถานภาพการเป็นนักเรียนวีซ่าประเภท F หรือ M ที่มีอยู่ก็จะไม่สามารถใช้เดินทางกลับเข้ามายังประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคตได้อีก ยกเว้นในกรณีที่สำนักงานUSCIS คืนสถานภาพให้ ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอขยาย/เปลี่ยนแปลงสถานะชั่วคราวแบบฟอร์ม I-539 เพื่อขอให้ต่อสถานะได้ที่เว็บไซต์ USCIS

นักเรียนที่เดินทางจากต่างประเทศเพื่อกลับมายังสหรัฐอเมริกา

นักเรียนที่เดินทางออกจากสหรัฐอเมริการะหว่างหยุดพักเรียนเป็นเวลาห้าเดือนขึ้นไปอาจเสียสถานภาพ F-1 หรือ M-1ได้ เว้นแต่ในกรณีที่กิจกรรมที่ปฏิบัติหรือเข้าร่วมระหว่างอยู่ต่างประเทศนั้นมีความเกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่เรียน ก่อนการเดินทางนักเรียนควรติดต่อผู้มีอำนาจของโรงเรียนก่อนเพื่อตรวจสอบว่ากิจกรรมที่ท่านตั้งใจจะไปปฏิบัติหรือเข้าร่วมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่เรียนหรือไม่

หากนักเรียนที่เดินทางออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาและขาดเรียนนานกว่า 5 เดือน เดินทางกลับมาขอเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยวีซ่าประเภท F-1 หรือ M-1 ที่เคยใช้มาก่อนและยังไม่หมดอายุ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ สามารถตัดสินว่าบุคคลนั้นไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศเนื่องจากไม่มีวีซ่าชั่วคราวที่ใช้งานได้อยู่ หรือหากเจ้าหน้าที่อนุญาตให้นักเรียนคนดังกล่าวยกเลิกการขอเข้าประเทศ เจ้าหน้าที่ก็จะทำการยกเลิกวีซ่าตัวนั้น ดังนั้นนักเรียนควรมีความรอบคอบเป็นอย่างยิ่งในการยื่นคำร้องขอวีซ่าใหม่ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกาในต่างประเทศก่อนเดินทางกลับเข้ามายังสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนต่อ หลังจากที่ได้ขาดเรียนมาเกินห้าเดือนด้วยเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหลักสูตรที่เรียน

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

หลักสูตร Foundation คืออะไร

น้อง ๆ คนไหนวางแผนที่จะไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ หรือสหราชอาณาจักร (UK) น้องๆ จะต้องรู้จัก Foundation Course นะคะ

หลักสูตร Foundation เป็นหลักสูตรการเรียนปรับพื้นฐานสำหรับผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ไม่ได้มีระบบการศึกษาแบบอังกฤษ แต่มีความต้องการในการศึกษาต่อระดับปริญญาที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร โดยหลักสูตรปรับพื้นฐานจะช่วยเตรียมพร้อมให้คุณมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเข้าสู่การเรียนในระดับปริญญาตรี โดยจะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะทางด้านภาษา ตลอดจนจะช่วยให้คุณมีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรม และการใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักรอีกด้วย

สรุปง่าย ๆ Foundation คือ คอร์สเรียนปรับพื้นฐานก่อนเข้าเรียนปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ เนื่องจากการศึกษาในสหราชอาณาจักรในระดับก่อนจะเข้าอุดมศึกษานั้นจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเป็นระยะเวลาทั้งหมด 13 ปี คือ มีมัธยม 7 ปีและ เรียน A Level 2 ปี โดยการเรียน A LEVEL เป็นการปูพื้นฐานเฉพาะทางไปแล้ว แต่ระบบการศึกาาของประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอังกฤษ ทำให้น้องๆที่จบระดับชั้นมัธยมจากประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเข้าเรียนหลักสูตร Foundation หรือหลักสูตรปรับพื้นฐานก่อน ถึงจะเข้าเรียนปริญญาตรีที่อังกฤษได้

ระยะเวลาในการเรียน Foundation

ระยะเวลาในการเรียน Foundation ของมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาประมาณ 9 เดือน ถึง 1 ปีการศึกษาค่ะ แต่ก็มีบางมหาวิทยาลัยที่เรียน Foundation ระยะสั้นๆ เช่น Foundation หลักสูตร Business ของ Portsmouth University ใช้ระยะเวลาเพียง 4 เดือนค่ะ

สาขาต่าง ๆ ในหลักสูตร Foundation

หลักสูตร Foundation เป็นหลักสูตรปรับพื้นฐานเตรียมความพร้อมในหลากหลายสาขาวิชา เช่น Business, Finance & Management, Computing, Law, Art and Design, Engineering, Social Science, Medicine, Science and Pharmacy, Media และ Humanities

สำหรับสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตร Foundation นั้นจะเป็นสถาบันที่ร่วมมือกันกับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะสามารถการรันตีการก้าวเข้าสู่การเรียนต่อในมหาวิทยาลัยให้กับคุณได้หากผลการเรียนผ่านเกณฑ์ โดยหลายหลักสูตรนักเรียนสามารถเรียนในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งคุณจะสามารถใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆได้ เช่น ทั้งห้องสมุด อุปกรณ์การเรียนและสถานที่เล่นกีฬา

เกณฑ์การรับเข้าเรียน Foundation 

เกณฑ์ในการรับเข้าเรียน Foundation ของมหาวิทยาลัยแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน แต่ส่วนมากจะต้องจบการศึกษาระดับชั้น ม.6 (ถ้าจบม.5 จะต้องเกรดดีระดับ 3.0+) และจะต้องมีผลคะแนนการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษไอเอล (IELTS) ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 4.5 และได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 4.0 ในแต่ละทักษะ ถ้าหากทักษะภาษาอังกฤษของต่ำกว่าเกณฑ์ที่กล่าวมา คุณอาจจะต้องเรียน หลักสูตรภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ก่อนเข้าเรียนหลักสูตร Foundation

  • ผลคะแนนการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษไอเอลท์ (IELTS) ไม่ต่ำกว่า 4.5 หรือเทียบเท่า
  • ใบประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • ใบแสดงผลการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • จดหมายรับรองจากอาจารย์ที่สอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • จดหมายแนะนำตัว
  • สำเนาพาสปอร์ตและวีซ่า

Foundation สอนอะไร

คอร์ส Foundation แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  1. ส่วนที่พัฒนาภาษาอังกฤษ (Academic English) ซึ่งจะคล้าย ๆ กับ Pre Sessional English ของนักเรียนป.โท
  2. ส่วนที่พัฒนาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับปริญญาตรี ที่เราจะเรียน แะทักษะในการเรียนแบบคนอังกฤษ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

โอกาสการศึกษาในแคนาดา – Study in Canada

  • สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปเรียนต่อในแคนาดา

สำหรับพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มีแผนการจะส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศ ดิฉันขอแนะนำให้ท่านพิจารณาประเทศแคนาดาเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักแก่บุตรหลานของท่านด้วยค่ะ

ทั้งนี้เพราะแคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการศึกษาสูงเทียบเท่ากับประเทศอื่นในอเมริกาเหนือ และยุโรป หรือออสเตรเลีย แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนแล้ว ค่าเล่าเรียนในแคนาดาต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ประเทศก็น่าอยู่ สะอาด มีภูมิประเทศที่สวยงาม ผู้คนมีน้ำใจดี และปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนาดาต้อนรับผู้คนทุกชนชาติ ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ

สำหรับคนที่กลัวความหนาวนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงกับความหนาวเย็นมากนัก ในสถานศึกษา บ้าน และหอพักทั่วไป มีเครื่องทำความอุ่นที่ประสิทธิภาพสูง  เรื่องอากาศหนาวนั้นเป็นเรื่องที่เคยชินและปรับตัวได้ไม่ยาก  การที่มีฤดูหนาว ก็มีโอกาสที่จะมีหิมะตกด้วย  เมื่อหิมะตกลงมาจะทำให้มีทิวทัศน์งดงามแตกต่างไปจากประเทศเมืองร้อน  อีกทั้งมีโอกาสได้เล่นกีฬาที่หาเล่นได้ยากในประเทศอื่น เช่น สกี สเก็ตน้ำแข็ง เป็นต้น

ในระบบการศึกษาในแคนาดา นโยบายด้านการศึกษากำหนดโดยแต่ละรัฐ (Province) ดังนั้น ขั้นตอนการสมัครอาจมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเข้าศึกษาในประเทศแคนาดา กรณีเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีนักเรียนจะต้องเลือกมหาวิทยาลัย โดยหาข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครอย่างไร ระบบการศึกษา ช่วงเวลาการเริ่มต้นภาคการศึกษา เป็นต้น  เมื่อทราบแล้วว่าต้องการเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยใด จึงส่งใบสมัครเข้าเรียน เมื่อมหาวิทยาลัยตอบรับการเป็นนักศึกษาแล้ว นักเรียนจึงจะสมัครขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า – Study Permit) เข้าประเทศแคนาดาเพื่อการศึกษา

พี่หลันจะมานำเสนอข้อมูลและขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อวางแผนเรียนที่ประเทศแคนาดาค่ะ

ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศแคนาดา

เมื่อมีการวางแผนไปเรียนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม ท่านควรคำนึงถีงรายจ่ายที่จะเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมเงินส่งลูกมาเรียนที่แคนาดาประมาณปีละ 800,000 – 1,200,000 บาท (ประมาณการณ์จากอัตราค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับสถาบันที่เลือกศึกษา และการดำเนินชีวิตของนักเรียน) ในที่นี้ขอแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 รายการ ดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสมัครเรียน

ก่อนจะได้เดินทางไปเรียนที่แคนาดา ท่านจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้สำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

  • ค่าสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษา ประมาณ 50 – 150 ดอลล่าร์แคนาดา ต่อสถานศึกษา
  • ค่าส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ประมาณ 500 – 1,000 บาท
  • ค่าสอบวัดระดับต่าง ๆ เช่น GMAT, GRE, SAT, TOEFL, IELTS  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสมัครเข้าเรียน ประมาณ 100 – 200 ดอลล่าร์แคนาดา

2.  ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในแคนาดา

  • ค่าเล่าเรียน (ต่อปี)
รัฐในแคนาดา
ค่าเล่าเรียนระดับอุดมศึกษา
(ดอลล่าร์แคนาดา)
         Newfoundland
         Prince Edward Island
         Nova Scotia
         New Brunswick
         Quebec
         Ontario
         Manitoba
         Saskatchewan
         Alberta
         British Columbia
                      8,800
                    11,600
                      8,540 – 14,790
                      9,971 – 15,215
                    14,615 – 17,762
                      5,200 – 32,075
                      6,260 – 13,534
                    13,782 – 17,618
                      9,440 – 18,710
                    12,500 – 23,300
* ข้อมูลจาก Association of Universities and Colleges of Canada (ค.ศ. 2013 – 2014)
** 1 ดอลล่าร์แคนาดา เท่ากับ 30 บาท (โดยประมาณ)
*** จำนวนเงินค่าเล่าเรียนจะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและคุณภาพของสถาบันการศึกษา
  • ค่าที่พัก
แบบที่พัก
ค่าเช่า ต่อเดือน
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      Homestays (ขึ้นอยู่กับว่าจะให้รวมค่าอาหารหรือไม่)
      หอพักนักศึกษา/ การแบ่งเช่าบ้านนอกสถานศึกษา
400 – 800
250 – 750
  • ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการครองชีพ  (ข้อมูลจากเงินค่าใช้จ่ายที่สำนักงาน ก.พ. จ่ายให้นักเรียนทุนฯ ในปัจจุบัน)
ค่าใช้จ่ายทั่วไป
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าใช้จ่ายรายเดือน แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
        – ค่าเช่าบ้าน
        – ค่าอาหารโดยเฉลี่ย
        – ค่าโทรศัพท์มือถือ/internet
        – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ
        – ค่าบันเทิง กีฬา สันทนาการ
      ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน (ต่อปี)
         1,450
         450 – 550
         300
         50
         100
         100
         1,150
หมายเหตุ  ในเมืองใหญ่ๆ เช่น นครโทรอนโต นครแวนคูเวอร์ นครมอนทรีออล จะมีค่าครองชีพสูงกว่าในเมืองอื่นๆ  และท่านควรคำนึงถึงค่าเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าประมาณ 350 – 500 ดอลลาร์แคนาดา สำหรับการอยู่ในแคนาดาปีแรกด้วย

3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน (ไป-กลับ)
      ค่าประกันสุขภาพ
      ค่า Study Permit
      ค่า CAQ (สำหรับผู้ไปศึกษาในรัฐควิเบก)
         1,500 – 2,500
         1,000 – 1,200 ต่อปี
          150
          108
 

ภาคการศึกษา

การเริ่มปีการศึกษาในมหาวิทยาลัยแคนาดา จะเริ่มในเดือนกันยายนของทุกปี แต่ละภาคการศึกษา มีระยะเวลาดังนี้

  • ภาคฤดูใบไม้ร่วง  ระหว่างเดือน กันยายน – ธันวาคม
  • ภาคฤดูหนาว  ระหว่างเดือน มกราคม – เมษายน
  • ภาคฤดูร้อน  ระหว่างเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม (ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย)

ช่วงเวลาการเปิดรับสมัคร

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดรับสมัคร ตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมกราคม  ตัวอย่าง นักศึกษา ปีการศึกษาที่ 1 เริ่มเปิดเรียนเดือนกันยายน 2014  จะเริ่มส่งใบสมัครเรียนได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม       ปี 2013 ถึงเดือนมกราคม ปี 2014  และกำหนดการส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาหลังจากปิดรับสมัคร  1 – 2 เดือน  (เวลาของการเปิด-ปิดรับสมัคร และการส่งเอกสารฯ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย)

ขั้นตอนการไปศึกษาที่ประเทศแคนาดา

1. เลือกหลักสูตร และมหาวิทยาลัย

ผู้สมัครควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี เพื่อหาข้อมูลและสมัครเข้าศึกษาให้ทันภาคการศึกษาที่จะเข้าศึกษา  ข้อมูลสถานศึกษาหาได้ที่

Association of Universities and Colleges of Canada
http://www.aucc.ca/canadian-universities/study-programs/
http://www.aucc.ca/canadian-universities/our-universities/

Canadian Information Centre for International Credentials
http://cicic.ca/664/directory-of-universities-colleges-and-schools-in-canada.canada

2. การสมัคร

  1. ขั้นตอน
    • หลังจากเลือกหลักสูตร และมหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษาได้แล้ว จะต้องสมัครกับมหาวิทยาลัยโดยตรง (การตอบรับการเข้าศึกษาจะใช้เวลาพิจารณา 4-6 เดือน)  หลังจากนั้นจะต้องสมัครผ่านศูนย์กลางรับสมัครออนไลน์ กรณีบางรัฐมีศูนย์กลางรับสมัครเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐ ดังนี้
    • ตรวจสอบช่วงเวลาการเปิด-ปิดรับสมัคร และระยะเวลาการยื่นเอกสาร
    • กรณีผู้สมัครได้รับการตอบรับเข้าศึกษามากกว่าหนึ่งสถาบันการศึกษา ผู้สมัครควรพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเลือกศึกษาที่ใด หลังจากนั้นควรแจ้งตอบรับ/ปฏิเสธการเข้าศึกษากับสถาบันการศึกษาด้วย
  2. คุณสมบัติด้านการศึกษา
    • ผู้สมัครจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับ Grade 12 เทียบเท่ามัธยมศึกษา 6 หรือระดับการศึกษาสูงกว่า
    • ในแต่ละภาควิชาที่สมัครเรียนนั้น ผู้สมัครจะต้องเคยเรียนวิชาหรือมีผลงานที่ภาควิชานั้นกำหนด เช่น เลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้สมัครจะต้องเคยเรียนคณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และ เคมี หรือเลือกเรียนดนตรี ผู้สมัครจะต้องส่งผลงานการเล่นดนตรี หรือการร้องเพลง เป็นต้น (แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดต่างกัน)
  3. คุณสมบัติด้านภาษา
    • ไม่ว่าจะเลือกเรียนหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส ผู้สมัครต้องมีผลการสอบวัดระดับภาษาในสถาบันภาษาที่สถาบันการศึกษากำหนด
    • แต่ละสถาบันการศึกษาจะกำหนดรับผลวัดระดับภาษาอังกฤษจากสถาบันภาษาต่างๆ เช่น TOEFL, IELTS, CanTest, CAEL, MELAB เป็นต้น และอยู่ในระดับคะแนนของแต่ละสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด
    • สถาบันการศึกษาจะกำหนดรับผลวัดระดับภาษาฝรั่งเศสจาก Test de français international (TFI) และอยู่ในระดับคะแนนของแต่ละสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนดไว้
    • บางสถาบันการศึกษามีหลักสูตรภาษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษานั้น หากผู้สมัครมีคะแนนผลวัดระดับภาษาไม่ถึงตามที่สถาบันการศึกษานั้นๆ กำหนดไว้ ผู้สมัครอาจสมัครเข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ (ESL) หรือภาษาฝรั่งเศสก่อน  โดยสถาบันการศึกษานั้นมีเงื่อนไขว่าผู้สมัครต้องผ่านเกณฑ์ภาษาตามที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด จึงจะสามารถสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษาในสถาบันการศึกษานั้นต่อไปได้
  4. เอกสารประกอบการสมัคร
    • ประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษา 6 หรือเทียบเท่า หรือสูงกว่า
    • รายงานผลการศึกษา (Transcript)
    • รายงานผลวัดระดับภาษาอังกฤษ หรือภาษาฝรั่งเศส
    • บางหลักสูตรนักศึกษาจะต้องเขียนเรียงความ หรือแสดงผลงาน ให้สถาบันศึกษาด้วย
    • เอกสารอื่น ๆ ที่มีการรับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

3. การขอใบอนุญาตศึกษาในแคนาดา (Study Permit) และการขอรับการตรวจลงตรา (Visa) เข้าประเทศแคนาดา

  1. กรณีที่สมัครเข้าศึกษาในรัฐต่าง ๆ (ยกเว้นรัฐควิเบก)
    • เมื่อได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาในสถาบันศึกษาแล้ว ผู้สมัครจะต้องเขียนคำร้องขอรับใบอนุญาตศึกษาในประเทศแคนาดา (Study Permit) จากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย  ในกรณีที่ยื่นคำร้องครั้งแรกนักศึกษาจะได้รับการตรวจลงตรา (Visa) เข้าแคนาดาโดยอัตโนมัติ
    • การขอ Study Permit และ Visa ผู้สมัครจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการพิจารณาของสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาฯ ด้วย เนื่องจากอาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติม หากไม่เผื่อเวลาไว้อาจจะไม่สามารถเข้าเรียนได้ทันวันเปิดภาคเรียน
  2. กรณีที่สมัครเข้าศึกษาในรัฐควิเบก
    • เมื่อได้รับการตอบรับการเข้าศึกษาจากสถาบันศึกษาแล้ว ผู้สมัครจะต้องสมัครขอรับ Québec Acceptance Certificate (CAQ) การสมัครขอรับ CAQ สามารถสมัคร online ได้ เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร คือ ใบตอบรับการเข้าศึกษาจากมหาวิทยาลัย หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในประเทศแคนาดา การประกันสุขภาพ เป็นต้น  หลังจากได้รับ CAQ แล้วผู้สมัครจึงจะยื่นคำร้องขอ Study Permit และ Visa ได้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.immigration-quebec.gouv.qc.ca/en/electronic-services/caq-electronic/index.html
  3. เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร
    • ใบตอบรับการเข้าศึกษาจากสถาบันศึกษา
    • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา
    • หนังสือผู้มีอำนาจปกครอง (Custodianship Declaration – Custodian for Minors Studying in Canada – IMM 5646) สำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี
    • Québec Acceptance Certificate (CAQ) (สำหรับผู้สมัครที่จะศึกษาในรัฐควิเบก)
    • หนังสือเดินทาง (Passport)
    • รูปถ่าย 2 ใบ
    • ใบคำร้องขอ Study Permit   http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/student.asp
    • ค่าธรรมเนียมการยื่นคำร้อง 125 ดอลลาร์แคนาดา
    • หลังจากยื่นคำร้องขอ Study Permit แล้ว เจ้าหน้าที่อาจขอให้ผู้สมัครส่งผลการตรวจร่างกาย และ หรือ ส่งรายงานประวัติอาชญากรรมเพิ่มเติม (Police Clearance Certificate)
      ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/study.asp
  4. ระยะเวลาในการได้รับ Study Permit และ Visa
    • หากไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องในการยื่นคำร้อง ฝ่ายแคนาดาจะใช้เวลาใน   การพิจารณาอย่างน้อย 9 สัปดาห์  ดังนั้นผู้สมัครควรเผื่อเวลาไว้สำหรับขั้นตอนนี้ เพื่อมีเวลาพอที่จะเดินทางมาศึกษาทันวันเปิดภาคการศึกษา

4. การหาที่พักอาศัย

ระหว่างที่รอการตอบรับจากสถาบันศึกษา ผู้สมัครอาจใช้เวลาหาที่พักอาศัยไปพลางๆ ก่อน  หลังจากที่ได้รับการตอบรับจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผู้สมัครจึงสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะเช่าที่พักที่ไหน และในราคาเท่าไหร่  การหาที่พักอาศัยสำหรับนักศึกษามีหลายรูปแบบ ดังนี้

  1. การเช่าหอพักในสถาบันการศึกษา
    สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่จะมีหอพัก (Residence on Campus) ให้นักศึกษาเช่าพัก  เมื่อผู้สมัครได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาแล้ว ก็สามารถส่งใบสมัครขอเช่าหอพักของสถาบันการศึกษาได้ ขั้นตอนนี้ผู้สมัครจะต้องรีบดำเนินการทันที เนื่องจากมีผู้ขอเช่ามากกว่าจำนวนหอพักที่เปิด  ให้เช่า เมื่อได้รับการตอบรับให้เช่าแล้ว ผู้เช่าจะดำเนินการตามกฎที่สถาบันการศึกษากำหนด หอพักในสถาบัน การศึกษาอาจมีเปิดให้เลือกเช่าหลายแบบ เช่น ห้องพักมีห้องครัวและห้องน้ำส่วนตัว ห้องพักที่ใช้ห้องครัวร่วมกัน  ห้องพักรวมอาหาร เป็นต้น  อนึ่ง ระหว่างรอการตอบรับผู้สมัครอาจค้นหาที่พักจากแหล่งอื่นด้วยก็จะเป็นการไม่เสียโอกาส และอาจต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเพื่อเป็นค่ามัดจำห้อง
  2. การเช่าห้องพัก Homestay
    เจ้าของบ้านแบ่งห้องนอนในบ้านให้เช่า โดยผู้เช่าสามารถใช้ห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องนั่งเล่น ร่วมกับเจ้าของบ้าน บางบ้านมีห้องน้ำส่วนตัวให้กับผู้เช่าใช้ต่างหาก บางบ้านให้เช่าพร้อมอาหาร 2 หรือ 3 มื้อ บางบ้านมีสัตว์เลี้ยง มีเด็ก บางบ้านเจ้าของบ้านอาจอยู่เพียงลำพัง หรือบางบ้านแบ่งให้คนเช่ามากกว่า 1 ราย ดังนั้น ผู้สมัครจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า Homestay ลักษณะใดเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด โดยสามารถหา Homestay ทั่วประเทศแคนาดาได้ ดังนี้
  3. การร่วมแบ่งเช่าบ้านกับนักศึกษาอื่น ๆ บ้านหรืออพาทเมนท์ ที่เจ้าของเปิดให้เช่าทั้งหมด โดยมีนักศึกษาสนใจเช่าร่วมกันกับเพื่อนๆ หรือประกาศหาผู้ร่วมแบ่งเช่าบ้าน โดยบ้านแต่ละหลังอาจมีผู้เช่าตั้งแต่ 2 – 5 คน หรือมากกว่านั้น โดยผู้ร่วมแบ่งเช่าบ้าน จะแบ่งความรับผิดชอบในการเช่า ค่าใช้จ่าย และรักษาความสะอาดเรียบร้อยของบริเวณบ้านที่ใช้ร่วมกัน
  4. ข้อพิจารณาในการเช่าที่พัก
    • ระยะเวลาการเช่า
    • ระยะเวลาการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า
    • ระยะทางระหว่างที่พักและสถาบันการศึกษา เนื่องจากเป็นช่วงใกล้หน้าหนาว ผู้สมัครยังไม่เคยชินกับภูมิประเทศ และสภาพอากาศของเมืองนั้น การมีที่พักอาศัยใกล้กับสถาบันการศึกษาจะช่วยให้ผู้สมัครปรับตัวง่ายขึ้นในด้านการศึกษา สภาพภูมิอากาศ สภาพกูมิประเทศ และด้านการเงิน (ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง)
    • ค่าเช่ารวม ค่าน้ำ/ ค่าไฟ/ ค่าโทรศัพท์/ Cable TV/ Internet/ การใช้เครื่องซัก-อบผ้า หรือไม่
  5. ข้อดีและข้อเสียของการอยู่หอพัก การร่วมแบ่งเช่าบ้าน และ Homestay

    การอยู่หอพัก
    การร่วมแบ่งเช่าบ้าน
    Homestay
        ข้อดี
         – ปลอดภัย
         – ใกล้มหาวิทยาลัย
         – ถ้าเลือกหอพักที่มีบริการอาหาร ก็ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายซื้อเครื่องใช้ในครัว
         – มีความเป็นส่วนตัว
        ข้อดี
         – ถูก
         – ได้พบเพื่อนใหม่
         – ไม่โดดเดี่ยว
         – ได้เรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่
         – มีโอกาสพัฒนาด้านภาษาเร็ว
        ข้อดี
         – ได้เรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่
         – ได้เข้าใจและเห็นวิถีชีวิตของครอบครัวอื่น
         – ไม่โดดเดี่ยว
         – มีโอกาสพัฒนาด้านภาษาเร็ว
         – ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมแซมบ้าน หรืออุปกรณ์ใช้ในครัว
        ข้อเสีย
         – แพง
         – มีกฎระเบียบในสัญญามาก
         – ไม่มีความยืดหยุ่น เช่น วันจ่ายค่าเช่า เป็นต้น
         – มีสัตว์เลี้ยงไม่ได้
     
        ข้อเสีย
         – ปัญหาการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การไม่รักษาความสะอาด ปัญหาเรื่องค่าเช่า กรณีผู้แบ่งเช่ารายอื่นจ่ายค่าเช่าไม่ตรงเวลา หรือไม่จ่ายค่าเช่า
         – เมื่อมีปัญหาต่างๆ แล้ว หากแก้ไขไม่ได้ก็จะต้องอดทนจนกว่าสัญญาเช่าจะหมด
         – ไม่มีความเป็นส่วนตัว
        ข้อเสีย
         – มีความเป็นส่วนตัวน้อย
         – หากมีปัญหาใดๆ ต้องกล้าเจรจากับเจ้าของบ้าน
         – ไม่อิสระ เพราะเจ้าของบ้านอาจจะไม่อนุญาตให้มีแขกหรือเพื่อนเข้ามาในบ้าน
  6. ข้อควรระวัง
    • กรณีหาที่พักทางอินเตอร์เน็ทจากประเทศไทย เป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก เนื่องจากผู้สมัครไม่เคยเห็นสถานที่ เมือง และระบบการคมนาคม จึงไม่ทราบว่าบ้านหรือที่พักที่จะเช่านั้นเป็นอย่างไร ห่างไกลจากสถาบันศึกษาแค่ไหน จึงควรสอบถามในรายละเอียดเกี่ยวบ้านเช่าให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเช่า
    • เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง นักศึกษาไม่ควรจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าก่อนลงนามสัญญาเช่า และควรตกลงกับผู้ให้เช่าในการจ่ายค่าเช่าส่วนที่เหลือเมื่อเดินทางไปถึงที่พัก
    • ต้องขอใบเสร็จสำหรับการจ่ายเงินทุกครั้ง

5. การเตรียมตัวเพื่อมาอยู่ในประเทศแคนาดา

  • ประเทศแคนาดาใช้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก ถึงแม้ว่านักศึกษามีความประสงค์จะมาเรียนภาษาก่อนเข้าเรียนหลักสูตรอื่นก็ตาม ก็ควรจะมีพื้นฐานความรู้ในภาษาที่นักศึกษาจะไปอาศัยอยู่ด้วย
  • ควรนำต้นฉบับเอกสารต่างๆ เช่น สูติบัตร (ใบเกิด) ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ใบทะเบียนสมรส/หย่า ทรานสคริป ใบประกาศนียบัตร ใบปริญญาบัตร ใบอนุญาตขับขี่ยานพาหนะ หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เป็นต้น ส่วนเอกสาร  ที่เป็นภาษาไทยควรมีการรับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสอย่างถูกต้อง (Certified Translation) นักแปลผู้มีใบอนุญาต (Certified Translator) และเอกสารที่เป็นสำเนาควรได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศมาด้วย เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เอกสารต่างๆ จะเป็นการลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงหากไม่ได้เตรียมเอกสารมาแคนาดาให้พร้อม
  • หาที่พักล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึง อาจหาเช่าที่พักในระยะสั้นๆ เช่น โรงแรม Homestay    ที่ให้เช่าในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อมีโอกาสหาเช่าที่พักที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองในระยะยาว
  • เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวมาให้พอเหมาะเมื่อเดินทางมาถึง อย่างไรก็ตาม การหาซื้อเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าในแคนาดาจะมีความเหมาะสมกับสภาพอากาศมากกว่า
  • ผู้สมัครอาจติดต่อขอคำแนะนำจากสถานเอกอัครราชทูตไทย หรือสถานกงสุลในเมืองใกล้เคียง ดังนี้
    1. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา
      Royal Thai Embassy, 180 Island Park Drive, Ottawa, ON  K1Y 0A2 
      Tel: 1-613-722-4444  Email: contact@thaiembassy.ca
      Website: http://www.thaiembassy.ca
    2. สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์
      1040 Burrard Street, Vancouver, British Columbia V6Z 2R9
      Tel. 1-604-687-1143   Fax. 1-604-687-4434
      E-mail: info@thaicongenvancouver.org 
      Website: http://www.thaicongenvancouver.org

6. เมื่อเดินทางถึงแคนาดา

  1. การเข้ารายงานตัว/การลงทะเบียนเรียน
    โดยปกติสถาบันการศึกษาจะกำหนดวันเข้ารายงานตัว วันสอบวัดระดับภาษา (หากนักเรียนเข้าเรียนภาษาก่อน) และวันลงทะเบียนเรียนไว้ นักศึกษาจะต้องเข้ารายงานตัวตามวันที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด แต่หากนักศึกษามีปัญหาล่าช้าในการตรวจลงตราเข้าประเทศแคนาดา บางสถาบันการศึกษาก็อาจจะขอผ่อนผันวันเข้ารายงานตัวได้ โดยทั่วไปจะขอรายงานตัวล่าช้าไม่เกิน 1 สัปดาห์
    หลังจากเข้ารายงานตัวแล้ว ทางสถาบันการศึกษาจะจัดทำบัตรนักศึกษาให้เพื่อนักเรียนสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ ระยะเวลาในการได้รับบัตรนักศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการศึกษา บางสถาบันฯ สามารถออกบัตรนักศึกษาไม่เกิน 2 วัน บางสถาบันฯ ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์
  2. การสอบวัดระดับภาษา (Placement test)
    เมื่อนักเรียนสมัครเข้าเรียนภาษาเพื่อเตรียมพร้อมก่อนสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรอื่นๆ ต่อไป สถาบันการศึกษาจะวัดระดับภาษาของนักเรียนเพื่อจัดให้นักเรียนเข้าเรียนภาษาในระดับที่เหมาะสม
  3. การเปิดบัญชีธนาคาร
    นักศึกษาต้องใช้บัตรนักศึกษาที่สถาบันศึกษาออกให้ในการเปิดบัญชีธนาคาร อย่างไรก็ดี เนื่องจากการออกบัตรนักศึกษาอาจใช้เวลานาน ดังนั้น ขอแนะนำให้นักศึกษานำเงินติดตัวมาในรูปแบบ Bank Draft  ไม่ควรนำเงินสดติดตัวมามาก ควรนำเงินสดมาพอสำหรับจ่ายค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่มและของใช้จำเป็นส่วนตัว เท่านั้น
  4. การโอนเงินจาก/ไปประเทศไทย
    เมื่อนักเรียนเปิดบัญชีธนาคารแล้ว ครอบครัวทางเมืองไทยสามารถส่งเงินเข้าธนาคาร โดยวิธี Wire Transfer โดยแต่ละธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมไม่ต่างกันมาก และนักเรียนก็สามารถส่งเงินไปเมืองไทยโดยวิธีเดียวกัน
  5. การสื่อสาร
    • ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารหลายรูปแบบ และรวดเร็ว อาจจะเสียค่าใช้จ่ายเล็กน้อย หรือไม่เสียเลย เช่น ติดต่อโดย Skype  อีเมล  เป็นต้น โดยในทุกสถาบันการศึกษาจะมีบริการอินเตอร์เน็ท Wifi ให้นักเรียนใช้ฟรี
    • บัตรโทรศัพท์โทรต่างประเทศ (International Calling Card) ในกรณีไม่มีอินเตอร์เน็ทใช้
  6. การรายงานตัวต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในแคนาดา
    เพื่อประโยชน์ในการดูแลสวัสดิภาพของนักศึกษาหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตามสถานที่ติดต่อข้อ 5

7. การต่ออายุ Study Permit และ Visa

 เมื่อได้รับใบอนุญาตเพื่อเข้าศึกษาในประเทศแคนาดา (Study Permit) และการตรวจลงตราเข้าประเทศแคนาดา (Visa) แล้ว นักเรียนจะต้องตรวจสอบดูวันหมดอายุของ Study Permit และ Visa ด้วย เพื่อเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการขอต่ออายุ Study Permit และ Visa ในครั้งต่อไป สามารถขอต่ออายุได้โดยทาง Online และโดยส่งเอกสาร ควรจะขอต่ออายุ Study Permit และ Visa ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันหมดอายุ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอต่ออายุ Study Permit และ Visa มีดังนี้

  • ใบคำร้องขอต่อ Study Permit และ Visa  http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/extend-student.asp
  • ใบเสร็จรับเงินที่มีตราประทับ (IMM5401)
  • หนังสือผู้มีอำนาจปกครอง (Custodianship Declaration – Custodian for Minors Studying in Canada – IMM 5646) สำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) หน้าที่มีรายละเอียดเลขที่หนังสือเดินทาง วันหมดอายุ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด และหน้าที่มีตราประทับวันที่ล่าสุดที่เข้าประเทศแคนาดา
  • ใบรับรองการศึกษาจากฝ่ายทะเบียนของสถาบันศึกษา และสำเนาผลการศึกษาย้อนหลัง    2 ภาคการศึกษา
  • Québec Acceptance Certificate (CAQ) สำหรับผู้ที่ศึกษาในมณฑลควิเบก
  • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  http://www.cic.gc.ca/english/study/study-extend.asp

8. การต่ออายุ Certificat d’Acceptation du Québec (CAQ)

กรณีนักเรียนที่ศึกษาที่มนฑลควิเบก จะต้องตรวจสอบวันหมดอายุของ CAQ ด้วย หากหมดอายุก่อน Study Permit นักเรียนจะต้องขอยื่นต่ออายุ CAQ ล่วงหน้า 3 เดือน ก่อน CAQ หมดอายุ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอต่ออายุ CAQ มีดังนี้

  • รูปถ่าย (ขนาด 35 mm X 45 mm)
  • ค่าธรรมเนียม
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) ที่ยังไม่หมดอายุ หน้าที่มีรายละเอียดเลขที่หนังสือเดินทาง วันหมดอายุ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด
  • ใบรับรองการศึกษาจากฝ่ายทะเบียนของสถาบันศึกษา ระบุว่าเป็นนักศึกษาเต็มเวลา และจำนวนหน่วยกิตที่เรียน
  • ต้นฉบับรายงานผลการศึกษา
  • หากไม่ได้ศึกษาเต็มเวลา จะต้องมีหนังสือชี้แจงและเอกสารรับรอง
  • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา
  • หลักฐานการประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองจนถึงวันหมดอายุ CAQ รวมถึงประกันสุขภาพในสถาบันการศึกษา

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  http://www.immigration-quebec.gouv.qc.ca/en/immigrate-settle/students/extending-stay/renewing-authorizations/index.html

9. การทำงานไปด้วยระหว่างที่ศึกษาในแคนาดา

นักศึกษาต่างชาติที่มีความประสงค์ทำงานในระหว่างเรียน บางกรณีจะต้องขอสมัครใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ด้วย โดยแคนาดาแบ่งการทำงานในระหว่างเรียนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. ทำงานในสถาบันการศึกษา  (Work on campus)
    นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้อง เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และมี Study Permit การทำงานในสถาบันศึกษานักเรียนไม่ต้องยื่นคำร้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จาก Citizenship and Immigration Canada  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-oncampus.asp
  2. ทำงานนอกสถาบันการศึกษา  (Work off campus)
    นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้อง เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา การทำงานนอกสถาบันศึกษานักเรียนต้องยื่นคำร้องขอ Work Permit และจะต้องได้รับ Work Permit ก่อนจึงจะสามารถทำงานได้ โดยในระหว่างภาคการศึกษาปกติจะอนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่จะทำงานได้เต็มเวลาในช่วงปิดภาคเรียนในฤดูร้อน หรือปิดภาคเรียนระยะสั้นในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ เมื่อใดก็ตามที่นักเรียนไม่ได้ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา หรือมีผลการเรียนไม่ดี จะต้องส่งใบอนุญาตทำงานคืนให้กับ Citizenship and Immigration Canada  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-offcampus.asp
  3. หลักสูตรการศึกษาที่ต้องมีการฝึกงาน  (Work as a co-op student or intern)
    บางหลักสูตรการศึกษาจะกำหนดให้ประสบการณ์ในการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรด้วย โดยนักเรียนที่เรียนในหลักสูตรนั้น จะต้องจบการศึกษาได้เมื่อนักเรียนมีการฝึกงานครบตามจำนวนชั่วโมงการทำงานที่หลักสูตรกำหนดไว้ นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้องยื่นคำร้องขอ Work Permit ก่อนเข้าทำงานและจะต้องมี Study Permit ที่ไม่หมดอายุ  งานที่ทำจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษา พร้อมกันนี้ จะต้องได้รับหนังสือรับรองการทำงานจากสถาบันศึกษาด้วย  นักเรียนจะใช้เวลาฝึกงานได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของระยะเวลาการศึกษา  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-coop.asp

10. ทุนการศึกษา

ประเทศแคนาดามีรายได้จากนักศึกษาต่างชาติสูงมาก  จึงทำให้มีโครงการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติ เพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจมาศึกษาในแคนาดามากขึ้น  ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติมีมากมาย โดยแบ่งได้ ดังนี้

  • International Undergraduate Scholarship in Canada
  • International Graduate Scholarship in Canada

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการไปเรียนที่ฟิลิปปินส์

Q : ทำไมควรเลือกไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์
A : ประเทศฟิลิปปินส์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาราชการ ชาวฟิลิปปินส์เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก ควบคู่กับภาษาท้องถิ่นของตน ดังนั้น นอกจากจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว อาจารย์ชาวฟิลิปปินส์สามารถเข้าใจปัญหาภาษาอังกฤษของนักเรียนได้อย่างตรงจุด บรรยากาศของประเทศฟิลิปปินส์มีความสวยงาม มีธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือทะเล

Q : สำเนียงภาษาอังกฤษของอาจารย์ฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร
A : เป็นสำเนียงแบบอเมริกัน ซึ่งการจะเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในสถาบันสอนภาษาของฟิลิปปินส์ได้นั้น ต้องผ่านการอบรมและการสอบหลายขั้นตอน นอกจากนั้น สถาบันได้จัดเตรียมหนังสือและแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้อาจารย์ผู้สอนเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จึงมั่นใจได้ว่าอาจารย์และบุคลากรในสถาบันมีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสูง

Q : จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างไร
A : นักเรียนจะอาศัยอยู่ในหอพัก ซึ่งมีทั้งห้องเดี่ยว ห้องคู่ สูงสุดคือห้องแบบ 4 (quarter) ซึ่งห้อง 4 คนมีความนิยมสุด มีอาจารย์ชาวฟิลิปปินส์คอยดูแลฝึกภาษาอย่างใกล้ชิด และสถานที่เรียนอยู่ในบริเวณเดียวกันกับหอพัก สามารถเดินไปเรียนได้โดยสะดวก ทางสถาบันยังจัดให้มีอาหารบริการครบ 3 มื้อ (บางดรงเรียนเป็นแบบบุฟเฟ่ท์)  มีห้องออกกำลังกาย ห้องพยาบาล อินเตอร์เน็ต และบริการซักเสื้อผ้าและทำความสะอาดห้อง

Q : การไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ต้องทำวีซ่าไหม
A : นักเรียนสามารถเดินทางไปเรียนได้โดยไม่ต้องทำวีซ่า ซึ่งอนุญาตให้อยู่ได้ 30 วัน ทางสถาบันจะดูแลเรื่องการต่ออายุวีซ่าให้สอดคล้องกับเวลาเรียน

Q : ประเทศฟิลิปปินส์ปลอดภัยแค่ไหน
A : สถาบันสอนภาษาอังกฤษจะตั้งอยู่ในเมืองบาเกียว เมืองซูบิก เมืองคล้าก เมืองดาเบา และเมืองเซบู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงเรียกได้ว่ามีความปลอดภัยสูง และมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงแรมหรือบ้านพักตากอากาศสวยๆ เป็นต้น ลักษณะภูมิศาสตร์ของเมืองมีธรรมชาติ เช่น เกาะ ป่า ภูเขา ล้อมรอบเป็นเกราะป้องกันชั้นดีจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

Q : จะได้ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ในเมื่อไม่ได้อยู่ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก
A : หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์จะเน้นการเรียนที่ต่อเนื่อง นักเรียนจะได้เรียนและฝึกฝนภาษาอังกฤษตลอดวัน หอพักนักเรียนเป็นระบบ English zone กำหนดให้นักเรียนสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ สำหรับการใช้ชีวิตภายนอกสถาบัน ผู้คนชาวฟิลิปปินส์สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษกับภาษาท้องถิ่น ดังนั้นนักเรียนจึงมีโอกาสฝึกภาษาอังกฤษตลอดเวลา

Q : การเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณเท่าไหร่
A : ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ไปเรียน การเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 6-7 หมื่นบาทต่อ 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าเรียน ที่พัก อาหาร 3 มื้อ และบริการรถรับที่สนามบิน

Q: เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่เป็นประเทศอะไร สื่อสารแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันด้านใดบ้าง การใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างไรบ้าง วันหยุดทำอะไรกันบ้าง?
A: ใช้ชีวิตในโรงเรียนซะส่วนใหญ่แต่ก็สนุก เพราะอยู่กับเพื่อนๆตลอดเวลา ส่วนใหญ่เพื่อนเป็นคนเกาหลี ญี่ปุ่น วันหยุดก็มีออกไปเที่ยวบ้างไปช๊อปปิ้งในเมือง ไปกินข้าวไปโยนโบว์ ที่โน่นค่าครองชีพไม่สูงบางทีไปไหนกันหลายคนก็นั่งแท็กซี่ไม่แพงสะดวก 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com