ธุรกิจ Retail (ผู้ค้าปลีก) สามารถผสานรวม PoS และ ERP เข้าด้วยกันได้อย่างไร

การทำธุรกิจแบบ B2C นั้น ลูกค้ารายย่อยมักมีความต้องการประสบการณ์ *Omni-Channel อย่างแท้จริงจากร้านค้าที่ตนเลือกมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ ผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องมี Solution พวกจุดขายที่ยืดหยุ่นและดีที่สุด  ซึ่งสามารถรวมเข้ากับ ERP และSolution ทางธุรกิจส่วนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ระบบ ERP ที่คุณควรใช้ คือ ระบบ ERP ที่นำเสนอ PoS ซึ่งเป็นงานส่วนหน้าบานในการตัดขายสินค้าที่จุดชำระเงิน หรือไม่ว่าจะเป็นการขายผ่าน Social Media อื่นๆ ซึ่งอาจจะนำเสนอช่องทางโปรโมชั่น แบบ รหัสส่วนลด วึ่งเชื่อมต่อกับระบบ ERP หลังบ้านที่สามารถเก็บข้อมูลต่างๆของลูกค้า (ด้วยระบบ CDP – Customer Data Platform) เช่น โปรโมชั่นที่ใช้ ช่องทางการสั่งซื้อ ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า และความชื่นชอบต่างๆของลูกค้า

การผสานรวม PoS และ ERP เข้าด้วยกัน ทำให้คุณสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ทำให้เกิดความพึงพอใจในการให้บริการและเพิ่มยอดขายให้กับคุณต่อไป เนื่องจาก

  1. สต๊อกสินค้าที่ถูกต้องแม่นยำ

การใช้ระบบ ERP กับ ระบบ PoS ร่วมกันโดยเป็นระบบที่ integrate ร่วมกันจะทำให้ สต๊อกสินค้าหน้าร้าน และในคลังสินค้าไม่มีความผิดพลาด เพราะมเอเติมสินค้าเข้าคลังสินค้า ระบบก็จะอัพเดทอย่างเรียลไทม์ทันที รวมถึงเมื่อขายสินค้าผ่านระบบ PoS ออกไป จำนวนสินค้าก็จะถูกตัดออกจากระบบอย่างเรียลไทม์เช่นกัน นอกจานั้น

การที่สต๊อกสินค้าถูกต้องแม่นยำ ทำให้แผนกจัดซื้อสามารถบริหารจัดการจำนวนในคลังสินค้าให้ไม่คงเหลือมากเกินไปและไม่ขาดมือ จงทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องรอสินค้านาน

ในทำนองเดียวกัน แผนกการตลาด ก็สามารถวิเคราะจำนวนการซื้อสินค้า จัดทำโปรดมชั่นสำหรับสินค้าขายดี หรือสินค้าที่ต้องการโปรโมตให้เป็นสินค้าขายดีได้เช่นกัน

  1. การจัดส่งสินค้าไม่มีความผิดพลาด

เนื่องจาก ระบบ ERP มีระบบฐานข้อมูลของลูกค้าหรือ Customer Data Platform หรือ CDP (ดู CLIENTmanager)  เมื่อลูกค้าทำการสั่งซื้อสินค้า ระบบจะระบุตัวสินค้ากับข้อมูลลูกค้าผ่าน PoS ไปยังระบบ ERP จากนั้น ผู้ใช้จะสามารถพิมพ์ใบสั่งซื้อ ใบเสร็จและ หน้าซองพัสดุ เพื่อนำไปจัดแพคสินค้าได้ทันที ตรงนี้จะช่วยให้การจัดส่งสินค้ารวดเร็วและไม่มีความผิดพลาด

  1. การรวบรวมข้อมูลลูกค้า เพิ่มยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่น การนำเสนอสินค้าให้กับลูกค้า

ตามที่กล่าวไปแล้วในข้อ 1 คือ ประโยชน์สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ของการผสานระบบ PoS เข้ากับระบบ ERP ก็คือ การเพิ่มยอดขาย ซึ่งหากคุณมีระบบ PoS เพียงอย่างเดียว คุณจะไม่สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการขาย ข้อมูลผู้ซื้อได้ละเอียดถึงขนาดทำไปวิเคร์และทำโปรดมชั่น เพิ่มยอดขายได้เลย นอกจากนั้น ระบบ ERP ยังสามารถเก็บข้อมูลความสนใจของลูกค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าได้อีกด้วย   

  1. เพิ่มจุดขายได้อย่างไม่จำกัด

หากคุณเป็นผู้ค้าปลีก การมีจุดขายหลายจุด ย่อมทำให้เกิดโอกาสทางการขายมากขึ้นใช่ไหมครับ แต่การมีจุดขายหลายจุดก็อาจมีปัญหาได้ หากคุณแม่มีระบบหลังบ้าน อย่างระบบ ERP ที่ดี ระบบ PoS ที่ผสานกับระบบ PoS จะช่วยให้คุณไม่ปวดหัวกับการแก้ปัญหาเรื่องสต๊อกสินค้า การจัดซื้อ พนักงานของคุณก็จะทำการขาย ณ จุด PoS อย่างไร้กังวล เรียกได้ว่า ยิ่งขายได้ ยิ่งเพิ่มกำไร เพราะหลังบ้านสามารถเติมสินค้าได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

  1. ระบบบัญชีที่รวดเร็วและถูกต้อง

การเปิดใบเสร็จจากระบบ PoS ย่อมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและถูกใจลูกค้า และเมื่อสินค้าของเราขายดีแล้ว แน่นอนครับ ผู้บริหารหรือเจ้าของย่อมอยากทราบว่ายอดรายได้ขององค์กรณ์คือเท่าใด ระบบ ERP ที่เชื่อมต่อกับ PoS จะทำให้คุณสามารถรู้ได้ทันทีอย่างเรียลไทม์ว่าคุณมียอดขายณ ตอนนั้นเท่าใด และทำให้ผู้บริหารสามารถบริหารจัดการหรือวิเคร์รายรับ-รายจ่ายล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี

*Omni-Channel หมายถึง ช่องทางการสื่อสารและบริการลูกค้าที่หลากหลายและเชื่อมโยงกันให้เป็นหนึ่งเดียวทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้าทั้งหมดเอาไว้ เพื่อทำให้การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว

เป็นอย่างไรบ้างครับ ข้อดีของการผสานระบบ PoS กับ ERP ถ้าให้ผมแนะนำ ผมแนะนำว่าหากคุณเป็นร้านค้าเล็กๆ traffic ยังไม่เยอะ ที่เป็นร้านเดี่ยวๆ คุณจะเลือกใช้ระบบ PoS อย่างเดียวก็ได้ครับ เพราะคุณยังสามารถจัดการงานหลังบ้านได้แม้ว่าคุณไม่มี ERP แต่เมื่อไหร่ที่คุณวางแผนจะเพิ่มสาขา เพิ่มจำนวนสินค้า ต้องการพัฒนาจากการขายปลีกเป็นการขายส่ง จุดนี้ผมมั่นใจว่าระบบ ERP จะเป็นประดยชน์กับคุณอย่างแน่นอนครับ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ CiMSO ERP Software ติดต่อ 02-3924186 หรือ cimso@aecenlist.com

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ข้อดีของการเลือกใช้ ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully integrated ERP)

มีหลายบริษัทเริ่มต้นการจัดการภายในองค์กร การดำเนินการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างฐานข้อมุลลูกค้า การติดตามการขาย การออกใบแจ้งหนี้ การตรงจนับสินค้าคงคลัง โดยใช้ Excel ด้วยเหตุผลที่ว่ามันใช้งานไดสะดวดรวดเร็วและพนักงานส่วนใหญ่รู้วีการใช้งานอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัท เติบโตขึ้น ผู้บริหารก็มักจะเริ่มซื้อซอฟต์แวร์มาใช้ โดยเลือกซื้อสำหรับระบบการจัดการทีละระบบ สำหรับแต่ละความต้องการของพนักงานแต่ละแผนก เช่น แผนกคลังสินค้า แผนกบัญชี และจบลงด้วยการเอาซอฟต์แวร์แต่ละตัวมาเชื่อมดยงกัน ซึ่งทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตามข้อจำกัดของแต่ละซอฟต์แวร์

การปะติดปะต่อซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่แตกต่างกันและเข้ากันได้บ้างไม่ได้บ้าง อาจมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่น การที่ พนักงานต้องป้อนข้อมูลชิ้นเดียวกันในหลายๆ ที่เนื่องจากขึ้นอยู่กับโปรแกรมต่างๆที่ไม่ได้พูดคุยกัน กิจกรรมการป้อนข้อมูลเพิ่มเติมทั้งหมดต้องใช้เวลา ลดประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดเมื่อป้อนข้อมูลลงในโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่ง  

ปัญหาที่อาจเกิดอีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับการใช้หลายระบบหรือการเชื่อมต่อระบบที่ไม่อาจปะติดปะต่อกันได้ คือ สถานการณ์ที่ลูกค้าต้องการสั่งซื้อสินค้า และลูกค้าตรวจสอบระบบสินค้าคงคลังของคุณผ่านระบบการขายออนไลน์หรือ e-commerce ซึ่งระบบแจ้งว่ามีสินค้าคงคลัง แต่เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามากลับพบว่ามีการขายสินค้าก่อนหน้านี้และระบบสินค้าคงคลังยังไม่ได้รับการอัปเดตเมื่อมีการส่งคำสั่งซื้อก่อนหน้านี้

ในส่วนของการฝึกอบรม ไม่ว่าจะเป็นระบบอะไรก็ตาม ก็สามารถมีปัญหาทั้งนั้น ปัญหาอย่างหนึ่งในการใช้ระบบแยกกันก็คือ interface ของผู้ใช้ที่อาจแตกต่างกัน พนักงานไม่เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความพยายามในการเรียนรู้ระบบต่างๆเท่านั้น แต่ยังสร้างความสับสนได้อีกด้วย พนักงานอาจจำไม่ได้ว่าคำสั่งใดไปกับระบบใดและเริ่มป้อนคำสั่งที่ไม่ถูกต้องลงในระบบใดระบบหนึ่งและพบว่าไม่ได้ผล สิ่งนี้ยังส่งผลเสียต่อธุรกิจของคุณด้วย เนื่องจากข้อผิดพลาดเหล่านี้จะต้องใช้เวลาในการแก้ไขมากขึ้นและจะทำให้การดำเนินธุรกิจโดยรวมของคุณช้าลง

วีธีแก้ปัญหาเหล่านี้ คือการเปลี่ยนไปใช้ ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) แบบ Fully integrate หรือ แบบครบวงจร ที่จำนำเสนอโมดูลที่แตกต่างกันในโปรแกรมเดียว ทำให้ข้อมูลสามารถสื่อสารส่งต่อกันระหว่างแผนกต่างๆขององค์กรคุณอย่างเรียลไทม์และอัตโนมัติ

โดยทั่วไปโปรแกรม ERP จะรวมถึงการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) การป้อนใบสั่งขาย การจัดการสินค้าคงคลัง การจัดซื้อ การออกใบแจ้งหนี้ การเงินและฟังก์ชันอื่น ๆ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน เมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะเกิดขึ้น เช่น การจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ ข้อมูลจะถูกสื่อสารไปยังโปรแกรมการออกใบแจ้งหนี้โดยอัตโนมัติเพื่อเริ่มต้นใบแจ้งหนี้ เช่นเดียวกับโปรแกรมสินค้าคงคลังซึ่งจะปรับระดับสต็อกโดยอัตโนมัติสำหรับสินค้าที่เพิ่งจัดส่ง

ข้อดีของการเลือกใช้ ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully integrated ERP)

  1. การซื้อระบบ ERP ที่รวมโมดูลต่างๆที่จำเป็นอยู่แล้วนั้น ง่ายกว่าการซื้อซอฟต์แวร์หลาย ๆ ชิ้นและใช้วีการของคุณเองเพื่อเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
  2. เมื่อธุรกิจของคุณเติบโตขึ้นโซลูชัน ERP แบบครบวงจร (Fully integrated ERP) จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของคุณโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ธุรกิจที่ใช้ซอฟต์แวร์หลายชิ้นอาจพบว่าบางส่วนจะไม่ปรับขนาดและจำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนนั้นและรวมซอฟต์แวร์ใหม่เข้ากับส่วนที่เหลือของระบบอีกครั้ง
  3. การเข้าถึงระบบและความปลอดภัยของข้อมูลนั้นง่ายกว่ามากในการควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ในตัวเพียงชิ้นเดียว รหัสการเข้าสู่ระบบและรหัสผ่านจะต้องเพิ่มเพียงครั้งเดียวและจะมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง การเข้าถึงแต่ละโมดูลภายในซอฟต์แวร์รวมสามารถควบคุมได้ด้วยระบบการเข้าถึงข้อมูลเดียวที่ควบคุมโดยผู้ดูแลระบบ ซึ่งสามารถเลือกสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้แต่ละรายแบบทีละโมดูล
  4. การอัปเดตระบบจะง่ายขึ้น เนื่องจากการอัปเดตสำหรับโมดูลทั้งหมดจะเกิดขึ้นพร้อมกัน ต่างกับการเลือกใช้ซอฟต์แวร์หลายตัวที่สร้างขึ้นจากผู้พัฒนาที่แตกต่างกัน อาจได้รับแพ็คเกจการอัปเดตที่แตกต่างกันจำนวนมากซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้ในเวลาที่ต่างกัน นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะไม่มีการนำการอัปเดต เมื่อใช้ไปซักระยะก็จะส่งผลให้เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหรือข้อบกพร่องของซอฟต์แวร์ซึ่งจะไม่ได้รับการแก้ไขตามเวลาที่กำหนด
  5. การเลือกใช้ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully integrated ERP) ทำให้ข้อมูลชิ้นเดียวกันไม่จำเป็นต้องป้อนหลายครั้ง จะมีการสื่อสารโดยอัตโนมัติไปยังโมดูลอื่นๆ และสามารถรับประกันความถูกต้อง
  6. ข้อมูลจะถูกต้องตามเวลาจริง (Real-time) คุณไม่ต้องกังวลว่าโมดูลต่างๆจะไม่ซิงค์กันและทำให้เกิดข้อผิดพลาดอื่น ๆ
  7. พนักงานที่ใช้โมดูลต่างๆในระบบจะเห็นอินเทอร์เฟซผู้ใช้ที่สอดคล้องกันและไม่ต้องการการฝึกอบรมมากนักในการเปลี่ยนจากฟังก์ชันหนึ่งไปเป็นฟังก์ชันถัดไป พนักงานสามารถเร่งความเร็วกับระบบได้เร็วขึ้นมากและจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลงในการใช้งาน
  8. การเลือกใช้ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully integrated ERP) ไม่เพียงแต่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน แต่พนักงานจะมีความยุ่งยากน้อยลงและมีความพึงพอใจในงานสูงขึ้น
  9. ความพึงพอใจของลูกค้าของคุณจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากคำสั่งซื้อจะได้รับการดำเนินการอย่างรวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น

แม้ว่าในระยะสั้น การเลือกใช้ซอต์แวร์หลานยระบบอาจดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีและรวดเร็ว แต่ในระยะยาวจะต้องใช้งานมากขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเกิดข้อผิดพลาดและบังคับให้บริษัทของคุณต้องการการอัปเดตซอต์แวร์หรือพัฒนาบ่อยขึ้น หากคุณพิจารณาค่าใช้จ่ายทางอ้อมที่เพิ่มเติมเหล่านี้อย่างรอบคอบ จะพบว่าอาจมีราคาสูงกว่าการตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ในการนำฟังก์ชัน ERP แบบครบวงจร (Fully integrated ERP) มาใช้กับบริษัทของคุณ

หากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP) สำหรับธุรกิจ Hospitality & Business ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจเกี่ยวกับ สนามกอล์ฟ คลับ ร้านอาหาร ฟิตเนส โรงแรม สปา หรือธุรกิจซื้อมา-ขายไป (Wholesale-Retail) เรา CiMSO ERP Software ยินดีให้คำปรึกษา เพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบ ERP แบบครบวงจร ของ CiMSO เชื่อถือได้ และสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากในการดำเนินงานของคุณได้อย่างไร cimso@aecenlist.com หรือ 023924186

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully integrated ERP) สามารถเพิ่มรายได้ให้คุณ ได้อย่างไร?

ระบบ ERP คือระบบที่มีประดยชน์สำหรับผู้บริหารหรือเจ้าขององค์กร ในการควบคุมการทำงานขององค์กรทั้งหมดในภาพรวม โดยเน้นการทำงานตั้งแต่ส่วนหน้าบ้านและหลังบ้าน ทำให้ข้อมูลทั้งหมดขององค์กรถูกส่งต่อกันมาระหว่างแผนก เผื่อมาใช้ตามความต้องการของแต่ละแผนก ทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานน้อยลงมากกว่าการที่ไม่ใช่ระบบ ERP และไม่ต้องจ้างพนักงานซ้ำซ้อนในบบางตำแหน่งอีกด้วย แล้วคุณรู้ไหมครับว่า ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP) สามารถเพิ่มรายได้ให้กับคุณด้วย ดังนี้

  1. ระบบ ERP สามารถปรับปรุงกระบวนการของบริษัท
  • โซลูชัน ERPสามารถเพิ่มความคล่องตัวและทำให้กระบวนการทำงานเป็นอัตโนมัติจากแอปพลิเคชันต่างๆซึ่งสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เช่น การส่งอีเมล์ไปยังลูกค้าโดยอัตโนมัติเมื่อคำสั่งซื้อได้รับการดำเนินการและจัดส่ง
  • ข้อมูลเรียลไทม์ที่ถูกต้องมีอยู่ในระบบ ERP ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจที่สำคัญซึ่งสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาจากระบบ ERP
  • ระบบ ERP แบบครบวงจร หรือ Fully Integrate ช่วยอำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างพนักงานทุกคน แม้ว่าพนักงานจะอยู่ในแผนกต่างๆหรืออยู่กันคนละสถานที่ ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบเดียวกันด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์เหมือนกัน
  1. การนำข้อมูลไปวิเคราะห์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับองค์กร
  • การนำข้อมูลต่างๆในระบบ ERP ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการใช้บริการของลูกค้า รายละเอียดลูกค้าที่เข้าใช้บริการ ยอดขายของสินค้า/บริการแต่ละตัว เป็นรายเดือน รายสัปดาห์ เป็นต้น มาวิเคราะห์จะช่วยให้คุณสามารถปรรับปรุงแผนการตลาด วีธีการทำงานขององค์กร ขั้นตอนการให้บริการของพนักงาน เหล่านี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับองค์กร
  1. การจัดการทีมขายที่ดีขึ้น
  • การเปิดคำสั่งซื้ออย่างรวดเร็วหลังจากที่ไปเจอลูกค้า เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นสำหรับทีมขาย ซึ่งหาก ทีมขายสามารถปผ้อนข้อมูลคำสั่งซื้อเข้าระบบ ERP ได้ทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ย่อมทำให้การขายดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เพราะทีมขายไม่ต้องเขียนคำสั่งซื้อใหม่บนกระดาษอีกต่อไปเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบเพื่อดำเนินการด้วยตนเองในภายหลัง
  • นอกจากนี้ทีมขายยังสามารถตอบสนองต่อโอกาสและข้อซักถามด้านการขายได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเพื่อช่วยเหลือลูกค้าและเพิ่มยอดขายเนื่องจากข้อมูลทั้งหมดในระบบ ERP เป็นแบบเรียลไทม์และพร้อมใช้งานสำหรับทุกแผนก
  1. การรวมเข้ากับร้านค้าอีคอมเมิร์ซสามารถเพิ่มยอดขายได้
  • การช้อปปิ้งออนไลน์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง อีคอมเมิร์ซร้านค้าหรือร้านค้าออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการเพิ่มยอดขายทั้งในตลาด B2B หรือ B2C การโปรโมตธุรกิจของคุณทางออนไลน์มีประโยชน์มากมาย ซึ่งรวมถึงการจดจำแบรนด์หรือ บริษัท การเพิ่มการแสดงผลของ บริษัท เข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน
  1. การผสานรวมกับระบบการจัดการคลังสินค้า (STOCKmanager) ช่วยให้การประมวลผลคำสั่งซื้อรวดเร็วและแม่นยำ
  • CiMSO STOCKmanager สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้อย่างแท้จริงโดยการปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลัง ระบบ ERP สามารถติดตามสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวมข้อมูลทั้งหมดลงในฐานข้อมูลของบริษัท สิ่งนี้มีศักยภาพในการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ปรับปรุงการบริการลูกค้า ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ลดระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า ติดตามสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ เพิ่มความเร็วในการขนส่งสินค้าคงคลัง และแน่นอนว่าจะกำจัดการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง ผลประโยชน์ทั้งหมดนี้สามารถเพิ่มผลกำไรของบริษัทได้ในที่สุด

 

  1. การผสานรวมกับฟีเจอร์อื่นๆ หรือระบบที่เอื้อต่อการทำธุรกิจของแต่ละองค์กร สามารถเพิ่มความสามารถในการให้บริการ เพิ่มยอดขายให้กับองค์กร
  • ระบบ ERP ที่ fully integrate กับฟีเจอร์หรือระบบเอื้อต่อการทำธุรกิจของแต่ละองค์กร เช่น หากธุรกิจของคุณคือ สนามกอล์ฟ คุณควรจะหาระบบ ERP ที่มีฟีเจอร์ต่างๆ เกี่ยวกับการให้บริการสนามกอล์ฟ (CiMSO GOLFmanager) หรือระบบ PoS สำหรับร้านอาหาร (RESTaurateur) และ ร้านค้า (SHOPkeeper) เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง ว่าทำไมระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully integrated ERP) จึงสามารถเพิ่มรายได้ให้คุณ ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ CiMSO ERP ที่เป็น Full Integrated ERP สำหรับธุรกิจ Hospitality เช่น สนามกอล์ฟ โรงแรมรีสอร์ท ร้านอาหาร ติดต่อ cimso@aecenlist.com หรือ 02-3924186

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ทำไมจึงควรเลือก ระบบ ERP แบบ Integrated ERP System

บริษัท หลากหลายองค์กร เลือกใช้ระบบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละแผนก ซึ่งหลายที่เลือกใช้ระบบหลายตัวผสมผสานกันเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร แต่อย่างไรก็ตามแนวทางการเลือกใช้หลายระบบมารวมกัน ก็ยังมีข้อบกพร่องหลางประการ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงที่ไม่สัมพันธ์กันทั้งหมด ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับหลายระบบ การเกิด error ที่ไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นจากระบบไหนกันแน่ แถมยังต้องเสียเวลาติดต่อผู้พัฒนาหลายเจ้า เป็นต้น เมื่อเทียบกันแล้ว การเลือกใช้ ระบบระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP System) ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ดังนี้

การ Integration หรือการบูรณาการอย่างครบบวงจร

หากคำตอบหรือวีธีที่คุณเลือกคือการใช้ระบบหลากหลายที่เหมาะสมกับงานแต่ละแผนกขององค์กร ซึ่งจำเป็นต้องใช้บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ทำการเชื่อมต่อระบบระหว่างแผนกเพื่อให้งานของแต่ละแผนกสามารถส่งต่อถึงกันได้ ลองคิดภาพความวุ่นวายที่จะเกิดจากทางเลือกนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามเชื่อมต่อกันระหว่างระบบ ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก  การเกิด error ของระบบใดระบบหนึ่งซึ่งคุณต้องใช้เวลาในการหาและแก้ไข ต่อมา หากระบบใดระบบหนึ่งหยุดพัฒนาหรือระบบใดระบบหนึ่งมีการแก้ไขระบบ คุณจะตามอัพเดทการเชื่อมต่อระหว่างระบบอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้คือความยุ่งยาก เสียเวลาและ ค่าใช้จ่ายสูง ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจที่มีหลายแผนกและจำเป็นต้องใช้ข้อมูลส่งต่อกัน เช่นข้อมุลลูกค้า ข้อมูลการชำระเงิน การออกใบแจ้งหนี้ สต๊อก เป็นต้น การเลือกใช้ระบบ Fully integrated ERP System คือทางเลือกที่ดีกว่าและเหมาะสมกว่าสำหรับองค์กรของคุณครับ เพราะระบบจะเชื่อมโยงงานไว้ครบ ข้อมูลไหลวียนทั้งองค์กร คุณจะไม่มีปัญหา Error ระหว่างแผนก ข้อมูลไม่มีความผิดพลาด และที่สำคัญคือ ระบบพร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก

การออกรายงาน

การเลือกใช้หลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น Application หรือ platform ต่างๆ จะทำให้ข้อมูลที่คุณต้องการกระจายอยู่ใน Application หรือ platform ต่างๆ การรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกันจะนำไปสู่โครงการรวบรวมฐานข้อมูล ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่มีราคาแพงเพื่อดึงมุมมองข้อมูลร่วมกัน ในขณะที่ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP) จะดึงและอัปเดตหมายเลขจากระบบโดยอัตโนมัติเนื่องจากหมายเลขรายได้และต้นทุนทั้งหมดรวมอยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน และยังอัพเดทอย่างเรียวไทม์อีกด้วย

ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา

การเลือกใช้หลายระบบ อาจจะตอบโจทย์พนักงานแต่ละแผนกขององค์กร เพราะความคุ้นชินของการทำงาน แต่ระบบแต่ละระบบก็ถูกสร้างขึ้นจากเทคโนดลยีที่แตกต่างกัน มีข้อกำหนดสำหรับฐานข้อมูลและ middleware ที่แตกต่างกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบแต่ละระบบสูงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP)  มีโซลูชันแบบบูรณาการเพียงหนึ่งเดียว จึงมีค่าบำรุงรักษาที่เดียว และการบำรุงรักษาเพียงที่เดียวจะนอกจากจะไม่วุ่นวายแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้กับองค์กรในระยะยาว

ความปลอดภัย

ยิ่งคุณมีหลายระบบเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีรูปแบบการรักษาความปลอดภัยที่แตกต่างกันมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทีมไอทีของคุณต้องจัดการ ทำให้ยากต่อการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในระบบทั้งหมด ในขณะที่ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP) จะมีการจำกัดสิธิ?ผู้เข้าถึงข้อมูล และผู้ใช้งานอย่างสอดคล้อง ตรงไปตรงมา เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่เชื่อถือได้

การใช้งาน

การเลือกใช้หลายระบบ อาจจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับพนักงานแต่ละแผนกเพราะมีฟังก์ชั่นที่โดนใจของแต่ละแผนกที่แตกต่างๆน แต่ผู้ใช้ก็ต้องเรียนรู้วีการใช้งาน interface ของแต่ละระบบที่แตกต่างกัน ปัญหาจะเกิดกับผู้บริหารที่จะต้องเรียนรู้แทบทุกระบบ แถมการโยกย้ายพนักงานระหว่างแผนกก็ทำได้ยาก การเลือกใช้ ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP) จะให้ประสบการณ์การใช้งานที่สอดคล้องและผ่านการพิจารณาอย่างดี เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ใช้ในการทำงานข้ามฟังก์ชันโดยไม่ต้องเรียนรู้ระบบใหม่

ความสมบูรณ์ของข้อมูล

ข้อมูลทั่วไปจะถูกแบ่งปันโดยระบบที่คุณเลือกใช้หลายระบบ หลายสายพันธุ์ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลจะต้องซิงโครไนซ์ระหว่างแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อมูลที่ซ้ำกัน ปัญหาการรวมข้อมูลที่ซับซ้อน ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูลทางธุรกิจล่าสุดของคุณช้า ในทางกลับกันคุณจะไม่เจอปัญหาเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของข้อมูลสำหรับการเลือกใช้ ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP) เนื่องจากทั้งชุดใช้ข้อมูลเดียวกันหมด

ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของ ระบบ ERP แบบครบวงจร (Fully Integrated ERP), คลิกที่นี่

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ความแตกต่างระหว่าง ERP และระบบ POS

ระบบ POS หรือ ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้าน คือ จุดขาย ซึ่งหมายถึง ตำแหน่งทางกายภาพที่สินค้าหรือบริการที่ซื้อและข้อมูลการทำธุรกรรมถูกจับผ่านลงทะเบียนเงินสดอิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่นเครื่องอ่านบัตรแม่เหล็ก, สแกนเนอร์ และบาร์โค้ด หรือการรวมกันของเหล่านี้บางส่วน

POS ไม่ได้หมายถึงขั้นตอนการป้อนคำสั่งซื้อ แต่หมายถึงสถานที่ตั้งทางกายภาพที่ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าและบริการได้ ตามเนื้อผ้าธุรกรรม POS เกิดขึ้นในร้านค้าปลีก อิฐและปูน รวมถึงธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ร้านทำผม ร้านช่างยนต์ เป็นต้น

เครื่อง POS เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลผู้ถือบัตรชำระเงินที่ต้นทางของธุรกรรม โดยทั่วไปเครื่อง POS จะสามารถอ่านข้อมูลจากบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของลูกค้าจากนั้นประมวลผลการชำระเงิน พิมพ์ใบเสร็จ

ระบบ ERP หรือ Enterprise Resource Planning เป็นระบบหรือซอฟต์แวร์ที่รับผิดชอบในการจัดการการดำเนินธุรกิจประจำวัน เช่น การกำหนดรูปแบบการจัดซื้อ การขาย การวิจัยและพัฒนาคุณภาพ การปฏิบัติตามข้อกำหนดและอื่น ๆ การรวมแผนกแต่ละแผนกแต่ต้องพึ่งพากัน ERP ช่วยให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ให้ข้อมูลระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการรวบรวมข้อมูลการทำธุรกรรมที่ใช้ร่วมกันของ บริษัท จากหลายแผนกระบบ ERP จะป้องกันการทำสำเนาข้อมูลและนำเสนอความสมบูรณ์ของข้อมูลด้วยความจริงเวอร์ชันเดียว

การเลือกใช้ ERP ที่เหมาะสมและมีคุณภาพไม่เพียง แต่ทำให้กระบวนการทางธุรกิจง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต และประสบการณ์โดยรวมของลูกค้า

“POS ไม่ได้หมายถึง ERP แต่ความจริงแล้ว ทั้ง2ระบบ อยู่ด้วยกันจะช่วยเสริมการทำงานให้กับองค์กรได้ดีกว่าการแยกกันใช้งาน”

POS เทียบกับ ERP

POS เหมาะที่สุดสำหรับ บริษัท Business-to-Consumer (B2C) ที่จัดการการรับส่งข้อมูลแบบwalk-in จากลูกค้าที่มาเยี่ยมชมสถานที่ของตน เป็นการขายสินค้าหน้าร้าน สำหรับธุรกิจบริการ หรือ ธุรกิจร้านค้าปลีก ที่ขายสินค้าโดยตรงให้กับผู้บริโภคเป็นหลัก ในขณะที่ ERP เป็นการจัดการธุรกิจแบบครบวงจรพร้อมคุณสมบัติสำหรับการจัดการสินค้าคงคลังการป้อนคำสั่งซื้อและการประมวลผลการบัญชีการจัดการคลังสินค้าการจัดการผู้ติดต่อการจัดซื้อการขายและการเงินและอื่น ๆ

ระบบ ERP จำนวนมากจะมีส่วนประกอบที่เป็นทางเลือกสำหรับแต่ละธุรกิจโดยเฉพาะ เช่นฟังก์ชันการขายหน้าร้าน(POS) และเครื่องมืออีคอมเมิร์ซ (E-commerce) แนวคิดเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ERP คือจุดประสงค์คือเพื่อแทนที่แพ็คเกจซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ทั้งหมดและจัดการข้อมูลบริษัท จากฐานข้อมูลเดียว รวมถึงการขายจากหลายช่องทาง เช่นการค้าปลีกอีคอมเมิร์ซ งานแสดงสินค้า การค้าส่ง และอื่น ๆ

ERP ที่มาพร้อมด้วยฟังก์ชั่นการขายหน้าร้าน (POS) ในตัว จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างคำสั่งซื้อและยอมรับการชำระเงินที่ส่วนหน้าเมื่อติดต่อแบบตัวต่อตัวกับลูกค้าผ่านเครื่อง POS ตลอดจนสร้างคำสั่งซื้อและดำเนินการชำระเงินที่ส่วนหลัง เมื่อได้รับคำสั่งซื้อทางอีเมลโทรศัพท์หรือวิธีการอื่นๆ

เมื่อรวมระบบ POS เข้ากับระบบ ERP …

  • การได้ข้อมูลที่ต้องการอย่างรวดเร็ว

ERP แบบบูรณาการกับระบบ POS ให้เข้าถึงได้ทันทีเพื่อให้ข้อมูลแบบ real-time รวมทั้งข้อมูลของลูกค้าและประวัติการซื้อที่จะช่วยให้สมาชิกในทีมงานที่จะให้คำแนะนำที่ดีกว่า สิ่งนี้ช่วยเพิ่มการขายต่อเนื่องและต่อยอดไปยังการทำการตลาดได้

  • เพิ่มช่องทางการขาย

ด้วยการรวมระบบ POS เข้ากับแพลตฟอร์ม ERP คุณจะสามารถจัดการกับการขายทุกช่องทางได้ดี นั่นหมายความว่าคุณสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้จากจุดสัมผัสต่างๆ เช่น POS ที่หน้าร้าน อาจจะมีหลายจุด หลายสาขา หรือไม่กระทั่งการขายผ่านระบบ ERP เมื่อลูกค้าติดต่อซื้อผ่าน E-commerce โทรศัพท์ หรือ อีเมล์ ทำให้ลดสิ่งที่ทำให้เกิดความล่าช้า เพิ่มผลตอบแทนและเพิ่มยอดขายได้ในเวลาเดียวกัน

  • การ maintenance ยอดดุลบัญชีแยกประเภท

ระบบ ERP ช่วยให้คุณระบุยอดคงเหลือในบัญชีแยกประเภทและกำหนดกระแสเงินสดสำหรับธุรกิจของคุณได้อย่างง่ายดาย

  • การลดความเสี่ยง

เมื่อคุณรวมซอฟต์แวร์ ERP เข้ากับระบบ POS คุณจะมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ป้อนในทั้งสองระบบนั้นถูกต้องซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ข้อมูลจะไม่ตรงกัน การผสานรวมช่วยให้มั่นใจได้ว่าการอัปโหลดและดาวน์โหลดข้อมูลแบบเรียลไทม์ทำให้คุณได้รับข้อมูลจากศูนย์รวมข้อมูลเดียว

  • การจัดการอุปทานอุปสงค์ที่ดีขึ้น

การนำเสนอมุมมองแบบองค์รวมของธุรกิจการรวม ERP และ POS ช่วยให้คุณกำหนดยอดขายสินค้าคงคลังและรายได้ ด้วยวิธีนี้จะช่วยในการวางแผนและรักษาระดับสต็อกที่เหมาะสมอย่างเพียงพอในสถานการณ์หลีกเลี่ยงการเกินสต็อกและต่ำเกินไป

จากเนื้อหาข้างต้น คุณจะเห็นได้ว่า POS ไม่ได้หมายถึง ERP บ่อยครั้งที่ นักธุรกิจมองหาซอฟต์แวร์เพื่อจัดการคำสั่งซื้อ และตัดสินใจที่จะดูซอฟต์แวร์ POS แต่อย่างที่ผมเล่าไปข้างต้น การเลืกใช้ POS ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีที่สุดเสมอไป หากคุณอยู่ในธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง (Wholesale – retail) ร้านอาหาร หรือธุรกิจบริการอื่นๆ เช่นสนามกอล์ฟ สปา โรงแรม และหากคุณยังไม่ได้รวม ERP และ POS เข้าด้วยกันคุณจะสูญเสียเวลาและเงินของคุณไปอย่างน่าเสียดาย

หากคุณกำลังจัดการสินค้าคงคลัง สิ่งสำคัญคือต้องหาโซลูชันที่มีความสามารถในสินค้าคงคลัง นอกเหนือจากใบสั่งขายและเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ มุ่งเน้นไปที่การค้นหาผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ที่เหมาะกับอุตสาหกรรมเฉพาะของคุณ เช่น การขายส่งและการจัดจำหน่าย ซึ่งต่างจากการเริ่มต้นการค้นหาตามข้อกำหนดด้านฟังก์ชันการทำงาน ผู้ขายที่มีความรู้จะสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณลักษณะเฉพาะที่จำเป็นและจะช่วยให้คุณคิดเกี่ยวกับวิธีจัดการธุรกิจในทุกด้าน แต่หลังจากที่คุณเลือกใช้ระบบ ERP สำหรับการวางแผนองค์กรแล้ว คุณจะสงสัยว่าคุณจะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไรหากไม่มีมัน

ขอบคุณข้อมูลจาก:

Bluelinkerp

Batchmaster

Quora

lsretail

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

สัญญาณที่บ่งบอกว่า องค์กรของคุณควรใช้หรือเปลี่ยนระบบ ERP ที่ใช้อยู่

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน นอกจากปัจจัยทางการเงิน การลงทุน การตลาด การผลิตและการให้บริการแล้ว ยังมีปีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบดต พัฒนาอย่างยั่งยืน คือ กระบวนบริหารและจัดการทรัพยากร

ต้องยอมรับนะครับว่า ยิ่งคุณต้องการให้องค์กรของคุณเติบโตเท่าใด การจัดการข้อมูลในองค์กรที่มีฐานข้อมูลเดียว เพื่อส่งเสริมให้การบริหารทางด้านการเงิน จัดซื้อ สต๊อกสินค้า (คลังสินค้า) ลูกค้าสัมพันธ์ และการทำการตลาด ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นเรื่องที่สำคัญ

ถ้าตอนนี้องค์กรณ์ของคุณ ยังไม่มีการรวบรวมช้อมูลต่างๆ หรือยังไม่สามารถมีข้อมูลที่เป็นฐานข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น คุณใช้ทั้ง Excel, Spreadsheet, E-commerce, mailchimp เป็นต้น แปลว่าคุณเริ่มต้องการระบบ ERP หรือ  Enterprise Resource Planning แล้วครับ

มาดู สัญญาณที่บ่งบอกว่า องค์กรของคุณควรใช้หรือเปลี่ยนระบบ ERP ที่ใช้อยู่ กันครับ

  1. องค์กรมีการจัดเก็บข้อมูลไว้หลายที่ หลายแผนก กระจัดกระจาย ไม่เห็นภาพรวม

การที่คุณมีข้อมูลจัดเก็บไว้หลายที่ ไม่ว่าจะเป็นเพราะคุณแยกแผนกองค์กร เช่น งานขาย งานลูกค้าสัมพันธ์ งานคลัง ซึ่งคุณเลือกใช้ซอฟต์แวร์หลากหลายซอฟต์แวร์เพื่อสนองความต้องการของพนักงานแต่ละแผนก ใช่ครับ…แรกๆ มันจะสะดวกสบายสำหรับพนักงานแต่ละแผนก ทำงาน ได้ผลงาน ง่ายต่อความถนัดของแต่ละคน แต่ในระยะยาวคุณ ในฐานะผู้บริหาร จะเริ่มไม่แน่ใจกับความสะดวกสบายเหล่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่า MA แยกระบบ (ค่าMA หลายระบบรวมกัน มูลค่าอาจแพงกว่าการที่คุณซื้อ ERP ใหญ่ๆสักระบบและใช้ได้กับทั้งองค์กรนะครับ) การติดต่อผู้พัฒนาระบบหลายเจ้าจนสับสนไปหมด ยังมีเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะเริ่มไม่แน่ใจกับข้อมูลที่ได้จากหลายๆแผนกรวมกัน ว่าข้อมูลไหน คือ ข้อมุลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และนำไปวิเคราะห์ได้จริง

 

นอกจากนั้น การที่ข้อมูลธุรกิจของคุณกระจัดกระจายอยู่กับ ระบบหลายระบบ ซึ่งมีความเสี่ยงว่าจข้อมูลจะรั่วไหล และคุณอาจไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูล (ตามข้อกำหนดของการใช้ระบบ) ทำให้คุณมีข้อจำกัดในการได้มาซึ่งข้อมูลที่ควรเป็นของคุณ

 

  1. พนักงานทำงานซ้ำซ้อน ทั้งๆ ที่บางอย่างสามารถ Automate ได้

หากว่าองค์กรของคุณยังคงใช้ “คน” ในการก๊อปปี้ข้อมุลจากแผนกหนึงไปคีย์ข้อมูลเข้าอีกแผนกหนึ่งอยู่ นี่คืออีกหนึ่งสัญญาณสำคัญบ่งบอกว่า คุณควรจัดหาระบบหรือซอฟต์แวร์เข้ามาทำงานแทน เพราะปัจจุบันงานหลากหลายงานของงานบริหารและการจัดการข้อมูล ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้พนักงานหลายคนเท่าแต่ก่อนแล้ว หากคุณเลือกใช้ ERP Software เข้ามาจัดการแทน

 

ข้อดีของการใช้ ERP Software เข้ามาจัดการงานข้อมูลแทนคน ก็คือ ความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูลจะหายไป และการส่งต่อข้อมูลระหว่างแผนกจะมีความแม่นยำ น่าเชื่อถือ ทำให้เจ้าของกิจการสามารถการนำข้อมูลที่ได้จากระบบไปวิเคราะห์ ใช้งานได้อย่างมีประสิทิภาพ

 

ERP Software สามารถจัดการ ฐานข้อมุล ให้กับองค์กรได้ ตั้งแต่ การบันทึกข้อมูลลูกค้า ผู้จำหน่าย สินค้าคงคลัง การเงิน ซึ่งข้อมูลของทุกแผนก ทุกระบบปฏิบัติการ จะสามารถเชื่อมต่อ ส่งต่อถึงกันโดยอัตโนมัติ โดยที่พนักงานไม่ต้องคีย์ข้อมูล ก็อปปี้ข้อมูลไปมา หรือให้คนมาเชื่อมต่อข้อมูลให้

  

  1. ซอฟต์แวร์หรือระบบที่ใช้อยู่ ไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ

หากระบบหรือซอฟต์แวร์ที่คุณใช้อยู่ไม่ครอบคลุมกับคสามต้องการของธุรกิจ ขาดข้อมูลอย่างเรียลไทม์ หรือมีปัญหาต้องแก้ไข Bugs แก้ Error อยู่เสมอ รวมถึงระบบปฎิบัติการมีความล้าช้า ทำให้คุณให้บริการลูกค้าได้ไม่เต็มที่ นอกจากนั้นยังไม่สามารถรวบรวมข้อมูลสำคัญ เพื่อให้แผนกอื่นๆทำงานต่อไปอย่างไม่สะดุด นี่ก็นเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่ทำให้คุณรู้ว่าจะต้องเริ่มหาระบบใหม่แบบ ERP Software เข้ามาใช้แล้วครับ 

 

  1. ไม่เห็นข้อมูลได้อย่างทันที (Real-time) ต้องรอทำรายงานย้อนหลัง

ระบบหรือซอฟต์แวร์ที่ดีในยุคปัจจุบัน ที่ข้อมูล หรือ Data เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจขององค์กร ดังนั้นระบบควรจะต้องรวบรวมข้อมูลและทำให้ผู้บริหารเป็นข้อมุลได้อย่างเรียลไทม์ หากระบบที่คุณใช้อยู่ทำให้คุณไม่สามารถเห็นหรือได้รับข้อมูลอย่างเรียลไทม์ คณจะไม่สามารถวางแผนการตลาก การดำเนินงานขององค์กรได้อย่างแม่นยำ นี่ทำให้หลายบริษัทในยุคปัจจุบันเลือกใช้ระบบ ERP เพื่อการดูข้อมูลองค์กรในภาพรวม (รวมทุกข้อมูล) ทำให้สามารถวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมได้ในทันทีและตัดสินใจได้ทันที

 

  1. ผู้ให้บริการไม่ซับพอร์ตหรือขาดความน่าเชื่อถือ

หากระบบหรือซอฟต์แวร์ที่คุณใช้อยู่เป็นระบบที่ผู้บริการไม่มีทีมที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ต้องรอเกินกว่า 1 วัน อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อธุรกิจได้ หรือหากคุณต้องใช้หลายซอฟต์แวร์ และไม่รู้ว่าซอฟต์แวร์ไหนมีปัญหากันแน่ คุณจะต้องเสียเวลาติดต่อผู้ให้บริการ/ผู้พัฒนาหลายเจ้า และไม่รู้ว่าระบบของเจ้าไหนที่มีปัญหา แบบนี้ยิ่งทำให้ธุรกิจของคุณสะดุดไปอีกครับ

 

เมื่อคุณพบว่าคุณเจอปัญหาเหล่านี้ และหากคุณรู้ว่าปัจจุบันนี้ มีระบบ ERP Software ที่คุณสามารถใช้เพียงเจ้าเดียวและระบบครอบคลุมทุกฟังก์ชั่น เป็นคุณจะไม่เปลี่ยนมาใช้เจ้าเดียวที่ลงทุนครังเดียว ลดปัญหา และตอบโจก์ความต้องการมากกว่าการปะผุความต้องการด้วยการใช้หลายระบบเชียงหรือ

 

ทั้ง 5 ข้อข้างต้น เป็น สัญญาณที่บ่งบอกว่า องค์กรของคุณควรใช้หรือเปลี่ยนระบบ ERP ที่ใช้อยู่แล้วครับ หากคุณต้องการระบบ ERP ที่มีทั้งระบบปฏบัติการส่วนหน้า (ในธุรกิจสนามกอล์ฟ โรงแรม ร้านอาหาร รีเทล์ สปา เป็นต้น) และมีระบบบัญชี การคลัง การจัดการข้อมูลสมาชิก ติดต่อ CiMSO ERP Software ครับ เพราะเราคือผู้ให้บริการที่มีความเชื่อถือ มีทีมงานคอยซับพอร์ต และเป็นองค์กรที่พัฒนาซอฟต์แวร์อยู่เสมอ เราจะเป็นเสมือนเพื่อนร่วมทางที่ดีที่จะคอยส่งเสริมให้ธุรกิจของคุณเติบโตสู่เป้าหมายที่ต้องการครับ ติดต่อเรา cimso@aecenlist.com หรือ 029324186

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ขั้นตอน Implement ระบบ ERP ของ CiMSO Software

CiMSO ERP Software เป็นระบบ ERP สำเร็จรูป ที่จะช่วยให้ธุรกิจประเภท Hospitality ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม รีสอร์ท สนามกอล์ฟ ร้านอาหาร สปา ธุรกิจประเภทงานบริการและธุรกิจรีเทล (ค่าปลีก – ค้าส่ง) สามารถเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการทำงานภาพรวมขององค์กร ลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนของพนักงาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ ทำให้ข้อมูลไหลผ่านในทุกหน่วยงานโดยมีจุดศุนย์กลาง Database เดี่ยว จึงสามารถรวบรวมและนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา ทำให้ธุรกิจของคุณมีความสามารถในการแข่งขันกับตลาด     

หากการ Implementation ระบบ CiMSO ERP สำเร็จ ระบบจะสามารถแสดงข้อมูลด้าน Business Intelligence การวางระบบการทำงานขององค์กร Business Operation, ช่วยลดต้นทุน, เพิ่มความสามารถในการประสานงาน และร่วมมือในการทำงานภายในองค์กร ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยสำคัญของการเติมโตของธุรกิจ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ายังคงมีผู้บริหารหลายๆท่าน เชื่อมั่นกับระบบ ERP แต่ยังคงมีความกังวลว่สระบบ CiMSO ERP จะมีวิธีการ Implement อย่างไร ใช้ระยะเวลานานแค่ไหน และจะติดปัญหาอะไรบ้างที่ผู้บริหารพึงควรระวัง วันนี้ AEC Enlist ซึ่งเป็นตัวแทนขายและ Implement ระบบ CiMSO ERP ในประเทศไทย จะมานำเสนอวิธีการ Implement ระบบ CiMSO ERP ครับ

การ Implement หมายถึงการดำเนินการ หรือการทำให้เกิดผล ซึ่งก็คือ การทำให้ระบบ CiMSO ERP สามารถใช้งานได้หรือสามารถใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพกับธุรกิจของลูกค้า

มาดูขั้นตอนการ Implement ระบบ CiMSO ERP กันครับ

เมื่อผ่านขั้นตอนการทำ Demo หารือกับลูกค้า รวมถึงการเก็บ requirement จากลูกค้า (บางองค์กร จะมีการทำ POC หรือที่เรียกว่า Proof Of Concept ด้วย) เสนอราคาและประเมิน Timeline  จนลูกค้ามั่นใจ ตกลงใช้บริการ CiMSO ERP Software แล้ว ทางทีมงาน CiMSO โดย บริษัท AEC Enlist ก็จะดำเนินการในขั้นตอนการเก็บข้อมูล และ Implement จนระบบสามารถ Go – Live ได้ภายในระยะเวลาที่ประเมินกันกับลูกค้า ซึ่งมีขั้นตอนสรุปง่ายๆ ดังนี้

  1. การเก็บข้อมูลของลูกค้า หรือที่เรียกว่า Delivery of Information – เนื่องจากการทำงานของ CiMSO ERP Software จะไม่เหมือนกับการทำงานของ ERP ยี่ห้ออื่นๆ คือ ก่อนที่ลูกค้าจะทำการเซ็นสัญญาจ้าง (Project Proposal) กับเรา เราจะทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า เก็บ Requirement รวมถึงการประเมินค่าใช้จ่าย+Timeline ในการพัฒนาระบบ ในกรณีที่ลูกค้าต้องการเพิ่มfeatures พิเศษ (บางลูกค้าเท่านั้น)

เมื่อเริ่มการทำงานหลังการเซ็น Project Proposal เราจะเริ่ม Start-up meeting กับลูกค้า และเก็บข้อมูลจากลูกค้า ลงลึกไปแต่ละแผนก (ตาม modules และ features ที่ลูกค้าเลือกใช้)

  1. *System Applicability – ในกรณีที่ทีมงานเก็บข้อมูลจากลูกค้าและพบว่า มี requirement เพิ่มเติม นอกเหนือจากการหารือกับลูกค้าก่อนการเริ่มทำงาน ทีมงานจะทำการประเมินการพัฒนาระบบ (Development specifications) และนำเสนอกับทางลูกค้าถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบ Timeline และ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (*สำหรับบางลูกค้าที่มีความจำเป็นในการพัฒนาระบบเท่านั้น)
  2. Data Migration, Installation of Software และ System Configuration – เป็นขั้นตอนที่ทีมงานของเราจะทำงานร่วมกับแผนกต่างๆของลูกค้า ในการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ Install ระบบให้กับลูกค้า รวมถึงการจัดการ Config ระบบให้เข้ากับการทำงานของลูกค้า ซึ่งขั้นตอนนี้ทีมงานของลูกค้าก็จะได้เห็นถึงข้อมูล และขั้นตอนการใช้งานของระบบในรูปแบบข้อมูลของตัวลูกค้าเอง ลูกค้าจะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการทำงานที่สอดคล้องกับธุรกิจของลูกค้า ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า CiMSO ERP ตอบโจทย์การทำงานของลูกค้า
  3. **Development และ User Acceptance – ต่อเนื่องจากข้อ 3 ข้างต้น ในกรณีที่ลูกค้ามีความต้องการพิเศษที่ทำให้ CiMSO ต้อง development ระบบเพิ่มเติม CiMSO จะทำการพัฒนาระบบและส่งมอบให้กับลูกค้า เพื่อตรวจสอบและรับมอบระบบ (**สำหรับบางลูกค้าที่มีความจำเป็นในการพัฒนาระบบเท่านั้น)
  4. User Training – แน่นอนว่าไม่มีระบบ ERP ไหน ไม่มีการอบรมการใช้งาน CiMSO ERP Software เรามี Syllabus สำหรับการอบรมผู้ใช้งาน รวมถึงเรามี manual หรือคู่มือการใช้งานให้กับลูกค้า โดยทางทีมงานของเราจะหารือกับลูกค้าก่อนการอบรม ถึงวิธีการ แผนก ผู้ใช้ และตารางเวลาการอบรม เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการทำงานของพนักงาน ให้สอดคล้องกับตารางการอบรม รวมถึงเพื่อให้การอบรมมีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกด้วย
  5. Go-LIVE – เป็นขั้นตอนการส่งมอบระบบให้กับลูกค้า ซึ่งในช่วง Go-LIVE นั้นทางทีมงานก็จะอยู่ช่วยลูกค้าในการใช้งาน หากมีการติดขัดเนื่องจากเป็นการใช้ระบบใหม่ๆ พร้อมกับการส่งมอบ LUSA ให้กับลูกค้า (LUSA คือ License Upgrade and Support Service Level Agreement เป็นสัญญาการให้บริการหลังการขายของ
    CiMSO ERP Software ซึ่งนอกจากการซัฟพอร์ทระบบตาม Service Level แล้ว CiMSO ยังมีการ Upgrade ซอฟต์แวร์ในทุกๆ 6 เดือน หรือ 2 ครั้งต่อปี ทำให้ระบบของลูกค้าไม่มี bug error และยังมีฟังก์ชั่นใหม่ๆที่ช่วยให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปกติแล้วลูกค้าจะต้องทำการต่อ LUSA ทุกปี)

หลักการ Implement ของ CiMSO ERP Software เป็นรูปแบบการ Implement ในกรอบการดำเนินงานของ PRINCEII Project Management ซึ่งเป็นขั้นเป็นตอนและมีเอกสารควบคุมในทุกขั้นตอน ซึ่ง PRINCEII นี้ ออกแบบมาเพื่อจัดการการเชื่อมโยงระหว่างผู้จัดการโครงการและหัวหน้าทีม เป้าหมายหลักของส่วนนี้ของโมเดลกระบวนการ PRINCEII คือเพื่อให้แน่ใจว่า:

  • ทีมทำงานตามขั้นตอนและ requirement ที่ตกลงกัน
  • ผู้นำทีมในแต่ละแผนก ทีมงาน และลูกค้าเข้าใจว่าโครงการควรส่งมอบอย่างไร ความพยายาม งบประมาณและกำหนดเวลาที่คาดหวังคืออะไร
  • ผู้จัดการโครงการจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับความคืบหน้าของการส่งมอบงานในแต่ละขั้นตอนของ PRINCEII ด้วยวิธีนี้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าการ Implement ระบบ ERP จะบรรลุความต้องการจริง  

ตัวอย่าง Implementation Time Line ของ CiMSO ERP Software

จะเห็นได้ว่า การทำงานของ CiMSO ERP Software ทีม มีมาตรฐานและสามารถทำให้ระบบ ERP สามารถ implement ให้กับลูกค้าได้จริง ซึ่งการ Implement ระบบ ERP อย่างมีแบบแผน มีมาตรฐานสากล จะทำให้ลูกค้าสามารถ GO-LIVE ได้ตรงเวลา มีขั้นมีตอน มีเอกสารควบคุม ระบบที่ลูกค้าได้ก็จะมีมาตรฐานและสามารถพัฒนาการทำงานขององค์กรให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้ครับ

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ทำให้เกิดความสะดุดของการ Implement ระบบ ERP เช่นกันครับ แล้วผมจะมาเล่าสู่กันฟังในบทความต่อไปครับ

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ระบบ ERP มีประโยชน์อย่างไร กับ ธุรกิจค้าส่ง (Wholesale)

ต้องยอมรับเลยนะครับว่า ธุรกิจค้าส่งในปัจจุบัน หากไม่มี ระบบช่วยควบคุมการทำงาน ก็จะทำให้มีปัญหาการจัดการสินค้าคงคลัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหา สต๊อกบวม สินค้าหมดอายุ หรือขายดีเกินไปก็สินค้าขาด

ประโยชน์ของระบบ ERP สำหรับผู้ค้าส่ง

  • การจัดการต้นทุนสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ สต๊อกไม่ขาก ไม่บวม
  • การควบคุมทรัพยากรขององค์กรโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ข้อมูลจากทุกแผนก ตั้งแต่การจัดซื้อ คลังสินค้า และการขาย อยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้ข้อมูลเป็นจริง ไม่มีผิดพลาด
  • ข้อมูลที่ได้จากทุกแผนกเป็นแบบ Real Time ทำให้ผู้บริหารวิเคราะห์ และ ตัดสินใจเร็วขึ้น
  • ลดขยะผลิตภัณฑ์
  • ข้อมูลของลูกค้า และประวัติการซื้อของลูกค้า ทำให้สามารถทำการตลาด รู้จักความต้องการของลูกค้าชัดเจนขึ้น
  • สามารถต่อยอดข้อมูลของลูกค้ามาทำ บัตรสะสมแต้ม และระบบ Loyalty ได้

ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับแผนกต่างๆ

แผนกจัดซื้อ 

สิ่งที่มีประโยชน์มากของการใช้ระบบ ERP สำหรับผู้ค้าส่งก็คือ การจัดการกระบานการจัดซื้อ ดังนี้

  • การเตรียมการจัดซื้อ – ได้แก่การรับรู้ราคาและปริมาณ วันที่กำหนดจัดส่ง การเจรจาที่เกี่ยวข้องระหว่างผู้ซื้อและซัพพลายเออร์ ระบบ ERP จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเทียบราคาระหว่างซัพพลายเออร์ได้ ทำให้เพิ่มความสามารถในการเจรจาต่อรองราคากับซัพพลายเออร์
  • การออก PO – เมื่อสามารถระบุชื่อซัพพลายเออร์ จำนวน และราคาได้แล้ว ระบบจะช่วยออก PO รวมถึงสามารถส่งต่อไปยังหัวหน้าเพื่อทำการอุมิติได้แบบ paperless
  • การรับสินค้า CGRV – ในขั้นตอนการรับสินค้า แผนกสโตร์จะสามารถเปิดดูรายการสั่งซื้อตาม PO และเลือกรับสินค้าได้ตมจริงเพื่อส่งข้อมูลต่อไปยังแผนกบัญชีที่ทำหน้าที่ชำระค่าสินค้า
  • การชำระค่าสินค้า – เมื่อแผนกสโตร์ทำการรับสินค้าแล้ว แผนกบัญชีจะทราบทันทีว่าได้รับสินค้าแล้วครบถ้วนหรือไม่ จากนั้นระบบเจ้าหนี้ (AP) จะเห็นว่ามียอดหนี้ที่จะต้องชำระเป็นจำวนเท่าใด เมื่อไหร่ และทำการชำระเงินตามที่ทางสโตร์แจ้งไว้

ระบบโลจิสติกส์

เมื่อสินค้าเข้าสู่คลังสินค้า แผนกที่ใช้ระบบ ERP ก็คือ แผนกสโตร์ ซึ่งจะทำหน้าที่บริหารจัดการสินค้าในคลัง ดังนี้

  • การจัดหมวดหมู่สินค้าคงคลัง – ระบบ ERP ช่วยให้การจัดการทำให้สินค้าคงคลังเป็นไปโดยอัตโนมัติตามมูลค่าและความเร็วของการหมุนเวียน ลองคิดภาพว่าคุณมีหมวดหมู่สินค้าอยู่สัก 500 รายการ การจัดหมวดหมู่ด้วยตนเองเป็นเรื่องยากที่จะจัดการได้ดีที่สุด ซึ่งการจัดการข้อมูลเดียวกันด้วยการใช้ระบบ ERP จะยุ่งยากน้อยกว่า
  • การวิเคราะห์เกี่ยวกับสินค้าคงคลัง – มีผู้ค้าส่งจำนวนมากไม่สามารถคาดการณ์แนวโน้มของความต้องการสินค้าได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเช็คได้จากข้อมูลที่ผ่านมาในระบบ ERP ที่มีการเก็บข้อมูลทางด้านการขาย ไม่ว่าจะเป็น การซื้อตามฤดูกาล สิ่งแวดล้อม สถานที่ หรือแม้กระทั้งความหลากหลายของเหตุกาณ์ทางเศรษฐกิจ ผู้ที่รู้จักใช้ข้อมูลที่ได้จากระบบ ERP จะสามารถคาดการณ์ถึงความต้องการสินค้าของลูกคาได้ดี ทำให้เกิดปัญหาสต๊อกค้าง หมดอายุ หรือสามารถแจ้งให้แผนกการตลาดทำการเร่งขายสินค้าค้างสต๊อกได้  
  • การปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง – โดยธรรมชาติแล้ว ระบบ ERP จะตรวจสอบและวิเคราะห์กิจกรรมการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจึงช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสร้างและรักษาการตัดสินใจได้อย่างชัดเจน

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของระบบ ERP สำหรับธุรกิจค้าส่งก็คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานของทั้งองค์กรให้กับผู้บริหาร เพราะไม่ว่ากระบวนการทางธุรกิจจะมุ่งเน้นไปที่ภาคการจัดจำหน่ายค้าส่งโดยเฉพาะต้องรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริหาร / ผู้ปฏิบัติงานไว้ตลอด สิ่งนี้ได้มาจากความชัดเจนที่สร้างขึ้นโดยความสามารถของระบบ ERP ในการระบุและแก้ไขปัญหาได้ดีก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา

การขายส่งเป็นหนึ่งในรากฐานของเศรษฐกิจการค้าในปัจจุบัน ซึ่งเป็ฯธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง หลายองค์กรจึงสนใจใช้ระบบ ERP มาช่วยควบคุม พัฒนา และเก็บข้อมูล แบบรวมศูนย์ต่างๆซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงกิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมดได้อย่างพร้อมอยู่ตลอดเวลา

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ต้นทุนของการใช้ระบบ ERP

ระบบ ERP หรือ Enterprise Resource Planning ถือเป็นอีกหนึ่ง ระบบที่ขาดไม่ได้ในปัจจุบัน และยังคงเป็นระบบที่น่าลงทุนอยู่เสมอ โดยเฉพาะการที่เราอยู่ในยุค Digital Transformation นี้ เพราะระบบ ERP ยังคงเป็นระบบสำคัญที่ใช้ในการวางแผนทรัพยากรต่างๆ ทางธุรกิจ โดยเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ของเข้าไว้ด้วยกัน เช่น งานบัญชี การเงิน ทรัพยากรบุคคล ระบบการผลิต และการกระจายสินค้า

ระบบ ERP ทำให้องค์กรทราบแหล่งที่มาของ Resource หรือข้อมูล ได้ชัดเจน และส่งต่อไปให้ยังฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทำให้การทำงานต่างๆ กระทำได้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น ทดแทนงาน Manual ต่างๆ ในระบบ ผู้ที่ลงทุนใช้ระบบ ERP จึงสามารถลดความปวดหัว ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ในระยะยาว

ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าบริษัทใหญ่ หรือบริษัทเล็ก ล้วนมีความต้องการที่จะใช้ระบบดังกล่าวแฝงอยู่แทบทั้งสิ้น แต่จะแตกต่างกันในรูปแบบการใช้งาน และปริมาณการใช้งาน แล้วระบบ ERP แบบไหน ต้องลงทุนเท่าไหร่ จึงเหมาะกับคุณ?

ระบบ ERP ในท้องตลาดมีมากมายหลายยี่ห้อ ล้วนมีข้อเด่นที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น Software สำเร็จรูป เช่น SAP, Oracle, Microsoft และ CiMSO เป็นต้น หรือเป็นแบบ OpenSource ERP ที่จะต้องมีโปรแกรมเมอร์มาช่วยปรับจูน หรือเป็นแบบ Customized ERP ที่ผู้ประกอบการจะต้องสร้างขึ้นมาเอง ด้วยการจ้าง Developer

แต่ถ้าหากคุณเป็นธุรกิจ Hospitality หรือ ธุรกิจบริการ เช่น ธุรกิจโรงแรม สนามกอล์ฟ ร้านอาหาร ครัวกลาง สปา แฟรนไชน์ รวมถึงธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีก ผมแนะนำ

CiMSO – Hospitality & Business ERP Software

ให้เป็นอีกหนึ่งระบบ ERP แบบสำเร็จรูป ที่ควรนำไปพิจารณาครับ เพราะ CiMSO คือระบบ ERP ที่มีพื้นฐานในการพัฒนามาจากธุรกิจ Hospitality & Business ซึ่งมีมาตรฐาน ISO ระดับสากล ทำให้คุณสามารถนำธุรกิจมาปรับใช้ได้ไม่ยาก แถมระบบ ERP ของ CiMSO ยังสามารถเลือกใช้งานได้ตามความต้องการของลูกค้าด้วยครับ

เช่น หากคุณเป็นร้านอาหาร 4 สาขาขึ้นไป และมีครัวกลาง คุณจะต้องการระบบ STOCKmanager เพื่อมาบริหารจัดการครัวกลาง รวมถึง RESTaurateur ซึ่งเป็นระบบ POS สำหรับการจัดการร้านอาหาร แต่ถ้าหากว่า คุณมี POS อยู่แล้ว และยังไม่พร้อมที่จะลงทุนระบบ ERP ทั้งหมดขององค์กร CiMSO สามารถให้คุณเลือกใช้แค่ ระบบ STOCKmanager เพื่อจัดการคลังสินค้าและการจัดซื้อสินค้าภายในครัวกลางซึ่งเชื่อมต่อกับคลังสินค้าที่สาขา โดยที่ยังไม่ใช้ POS กับ CiMSO ก็ได้

หากคุณเป็น  โรงแรม คุณสามรถเลือกใช้ INNKeeper ในส่วนของการจัดการจองห้องพัก และ INTERfaces – Channel Manager เพื่อการขายห้องพัก ซึ่งหากคุณมีระบบบัญชีอยู่แล้ว คุณจะยังไม่เลือกใช้ในส่วนของ CiMSO BACKoffice ก็ได้

ข้อดีของการเลือกใช้ module ที่จำเป็นกับความต้องการของคุณก็คือ

  1. คุณสามารถ save ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นของการลงทุนใช้ระบบ ERP
  2. ระบบ CiMSO ERP Software เป็นระบบที่เรียกได้ว่าเชื่อมต่อกันได้อย่างไม่มีสะดุด หรือ fully integrated Software (บูรณาข้อมูลเข้าด้วยกัน) ซึ่งเมื่อคุณต้องการเพิ่ม module ที่จำเป็น คุณก็จะสามารถเพิ่มได้ทันที
  3. ระบบ CiMSO ERP Software เป็นระบบที่มีความโดดเด่นในการเก็บข้อมูล ฐานลูกค้า เรามี CDP หรือ Customer Data Platform ทำให้ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบสมาชิก, การทำการตลาดให้เหมาะกับฐานลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ความชอบ การเลือกซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า เป็นต้น

หากพูดถึงระบบ ERP สำหรับ Hospitality &Business อยากให้คุณนึกถึง CiMSO แล้ว CiMSO ดีอย่างไร ?

  • CiMSO Software ดำเนินมาแล้วกว่า 30 ปีใน 16 ประเทศทั่วโลก
  • แม้ CiMSO จะเพิ่งเข้ามาในแถบทวีปเอเชียและเพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยไม่นาน แต่เรามี Reference Sites ที่น่าเชื่อถือ และยังคงใช้งานกับเรา เช่น
    • สนามกอล์ฟ
      • Sentosa Golf Club (Singapore)
      • Burapha Golf club (Thailand, implement phase )
      • Siam country club (Thailand, implement phase)
    • Mixed use Hotel – Office – Club
      • G-Tower (Malaysia)
    • ร้านอาหาร
      • Sanyod Seafood (Thailand)
    • โรงแรม
      • Prana hotel (Samui, Thailand)
      • Cana Boutique Hotel (Thailand)

และอีก กว่า 700 แห่งทั่วโลก <คลิกที่นี่เพื่อดู Reference Sites>

  • CiMSO ERP เป็น Fully Integrated software ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกใช้เฉพาะโมดูลที่ต้องการได้ ทำให้ลูกค้าสามารถวางแผนการลงทุนได้ นอกจากนั้น CiMSO ยังรองรับการเติบโตขององค์กรของลูกค้าอย่างไม่มีขีดจำกัดอีกด้วย
  • CiMSO ERP เติบโตมาจากธุรกิจบริการ และเราไม่หยุดที่จะพัฒนาตลอด ดังนั้น เรามีการพัฒนาระบบทุกๆ 6 เดือน ค่า MA รายปี ซึ่งเราเรียกว่า LUSA ไม่ใช่แค่การ maintenance เท่านั้น แต่เป็นค่าที่เราพัฒนาระบบให้ทันสมัยอยู่เสมอ ซึ่งลูกค้าเดิมก็จะได้ใช้งานด้วย โดยไม่จำเป็นที่จะต้องจ้างให้เรา customize เพิ่มเติม เรียกได้ว่าระบบของคุณก็จะทันสมัยอยู่เสมอนั่นเอง

หากถามว่า ถ้าต้องการใช้ CiMSO ERP Software ควรมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอยู่ที่เท่าไหร่?

คำถามนี่เป็นคำถามที่ยาก ต่อการให้คำตอบที่แน่นอนเป็นยอดตัวเลข ซึ่งผมเองจะตอบว่าแต่ละ module มีมูลค่าเท่าใดก็เป็นการยาก เนื่องจาก การลงทุนกับระบบ ERP ขึ้นอยู่กับจำนวน modules ที่คุณต้องการใช้ และจำนวน concurrent users นอกจากนั้นยังขึ้นอยู่กับจำนวนนิติบุคคลที่คุณมี หรือระบบบริหารจัดการเดิมที่คุณมีอยู่แล้ว แต่หากจะให้ประมาณการ คุณต้องถามตัวคุณว่า ยอดรายได้ต่อปีของคุณมีเท่าไหร่ และโดยทั่วไปแล้วค่า Software ระบบดับ ERP จะอยู่ที่ 1-5% ของยอดขายต่อปี เช่น องค์กรคุณมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี มูลค่าการลงทุนของ ERP Software ควรจะอยู่ที่ 2-10 ล้านบาท   

หรือหากคุณจะคำนวณการลงทุน โดยดูจาก ROI เช่น คุณลงทุนในธุรกิจของคุณ 100 ล้านบาท คาดหวังจะคืนทุนใน 5 ปี เพราะธุรกิจทำกำไรได้ 20% จากยอดขาย แบบนี้ มูลค่าของการลงทุนระบบ ERP และใช้งานตลอด ควรจะอยู่ที่ 2-10 ล้านบาท    

จะเห็นได้ว่า ระบบ ERP เป็นระบบที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกขนาดในปัจจุบัน หากไม่มี ERP เราจะไม่สามารถที่จะแข่งขันได้อีกในอนาคตอันใกล้ การตัดสินใจเลือก ERP ของผู้บริหารควรเลือกระบบ ERP ที่สามารถเลือกใช้เป็น module ที่ต้องการได้ แบบ pay as your needs จะทำให้คุณสามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนครั้งแรก และติดตั้ง module เพิ่มเติมตามที่ต้องการใช้ต่อไปในอนาคตได้ ดูข้อมูลเกี่ยวกับ CiMSO ERP Software ได้ที่นี่ <คลิกที่นี่>

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ระบบการขายปลีก – ขายส่งสินค้า (Retail & Wholesale Management System) – CiMSO SHOPkeeper

หากพูดถึงธรกิจค้าปลีก ในปัจจุบัน จะหมายถึงการ การขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย  โดยจะเป็นช่องทางการขายทั้งรูปแบบ “ออฟไลน์” (offline) กับ “ออนไลน์” (Online) ซึ่ง แจ๊ค หม่า เจ้าพ่อแห่ง Alibaba เรียกการค้าขายปลีกยุคใหม่นี้ว่า “New Retail”

ธุรกิจร้านค้าปลีก-ค่าส่ง แบบดั้งเดิม หรือที่เราเรียกว่าร้านโชวห่วย มักเป็นการบริหารจัดการแบบครอบครัว เรียบง่าย ไม่มีขั้นตอนหรือระบบในในการจัดการ  และไม่ได้ใช้ความรู้ในเรื่องการจัดเรียงสินค้าและการบริหารสินค้าเท่าที่ควร  ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้น

แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจร้านค้าปลีก-ค่าส่ง สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการทำการตลาด การขายสินค้า ทำให้ฐานลูกค้าขยายมากขึ้น เช่น ช่องทางการตลาดออนไลน์ ต่างๆ (website, facebook, LINE, Shopee, Lazada) การส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ขนส่งเอกชนต่างๆ Grab เป็นต้น ทำให้มีฐานลูกค้ามากขึ้น และเป็นโอกาสที่จะได้รายได้มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก-ค้าส่งในปัจจุบัน จะหักมาให้ความสนใจกับการสร้างฐานลูกค้า เพราะแน่นอนว่า ถ้าไม่มีฐานลูกค้า เราก็ไม่มีรายได้

ดังนั้น ทำอย่างไรธุรกิจค้าปลี-ค้าส่ง จึงจะสามารถเก็บฐานลูกค้าเดิม สร้างฐานลูกค้าใหม่ ให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ประทับใจ ขอในสต๊อกไม่ขาด พร้อมขายแต่ก็ไม่ใช่สต๊อกบวม?? ใช้ครับ เรากำลังพูดถึง ระบบหรือซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง กันครับ

ระบบหรือซอฟต์แวร์ สำหรับธุรกิจค้าปลีก – ค้าส่ง ขนาดใหญ่ควรมีคุณสมบัติดังนี้

  1. Inventory & Procurement software – STOCKmanager
  • การดูแลสินค้าคงคลัง (Inventory Monitoring) ควบคุมปริมาณ Stock สินค้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา Stock สินค้ามากเกินทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น และไม่ให้สินค้าขาด Stock
  • ข้อมูลผู้ผลิตสินค้า และ ซัพพลายเออร์
  • การจัดซื้อ (Procurement) สามารถระบุผู้จัดจำหน่ายหลักได้มากกว่า 1 แห่ง และกำหนดผู้จำหน่ายหลักของแต่ละสินค้าได้
  • กำหนดหน่วยนับ โดยระบุหน่วยนับใหญ่ และหน่วยนับย่อย
  • สามารถแสดงยอดคงเหลือ ตามคลังสินค้าได้
  1. Retail Point of Sale Software – SHOPkeeper
  • Touch Screen POS สะดวกและง่ายต่อการขาย พร้อมตัดสต๊อกทันทีเมื่อขาย
  • รองรับระบบ Touch Screen และ Barcode
  • ทำการขายสินค้าตัวเดียวกันได้หลายราคา เพื่อรองรับระบบสมาชิก
  • สามารถแก้ไขราคาขายสินค้า ณ จุดขายได้ (ตามสิทธิ์ที่กำหนด)
  • สามารถบันทึกข้อมูลพนักงานต้อนรับได้ เพื่อนำไปคำนวณค่าคอมมิชชั่น
  • สามารถทำการรับชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบภายใน Bill เดียวกัน
  • สามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ในระบบขายหน้าร้านและสามารถค้นหาข้อมูลเดิม จากชื่อ-นามสกุลลูกค้าได้
  • สามารถกำหนดรูปแบบของใบกำกับภาษีอย่างย่อได้เอง ทั้งหัวบิล และท้ายบิล เพื่อให้เหมาะสมกับองค์กร
  1. Loyalty & Membership management – CLUBmanager
  • การจัดการสมาชิกของลูกค้า
  • ระบบสะสมแต้ม
  • สามารถให้ส่วนลดแก่สมาชิก และทำการกำหนดราคาขายสำหรับสมาชิกได้
  • สามารถจำแนกสมาชิกได้หลากหลายรูปแบบ เช่น normal, platinum, diamond
  • อัปเดตสถานะสมาชิกอัตโนมัติพร้อมข้อ จำกัด สิทธิ์
  • รางวัลคะแนนความภักดีและระบบการจัดการการแลกรางวัล
  1. Customer Relations & Business Management Software – CLIENTmanager
  • สามารถใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อทำการสือสารกับลูกค้าผ่าน email, sms
  • การระบุลูกค้าและพนักงานด้วยบัตร RFID บาร์โค้ดหรือ Mag Strip การแสดงภาพภาพถ่ายหรือการสแกนลายนิ้วมือ
  • การจัดกำหนดการและการติดตามงานและการสื่อสารของพนักงาน
  • ความชอบของลูกค้าและประวัติการซื้อขายโดยละเอียด
  1. Accounting software – BACKoffice
  • สามารถกำหนดรูปแบบของใบกำกับภาษีอย่างย่อได้เอง ทั้งหัวบิล และท้ายบิล เพื่อให้เหมาะสมกับองค์กร
  • การออกใบสั่งซื้อ, ใบรับสินค้า กระมบสต๊อกสินค้าโดยอัตโนมัติ
  • บัญชีลูกหนี้-เจ้าหนี้
  • บัญชีเงินสด
  • สามารถตั้งงบประมาณทางการเงินตามบัญชีแยกประเภทแผนก
  1. Report
  • รายงานเพื่อช่วยให้วิเคราะห์การขายได้ หลากหลายรูปแบบ เช่น สินค้าขายดี, รายงานสินค้าคงเหลือ
  • รายงานเพื่อช่วยในการวิเคราะห์ กำไร – ขาดทุน ของกิจการ
  • รายงานทางบัญชี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย, งบทดลอง, งบการเงิน เป็นต้น
  • รายงานที่เกี่ยวข้องกับการทำการตลาด เช่น รายงานสินค้าที่ขายดีต่อกลุ่มสมาชิก เป็นต้น
  1. Functions อื่นๆ
  • สามารถเรียกดูการเข้าใช้งาน ของผู้ใช้งานในแต่ละ Function ได้ โดยเลือกได้ตามผู้ใช้งาน, วันที่
  • สามารถสร้าง voucher ทำบัตรส่วนลดหรือบัตรกำนันสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย
  • สามารถทำ API เชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์ต่างๆ (มีค่าพัฒนา) หากลูกค้าเน้นการขายผ่าน Online Channel

เป็นอย่างไรบ้างครับ กับระบบหรือซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง คิดไม่ถึงใช่ไหครับว่าจริงๆแล้ว มีฟังก์ชั่นที่จำเป็นสำหรับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันหลายตัวเลย ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กล่าวคือ ตั้งแต่การจัดซื้อสินค้า รับสินค้าเข้าสต๊อก การจัดการสินค้าคงคลัง การขายหน้าร้าน การส่งสินค้า รวมถึงการทำบัญชีต่างๆ หากท่านผู้อ่านสนใจ ผมแนะนำ CiMSO – Hospitality & Business Software ที่มีฟังกชั่นครบทั้งหมดที่กล่าวมา แถมระบบเป็นรูปแบบจิ๊กซอร์ คือ fully integrate จ่ายเท่าที่เลือกใช้เท่านั้น สนใจสอบถามข้อมึลเพิ่มเติม ติดต่อ 02-3924186 หรือ cimso@aecenlist.com

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com