ฟรีแลนซ์มือใหม่ควรเตรียมความพร้อมอย่างไร

ฟรีแลนซ์ (Freelance) อาชีพของคนยุคใหม่ เป็นอาชีพอิสระเป็นผู้ทำเว็บหรือคนสาย IT ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องมีเจ้านายขี้บ่น แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานฟรีแลนซ์เป็นครั้งแรกอาจจะมีปัญหาและอุปสรรค์ ซึ่งบ้างครั้งปัญหาเหล่านั้นอาจทำให้คุณท้อได้ แต่ไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป ถ้าคุณได้ทราบถึงขั้นตอนและวิธีการก็สามารถเตรียมความพร้อมได้ทุกสถานการณ์ค่ะ

เตรียมตัวสำหรับการทำงานฟรีแลนซ์

  • เริ่มสร้าง Online Portfolio

การสร้าง Profile ที่มีจุดเด่น มีความน่าสนใจสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการจากคุณได้ ก่อนที่คุณจะบอกใคร ๆ ว่า คุณเป็นนักออกแบบที่ดีที่สุด อันดับแรกคุณจะต้องทำให้พวกเขาเหล่านั้นเห็นว่าคุณมีไอเดียและดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร สามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างที่เรียกว่า “สมบรูณ์แบบ” ซึ่งคุณอาจจะเพิ่มภาพลักษณ์โดยการนำเสนอผลงานที่คุณเคยทำ หรือไม่ก็ผลงานตัวอย่างที่คุณตั้งใจให้ออกมาแบบที่คนอื่น ๆ ไม่สามารถทำได้เหมือนคุณ

  • สร้าง Port ผลงานให้น่าสนใจ

สำหรับการเปิดตัวของคุณ การสร้างความน่าสนใจ ความประทับใจครั้งแรก จะช่วยให้คุณมีลูกค้าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย การสร้างผลงานให้ลูกค้าดูเป็นตัวอย่างนั้น ไม่ยากค่ะ ให้คุณลองสร้างผลงานที่คุณคิดขึ้นมาด้วยไอเดียที่ไม่เหมือนใครออกมาเป็นผลงานจริง ๆ โดยการหยิบยกสินค้าที่ไม่ได้มีอยู่จริง หรือสินค้าที่มีอยู่จริง ๆ แล้วเอามาเปลี่ยนมุมมองเป็นแบบของคุณก็ได้ อย่างเช่น คุณเป็นผู้ออกแบบเว็บโดยการสร้าง Theme ให้เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก็ลองทำเป็น Demo ขึ้นมาให้ลูกค้าเห็นตัวจริง ๆ สำหรับใครที่ทำแจกด้วย ก็จะได้รับ Feedback ดี ๆ กลับมาอีกด้วยค่ะ

  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง

การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมาก แต่คุณสามารถเริ่มทำได้ง่าย ๆ โดยการเขียน Blog หรือ Tutorial เป็นการบอกกับคนอื่น ๆ ที่อยู่บนโลกออนไลน์นั้น ได้ทราบเกี่ยวกับความสามารถของคุณ ซึ่งข้อดีของการเขียน Blog นั้น นอกจากผู้คนที่ท่องบนอยู่โลกอินเตอร์เน็ตนั้นจะเห็นถึงความสามารถของคุณแล้ว ยังถือว่าเป็นการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วย ผู้คนจะมองเห็นความสามารถ และผลงานของคุณที่คุณ Port เอาไว้ และเข้ามาใช้บริการคุณมากขึ้นอีกด้วย

  • งานทุกอย่างต้องมีต้นทุน

ถึงแม้จะบอกว่า คนที่ทำงานฟรีแลนด์จะมีอิสระในการทำงาน ใช้เพียงสมองหรือความคิดก็สามารถอยู่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีต้นทุนนะคะ เพราะการทำงานในเรื่องเกี่ยวกับระบบออนไลน์ จำเป็นต้องมีต้นทุนทาง Software, Hardware และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินมูลค่างาน คอมพิวเตอร์ที่คุณใช้มันมีกำหนดอายุการใช้งาน ดังนั้น หากคุณมองว่างานนี้ใช้เพียงแค่สมองอย่างเดียวก็เกินพอ คงจะต้องกลับไปคิดใหม่แล้วล่ะค่ะ

แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในสายงานนี้ อาจจะเกิดความกังวล แนะนำให้ลองใช้ Tool ต่าง ๆ อย่างเช่น Google, Time Tracking ซึ่งคุณสามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.tasknjoy.com ที่มี Tool ครบถ้วน ดูก็ได้นะคะ ซึ่งน่าจะตอบโจทย์กับความต้องการของคุณ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

หนึ่งวันทำงานของชาวฟรีแลนซ์

หลาย ๆ คนคิดว่าอาชีพฟรีแลนซ์นี่คงสบายนักเพราะไม่ต้องฝ่ารถติดไปทำงาน ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องใส่ชุดฟอร์ม แถมยังนั่งทำงานไปดูทีวีไป ชีวิตลั้ลลาจริง ๆ แต่ใครจะรู้ความจริงว่าในหนึ่งวันฟรีแลนซ์ต้องทำอะไรบ้างถ้าไม่ได้มาลองเป็นฟรีแลนซ์ดู

ตามหนังเรื่อง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ก็มีส่วนเป็นความเป็นจริง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดซะทีเดียว ส่วนที่ใช่ก็คือ ปกติแล้วงานฟรีแลนซ์จะเป็นงานที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัว ดังนั้น หากฟรีแบนซ์ป่วยขึ้นมาก็จะไม่สามารถรับงานได้ รายได้ก็ย่อมลดลงอย่างแน่นอน แต่ถ้าฟรีแลนซ์รู้จักคำว่า “Balance Life” ล่ะก็  tasknjoy เชื่อมั่นว่า อาชีพฟรีแลนซ์ของคุณคงไปได้สวยทีเดียวค่ะ เรามาดูกันว่าในหนึ่งว่า ฟรีแลนซ์มืออาชีพเค้าแบ่งเวลาการทำงานและการผักผ่อนอย่างไร เค้าจึงสามารถรับงานฟรีแลนซ์ไปพร้อม ๆ กับใช้ชีวิตให้พอเพียงได้ด้วยค่ะ

1. แบ่งกิจกรรมเรื่องงานในแต่ละวันให้ดีและพยายามบริหารกิจกรรมนั้นภายในกำหนดเวลา

แน่นอนว่าอาชีพฟรีแลนซ์ ย่อมไม่มีใครมากำหนดเวลาเข้างานออกงาน ไม่มีใครมากำหนดเนื้องาน จำนวนการรับงาน รวมถึงกำหนดส่งงาน ดังนั้นฟรีแลนซ์จะต้องกำหนดกิจกรรมทุกอย่างในแต่ละวันด้วยตัวเอง เช่น ฟรีแลนซ์ตั้งเป้าว่าภายใน 1 สัปดาห์ จะรับงานประมาณกี่งาน และแต่ละงานจะมีกำหนดส่งเมื่อไหร่ จากนั้นกำหนดกิจกรรมในแต่ละวันให้ชัดเจนว่า วันนี้ เวลากี่โมงถึงกี่โมงจะทำงานไหน และงานเสร็จถึงเพียงไหน เมื่อสามารถทำตามกำหนดแล้ว แน่นอกว่าการส่งงานให้กับลูกค้าย่อมตรงเวลา ลูกค้าพอใจ รายได้จะไปไหนเสีย จริงไหมคะ

2. แบ่งเวลาในแต่ละวันให้กับสุขภาพของฟรีแลนซ์

เมื่อตอนต้นของบทความ มีประโยคเด็ดจากหนัง ว่า “ฟรีแลนซ์ ห่ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” ใช่บยค่ะ ห้ามป่วย เพราะถ้าป่วยแล้ว แน่นอนว่าอาชีพฟรีแลนซ์ย่อมสะดุดลง ดังนั้นฟรีแลนซ์ทุกคนอย่าลืมแบ่งเวลาสำหรับสุขภาพของตัวคุณเอวด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อน ดูทีวี รวมถึงการออกกำลังกาย เช่น ฟรีแลนซ์ตั้งเป้าว่าเราจะทำงานในวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่ 9.00 – 17.00 น. พักกลางวัน 1 ชม. และออกกำลังกาย 17.30 – 18.00 น. ส่สนวันเสาอาทิตย์อาจจะเป็นวันที่ใช้เวลาสำหรับการพัฒนาทักษะความรู้และการเข้าสัวคม เจอเพื่อนฝูง เป็นต้น

จะเห็นว่า อาชีพฟรีแลนซ์ เป็นอาชีพที่ไม่ได้ต่างกับอาชีพพนักงานประจำอื่นๆ แต่ผู้ที่จะทำอาชีพฟรีแลนซ์
กลับต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง เพร่ะเป็นอาชีพที่เป็นนายของตัวเอง จึงต้องรู้จักแบ่งเวลา รวมถึงรู้จักbalance life ให้ดี เพราะถ้าฟรีแลนซ์แบ่งเวลาได้ไม่ดี ก็จะส่งงานได้ไม่ตรงเวลาที่คุยกับลูกค้า รายได้ที่คาดหวังไว้ก็จะได้รับไม่ตรงเวลาไปด้วย ส่งผลให้สุขภาพจิตไม่ดี สุขภาพกายก็จะย่ำแย่ตาม และอาชีพฟรีแลนซ์ก็จะสะดุดได้ค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ชีวิต “พอเพียง” ฉบับฟรีแลนซ์

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด  “ความพอเพียง” หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 สิ่ง โดยมีเงื่อนที่ช่วยเกื้อหนุนให้เราสามารถอยู่ในความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความมีภูมิคุ้มกันที่ดี 2 เงื่อนไข

  1. ความพอประมาณหมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
  2. ความมีเหตุผลหมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ
  3. ภูมิคุ้มกันหมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่นยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือเงินออม ที่เก็บไว้ใช้ยามจำเป็นนั่นเอง

2 เงื่อนไข มี

  1. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ
  2. เงื่อนไขคุณธรรมที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้เราอยู่อย่างมีความสุข เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่หมายความถึง การกระเบียดกระเสียนจนเกินสมควร จนไม่มีความสุขในชีวิต หากแต่อาจฟุ่มเฟือยได้เป็นครั้งคราวตามอัตภาพ แต่คนส่วนใหญ่ของมักใช้จ่ายเกินตัว เกินฐานะที่หามาได้

เศรษฐกิจพอเพียง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาคชนบท แม้แต่ภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม

ฟรีแลนซ์ จะดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริพอเพียง ได้อย่างไร

จากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงให้แนวทางการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงแก่พสกนิกรชาวไทย ชาวฟรีแลนซ์ก็สามารถนำมาปฏิบัติทำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ

  1. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต
    • รู้จักพอประมาณในทุกๆเรื่องโดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
    • ใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ตระหนี่ถี่เหนียว คือ สิ่งใดจำเป็นต้องซื้อก็ซื้อ สิ่งใดไม่จำเป็น เป็นสิ่งฟุ่มเฟื่อย ซื่อมาแล้วก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ก็อย่าซื่อ เวลาซื้อจึงควรมีสติ มีเหตุผล มีความรอบคอบในการซื้อของ ไม่หลงไปกับความอยากได้อย่างไม่มีเหตุผล
    • รู้จักการอดออม อยู่บนทางสายกลางไม่ตระหนี่จนเกินงาม และไม่ใช้จ่ายเกินความจำเป็น
    • ไม่ประมาทในการทำสิ่งต่าง ๆ คิดเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ก่อนเสมอ
  2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต
    • ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไม่โลภมากอยากได้ทุกสิ่ง
  3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง
  4. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ
    • ไฝ่หาความรู้เพื่อต่อยอดหน้าที่การงานของเรา
    • นำเงินออมไปลงทุนสร้างธุรกิจเพื่อต่อยอดเงินที่มีอยู่ ทั้งนี้ต้องศึกษาดีๆ และอยู่ในความไม่ประมาทและพอประมาณ
  5. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา

ถ้าฟรีแลนซ์ทุกคนทำได้แบบนี้ อาชีพฟรีแลนซ์ของเราคงมีสุขขึ้นไม่น้อย การมีความพอเพียงในชีวิตจะช่วยให้เราอยู่อย่างเป็นสุข โดยเฉพาะในโลกปัจจุบัน ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่เต็มไปด้วยสิ่งล่อใจมากมาย หวังว่าทุกคนจะได้อะไรดีๆจากบทความนี้ และเกิดแรงบันดาลใจในการนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวันนะคะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ฟรีแลนซ์ เค้าทำอะไรกันในวันหยุดนะ

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อยนะคะ ว่าการเป็นฟรีแลนซ์ต้องรู้จักจัดสรรเวลาให้ดี โดยเฉพาะฟรีแลนซ์มืออาชีพที่มีลูกค้าหลายราย ยิ่งต้องแบ่งเวลาทำงานและส่งงานให้ทันตามกำหนด ซึ่งถ้าเป็นสมาชิกฟรีแลนซ์ของ tasknjoy ด้วยล่ะก็ การส่งงานตรงเวลาจะมีผลต่อ feedback ของฟรีแลนซ์และโอกาสในการรับงานในอนาคตต่อไปด้วย

แต่ในชีวิตจริงของฟรีแลนซ์ นอกจากจะต้องแบ่งเวลาให้กับการทำงานแล้ว ควรแบ่งเวลาให้กับการพักผ่อน สังคม และการเพิ่มเติมทักษะความรู้ความสามารถ เพื่อให้ชีวิตมีความพอดี เกิดแรงพลังสร้างสรรการทำงานต่อไป มาดูกันค่ะว่าฟรีแลนซ์เค้าทำอะไรกันในวันหยุด

  1. ตื่นสายสักนิด ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือเล่มโปรด
  2. ออกไปดูงาน นิทรรศการต่างๆ เพิ่มแรงบันดาลใจในการทำงาน
  3. เข้าสังคมบ้าง นัดเจอเพื่อนฝูง อัพเดทข้อมูลต่าง ๆ
  4. ออกกำลังกายสักหน่อย รักษาสมดุลทางกาย
  5. ช๊อปปิ้ง ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ สนอง need รักษาสมดุลทางใจ
  6. ออกเดินทาง (ถ้าสามารถหยุดได้หลายวัน) ดูโลกกว้าง เพิ่มแรงสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ
  7. ใช้เวลากับครอบครัว เยี่ยมญาติ ทำให้ทุกคนรู้ว่าเป็นฟรีแลนซ์ไม่ต้องหมกตัวและหายไปไหนอย่างที่ใครหลายคนคิด
  8. แวะไปโรงพยาบาล ตรวจสุขภาพซะบ้าง เตรียมพร้อมเพื่อการทำงานดี ๆ ต่อไป
  9. massage สักชั่วโมง ผ่อนคลายความตึงเครียด เผลอ ๆ นวดไปคิดงานออกได้อีก
  10. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเริ่มต้นวันทำงานในวันพรุ่งนี้

ทั้ง 10 ข้อข้างต้น ถ้าฟรีแลนซ์ tasknjoy คนไหนทำได้ล่ะก็ การเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพย่อมไม่ไกลเกินฝันและชีวิตการทำงานอิสระที่ลงตัวก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะค่ะ ยิ่งถ้ารับงานผ่าน tasknjoy ที่มีระบบ Recommended Project (แนะนำงานโปรเจค) และ Recommended Provider (แนะนำผู้รับจ้าง) พร้อม Profile ที่เป็นทั้งหน้าร้านและการตลาดให้กับฟรีแลนซ์แล้วด้วยยิ่ง อยู่ที่ไหน ก็ “มีรายได้” ด้วยค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

งานอะไรบ้างที่สามารถทำแบบฟรีแลนซ์ได้

ปัจจุบันความทันสมัยของเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยให้เราสื่อสารกับคนทั่วโลกได้ในพริบตา มีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตและหนึ่งในนั้นก็คือรูปแบบการทำงาน เพราะในปัจจุบันนั้นคนทำงานสามารถทำงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นและไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านก็ได้ นั่นก็คือการทำงานในแบบ “ฟรีแลนซ์” นั้นเองครับ

งานฟรีแลนซ์อาจไม่ได้แตกต่างจากงานปกติมากนัก แต่มีสิ่งที่ไม่เหมือนกับการทำงานในออฟฟิศก็คือ คนทำงานไม่จำเป็นต้องเดินทางเพื่อไปทำงาน ไม่ต้องไปนั่งรถติด หรือแม้แต่ไปพบกับเรื่องที่ไม่ค่อยอยากพบกับเพื่อนร่วมงานบางประเภท และที่สำคัญอีกประการก็คือ ไม่จำเป็นต้องทำงานให้กับที่ใดที่หนึ่ง เพราะสามารถทำงานให้กับหลาย ๆ แห่งรวมกันได้โดยจะต้องมีกำหนดการที่แน่นอนและฝีมือในการทำงานระดับมืออาชีพ ปัจจุบันงานฟรีแลนซ์ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถเลือกคนทำงานได้ให้เหมาะกับงานที่ต้องการ และยังสามารถหาผู้ที่มีความสามารถเฉพาะเพื่อทำงานให้ได้อีกด้วย ในส่วนของตัวฟรีแลนด์เองแน่นอนว่าถ้าคุณมีฝีมือที่ดีไม่ต้องกลัวว่าจะตกงานอย่างแน่นอน เราจะมาดูกันว่ามีงานอะไรบ้างที่สามารถทำได้แบบฟรีแลนซ์

งานฟรีแลนซ์ ที่พบในปัจจุบัน

โปรแกรมเมอร์

ผู้ที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมต่าง ๆ สามารถทำงานที่ตัวเองชอบได้จากที่บ้าน โดยนั่งเขียนโปรแกรมต่าง ๆ แบบชิว ๆ เมื่อเสร็จตามข้อตกลงก็ส่งงาน ผ่าน email หรือผ่านการดาวน์โหลดในรูปแบบต่าง ๆ ได้สบาย ๆ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมจากคนยุคใหม่ที่กำลังไฟแรง

กราฟิกดีไซน์

เป็นอีกงานที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ เพราะสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ โดยอาศัยความคล่องตัวและความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางสำหรับการรับและส่งงาน หากมีฝีมือที่ดี สามารถบริหารจัดการได้ดี เป็นอาชีพที่ทำเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

นักพัฒนาเว็บไซต์ หรือ บล็อก

นักพัฒนาเว็บไซต์ หรือบล็อกนั้น สามารถทำงานจากที่บ้านตัวเองได้สบาย ๆ เพราะเป็นงานที่ตรงกับความสามารถเฉพาะอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีฝีมือระดับเซียนรับรองได้ว่างานล้นมืออย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องมีก็คือ ความรู้ในด้านโปรแกรมเมอร์ และทักษะทางด้าน Data Base หากมีความชำนาญสูงด้วยแล้วละก็งานรอเพียบ

นักเขียนบทความ นักเขียนนิยาย นักแปล

นับเป็นอีกอาชีพที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปอย่างมาก เพราะหากคุณมีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจละก็งานจะมีมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดแน่นอน แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การจัดการด้านเวลา และกำหนดการ เนื่องจากอาชีพนักเขียนต้องอาศัยจินตนาการสูง และสมาธิในการนำเสนองาน ดังนั้นการได้ทำงานแบบชิว ๆ นับว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

นักถ่ายภาพ/ช่างภาพ

หากคุณชอบถ่ายภาพสวย ๆ และมีมุมมองที่แตกต่าง หรือมีรูปภาพมากมายอยู่ในสต๊อกส่วนตัว ลองนำผลงานของคุณเหล่านี้มาเสนอขายดูรับรองว่ามีคนสนใจอย่างแน่นอน และอาจเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้อย่างมากมายในอนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถรับงานถ่ายภาพตามสั่ง หรืองานถ่ายภาพที่จ้างเป็นงาน ๆ ทั่วไปได้อีกด้วย

นักออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์

เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจสำหรับ Line Creator Market เพราะเป็นการแสดงความสามารถในการออกแบบสติกเกอร์ไลน์แบบเจ๋ง ๆ ในแบบฉบับของตัวคุณเอง และยังสามารถลงขายผ่านแอพพลิเคชั่น Line ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังรับออกแบบสติกเกอร์สำหรับผู้ที่สนใจอยากมีเป็นของตัวเองได้อีกด้วย ชิว ๆ แบบนี้มีแต่รวย กับรวยเลยละครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับตัวอย่างงาน “ฟรีแลนซ์” ที่สามารถสร้างเงินให้เราได้แบบเจ๋ง ๆ ด้วยความสามารถเฉพาะที่เรามีอยู่ เพราะนอกจากจะไม่ต้องไปทำงานในออฟฟิศแล้วยังสามารถสร้างรายได้ให้เราได้อย่างสวยงามเลยทีเดียวละครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการบริหารจัดการที่ดีและความเข้าใจต่อความต้องการลูกค้าคือหัวใจสำคัญ เพราะนี่คือสิ่งที่เหล่าฟรีแลนซ์ทั้งหลายไม่ควรลืม เพราะอย่าลืมว่ายังมีคนที่มีความสามารถพอ ๆ กับเราและมากกว่าเราอีกมากมายที่รอรับงานเหล่านี้อยู่

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

อาชีพฟรีแลนซ์ เค้าจ่ายภาษีกันอย่างไรนะ

การรับงานเสริมหรือการเริ่มอาชีพฟรีแลนซ์ ควรจะวางแผนให้ดี ทั้งเรื่องการทำการตลาด หาลูกค้า การบริหารจัดการงาน แล้วก็เรื่องภาษี  เพราะถ้าหากวางแผนไม่ดีแล้วการทำงานก็อาจจะมีสะดุด โดยเฉพาะเรื่องภาษี เราควรจะต้องระมัดระวังและรอบคอบ เพราะหากวางแผนไม่ดี อาจมีการเรียกเก็บย้อนหลังได้

สำหรับปีภาษี 2561 นั้นจะใช้โครงสร้างภาษีเหมือนที่ปรับใหม่ในปี 2560 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ผู้มีรายได้น้อยกว่า 26,000 บาทต่อเดือนไม่ต้องเสียภาษี  ฟรีแลนซ์หลายๆคนจึงเข้าใจผิด คิดว่า รายได้จากการรับงานฟรีแลนซ์ น้อยกว่า 26,000 บาทต่อเดือนแล้วจะไม่ต้องเสียภาษี ความจริงแล้วไม่ว่าเราจะเป็นผู้มีรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องยื่นภาษีนะคะ  เพราะกรมสรรพากรกำหนดว่าผู้มีรายได้เป็นเงินเดือนมากกว่า 10,000 บาท หรือมีรายได้รวมเกิน 60,000 บาทต่อปี จึงจะไม่ต้องเสียภาษี แต่ก็ยังต้องยื่นแบบนะคะ

**การไม่ยื่นภาษีนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจเสียสิทธิได้รับเครดิตภาษีคืนอีกด้วย**

การคำนวณภาษี มีหลักการง่ายๆ คือ เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ เมื่อได้บรรทัดเงินได้สุทธิแล้ว ก็นำไปเทียบกับอัตราภาษี ซึ่งในประเทศไทยใช้ระบบภาษีอัตราก้าวหน้า คือยิ่งมีรายได้มากก็จะเสียภาษีมาก

การคำนวณภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ หรือผู้มีรายได้ไม่ประจำ สามารถเลือกคำนวณได้ 2 วิธี คือ

1. คำนวณจากเงินได้สุทธิ

(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

2. คำนวณจากเงินได้พึงประเมิน (วิธีนี้ใช้สำหรับคนไม่ทำงานประจำที่มีรายได้เกิน 1 ล้านบาท เท่านั้น)

(รายได้ x 0.5%)

โดยการจะเลือกใช้วิธีไหนในการคำนวณนั้น ให้ตรวจสอบเงื่อนไข 3 ข้อ ดังนี้

  1. รายได้จากงานฟรีแลนซ์ (ไม่ใช่เงินเดือน) มากกว่า 1 ล้านบาทหรือไม่
  2. ถ้าใช่ เราจะต้องนำรายได้มาคำนวณทั้ง 2 วิธี และดูว่าการคำนวณแบบไหนที่จะต้องเสียภาษีมากกว่า ให้นำตัวเลขจากการคำนวณที่ได้ (มากกว่า) ไปจ่ายภาษี
  3. แต่ถ้าข้อ 1 ไม่ใช่ ให้คำนวณด้วยวิธีเดียว ก็คือการคำนวณจากรายได้สุทธิ

เงินได้พึงประเมิน คือรายได้ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดปี เงินได้ในทางภาษีแบ่งเป็นทั้งหมด 8 ประเภท ซึ่งเงินได้ของฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในประเภท ค่าจ้างทำของ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายของผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 40 (2)คือเงินได้จากการรับจ้างทำงานให้ หรือค่านายหน้า มาตรา40(7) คือเงินได้จากการรับเหมา และ 40(8) คือ เงินได้อื่นๆ ส่วนฟรีแลนซ์คนไหนที่มีเงินเดือนจากอาชีพหลักด้วยก็จะมีรายได้เป็น เงินค่าจ้าง ด้วย ตาม ม. 41(1) (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ เงินได้พึงประเมิน ตามม.40)

ค่าใช้จ่าย คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับหักเป็นต้นทุนในการทำงาน เพื่อให้ได้เงินได้หรือรายได้สุทธินั้นมาคิดภาษีตามบัญชีอัตราภาษี  โดยในปี 2560 นี้ สรรพากรกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนหากเป็นเงินได้ประเภทอื่นๆ ก็จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไป (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) พ.ศ.2560)

ค่าลดหย่อน คือ รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดให้หักได้เพิ่มขึ้นหลังจากได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีก่อนนำเงินได้ที่เหลือซึ่งเรียกว่าเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับการหักลดหย่อนภาษี)

เมื่อเรานำค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนไปหักออกจากเงินได้พึงประเมิน ผลสุดท้ายปลายทางก็คือเงินได้สุทธิ ซึ่งจะถูกนำมาใช้คิดภาษีแบบอัตราก้าวหน้า กล่าวคือ ยิ่งเรามีรายได้มาก อัตราภาษีที่เราต้องจ่ายให้รัฐก็จะเพิ่มเป็นเงาตามตัวจ้า

รายได้น้อย ยื่นภาษี ก็อาจทำให้เราได้เงินกลับมากินขนมได้เหมือนกันนะจ๊ะ

เตรียมยื่นภาษี ก่อนยื่นภาษีอย่าลืมเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หล่าวคือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับรายได้ และ หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายและการลดหย่อนภาษี ที่สำคัญ อย่าลืม!! หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งจะระบุรายละเอียดของผู้ว่าจ้างเราทำงาน ยอดเงินซึ่งเป็นเงินได้ของเรา จำนวนภาษีที่หักและนำส่งไว้

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

ตัวอย่างที่ 1 คุณบี พนักงานบริษัท และรับออกแบบโลโก้เป็นอาชีพเสริม

คุณบีได้รับเงินเดือนจากบริษัท 20,000 บาท โดยบริษัทดังกล่าวหักเงินมินต์เพื่อส่งสมทบเข้าเงินประกันสังคมปีละ 9,000 บาท และคุณบียังรับจ๊อบบริการออกแบบโลโก้และโบรชัวร์โดยตลอดปีที่ผ่านมารับงานมา 20 ชิ้น

ณ วันยื่นภาษี เธอรวบรวมเอกสาร หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และพบว่าเธอมีรายได้จากการทำงานประจำ (เงินได้ประเภทที่ 1) รวมทั้งสิ้น 240,000 บาท ส่วนรายได้จากการออกแบบโลโก้ เท่ากับ 80,000 บาท และเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายไป 1,500 บาท

คำนวณภาษีก็ไม่อยากอย่างที่หลาย ๆ คนคิด เพียงแค่เอารายได้พึงประเมินมารวมกัน ซึ่งกรณีคุณบี จะมีรายได้พึงประเมินทั้งสองประเภทรวม 320,000 บาท  หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท สำหรับค่าลดหย่อนจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเงินประกันสังคมสามารถนำมาลดหย่อนได้ ดังนั้น ค่าลดหย่อนจะเท่ากับ 69,000 บาท เงินได้สุทธิของเธอจึงเท่ากับ 151,000 บาทพอดิบพอดี

เมื่อเรานำรายได้สุทธิของคุณบีไปเทียบกับตารางอัตราภาษี แม้ว่าคุณบีจะไม่ต้องเสียภาษี 150,000 บาทแรก แต่รายได้ของคุณบีไปตกตรงช่วง 150,001-300,000 บาท ซึ่งต้องเสียภาษีร้อยละ 5 ดังนั้น คุณบีจะเสียภาษีทั้งสิ้น 50 บาท (คำนวณจาก (150,000 x 0) + (1,000 x 0.05) = 50) แต่คุณบีโดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วทั้งสิน 1,500 บาท ดังนั้น แทนที่คุณบีจะต้องจ่ายเงิน 50 บาท กลับได้รับเครดิตภาษีคืนจำนวน 1,450 บาทจ้า

ตัวอย่างที่ 2  คุณเอ็กส์ อาชีพฟรีแลนซ์โปรแกรมเมอร์ (โสด) มีรายได้จากงานฟรีแลนซ์ตลอดทั้งปีอยู่ที่ 300,000 บาท โดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกัน 6,000 บาท

เมื่อถึงเวลายื่นแบบและชำระภาษี เราเอาสูตร “เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ” มาปรับใช้ จึงเอารายได้ทั้งหมด (รายได้พึงประเมิน) 300,000 บาท มาตั้งต้น หักค่าใช้จ่าย ตามกฎหมาย คือ 100,000 บาท (ประเภทที่ 2 ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) และหักค่าลดหย่อน 60,000 บาท  ดังนั้นคุณเอ็กส์ มีรายได้สุทธิ 140,000 บาท

เมื่อนำรายได้สุทธิขอบคุณเอ็กซ์มาเทียบกับตารางภาษีเงินได้ จะพบว่าเงินได้สุทธิที่ต่ำกว่า 150,000 บาทจะได้รับการยกเว้ยภาษี สรุปว่าคุณเอ็กซ์ไม่ต้องเสียภาษีจากการยื่นภาษี แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรายได้ของคุณเอ็กซ์ไม่ต้องเสียภาษีแต่คุณเอ็กซ์โดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งไปที่สรรพากรแล้ว 6,000 บาท ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณเอ็กซ์มีเครดิตภาษีอยู่ 6,000 บาท ซึ่งสามารถขอคืนได้จากสรรพากร เมื่อกดขอคืนเครดิตภาษีแล้ว คุณเอ็กซ์ก็จะได้เงิน (เช็คหรือเข้าระบบพร้อมเพย์) จำนวณเงิน 6,000 บาทคืน **นี่คือข้อดีของการยื่นภาษี แม้ว่ารายได้ไม่ถึงจุดที่เสียภาษี ก็ไม่ต้องเสียภาษีใดๆและอาจะได้เครดิตภาษีคืนด้วยจ้า**

ยื่นภาษีอย่างไร? การยื่นภาษีในปัจจุบันค่อนข้างสะดวก โดยสามารถยื่นออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ E-Filing ซึ่งบางครั้งอาจมีจดหมายจากสรรพากรที่ดูแลพื้นที่ของท่านส่งมาขอเอกสารยืนยันก็ไม่ต้องตกใจ เพียงรวบรวมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใส่ซอง แล้วส่งไปตามที่อยู่ที่ระบุ หรือถ้าหากกลัวเอกสารหายระหว่างทาง ก็ไปยื่นด้วยตัวเองได้ (อย่าลืมว่า เราต้องเก็บเอกสารต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักฐานอย่างน้อย 5 ปีนะคะ)

ทั้งหมดนี้คือความเข้าใจในเรื่องค่าลดหย่อนสำหรับวีการเสียภาษีของฟรีแลนซ์ ปี 2561 อย่างง่าย  หวังว่าเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ฟรีแลนซ์ tasknjoy ได้อ่านแล้วคงจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นและเสียภาษ๊หรือยื่นแบบให้ถูกต้องนะคะ

ขอบคุณรูปภาพจาก Kapook

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

นักออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) รายได้ดีและมีอิสระในการทำงาน

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้มีการแข่งขันด้านการตลาดสูง ผลิตภัณฑ์บางอย่างที่มีอยู่ในท้องตลาดอาจจะมีความแตกต่างกันไม่มากนัก ในเชิงคุณสมบัติและการใช้งาน  แต่ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าชนิดใดที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีจึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและส่งเสริมยอดขายสูงขึ้น ซึ่งในจุดนี้ “นักออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design)” จึงเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

นักออกแบบผลิตภัณฑ์ คือ ผู้ออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ด้วยกระบวนการวิเคราะห์ วิจัย ผสม ผสาน โดยการนำวัสดุ กรรมวิธีการผลิต ลักษณะรูปแบบและขนาดของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผู้ใช้และตลาด

อาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์ นอกจากจะทำงานในองค์กรธุรกิจเอกชนแล้วยังสามารถใช้วิชาความรู้ในการทำงานฟรีแลนซ์ หรือเปิดกิจการเป็นของตนเองเพื่อรับออกแบบผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ให้ตรงกับเป้าหมายของลูกค้า ซึ่งเป็นอาชีพที่รายได้ดี ไม่มีการตกงาน ถ้ามีไฟในการทำงาน

นักออกแบบผลิตภัณฑ์จะต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ของ วิทยาศาสตร์ หรือปรัชญา งานศิลป์ และมีสายตาแบบนักออกแบบที่ก็ึคือ การมีวิสัยทัศน์ในการตัดสินใจเลือกใช้องค์ความรู้ให้เหมาะสมกับการออกแบบนั้น ๆ

เช่น หากคุณจะออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัว คุณจะต้องมีความรู้ทางด้านการใช้งาน ว่าเป็นสินค้าที่ใช้ในพื้นที่จำกัด  ต้องรู้จักปรับความสวยงามเข้ากับลักษณะการใช้งานของผู้ใช้ (ประโยชน์ใช้สอย) เช่น หยิบจับสะดวก ล้างง่าย ไม่ทิ้งคราบ เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงผู้ใช้ การทดสอบมาตรฐาน ความรู้เชิงวิศวกรรมและการผลิตด้วย

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

รู้จักกับอาชีพฟรีแลนซ์ หรืองานเอาท์ซอร์ส

อาชีพฟรีแลนซ์นั้น หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง เพราะเป็นอาชีพอิสระที่สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้โดยไม่จำกัดด้านเวลาและสถานที่ แต่สิ่งที่เหล่าฟรีแลนซ์ต้องมีก็คือความสามารถเฉพาะตัว ความรู้ และทักษะ ที่จำเป็นสำหรับอาชีพของตนเอง ฟรีแลนซ์หากมองโดยทั่วไปอาจคิดว่า อาชีพนี้มันช่างง่ายดายเหลือเกิน แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนที่ทำอาชีพฟรีแลนซ์นั้น จะต้องมีทักษะเฉพาะ และมีจุดเด่นของการทำงานที่แท้จริง รวมไปถึงต้องบริหารจัดการเรื่องงานให้ลงตัว และอยู่กรอบที่เหมาะสมให้ได้อีกด้วย ใช่ว่าใคร ๆ ก็มาเป็นฟรีแลนซ์ได้

เรามาทำความรู้จักกับ “ฟรีแลนซ์ (Freelance)” กันว่าเกิดขึ้นมาเมื่อใดและทำไมจึงเรียกว่าฟรีแลนซ์ ว่ากันว่าคำว่า “ฟรีแลนซ์” นั้นได้มีการใช้ครั้งแรกในนิยายประวัติศาสตร์ชื่อเรื่อง “Ivanhoe” ซึ่งแต่งโดย Sir Walter Scott ในปี 1820 ซึ่งเป็นเรื่องราวของยุคกลางอังกฤษ ในนิยายเรื่องนี้ได้กล่าวถึงฟรีแลนซ์ ว่าคืออัศวินผู้ถือหอกต่อสู้บนหลังม้าโดยไม่ขึ้นกับสังกัด หรือขุนนางใด เลือกรับจ้างต่อสู้ตามความต้องการของตน โดยคำว่า “Lance” ในภาษาอังกฤษนั้นแปลว่า ทวน หรือ หอก พอมีการนำเอาคำมารวมกันก็เลยกลายเป็นคำที่คุ้นหูของเราอย่างคำว่า “ฟรีแลนซ์” ในปัจจุบันนั่นเอง

ปัจจุบันคำว่า “ฟรีแลนซ์ (Freelance) ได้มีการกำหนดว่านั่นคืออาชีพอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงาน หรือองค์กรใด ๆ พนักงานฟรีแลนซ์ จะต้องจัดสรรตารางเวลาในการทำงานของตนเอง และรับเงินจากผู้ว่าจ้างตามข้อตกลงที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย เป็นงาน ๆ ไป โดยอาศัยทักษะเฉพาะส่วนตัวในการทำงาน และสร้างสรรค์ชิ้นงานให้กับลูกค้าผู้ว่าจ้าง ซึ่งสามารถแบ่งอาชีพฟรีแลนซ์ออกได้ 5 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกันดังนี้

Independent Contractors

คือฟรีแลนซ์ที่ทำงานเป็นโปรเจ็ค และเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในบรรดาฟรีแลนซ์ทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 36% ของผู้ทำอาชีพฟรีแลนซ์

Moonlighters

เป็นฟรีแลนซ์ที่มีอาชีพทำงานประจำอยู่แล้ว แต่มารับทำงานฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเสริม หรือเราอาจเรียกว่าทำฝิ่น ฟรีแลนซ์ประเภทนี้มีอยู่ราว 25% ของอาชีพฟรีแลนซ์ทั้งหมด

Diversified Workers

เป็นฟรีแลนซ์ที่ทำงานหารายได้หลายทาง หรือหลายอาชีพในวันเดียวกัน เช่น ขายของ รับงานเขียน หรือให้บริการด้านอื่น ๆ ในเวลาหนึ่งวันอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 อาชีพ กลุ่มนี้มีราว 26% โดยประมาณ

Temporary Workers

ฟรีแลนซ์กลุ่มนี้จะมีการทำงานคล้ายกับผู้ที่ทำงานประจำ แต่แค่ชั่วคราว โดยจะรับงานเพียงลูกค้ารายเดียวและทำงานผูกมัดกันเป็นระยะเวลาหนึ่งสั้น ๆ ประมาณ 2-4 เดือน ฟรีแลนซ์กลุ่มนี้มีราว 9%

Freelance Business Owner

คือฟรีแลนซ์ที่ทำงานของตนเอง และก็จ้างฟรีแลนซ์ด้วยกันมาทำงานด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นตัวกลางสำหรับการรับงานและกระจ่ายงานต่าง ๆ ไปยังผู้มีความสามารถเฉพาะอื่น ๆ ที่มาร่วมทีมงานด้วย อาจมีหลากหลายอาชีพรวมกัน ฟรีแลนซ์ในลักษณะนี้อาจเรียกว่า “Agency” หรือผู้รับเหมาก็ได้

อาชีพฟรีแลนซ์นั้นนับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่หางานอยู่ในปัจจุบัน เพราะสามารถทำงานในทักษะที่ตนเองมีอยู่แล้ว และมีรายได้ไปพลาง ๆ ในช่วงที่หางานที่ตนเองอยากทำประจำอยู่ได้ หรือจะยึดเป็นอาชีพหลักเลยก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดของฟรีแลนซ์ก็คือ จะต้องบริหารจัดการด้านเวลา รายได้ และกลุ่มคนให้ดี เพราะอาชีพนี้ในบางช่วงเวลานั้นก็อาจไม่มีรายได้ที่แน่นอน หรือขาดช่วงไปดังนั้นหากวางแผนงานได้ดีก็นับว่าไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับอาชีพอิสระเหล่านี้

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

รับงาน MC และ Pretty อย่างมืออาชีพด้วย tasknjoy

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า MC และ Pretty มีบทบาทสำคัญกับการทำการตลาดขององค์กรธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะ MC และ Pretty เป็นผู้ที่จะสามารถดึงดูความสนใจของผู้ชม หรือผู้เข้าร่วมงานให้สนใจหรือแวะชมสินค้าของผู้ว่าจ้าง ซึ่งถ้า MC และ Pretty มีความสามารถสูงมีความเป็นมืออาชีพแล้วล่ะก็ สามารถทำอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักได้เลยทีเดียว

จริง ๆ แล้วงานในสายนี้ เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสายการตลาด และมีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องหลายตำแหน่ง เช่น Pretty, MC, BA, PC, PG  บางครั้ง Pretty หรือ MC หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอาชีพอะไรกันแน่ จะเป็น MC หรือเป็น Pretty หรือเป็น BA, PC, PG แต่อย่าเพิ่งเครียดไปค่ะ ความจริงแล้วหากคุณเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลายและมีหน้าตาน่ารักเป็นพริ๊ตตี้ได้ด้วย ก็อาจจะเป็นหนึ่งคนที่ทำได้หลายตำแหน่ง ซึ่งไม่แปลก เพียงแต่เวลารับงานจะต้องคุยกับผู้ว่าจ้างให้ชัดเจนว่าวันนั้นคุณจะไปทำตำแหน่งอะไร หน้าที่ความรับผิดชอบมีแค่ไหน เพื่อที่ว่าคุณกับลูกค้าจะได้ไม่มีปัญหากันในระหว่างการจ้างงาน

ก่อนอื่นเรามาดูหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งกันดีกว่า เพื่อที่ว่าคุณจะได้อธิบายลูกค้าของคุณถูกและลดปัญหาการเข้าใจผิดกับลูกค้า เช่นบางทีลูกค้าอยากได้คนช่วยพูดเปิดงานบนเวทีในวันเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งน่าจะต้องจ้าง MC แต่กลับติดต่อเราซึ่งทำหน้าที่ PG แบบนี้เมื่อถึงวันงานก็อาจจะมีปัญหากันได้เพราะค่าบริการกับเนื้องานไม่ตรงกันนั่นเอง หรือ บางครั้ง PG ก็ไม่ถนัดพูดบนเวที ไม่สามารถทำหน้าที่ MC ได้ ก็จะทำให้สินค้าเปิดตัวได้ไม่ดีนั่นเองค่ะ

  1. Pretty หรือ พริตตี้ (PT) หมายถึง หนุ่มหล่อ สาวสวย น่ารัก สามารถดึงดูดลูกค้าได้แม้ไม่ต้องพูดอะไร หากมีคนเข้ามาถ่ายรูป ก็โพสได้ ยิ้มเก่ง พริ๊ตตี้ที่ดีควรรู้จักสินค้าที่ตัวเองไปโปรโมต หากมีคนถามก็พอจะตอบคำถามเบื้องต้นได้ แต่ถ้าลูกค้าสนใจก็แนะนำลุกค้าต่อไปให้พนักงานขาย (Sale) หรือพนักงานของสินค้านั้น ๆ ดูแลต่อไป พบได้ตามงานกิจกรรมส่งเสริมการตลาด (Events) งานแสดงสินค้า (Exhibitions) ต้องยืนประจำบูท รายได้ โดยเฉลี่ย 1500-3000 บาทต่อวัน
  2. MC ย่อมมาจาก Master of Ceremonies (Emcee) หมายถึง การเป็นพิธีกร ผู้ควบคุม/ดำเนินงาน รายการต่าง ๆ MC หรือพิธีกร เป็นอาชีพที่สำคัญ มีหน้าที่ดึงดูดความสนใจให้ผู้ชม หรือคนดูนั้น ติดตามในสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอ ตั้งแต่ต้นไปจนจบรายการ ซึ่งพิธีกรที่ดีจะต้องทำให้ผู้ชมประทับใจในการดำเนินรายการของเขาให้ได้ ทั้งท่วงท่า วาจา กิริยาอาการต่าง ๆ ตลอดจนความสามารถในการทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรายการและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี พบได้ตาม งานแถลงข่าว งานเปิดตัว งานสัมมนา งานประกวด งานแต่งงาน งานเลี้ยง และอื่นๆ มีเจ้าหน้าที่/ออแกไนซ์ ช่วยดูแลงานให้ ตัวงานจะมีกำหนดการไว้เรียบร้อยตั้งแต่ต้นจนจบ เปิดตัวพิธีกร เชิญผู้บริหาร เชิญคนสำคัญ มีช่วงพิเศษ ตัดริบบิ้น/สัมภาษณ์ VTR การแสดง การบรรยาย จับฉลาก/แจกของรางวัล ทั้งนี้แล้วแต่ กิจกรรมของแต่ละงาน รายได้เริ่มต้นที่ 5000 – 10000 บาทต่อวัน
    • MC Pretty สำหรับงานกิจกรรมส่งเสริมการตลาด (Events) งานแสดงสินค้า (Exhibitions) มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สามารถ พูดประชาสัมพันธ์ออกไมค์ได้ (ในวงการจะเรียกว่า โฟน คือ ต้องพูดสื่อสารผ่านเครื่องขยายเสียงออกสื่อในที่สาธารณะได้ รายได้เริ่มต้นที่ 1500 – 3500 บาทต่อวัน
    • MC Onstage ในงาน Events งานแสดงสินค้า (Exhibitions) จะเป็นลักษณะกึ่งพิธีกร เราเรียกกันว่า MC กลาง มีการรันคิว ลำดับของเวที บางงานรายละเอียดไม่ซับซ้อน เช่น เปิดงาน แนะนำงานโดยรวม มีบูทไหน สินค้าอะไรมาบ้าง โปรโมชั่นที่น่าสนใจของแต่ละวัน ส่งต่อให้ MC ของแต่ละบูทขึ้นมาประชาสัมพันธ์เอง หรือมีสัมภาษณ์คนสำคัญ ดารา เล่นเกมแจกของ ปิดงาน ลักษณะโดยรวมเหมือน Pretty MC ทั่วไป รายได้เริ่มต้นที่ 3000 – 5000 บาทต่อวัน
  3. Promotion Girl (PG) หมายถึง พนักงานโปรโมทสินค้า เน้นการขายสินค้าที่มีการจัดโปรโมชั่น ส่วนมากจะเป็นประเภทพาร์ทไทม์ไม่ใช่งานประจำเนื่องจากสินค้าที่ขายเป็นสินค้าเฉพาะที่ทำโปรโมชั่น และพนักงานก็คัดจากหน้าตาและบุคลิกภาพ โดยรวมคือ จะต้องรู้ข้อมูลสินค้า ตอบคำถาม แนะนำลูกค้าได้ ต้องยืน ต้องเชียร์ขาย แต่จะเน้นขายสินค้าช่วงโปรโมชั่น มียอดขายตามเป้าที่กำหนด รายได้ โดยเฉลี่ย 700++ ต่อวัน
  4. Product Consultant (PC) หมายถึง พนักงานแนะนำสินค้า หรือ พนักงานขายสินค้า ที่อยู่ตามห้างหรือบูธสินค้า PC จะต้องมีความรู้ในสินค้า/ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลอยู่ ซึ่งเมื่อลูกค้าเดินเข้าไปในโซนผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็จะเข้ามาแนะนำ รายได้ โดยเฉลี่ย 400++ ต่อวัน + ค่าคอมจากยอดขาย

MC กับ Pretty จะใช้ tasknjoy อย่างไร ง่ายมากค่ะ เพียงแค่สมัครสมาชิค ลงข้อมูลให้ครบ และแชร์ Profile ของเราที่หน้า Facebook เท่านี้คุณก็รอรับงานอย่างมืออาชีพได้เลย (ดูขั้นตอนการสมัครสมาชิกแบบผู้รับจ้างได้ที่นี่)

Profile อย่างไรให้ได้งาน!!! มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดของการรับงาน Mc หรือ Pretty แล้วล่ะค่ะ แน่นอนว่ามีคนทำงานเป็น MC เป็น Pretty ตั้งมากมาย แล้วทำอย่างไรลูกค้าถึงเลือกเราล่ะ จริง ๆแล้วไม่ยากเลย เพียงแค่คุณใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของคุณให้มากที่สุด รวมทั้งตัวอย่างผลงานที่จะทำให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าคุณเป็น MC หรือ Pretty มืออาชีพ แค่นี้โอกาสในการได้งานของคุณก็มีมากกว่าคนอื่นแล้วล่ะค่ะ

ตัวอย่างการใส่ข้อมูลใน My Profile ที่ดี

หน้า My Services

**อย่าลืม! ลงข้อมูลให้ครบถ้วนและชัดเจน รวมถึงส่งเอกสาร Verify ID ให้ครบเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าของคุณเองและเพื่อโอกาสในการได้รับงานที่มากขึ้นนะจ๊ะ**

หน้า summary

**คุณจะต้องใส่ Service Category อย่างน้อย 1 Category ซึ่งเราแนะนำว่างานของคุณเป็น “Sale & Marketing” >>Other – Sale & Marketing***

หากคุณไม่ใส่ Service Category ลูกค้าจะไม่สามารถหาคุณเจอในหน้าผลการค้นหา และ คุณจะไม่ได้รับ Recommended Job จากระบบของ tasknjoy

หน้า Language & Skill

**อย่าลืมใส่ Skills ที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณ เช่น MC, MC Pretty, MC event, Public Relation เป็นต้น**

หน้า Portfolio

ข้อดีของการใช้ tasknjoy

  1. tasknjoy เป็น Freelance Marketplace จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหางานที่ดีของคุณ
  2. tasknjoy เป็น Freelance Platform ที่การันตีการว่าจ้าง ดังนั้นหากคุณเลือกรับงานผ่าน tasknjoy คุณจะได้รับค่าจ้างอย่างแน่นอน
  3. tasknjoy มีระบบ Chat และ VDO Call ดังนั้นหากคุณต้องบรีฟงานกับลูกค้า ก็สามารถใช้ฟังค์ชั่นเหล่านี้ได้ดดยไม่เสียค่าบริการใด ๆ เพิ่มเติม ที่สำคัญไม่ต้องเดินทาง แต่ยังคงเห็นบุคลิกของคุณ ถึอว่าเป็นการสัมภาษณ์งานเบื้องต้นได้อีกด้วย
  4. tasknjoy รองรับการว่าจ้างงานที่ชำระเงินเป็นงวด ๆ (Milestone) ดังนั้นหากลูกค้าติดใจว่าจ้างคุณเป็นรายเดือน คุณก็สามารถคำนวณรายรับต่อเดือนได้
  5. tasknjoy มีระบบ Feedback ซึ่งจะเก็บประวัติการทำงานของคุณทั้งหมด และทำได้คุณได้รับงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้ว่าจ้างหน้าใหม่ จะดูประวัติของคุณและตัดสินใจว่าจ้างด้วย Feedback History

ลองดูนะคะ ง่ายๆแค่นี้ เพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ MC และ Pretty ของคุณ ^^

ขอบคุณรูปภาพจาก freepik

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

วิธีคิดค่าจ้างรายชั่วโมงของฟรีแลนซ์

ฟรีแลนซ์คนไหนจะรับงานแล้วยังไม่รู้ว่าจะคิดค่าจ้างของตัวเองเป็นรายชั่วโมงอย่างไรฟังทางนี้ค่ะ?

ฟรีแลนซ์จ๋า อย่าตกใจถ้าลูกค้าของคุณถามว่าค่าจ้างหรือค่าบริการของคุณชั่วโมงละเท่าไหร่ ฟรีแลนซ์มืออาชีพ ควรรู้จักวิธีคำนวณค่าบริการรายชั่วโมงนะคะ แต่อย่ามัวแต่ตกใจ วันนี้ tasknjoy มีวิธีคำนวณค่าจ้างรายชั่วโมงแลนซ์มาให้สมาชิก tasknjoy ใส่ใน profile เพื่อพร้อมรับงานทันทีโดยที่ลูกค้าไม่ต้องถามให้มากความค่า

ก่อนอื่นต้องรู้จักการคำนวณ ค่าแรงขั้นต่ำ หรือ ที่เรียกว่า “Minimum Hourly Rate” ก่อนนะคะ เพราะจริง ๆ แล้วคือค่าแรงขั้นต่ำ คือ ต้นทุน แต่ยังไม่ได้รวมกำไรค่ะ ดังนั้น ค่าแรงขั้นต่ำ คือ อัตราที่เป็นต้นทุนของคุณจริง ๆ และเป็นอัตราที่คุณไม่ควรใช้รับงานค่ะ แต่คุณ จะต้องเอา ค่าแรง + กำไร เป็น “ค่าบริการ” ค่ะ

ค่าบริการรายชั่วโมงของเราในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเสนอราคาโดยคำนวณจากยอดนี้เท่านั้นนะคะ ค่าบริการต่อชั่วโมงของเราเป็นพื้นฐานในการคำนวณค่าบริการ แต่จริง ๆ แล้วงานที่เรารับทำ อาจจะมีความยากง่ายต่างกัน หรือลูกค้ามี Requirements ที่มากขึ้น ดังนั้นในขั้นตอนการเสนอราคาให้กับลูกค้า ค่าบริการรายชั่วโมง สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอขึ้นอยู่กับเนื้องานของโปรเจค ความยากง่ายของงาน และจำนวนชั่วโมงที่ต้องใช้ค่ะ

ในเมื่อเรารู้แล้วว่า ค่าบริการรายชั่วโมงของเรา ก็คือ ค่าแรงขั้นต่ำ + กำไร  คำถามคือ เราจะคำนวณค่าแรงขั้นต่ำของเรา หรือต้นทุนนั้นอย่างไร?  ก่อนจะเข้าสูตรการคำนวณค่าแรงขั้นต่ำรายชั่วโมงของฟรีแลนซ์ เราจะต้องรู้จักแบ่งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของเราต่อปี ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (Personal Expenses) – เช่น ค่าเช่าบ้าน, บิลต่าง ๆ, ค่าอาหาร, ค่าเดินทาง, ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น ตัวอย่างสมมุติ อยู่ที่ 360,000 บาทต่อปี
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ (Business Expenses) – เช่น ค่าเช่าสำนักงาน, ค่าอินเตอร์เน็ต, ค่าซอร์ฟแวร์, ค่าทำบัญชี, คอมพิวเตอร์, พริ้นเตอร์ เป็นต้น ตัวอย่างสมมุติ อยู่ที่ 50,000 บาทต่อปี
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (Other Expenses) – ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่มีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เช่น ค่าประกันรถ, ค่าประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ, ค่าพัฒนาทักษะความสามารถ, ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อน ค่าเสริมสวยต่าง ๆ รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อให้ได้งานโปรเจค เช่น บริการของ tasknjoy, ค่าธรรมเนียม PayPal และค่าธรรมเนียมธนาคาร ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ตัวอย่างสมมุติ อยู่ที่ 150,000 บาทต่อปี
  • ชั่วโมงทำงาน (Hours Worked) -ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพแบบ Full-time Freelance คุณก็จะสามารถคาดเดาได้ว่าในหนึ่งสัปดาห์คุณจะทำงานกี่ชั่วโมง ฟรีแลนซ์ส่วนมากที่ประสบความสำเร็จ มักกำหนดชั่วโมงทำงานอย่างน้อย 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และกี่สัปดาห์ต่อปี ตัวอย่างสมมติคือทำงาน 15 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์และ50 สัปดาห์ต่อปี ดังนั้น ประมาณ 750 ชั่วโมงต่อปี (ซึ่งจริง ๆ แล้วคุณอาจจะทำงานได้มากกว่านี้หากคุณมีช่องทางดี ๆ ไว้ส่งงานและรอรับค่าจ้างชิล ๆ ทั้งที่กำลังเดินทางท่องเที่ยวอยู่ เพียงแค่คุณพกคอมพิวเตอร์ไปกับคุณด้วย)
  • ภาษี (Tax) -เป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องเสียภาษีนะจ๊ะ แต่จะเสียอย่างไรนั้นต้องดู บทความ “เป็นฟรีแลนซ์เสียภาษีอย่างไร” ตัวอย่างสมมติ คร่าว ๆ คือ ปีละ 20%

สูตรง่ายๆที่ฟรีแลนซ์ใช้คำนวณค่าแรงขั้นต่ำ คือ [(ค่าใช้จ่ายต่อปี + ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจต่อปี + ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) /750 ชั่วโมง] + ภาษี  20%

ดังนั้นจากตัวอย่าง ค่าแรงขั้นต่ำ คือ 896 บาท/ชั่วโมงนั่นเองค่ะ นี่คือค่าบริการรายชั่วโมงที่คุณสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการตั้งราคาค่าบริการให้กับลูกค้า  อย่างไรก็ตามในกรณีที่เหตุการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น ค่าเช่าบ้านสูงขึ้น, ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจสูงขึ้น หรือแม้กระทั่งการที่คุณตัดสินใจทำงานน้อยลง ค่าจ้างขั้นต่ำก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

แล้วเราจะทำการเสนอราคาอย่างไร?  เมื่อคุณเห็นงานโปรเจคที่ผู้ว่าจ้าง/ลูกค้าทำการประกาศไว้ คุณจะอ่านเนื้อหางานและสามารถคำนวณได้ว่า คุณจะใช้เวลากี่ชั่วโมงเพื่อทำงานนั้นให้เสร็จ เช่น ถ้าเป็นงานออกแบบโลโก้ที่คุณสามารถทำเสร็จได้ภายใน 5 ชั่วโมง คุณอาจจะเสนอราคา 5 x 896 = 4480 บาท หรือ รวมกำไรประมาณ 10% เป็นเงิน 5000 บาท นั่นเองค่ะ

อย่าลืม! อย่าตั้งค่าบริการขั้นต่ำของคุณให้ต่ำว่า 400 บาท/ชั่วโมง ถ้าจริง ๆ แล้วคุณต้องการรายได้ 600 บาทต่อชั่วโมง เพราะนั่นคือคุณกำลังลดคุณค่าในผลงานของคุณเองเพื่อแลกกับการได้งาน และแน่นอน คุณเหนื่อยและขาดทุนจ้า   

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com