Work From Home (WFH) อย่างไรให้ได้งาน และได้เงิน

ในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ Covid-19 (โควิด-19) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสและการดูแลสุขภาพของทุกคน รัฐบาลประกาศให้องค์กรภาครัฐและเอกชนให้ความร่วมมือในการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing ทำให้การเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศ เป็นไปได้ยากมาก หลายๆองค์กรต้องปิดตัวลง และพนักงานออฟิศหลายชีวิตต้อง leave without pay รวมถึงหลายคนโดนให้ออกจากงานเพราะผลกระทบจากพิษเศษฐกิจ แต่เมื่อรายได้ลดลง รายจ่ายยังคงอยู่ คำว่า Work Form Home (WFH) จึงเป็นอีกทางรอดของทุกคนครับ

“Work From Home” หรือที่หลายคนย่อว่า “WFH” ความหมายตรงๆ คือ “การทำงานที่บ้าน” เป็นเทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่ตามมากับเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาไปจนทำให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนที่ต่ำลง

สำหรับคนที่นายจ้างอนุญาตให้เอางานไปทำที่บ้าน ประชุมผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Zoom, LINE, หรือ Hangout เป็นต้น ก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่หากคุณเป็นอีกคนที่โดน lay off คงต้องนั่งคิดแล้วล่ะครับว่า คุณมีทักษะความสามารถอะไรที่จะสามารถ WFH และได้รายได้พอกินพอใช้ในสถานการณืแบบนี้

วันนี้ tasknjoy แนะนำงานที่สามารถทำที่บ้านและได้ค่าจ้างไปสบายๆ ยิ่งทำงานผ่านระบบของ tasknjoy ยิ่งได้งานง่ายและเชื่อถือได้ด้วย ดังนี้

  1. งานที่ปรึกษากฎหมาย
  2. งานบัญชี
  3. งานออกแบบ
  4. งานรับจ้างผลิต เช่น ผลิตหน้ากากอนามัย, อาหาร,
  5. งานแปล
  6. งานธุรการ ประสานงาน ผ่าน online platform
  7. งาน IT

หากคุณวางแผนดีๆ ใส่ข้อมูลที่น่าสนใจ รวมถึงค่าจ้างที่เป็นธรรม เชื่อว่า คุณต้องได้งานไม่ช้า ก็เร็ว อย่างแน่นอนครับ

Banner-TJ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ประกันแบบไหนบ้างที่ฟรีแลนซ์ควรมี

ประกัน แบบไหนบ้าง ที่ฟรีแลนซ์ควรมี อย่างที่รู้ ๆ กันว่าอาชีพฟรีแลนซ์นั้น แม้จะมีข้อดีมากมายที่หลายต่อหลายคนอิจฉา ทั้งการไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาทำงาน, ได้เป็นเจ้านายตัวเอง, มีอิสระในการทำงาน ฯลฯ แต่สำหรับคนที่เป็นฟรีแลนซ์จะรู้ดีเช่นกันว่า อาชีพ “ฟรีแลนซ์” นี้ นับเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงมาก โดยความเสี่ยงที่ว่านี้ ไม่ใช่ความเสี่ยงในเชิงกายภาพ อย่างการต้องทำงานที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต แต่มันคือความเสี่ยงในแง่ของรายได้ที่มีความไม่แน่นอนและไม่สม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเรา ไหนจะความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ พอมีเหตุให้ต้องเข้าโรงพยาบาลทีก็ไม่มีใครมาช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ และอย่างสุดท้ายก็คือ ความเสี่ยงต่อทรัพย์สินของเรา เช่น บ้านหรือรถยนต์ ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต และทำมาหากินของเราเป็นอย่างมาก ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา ก็คงสร้างผลกระทบให้เราไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่ก็ไม่ต้องตกอกตกใจ หรือถอดใจจากการเป็นฟรีแลนซ์ไปซะก่อนนะคะ ทุกปัญหาย่อมมีทางออกค่ะ ถ้าคุณรักที่จะทำงานสไลต์แบบนี้ สิ่งที่สำคัญก็คือ การเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองในการรับมือกับความเสี่ยง ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ  การทำประกันนั่นเองค่ะ

ด้วยความที่ประกันนั้นมีอยู่มากมายหลายรูปแบบ อาจทำให้บางคนสับสนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี เอาเป็นว่าในวันนี้เราจะมาแนะนำรูปแบบประกันที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตชาวฟรีแลนซ์กันค่ะ

  • ประกันสุขภาพ นับเป็นสิ่งสำคัญมากอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้สำหรับฟรีแลนซ์ เพราะว่าคุณไม่มีสวัสดิการจากนายจ้างที่จะมาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลให้ แถมสมัยนี้ยังมีประกันสุขภาพแบบเงินออม ที่ไม่ได้เป็นการจ่ายเงินทิ้งไปเปล่าๆ หรือประกันสุขภาพแบบพ่วงด้วยความคุ้มครองอุบัติเหตุ อีกด้วย ถ้าเลือกดีๆ รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนค่ะ
  • ประกันอุบัติเหตุ เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าประกันสุขภาพเลย แต่ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่มักมองข้ามไป เนื่องจากการทำงานที่ไม่ต้องเดินทางไปไหนมากนัก แค่รับงานมาทำที่บ้านและส่งงานทางอีเมลล์เป็นหลัก แต่อย่างน้อยๆ คุณก็ต้องออกไปทานข้าวนอกบ้าน หรือออกไปเดินเล่นบ้าง หรือแม้ว่าคุณจะอยู่แต่ในบ้านก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ อย่าลืมว่าความเสี่ยงมีอยู่ทุกที่ ดังนั้นการทำประกันอุบัติเหตุไว้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่ฟรีแลนซ์ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด
  • ประกันภัยแบบชดเชยรายได้ เพราะการเป็นฟรีแลนซ์ ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีรายได้ ประกันชดเชยรายได้นี้จะจ่ายเงินชดเชยให้เราเมื่อต้องนอนโรงพยาบาลตามเงื่อนไขที่บริษัทประกันกำหนด โดยส่วนใหญ่จะขายพ่วงมากับประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุ ในกรณีที่เราป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้ จะได้ไม่ขาดรายได้ยังไงล่ะคะ
  • ประกันภัยทรัพย์สิน ได้แก่บ้าน และรถยนต์ โดยเฉพาะถ้าคิดจะซื้อรถแล้ว ยังไงก็ควรพ่วงประกันภัยรถยนต์ไปด้วยเลย ถ้าเกิดกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับบ้านหรือรถของเรา อย่างน้อยก็มีบริษัทประกันมาช่วยจ่ายให้ ทำให้เราไม่ต้องเสี่ยงจะสูญเงินก้อนไปในคราวเดียว
  • ประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นประกันที่มีลักษณะคล้ายกับการเก็บออมเงิน โดยผู้เอาประกันจะต้องฝากเงินสะสมตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง เงินที่ฝากเข้าไปแล้วก็จะไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ง่ายๆ จึงเหมาะกับผู้ที่ขาดวินัยในการออมเป็นอย่างมาก แถมยังให้ดอกเบี้ยดีกว่าธนาคารอีกด้วย ถือเป็นหลักประกันในช่วงบั้นปลายชีวิตที่เมื่อเราทำงานไม่ไหวแล้ว แต่ก็จะยังมีรายได้ในส่วนนี้อยู่

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

สัญญาจ้าง สิ่งสำคัญที่ฟรีแลนซ์ต้องรู้

หนึ่งในปัญหาที่ชวดปวดหัวและปวดใจแบบสุดๆ ของฟรีแลนซ์มือใหม่เลยก็คือ “การถูกเบี้ยวเงิน (หรือจ่ายค่าจ้างช้า)” สำหรับใครที่ตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยเจอ เราขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณคือผู้รอดชีวิต แต่ถึงแม้จะไม่เคยเจอก็ไม่ได้แปลว่าเหตุการณ์แบบนี้มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นกับเรา ทางที่ดีคือ กันไว้ดีกว่าแก้ จริงไหมคะ? เพราะฉะนั้น ในขั้นตอนการตกลงว่าจ้างกันนั้นอย่าตกลงสัญญากับปากแค่อย่างเดียว ให้ทำ “สัญญาจ้าง” แบบที่เป็นลายลักษณ์อักษรดีกว่าค่ะ จะได้อุ่นใจกันทั้ง 2 ฝ่าย ว่าฟรีแลนซ์รับงานแล้วจะไม่หนีหาย ปละลูกค้าได้งานแล้วจะไม่เบี้ยวเงิน และนี่ก็คือ 6 หัวข้อสำคัญ ที่คุณต้องระบุเอาไว้ทุกครั้งในสัญญา

  1. ขอบเขตการทำงานและรูปแบบการส่งงาน เพื่อป้องกันปัญหาแก้แล้วแก้อีก เติมตรงนู้นให้ด้วย ตรงนี้อยากได้อีกแบบนึง แก้กันจนปิดจ๊อบไม่ได้ซะที แบบนี้ก็แย่เลย เพราะฉะนั้น ให้ระบุลงในสัญญาแบบชัดเจนไปเลยว่า ค่าจ้างจำนวนเท่านี้ เราจะทำงานให้ในขอบเขตไหน (เกินกว่านี้ไม่ได้นะ) จะส่งงานให้ในรูปแบบอะไร และที่สำคัญมาก ห้ามลืมเด็ดขาดก็คือ จะสามารถแก้ไขงานได้กี่ครั้ง กันการสั่งแก้แบบไม่รู้จบ
  2. กำหนดค่ามัดจำที่ต้องจ่ายก่อนเริ่มงาน ตามปกติจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคางานทั้งหมด ไม่ว่าจะ 30% หรือ 50% ก็แล้วแต่ สิ่งนี้จะเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าลูกค้าจริงจังและจริงใจกับการจ้างงานนี้หรือไม่ รวมทั้งเป็นค่าเสียหายในกรณีโปรเจคถูกพับจากเนื่องจากปัญหาทางฝ่ายลูกค้าเอง ซึ่งตัวเราเองก็จะไม่ต้องเสียเวลาไปฟรีๆ รวมถึงการคิดค่าเสียหายหากมีการยกเลิกสัญญาจ้าง เพราะอาจมีกรณีที่ลูกค้าหัวหมอ มาหลอกจ้างแล้วมาขอยกเลิกงาน แต่สุดท้ายแล้วก็เอาไอเดียของเราไปแบบเนียน ๆ
  3. แจ้งลิขสิทธิ์ของผลงาน โดยปกติแล้วเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงานจะเป็นของฟรีแลนซ์ที่ทำงานนั้นๆ นอกเสียจากว่าจะมีการตกลงให้ลิขสิทธิ์เป็นของผู้ว่าจ้าง รวมไปถึงกรณีที่มีการซื้อ Font หรือรูปภาพมากจากเว็บ Stock ต่าง ๆ ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์
  4. กำหนดระยะเวลาการจ่ายเงิน จะจ่ายรอบเดียว หรือแบ่งจ่ายเป็นกี่งวด ภายในกำหนดเวลาเท่าไหร่ ระบุให้ชัดเจนได้เลยค่ะ และอาจระบุค่าปรับด้วยก็ได้ถ้าลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่าที่ตกลงกันไว้
  5. ค่าปรับกรณีที่ลูกค้าทำให้งานล่าช้า หลายครั้งที่เรามักจะพบว่าส่งงานไปให้ลูกค้าดูแล้ว ลูกค้ากลับหายเงียบไปเลย ไม่ยอม Feedback กลับมา หรือเขียนโค้ดทำเว็บเสร็จแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่ส่งคอนเทนต์มา เมื่อเป็นแบบนี้ก็เท่ากับว่าเสียเวลากันทั้งคู่ เพื่อป้องกันเหตุดังกล่าว ควรกำหนดเวลาไปเลยว่าลูกค้าต้องให้ Feedback เราภายในกี่วัน ต้องส่งข้อมูลทั้งหมดที่จะใช้ภายในกี่วัน ถ้าล่าช้ากว่านั้นก็อาจมีค่าปรับได้ แม้จะดูโหดไปหน่อยแต่วิธีนี้จะช่วยเราทำงานให้เสร็จในเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นผลดีกับทั้งฝ่ายเราและฝ่ายลูกค้าด้วย
  6. บริการหลังการขาย เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยเจอ โดยเฉพาะคนทำเว็บไซต์ ปิดงานไปแล้วเป็นปีๆ จู่ๆ ลูกค้าก็ทักมาบอกให้ไปแก้นู่นแก้นี่ให้ จริงๆ แล้วการบริการหลังการขายควรมี เพราะบางทีเราเองก็อาจทำงานผิดพลาดไปบ้าง แต่ถ้าปัญหามันเกิดขึ้นหลังจากงานเสร็จมาเป็นปี ก็อาจเป็นไปได้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเรา ในการซับพอร์ตส่วนนี้ก็ควรระบุไปด้วยว่า เราจะดูแลต่อเนื่องให้เป็นเวลา 1 เดือน หลังจากส่งงานแล้ว เกินจากนั้นไปก็ค่อยมาว่าจ้างกันใหม่อีกที่ เป็นอย่าง ๆ ไป

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

เคล็ดลับการรับมือ…เมื่อต้องทำงานหลายอย่าง

ภายในหนึ่งวัน อาจเป็นเวลาที่จำกัดของหลาย ๆ คนโดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยาก ต้องอาศัยความเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด และความพยายามที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ที่ต้องการทำงานหลาย ๆ อย่างให้มีประสิทธิภาพสูงสุด วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ มาฝากค่ะ

ปรับสมองให้รับงานหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน

เคล็ดลับข้อนี้คุณอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยากเสียหน่อย แต่คุณควรพยายามให้มากค่ะ เพราะการทำงานหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกัน จะช่วยให้คุณมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานอีกด้วย ดังนั้น ปรับสมองให้สามารถรับงานหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการจัดข้อมูล เนื้อหา และความสอดคล้องของงานแต่ละอย่างเข้าด้วยกัน แล้วเริ่มต้นทำงานแต่ละอย่างไปทีละขั้นอย่างรอบคอบและตั้งใจ จะช่วยให้คุณสามารถทำงานหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กันได้อย่างลงตัวค่ะ

แยกงานที่ไม่เกี่ยวข้องไว้ต่างหาก

อย่าปนงานที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แยกไว้ทำทีหลัง เพื่อให้งานไม่ปะปนกัน แนะนำเลือกทำงานที่คล้าย ๆ กันก่อน แล้วค่อยมาเก็บงานที่แยกออกไว้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณสามารถจัดลำดับการทำงานได้อย่างลงตัว และมีประสิทธิภาพมากที่สุดได้ ที่สำคัญถ้าคุณต้องสลับไปทำงานอีกอย่าง ควรมีช่วงเวลาพัก ระหว่างงานทั้งสองด้วยนะคะ เพื่อให้ความคิดของคุณปลอดโปร่ง และให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ และตรงตามเป้าหมายที่วางไว้

การจัดลำดับความสำคัญ จะทำให้งานออกมามีคุณภาพสูง

ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จได้นั้น คุณจะต้องกำหนดเป้าหมาย และวางแผนการทำงานอย่างมีขั้นมีตอน เพื่อให้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามแผนที่คุณวางไว้ การจัดลำดับความสำคัญจึงเป็นสิ่งแรกที่คุณควรทำเมื่อคุณจำเป็นต้องทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกันภายในวันเดียว

จัดสรรเวลาให้กับงานอย่างเหมาะสม ควรมีเวลาพักผ่อนบ้าง

ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นทำงานอะไรก็ตาม การจัดสรรเวลาให้เหมาะสม อย่าลืมทำสิ่งสำคัญในชีวิจ คุณจะต้องรู้จักแบ่งเวลาส่วนหนึ่งในการทำงาน ส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา และส่วนหนึ่งในการพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายได้พักบ้าง เช่นภายในหนึ่งวัน คุณควรจัดเวลาไว้สองช่วงต่อวัน โดยแต่ละช่วงจะต้องมีเวลาพักสัก 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มพลัง และผ่อนคลายสมองที่ใช้งานหนักมาตลอดทั้งวัน การทำงานยาวต่อเนื่องหลายชั่วโมง จะทำให้สมองของคุณล้า การพักบ้างจะทำให้สมองปลอดโปร่ง สมองดี งานก็ย่อมออกมาดี ดังนั้น หาเวลาผ่อนคลายสมองบ้าง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

สร้างความสุขในการทำงาน

การทำงานให้มีคุณภาพ ต้องเกิดขึ้นจากใจ ถ้าคุณมีความสุขที่ครั้งที่ได้ทำงาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม งานเหล่านั้นย่อมออกมามีคุณภาพอย่างแน่นอนค่ะ และคุณจงจำไว้ว่า ถ้าการทำงานที่ไม่มีความสุข อาจจะทำให้ชีวิตของแย่ลงได้ ดังนั้น เลือกทำงานที่คุณชอบ เหมาะสมและคุณถนัด การทำงานที่คุณรู้ หรือมีประสบการณ์ด้วยแล้ว คุณก็ยิ่งทำงานได้อย่างราบรื่น และสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับวันนี้เรามีเทคนิคในการเพิ่มความสุขในเวลาทำงานง่าย ๆ มาแนะนำค่ะ ตามนี้เลย

เทคนิคสร้างความสุขในการทำงาน

1. เลือกงานที่ถนัด และตรงกับความสามารถ

คนเรามีความสามารถ ความถนัด และความชอบที่ต่างกัน คุณต้องหาให้ได้ว่า คุณชอบงานอะไร และสนใจที่จะทำอะไรเป็นพิเศษ เพราะงานเหล่านี้จะสร้างความสุขให้กับคุณได้ คนเราถ้าได้ทำอะไรที่ตรงกับความสามารถของตนแล้ว ผลงานย่อมออกมาดีเสมอ ดังนั้น เลือกงานให้ตรงกับความถนัด และความสามารถของคุณดีกว่า ชอบอะไรทำอันนั้น มีความสุขแน่นอนค่ะ

2. มองโลกในแง่ดีเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

เมื่อคุณเปิดใจ มองทุกอย่างในโลกสวยงามไปหมด ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร มีปัญหาหรืออุปสรรคมากแค่ไหน คุณก็จะสามารถผ่านพ้นมันไปได้ ให้คิดเสียว่า ความผิดพลาด เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่จะทำไปพัฒนาการทำงานให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ย่อมต้องพัฒนาจากความผิดพลาดเสมอ ดังนั้น ไม่ว่าจะเจอปัญหาหรืออุปสรรค มากมายเพียงใด จงตั้งสติ และคิดหาหนทางที่จะแก้ไข และเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต

3. รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

การทำงาน ไม่ว่าจะหนักขนาดไหน ก็ควรหาเวลาเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมที่จะสู้กับงานที่หนัก อาหารที่มีประโยชนจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และสามารถทำงานได้อย่างที่ใจต้องการ เมื่อร่างกายพร้อม คุณก็จะมีความสุขในการทำงานนั่นเองค่ะ

4. ให้รางวัลกับตัวเอง

เมื่อคุณทำงานหนักมาตลอดทั้งปี จนสำเร็จการให้รางวัลชีวิต เป็นการเพิ่มพลังให้สามารถสู้กับงานหนัก ๆ ในอนาคตได้ ความสุขอยู่กับคุณเสมอ ขึ้นอยู่ที่ว่าคุณจะสร้างมันขึ้นมาหรือไม่ ดังนั้น การสร้างความสุขจะช่วยให้คุณสามารถทำงาน หรือใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม การทำงานทุกอย่าง คุณสามารถสร้างความสุขได้ เพียงแค่คุณพร้อมที่จะเรียนรู้ เพิ่มประสบการณ์ และตั้งใจทำงาน ความสุขก็เกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่คุณทำงาน สำหรับเทคนิคการสร้างความสุขในการทำงานนั้น เราก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณไม่มากก็น้อย ขอให้ทุกคนมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานนะคะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com