เงินทองต้องวางแผน – เป็นฟรีแลนซ์จะบริหารเงินยังไง ให้อยู่ได้ทั้งเดือน

การทำงานเป็นอิสระ เป็นเจ้านายตัวเอง ทำงานได้ตลอดเวลา และสามารถหยุดทำก็ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ หลายๆ คนอาจคิดว่า “การเป็นฟรีแลนซ์” จะดีเสมอไป แต่คุณอย่าลืมว่า การทำงานฟรีแลนซ์จะอยู่รอดได้คุณจำเป็นต้องรู้จักบริหารเงิน และวางแผนทางการเงินให้รัดกุม เพื่อป้องกันการขาดสภาพคล่องทางการเงินก่อนจะถึงเวลารับเงินงวดต่อไป

เพราะความเป็นจริงแล้ว การทำงานฟรีแลนซ์ เป็นอาชีพที่ต้องเคร่งครัดในเรื่องการเงิน มากกว่าใครเลยทีเดียว เพราะส่วนมากจะคาดการณ์รายได้ในอนาคตได้นั้น ค่อนข้างยาก แถมแต่ละเดือนก็ได้มาน้อยไม่เท่ากัน และบางครั้งยังได้เงินไม่ตรงเวลาอีกทำให้ต้องรับผิดชอบต่อการเงินของตัวเองสูงมาก ดังนั้น เพื่อให้การทำงานฟรีแลนซ์อยู่รอดวันนี้เรามีเคล็ดลับการวางแผนการเงินมาแนะนำค่ะ

เทคนิคการวางแผนการเงิน และการบริหารเงินอย่างรัดกุม

  • วางแผนการใช้จ่าย ให้เหมาะสม

การทำงานฟรีแลนซ์ สิ่งแรกที่สำคัญเพื่อเอาชีวิตให้อยู่รอดจนถึงครบกำหนดการจ่ายเงิน คุณจะต้องรู้ด้วยว่า ค่าใช้จ่ายใดจำเป็นและค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เพื่อลดและปรับเปลี่ยนวิธีการใช้จ่ายเงินให้ลดลง เป็นการควบคุมภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลง สามารถช่วยให้รายจ่ายเหมาะสมกับรายได้ที่กำลังจะเข้ามา

  • วางแผนออมเงิน และเงินสำรอง

เมื่อคุณได้รับเงินงวดแรก สิ่งสำคัญต่อมาคือการเงินออม เพื่อความมั่นคงทางการเงินในอนาคต การทำงานฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่มีความไม่แน่นอนเรื่องรายได้ที่เข้ามาในแต่ละเดือน และระยะเวลาการได้รับเงินก็ไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้น การมีเงินเก็บออม หรือเงินสำรองไว้ในบัญชีจะช่วยให้คุณสามารถผ่านพ้นวิกฤตเหล่านั้นไปได้

  • จัดสรรรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ก่อน

เมื่อคุณทราบแล้วว่า ความเป็นจำแต่ละเดือน คุณต้องเตรียมเงินไว้กับอะไรบ้าง เมื่อรายได้เข้ามาคุณก็ควรจัดสรรเงินส่วนนั้นเตรียมไว้ให้พร้อมกับการจ่ายเงินที่กำลังจะมาถึง เพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่คาดคิด และส่งผลกระทบต่อการทำงานของคุณในอนาคตได้

  • สร้างหลักประกันให้กับชีวิต

การทำงานอิสระ คุณจะต้องมีหลักประกันในการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน เพราะคุณไม่ได้เป็นพนักงาน ไม่มีเจ้านาย หรืออยู่ภายในองค์กร สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ประกันสังคม ประกันสุขภาพ ประกันชีวิต และอื่น ๆ ที่คุณไม่ได้รับ เพราะคุณไม่ได้เป็นพนักงานประจำ แต่สิ่งเหล่านี้คุณสามารถสร้างขึ้นด้วยตัวเองได้ โดยการเก็บออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือส่งประกันสังคมต่อไป เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ รวมถึงการทำประกันชีวิตเพื่อให้คุณยังได้รับความคุ้มครองในเรื่องของสุขภาพด้วย

การทำงานฟรีแลนซ์ที่ดี ควรรู้จักบริหารจัดการ และวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับชีวิตและครอบครัว และเพื่อให้คุณทำงานฟรีแลนซ์ได้อย่างราบรื่นต่อไปได้อย่างมืออาชีพค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

งานฟรีแลนซ์อะไรบ้างทำเงินควบคู่กับการเป็นมนุษย์เงินเดือน

การทำงานฟรีแลนซ์ ถือเป็นความนิยมในโลกยุคใหม่ไปแล้ว แต่สำหรับมุนษย์เงินเดือนที่กำลังสนใจและต้องการทำงานฟรีแลนซ์ อาจเกิดความสับสนว่า จะทำงานประจำต่อ หรือออกจากงานเพื่อมาทำงานฟรีแลนซ์ดี การตัดสินใจระหว่างที่คุณกำลังมีความสับสนเช่นนี้อาจจะไม่ดีต่อชีวิตและความเป็นอยู่แน่ เพราะการเลือกทำงานฟรีแลนซ์สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความรู้ ความสามารถมาเพียงพอ และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ การเลือกทำงานฟรีแลนซ์อาจพบกับปัญหาเรื่องการเงิน ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ และไม่สามารถทำงานฟรีแลนซ์ต่อไปได้

ดังนั้น สำหรับใครที่กำลังสนใจในการทำฟรีแลนซ์อยู่ล่ะก็ วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับอาชีพฟรีแลนซ์ที่มนุษย์เงินเดือนก็สามารถทำไปพร้อมกันได้ โดยยิ่งเป็นผลดีต่อการเงิน ที่คุณจะได้รับมากขึ้นนั่นเอง

งานฟรีแลนซ์ที่น่าสนใจ มนุษย์เงินเดือนสามารถเลือกทำได้มีดังนี้

  • ขายสินค้าผ่านทางช่องทางออนไลน์

อาชีพการขายถือเป็นอาชีพอิสระที่หาเงินได้ง่าย และมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญการทำงานผ่านระบบออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนยุคใหม่เริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น เพราะสามารถขายสินค้าอะไรก็ได้ที่ต้องการ และสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ทันที ที่สำคัญคุณสามารถทำตอนไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหลังเลิกงาน ก่อนเข้างาน พักเที่ยง หรือช่วงเวลาที่คุณว่าง ๆ จากการทำงานประจำ ซึ่งทางเลือกที่น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์เงินเดือนมากที่สุด

  • ไปขายสินค้าตามตลาดนัด หลังเลิกงาน

อย่างที่ทราบกันดีว่า การเป็นพ่อค้าแม่ค้าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้มากมาย การนำสินค้าที่กำลังเป็นที่สนใจและราคาถูกจะทำให้คุณขายของได้ง่ายและเร็วขึ้น เมื่อคุณมีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สามารถทำได้ตอนช่วงวันหยุดหรือหลังเลิกงานเท่านั้น การขายสินค้าตามตลาดนัดก็ถือว่าเป็นงานฟรีแลนซ์ที่ให้ผลตอบแทนต่อเนื่องเช่นกัน คุณสามารถขายของได้ทุกตลาดนัดที่มี และการขายทุกวันจะช่วยให้คุณสร้างลูกค้าที่ดีได้

  • งานแปล และการทำบล็อกรีวิวสินค้าหรือสถานที่ท่องเที่ยว

สำหรับผู้ที่พอจะมีความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับภาษา ไวยกรณ์ และสามารถสื่อสารออกมาเป็นตัวหนังสือได้ ก็สามารถทำงานเกี่ยวกับข้อมูล งานแปล และการเขียนบล็อกรีวิวได้ เพราะในยุคสมัยที่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะหาข้อมูล หรือต้องการผ่อนคลายก็จะเลือกเข้าไปดูผ่านทางระบบออนไลน์ ผ่านทางโซเชียลต่างๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ การทำงานเกี่ยวกับการเขียนบล็อก หรือการรีวิว จะช่วยให้คุณสามารถทำเงินจากข้อมูลเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชั่น และอื่น ๆ ที่คุณจะได้จากลูกค้า ผู้ว่าจ้าง ซึ่งหลาย ๆ คนที่มีความรู้ และความสามารถในด้านภาษา การเขียน และสื่อสารที่สามารถจูงใจให้กับผู้อื่นได้ ย่อมได้เปรียบเมื่อทำงานนี้ และสามารถสร้างรายได้ให้คุณมากขึ้น โดยไม่ต้องออกจากงานประจำอีกด้วย

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ขั้นตอนเป็นฟรีแลนซ์ (Freelance) ได้อย่างมืออาชีพ

การทำงานอิสระ การเป็นฟรีแลนซ์ อีกหนึ่งทางเลือกที่คนยุคใหม่สนใจและให้ความสำคัญ เพราะเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้เข้ามามากขึ้นได้ สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา เลือกจะทำงานอะไรก็ได้ตามความต้องการ หรือเลือกได้ตรงกับความชอบและความถนัดของตัวเอง ทำให้ฟรีแลนซ์เป็นงานที่น่าสนใจมาก แต่การที่จะทำงานฟรีแลนซ์ได้อย่างราบรื่นนั้นอาจจะเป็นเรื่องยากของหลายคน ดังนั้น วันนี้เราจึงมีขั้นตอนการเป็นฟรีแลนซ์ที่สมบูรณ์แบบ สามารถรับมือกับปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างมืออาชีพมาแนะนำค่ะ

ขั้นตอนการเป็นฟรีแลนซ์

  • ค้นหาความเป็นตัวของคุณให้เจอ

การเริ่มต้นที่ดีที่สุด คือการที่คุณรู้ว่าตัวเองต้องการทำอะไร แล้วอะไรเป็นสิ่งที่ชอบ เป็นสิ่งที่ถนัดมากที่สุด การค้นหาตัวเองให้พบก่อนตัดสินใจเป็นฟรีแลนซ์ จะทำให้คุณก้าวเดินอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถแก้ไขปัญหาหรือพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ และสามารถทำงานฟรีแลนซ์ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • แยกสิ่งที่น่าสนใจ สิ่งที่ชอบ และสิ่งที่ถนัดให้ออก

เมื่อรู้แล้วว่าตัวเองมีความชอบ มีสิ่งที่สนใจ หรือมีสิ่งที่ถนัด เพราะทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นการบอกให้คุณได้ทราบถึงความสำเร็จในการเป็นฟรีแลนซ์เลยก็ว่าได้ เนื่องจาก การเลือกทำงานเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบ อาจจะไม่สามารถทำให้งานได้ออกมาดีได้ เพราะคุณไม่มีความถนัด ไม่มีความรู้ หรือมีความสามารถไม่เพียงพอ แน่นอนว่างานก็ไม่ตรงกับความต้องการ เพียงความชอบที่คุณมีเท่านั้น แต่ถ้าคุณเลือกทำงานที่ตัวเองทั้งชอบทั้งถนัด งานที่ทำก็ออกมามีคุณภาพ และสามารถสร้างรายได้จากการทำงานเหล่านั้นได้นั่นเอง

  • ฝึกความสามารถ หาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มทักษะในการทำงาน

เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะเลือกทำงานอะไร สิ่งต่อมาคุณจะต้องรู้จักเรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อให้ทักษะที่มีอยู่สมบูรณ์แบบ และมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น การทำงานฟรีแลนซ์ ไม่ได้ทำเพียงแค่ 1 – 2 เดือน แต่นั่นหมายถึงการทำงานอยู่กับมันไปตลอดจนกว่าจะเลือกทำอย่างอื่นได้ การทำงานฟรีแลนซ์ให้ประสบความสำเร็จ คุณจะต้องรู้จักพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพสามารถแข่งขัน และมีความได้เปรียบในการทำงานนั้น ๆ ได้ ฝึกฝนและเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ฟรีแลนซ์ทุกคนต้องมี

  • สะสมผลงานที่ทำให้มาก ๆ

สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีผลงานอะไรมาเลย ตัดสินใจจะทำฟรีแลนซ์ สิ่งหนึ่งที่คุณจะดึงดูดเงินของลูกค้าได้ ก็คือผลงาน การพิจารณาผลงานนี้เองที่ก้าวมาสู่ รูปแบบของการซื้อขาย ดังนั้นคุณจะต้องสะสมผลงานของตัวเองไว้ให้มาก ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างในการพิจารณาจ้างของลูกค้า

  • โปรโมทตัวเอง

สิ่งท้ายสุด แต่ไม่สุดท้าย คือ การโปรโมทตัวเอง เมื่อคุณมีผลงานที่ดีไว้มากมาย ต่อมาก็ถึงเวลาที่คุณจะนำผลงานเหล่านั้นไปสู่สายตาของผู้อื่น เพื่อให้มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องคุณอาจจะต้องลงทุนในการโฆษณาเลยก็ได้ แต่ก็ควรพิจารณาจากความคุ้มค่า ถ้าโฆษณาแล้วผลตอบรับดี คุณมีรายได้เข้ามามากก็ทำค่ะ แต่ถ้ายิ่งโฆษณา ก็ยิ่งมีภาระค่าใช้จ่าย รายได้ก็มาน้อย อย่างนี้แนะนำให้หาวิธีอื่น ๆ เพื่อลดภาระที่คุณไม่จำเป็นต้องแบกรับเอาไว้ค่ะ

อยากเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพ ลองทำตามขั้นตอนของเราสิค่ะ ไม่แน่คุณอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานฟรีแลนซ์แล้วประสบความสำเร็จก็ได้ค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

เทคนิคการจัดการเวลาสำหรับฟรีแลนซ์ เพื่อให้รับงานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีสะดุด

การจะเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีระยะเวลาในการสั่งสมประสบการณ์ ทำยังไงให้มีคนมาสนใจ? ทำยังไงลูกค้าถึงจะตกลงจ้างงาน? เจอลูกค้าเบี้ยวต้องจัดการอย่างไร? สารพัดสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ และอีกสิ่งหนึ่งเป็นเหมือนเส้นคั่นระหว่างความเป็นมือใหม่กับมืออาชีพนั้นก็คือ การจัดการเวลา

ในเมื่อการเป็นฟรีแลนซ์นั้น รายได้ที่เข้ามาจะมากแค่ไหน ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่เราถูกว่าจ้าง เพราะแบบนี้ใครๆ จึงอยากจะรับงานให้ได้เยอะๆ มีลูกค้าเข้ามาเป็นต้องคว้าเอาไว้ก่อน สุดท้ายส่งงานตามกำหนดไม่ทัน เกิดความเสียหายอื่นๆ ตามมา ทั้งหมดนี้มันก็เกิดจากการที่เรา บริการจัดการเวลาไม่เป็น นั่นเอง

สำหรับคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการฟรีแลนซ์มาสักพักก็จะรู้ดีว่าการบริการจัดการเวลานั้น บางทีมันก็ไม่ใช่การรีบทำงานให้เสร็จแล้วส่งไปทีละชิ้นๆ เพราะบางครั้งคุณจะต้องแก้งานอีกยาว กว่าจะปิดงานได้จริงๆ แล้วแบบนี้มันจะมีเทคนิคอะไรบ้างล่ะ ที่จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับเวลาได้ดีมากขึ้นกว่านี้ วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณค่ะ

จัดตารางเตือนความจำ รับงาน-ส่งงาน

เพื่อให้เราเห็นกรอบเวลาในการทำงานอย่างชัดเจน เห็นว่าช่วงเวลาไหนยังมีที่ว่างพอจะแทรกงานเล็กๆ เข้าไปได้บ้าง ทำให้ไม่รับงานมาแบบมั่วซั่วไม่มีระบบระเบียบ โดยรายละเอียดต่างๆ เราสามารถดีไซน์ได้ในแบบของตัวเอง เอาให้ตัวเราดูแล้วเข้าใจและเหมาะสมกับรูปแบบการทำงาน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเจาะรายละเอียดที่นอกเหือจากวันรับหรือส่งงานเข้าไปด้วย เช่น วันที่….รอรับฟีดแบค, แก้งานครั้งที่ 1 ส่งภายในวันที่….. เป็นต้น การสร้างตารางเหล่านี้จะเป็นเครื่องช่วยเตือนความจำและจัดระบบงานของเรา ทั้งยังเป็นเสมือนบันทึกว่าเดือนนี้เรารับงานมากี่งานแล้วอีกด้วย

กำหนดระยะเวลาให้กับงานอย่างยืดหยุ่น

ในกรณีที่งานไหนไม่ใช่งานเร่งด่วน ก็ควรกำหนดระยะเวลาให้ยาวมากพอ ทั้งนี้ ไม่ใช่ประวิงเวลาเพื่อให้งานยืดเยื้อเกินความจำเป็น เพียงแต่เราจะได้มีเวลาเพื่อรับงานที่แทรกเข้ามาในช่วงจังหวะที่เราอาจจะกำลังรอรับฟีดแบคจากลูกค้า เพื่อไม่ให้ช่วงเวลาเหล่านั้นผ่านไปอย่างไรประโยชน์ค่ะ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถใช้สอยเวลาที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าทุกเม็ดทุกหน่วย มากกว่ารอปิดงานไปทีละงาน ซึ่งเราจะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ต้องรอคอยลูกค้าแล้วไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ทั้งนี้การรับงานในช่วงจังหวะดังกล่าวก็ควรจะถูกจัดวางอย่างรัดกุมภายใต้ตารางเวลาของเรานะคะ

ระบุสัญญาให้ละเอียด

เราจะพูดถึงเนื้อหาในสัญญาส่วนที่เกี่ยวกับเวลาค่ะ อย่างเช่น การกำหนดเวลาที่แน่นอนเพื่อให้ลูกค้าจัดเตรียมและส่งข้อมูลมาให้เรา หรือกำหนดว่าหลังจากส่งงานไปแล้วให้ลูกค้าฟีดแบคกลับมาภายในกี่วัน รวมทั้งกำหนดว่าลูกค้าสามารถแก้ไขงานได้กี่ครั้ง การระบุเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ลงไปในสัญญาถือเป็นวิธีจัดการกับเลาที่ดีมากๆ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปิดงานได้ภายในกำหนดเวลาที่แน่นอนมากขึ้น เพราะได้ทำการกำหนดเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานทั้งหมดเอาไว้แล้ว ทั้งยังส่งผลให้เราตัดสินใจรับงานเพิ่มง่ายขึ้นด้วยค่ะ

ส่งต่องานไปยังเพื่อนๆ หรือคนรู้จัก

ถ้าหากว่าคุณมีเพื่อนหรือมีคนรู้จักที่ทำงานในด้านเดียวกัน ก็อาจเจรจากับคนเหล่านั้นเพื่อส่งมอบงานที่เราได้รับมาให้เค้าทำต่อได้ เป็นการเปิดโอกาสในการรับงานเพิ่มของเรา (ไม่ต้องปฏิเสธงานจากลูกค้าที่เข้ามา) แต่อย่าลืมนะคะว่า คนที่เราจะส่งงานต่อให้นั้นเราจะต้องไว้ใจในตัวเค้าได้จริงๆ ทั้งในเรื่องฝีมือและความรับผิดชอบ เพราะสุดท้ายแล้วถ้างานออกมาไม่ดี ความเสียหายนั้นจะส่งมาถึงเราโดยตรง ลูกค้าอาจจะไม่ประทับใจ ไม่เชื่อถือในตัวเราอีก หรือไม่คุณก็ต้องกลับมานั่งแก้งานเอง ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบงานอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนส่งให้ลูกค้าด้วยนะคะ เพื่อให้งานที่ออกไปนั้นมีมาตรฐานเดียวกันกับงานที่เราทำ และในส่วนของค่าจ้าง เราก็อาจจะพิจารณาแบ่งค่าจ้างเป็น 50-50%, 40-60% หรือแล้วแต่จะตกลงกันตามความเหมาะสมได้เลยค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ #เทคนิคการรับงานฟรีแลนซ์ อย่าลืมเอาไปฝึกใช้กันนะคะ และที่สำคัญ อย่าลืมเพิ่มความมั่นใจในการรับงานด้วยการใช้แพลทฟอร์ม tasknjoy ค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

แนะนำ 9 คอร์สออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะของคุณได้ ฟรี!

ในช่วงต้นปีแบบนี้ นับเป็นเวลาที่เหมาะสมในการจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ รวมถึงการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะใหม่ๆ ที่คุณคิดว่าจะมีประโยชน์ต่ออาชีพการงานของคุณในอนาคต และในวันนี้เรามี 9 หลักสูตรออนไลน์ ที่คุณสามารถเข้าไปเรียนกันได้แบบฟรีๆ แถมไม่มีข้อผู้มัดด้านเวลา ว่างตอนไหนก็เรียนตอนนั้น แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรมีวินัยตั้งใจเรียนจนจบคอร์สด้วยล่ะ

  1. เรียนโค้ด HTML และ CSS ฟรีที่ Codecademy
    ถ้าคุณยังไม่เคยเขียนโค้ดมาก่อน แต่คิดว่าตัวเองสนใจ HTML และ CSS ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ด้วย 2 ภาษาที่ทรงพลังนี้ จะทำให้คุณสามารถเนรมิตเว็บไซต์หน้าตาสวยงามได้ด้วยสองมือของคุณเอง
    (link to : https://www.codecademy.com/learn/learn-html )
  2. พัฒนาทักษะการเขียนด้วย 8 ขั้นตอนง่าย จาก Udemy
    เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานของการเขียน ไปจนถึงระดับมืออาชีพ เขียนอย่างไรให้น่าติดตาม ด้วยการสอนจากผู้เชี่ยวชาญ และคุณสามารถเรียนจบคอร์สได้โดยใช้เวลาแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
    (link to : https://www.udemy.com/beginners-guide-eight-steps-to-sterling-prose/)
  3. เรียนภาษาที่ 3, 4, 5 หรือมากกว่านั้น ด้วย Duolingo
    นี่คือแอปพลิเคชั่นสอนภาษาต่างประเทศที่จะทำให้การ “เรียนภาษา” ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยรูปแบบการสอนที่เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นเกมอยู่ ทำให้การเรียนสนุกและเข้าใจได้ง่าย แถมยังสะดวกมากๆ เพราะสามารถจะเรียนที่ไหนก็ได้
    (link to : https://itunes.apple.com/th/app/duolingo/id570060128?l=th&mt=8)
  4. ปูพื้นความรู้ Microsoft Excel แบบจัดเต็มที่ Udemy
    การใช้งาน Microsoft Excel นั้นนับว่าเป็นปัญหาใหญ่คับโลกเลยก็ว่าได้ สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจบตรงสายแต่ต้องมาทำงานออฟฟิศที่ใช้ Excel เป็นเครื่องมือหลัก อย่าเป็นกังวลเพราะคอร์สนี้จะช่วยคุณเอง
    (link to : https://www.udemy.com/microsoft-excel-2016-for-absolute-beginners/)
  5. เสริมสร้างศิลปะในการขาย ด้วยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเทคนิคการขายโดย Alison
    ด้วยเวลาเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น มันจึงคุ้มค่ามากกับการที่คุณจะได้พัฒนาตัวเองเพื่อยอดขายทะลุเป้าในทุกๆ ไตรมาสนับจากนี้
    (link to : https://alison.com/course/effective-communication-and-sales-techniques)
  6. พิชิตความกลัวของการพูดในที่สาธารณะโดย Udemy
    หลังสูตรสั้นๆ ที่คุณจะได้รับคำแนะนำต่างๆ เพื่อการเป็นนักพูดที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการพรีเซนต์งานต่อหน้าคน 5 คน, 55 คน หรือจะ 555 คน ก็ไม่หวั่นอีกต่อไป
    (link to : https://www.udemy.com/conquering-the-fear-of-public-speaking/)
  7. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานใน Google Analytics โดย Alison
    ในยุคแห่ง Big Data แบบนี้ ทักษะนี้นับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ในคอร์สนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ Google Analytics ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลฟรีที่มีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยทักษะนี้คุณจะสามารถมองเห็นแนวโน้มในการทำงานของบริษัท ติดตามและทำความเข้าใจข้อมูลต่างๆ เพื่อการตัดสินใจได้อย่างคุณภาพสำหรับธุรกิจของคุณ
    (link to : https://alison.com/course/understanding-data-analysis-and-reports-in-google-analytics)
  8. ฝึกฝนการคิดและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีวิจารณญาณ รวมทั้งการแก้ปัญหาที่ edX
    หลักสูตรนี้เต็มไปด้วยเทคนิคที่เป็นรูปธรรมสำหรับการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ยาวไปจนถึงการแก้ปัญหา ซึ่งนี่คือทักษะที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกของการทำงาน เพราะความคิดที่ดีและถูกทิศทางจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ดีอื่นๆ
    (link to : https://www.edx.org/course/critical-thinking-problem-solving-ritx-skills103x-0)
  9. เติมเต็มทักษะด้านกราฟฟิคด้วยคอร์ส Photoshop พื้นฐานกับ Skillshare
    แน่นอนว่าคุณคงไม่สามารถจะเป็นสุดยอดนักออกแบบมืออาชีพได้ภายในหนึ่งหรือสองวัน แต่การเริ่มต้นที่ถูกวิธีจะช่วยให้คุณสามารถพัฒนาฝีมือได้รวดเร็วขึ้น (อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปเสียเวลางมหาทางเอาเอง) และเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงในคอร์สนี้นี่แหละ คือการเริ่มต้นที่ถูกต้อง
    (link to : https://www.skillshare.com/classes/Photoshop-Fundamentals-in-One-Hour/1674491113)

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

อาชีพฟรีแลนซ์ อาชีพที่ให้อะไรกับคุณได้มากกว่างานประจำ

ฟรีแลนซ์ เป็นอาชีพทางเลือกใหม่ สำหรับหนุ่มสาวผู้รักอิสระและต้องการทำงานอย่างที่ใจต้องการ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับกรอบ หรือกฎเกณฑ์ใดๆ ของทางบริษัท แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าอาชีพฟรีแลนซ์มันมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง และถ้าเราจะเริ่มต้นการเป็นฟรีแลนซ์นั้น ควรจะต้องเริ่มจากไหน

วันนี้ tasknjoy เอา ประสบการณ์จาก freelancer ท่านหนึ่ง ที่จะมาเล่าถึงประสบการณ์ชีวิตการเป็นฟรีแลนซ์ของตัวเอง รวมถึงการได้ทำงานร่วมกันกับทางเว็บฟรีแลนซ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นฟรีแลนซ์ของเขาเลยทีเดียวค่ะ

คุณบี เป็นพนักงานธุรการประจำบริษัทแห่งหนึ่ง ทำงาน จันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 15.30 น. หน้าที่ประจำของคุณบี คือการรับโทรศัพท์ ประสานงาน และพิมพ์เอกสาร ทำให้คุณบี พอมีเวลาเหลือที่จะรับจ๊อบเสริมต่างๆ ตอนเลิกงานและวันเสาร์อาทิตย์ ตอนแรกคุณบีก็ไม่รู้จะทำอะไรดี เพราะงานที่ถนัดเป็นงานเอกสาร และไม่รู้จะเริ่มหาลูกค้าอย่างไร เลยไม่ได้ทำงานอะไรเพิ่มเลย จนวันนึง ห้องที่คุณบีเช่าอยู่ขึ้นราคา ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆสูงขึ้น  อีกทั้งคุณบีเริ่มวางแผนแต่งงาน ก็อยากเก็บตังจัดงานแต่งงานร่วมกับแฟน เลยเริ่มคิดว่า ถึงเวลาที่จะต้องหางานเสริมเพื่อเก็บเงินให้ได้มากขึ้นสักที

แรกๆก็ได้งานพิมพ์เอกสาร และงานเขียนรีวิวสินค้าเล็กๆน้อยๆจากเพื่อน และรับงานจากปากต่อปาก แต่ด้วยการที่ไม่ได้ดิวกับลูกค้าเองโดยตรง เลยได้เงินไม่มากเพราะโดนหักค่าหัวคิว แถมยังต้องทำใบเสร็จให้เสียเวลาอีก แถมบางทีลุกค้าเบี้ยวค่าบริการ คุณบีก็ไม่สามารถไปฟ้องได้เพราะมันก็ไม่คุ้ม คุณบียังมีเวลาเหลือเลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองได้ลูกค้าระยะยาว และคุณบีสามารถรับงานเองจากลูกค้าได้โดยตรง  จนมาเจอเว็บฟรีแลนซ์ tasknjoy ซึ่งเป็นเว็บฟรีสื่อกลางระหว่างฟรีแลนซ์กับผู้ว่าจ้าง โดยtasknjoy มี ฟีเจอร์ที่ช่วยให้คนรับงานฟรีแลนซ์สะดวกสบายมากขึ้น เช่น การทำการตลาด การวางมัดจำ การออกเอกสารพวกใบเสร็จต่างๆให้ลูกค้า เป็นต้น ตอนนี้บีไม่ต้องเหนื่อยกับการทงค่าจ้างแล้วค่ะ บีเชิญลูกค้าเก่ามาใช้ tasknjoy และให้ราคาเดิม ซึ่งลูกค้าก็พอใจ แถมลูกค้าใหม่ที่เห็นผลงานก็เข้ามาค่ะ

ตอนนี้ คุณบีรับงานได้มากขึ้น เพราะคุณบีไม่ต้องเสียเวลามานั่งทำใบแจ้งหนี้-ใบเสร็จ สามารถมีเวลาโฟกัสไปที่เนื้องานและหาลูกค้ามากขึ้น และเริ่มมีเงินเก็บค่ะ ต้องขอบคุณ tasknjoy ที่ช่วยให้คุณบีได้งานพิเศษ ที่สามารถทำได้ไม่ว่าคุณบีจะทำงานอยู่ที่ไหน แถมยังมีฟังค์ชั่นที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาเลือกจ้างคุณบีได้โดยที่บีไม่ต้องรอเค้าประกาศงาน เรียกว่า PS System ด้วยค่ะ

คุณบี ฝากบอกว่า คุณบีทำงานพิเศษนะคะ ไม่ได้ลาออกจากงานประจำค่ะ เพราะถ้าฟรีแลนซ์รู้จักแบ่งเวลาให้ดี ทำงานผ่านระบบที่มีตัวช่วย ก็ไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานประจำเลยค่ะ

แถมยังแนะนำอีกว่า ถ้าคุณผู้อ่าน คิดว่าสนใจรับงานพิเศษดูบ้าง ไม่ว่าคุณจะมีทักษะความสามารถทางด้านไหนก็ตาม สามารถทดลองลงรายละเอียดงานบริการของเราดูได้เลยค่ะ ก่อนหน้านี้คุณบีก็รับทำแต่งานพิมพ์ งานรีวิว ตอนนี้เพิ่มงานแปลเอกสารขึ้นมาด้วย ซึ่งบางทีก็ส่งงานต่อให้ทีมรุ่นน้องที่เค้ายังใหม่กับการทำงานฟรีแลนซ์ค่ะ  ลูกค้าก็พอใจกับงานนะคะ เพราะงานฟรีแลนซ์ สำคัญตรงที่ราคาและคุณภาพของเราเหมาะสมกับเนื้องาน และอย่าลืมว่า การทำงานผ่านออนไลน์จะต้องสร้างโพรไฟล์ที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลชัดเจน มี portfolio ที่สามารถทำให้ลูกค้าเลือกเรา โดยที่ไม่ต้องรู้จักกันมาก่อนได้นะคะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

แงะดู 11 ความหมายภายในคำว่า “Service Mind” ออกมาดูกัน

การบริการที่ดีและมีคุณภาพ ถือเป็นหัวใจหลักของธุรกิจผู้ให้บริการทุกแห่งทุกประเภท ดังนั้นแล้ว บุคลากรที่อยู่ในองค์กรธุรกิจประเภทนี้จึงต้องมีจิตใจที่รักในงานการบริการ หรือมี Service Mind ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของงานบริการ เพราะฉะนั้นแล้ว คนที่ทำงานบริการทุกคนจึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนว่า Service Mind นั้น แท้จริงแล้ว คืออะไรกันแน่?

และในบทความนี้ เราจะมาถอดความหมายคำว่า Service Mind ให้ดูกันแบบชัดๆ ตาม 11 ตัวอักษร มีอะไรบ้าง ดังนี้

S – E – R – V – I – C – E เซอร์วิส => บริการ

  • S (Smile) ยิ้มเข้าไว้ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกดีๆ เวลาเข้ามารับบริการจากเรา หรือแม้แต่เวลาที่พูดคุยกันทางโทรศัพท์ เชื่อหรือไม่ว่าลูกค้าสามารถรับรู้ได้อยู่ว่าคุณกำลังยิ้มอยู่ในน้ำเสียงแม้จะไม่ได้เห็นหน้ากันก็ตาม
  • R (Rapidness) รวดเร็วและมีคุณภาพ ในยุคสมัยที่ทุกอย่างต้องรีบเร่งแข่งขันกัน ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าลูกค้าทุกคนล้วนอยากได้รับการบริการที่รวดเร็วทันใจ เพราะฉะนั้น ใครไวกว่าก็ย่อมได้เปรียบ
  • V (Value) ให้บริการลูกค้าอย่างมีคุณค่า ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจให้มากที่สุด และอยากจะกลับมาใช้บริการอีก รวมถึงกรคิดในเชิงสร้างสรรค์ว่าจะทำอย่างไรให้งานในส่วนของเรานั้นมีคุณค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • I (Impression) สร้างช่วงเวลาแห่งความประทับใจแรกพบ ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจมากที่สุด ดูแลตัวเองทั้งในเรื่องบุคลิกและการแต่งกาย ให้สะอาด สุภาพ ถูกกาลเทศะ และดูดีในภาพรวม เพื่อให้ลูกค้าประทับใจและจดจำ
  • C (Courtesy) ความสุภาพอ่อนโยนรวมไปถึงอ่อนน้อมถ่อมตน จะทำให้ผู้ที่พบเห็นหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วยรู้สึกประทับใจและพอใจ สำหรับคนไทยแล้วการยกมือไหว้ถือเป็นเป็นมารยาทอันงดงามที่จะทำให้ผู้ใหญ่เกิดความรักใคร่เอ็นดู
  • E (Endurance) ความอดทน นับเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับงานบริการ เพราะลูกค้านั้นก็มีหลากหลายประเภท บางคนอารมณ์ร้อน ขี้โวยวาย แต่เราในฐานะของผู้ให้บริการก็จะต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ และอดทนอดกลั้นเข้าไว้ คนทำงานบริการนั้นจะต้องมีเทคนิคทางจิตวิทยาในการพูดจาเพื่อควบคุมสถานการณ์ ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

M – I – N – D มายด์ => จิตใจ

  • M (Make believe) มีความเชื่อ คือเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม เราเป็นคนทำงานบริการ ก็ควรเชื่อในงานที่ทำ ทำงานอย่างมีความสุขและรักในการให้บริการ เพื่อให้เกิดการบริการที่ดีที่สุด ดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด และทำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากเรา
  • I (Insist) ยืนหยัดในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคปัญหามากมายขนาดไหน ก็จงอย่าท้อถอย แม้ว่าลูกค้าจะตำหนิ ต่อว่า หรือดันไปเจอลูกค้าเอาแต่ใจ ก็ต้องอดทน และเก็บคำตำหนิต่อว่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข ใช้เป็นแรงฮึดที่จะก้าวต่อไป ท้ายที่สุดแล้วความสำเร็จก็จะมาหาเราเอง
  • N (Necessitate) เพราะลูกค้าคือคนสำคัญ คนสำคัญจึงต้องการได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จริงไหม? และการให้ความสำคัญต่อลูกค้าที่ว่านี้เราต้องทำอย่างเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยก ทำให้ลูกค้าทุกคนเป็นคนพิเศษ
  • D (Devote) การอุทิศตนให้กับงานที่ทำ คือการทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ สำหรับสายงานบริการนั้นก็คือการมีหัวใจบริการอย่างเต็มที่ และคนที่มีความทุ่มเทตั้งใจเช่นนี้ เชื่อเถอะว่าใครๆ ก็รัก ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หรือว่าเจ้านาย ก็ตาม

และทั้งหมดนี้ก็คือ 11 คุณสมบัติของ Service Mind ที่เราแงะเอามาให้ดูกัน โดยสรุปแล้ว Service Mind นั้นก็คือ หัวใจของงานบริการที่คนทำงานบริการทุกคนควรมี เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าทุกๆ คน ซึ่งเป็นคนสำคัญสำหรับคุณ ถ้าคุณสามารถทำให้ลูกค้าพึงพอใจได้อย่างสูงสุดได้แล้วล่ะก็ ลูกค้าคนไหนล่ะที่จะไม่รักคุณ หรือไม่อยากมารับการบริการจากคุณอีกต่อไป จริงไหม?

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

‘ฟรีแลนซ์’เปลี่ยนโลก เทรนด์ร้อนคนทำงาน

แรงงานโลกเหลือมนุษย์เงินเดือนแค่ 1 ใน 4 ขณะที่เจนใหม่อยากอิสระ กระโจนเข้าสู่แวดวง “ฟรีแลนซ์”แต่จะให้มั่นคง-มั่งคั่งอย่างไร ไปฟังรุ่นพี่ชี้แนะ

ลาออก..ไปเป็นฟรีแลนซ์..!!!

ความร้อนแรงของกระแส “ฟรีแลนซ์” หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงเพราะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์เรื่องดัง

ทว่า กำลังเป็นเทรนด์ร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก !

ปัจจุบันมีผลวิจัยว่า ตลาดแรงงานโลกมีมนุษย์เงินเดือนเหลือเพียง 1 ใน 4 หรือมีไม่ถึง 25% ของคนทำงานทั่วโลก

ขณะที่ปี 2020 คาดกันว่า “ฟรีแลนซ์” จะกลายเป็นแรงงานกลุ่มสำคัญของอเมริกา โดยจะมีสัดส่วนมากถึง 40% จากปัจจุบันที่มีฟรีแลนซ์ประมาณ 53 ล้านคน! หรือคิดเป็นประมาณ 34% ของคนทำงานชาวอเมริกันทั้งหมด (เว็บไซต์ CloudPeeps)

อย่าคิดว่านี่เป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นแค่ในตลาดโลก วกกลับมาดูที่ประเทศไทย

เด็กเจนใหม่ เริ่มไม่สนใจงานบริษัท ไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่อยากมีอิสระ สามารถทำงานที่จัด “ตารางชีวิต” ตัวเองได้

ขณะ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ทำงานรับใช้องค์กรมานาน ก็เริ่มเห็นสัญญาณของการ “ลาออก” เพื่อมาเป็นฟรีแลนซ์กันมากขึ้น !

ภาพเหล่านี้กำลังสะท้อนอิทธิพลของ “มนุษย์ฟรีแลนซ์” ที่จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังป่วนโลกการทำงานในอนาคต

“เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมภูมิศาสตร์การทำงานไปหมดแล้ว วันนี้เราสามารถทำงานตรงจุดไหนก็ได้ ขณะสภาพการเดินทางที่ไม่เอื้ออำนวยในปัจจุบัน ก็เป็นภาระต้นทุน ทั้งทางเงิน เวลา และอารมณ์ ความกดดัน และการบีบคั้นจากโลกการทำงานเหล่านี้ ทำให้เด็กรุ่นใหม่คิดอยากทำงานอิสระกันมากขึ้น”

“ภานุมาศ ทองธนากุล” ผู้เขียนหนังสือ “การลาออกครั้งสุดท้าย” ฟรีแลนซ์มืออาชีพที่อยู่ในวงการมา 9 ปี บอกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับคนทำงานยุคใหม่ ที่หันมาให้ความสนใจกับอาชีพอิสระ
มากกว่าเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เหมือนรุ่นพ่อแม่

แม้แต่กลุ่มพนักงานประจำ ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เศรษฐกิจไม่ดี องค์กรขอให้ทำงานกันหนักขึ้น ทว่าจะทำมาก ทำน้อย เงินเดือนก็ยังเท่าเดิม ไม่ขยับเพิ่มตามคุณภาพและปริมาณงานตามไปด้วย แถมตารางชีวิตก็ยังออกแบบเองไม่ได้ วันไหนอยากชิล อยากพัก อยากให้เวลากับครอบครัว ก็ทำได้แค่มโน เมื่อสเตตัสยังชัดว่าเป็น “พนักงานประจำ”

“พ่อผมเป็นสุดยอดมนุษย์เงินเดือน ทำงานบริษัทเดียวมา 20 ปี ผมมีโอกาสรู้จักพ่อน้อยมาก เพราะไม่ค่อยมีเวลาให้ วันหนึ่งท่านเจ็บหนักต้องเข้าโรงพยาบาล วันนั้นเป็นวันที่สั่นคลอนผมมากว่า ตกลงเราจะจบแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม สุดท้ายบั้นปลายชีวิตต้องมาเจ็บหนัก แล้วเอาเงินเก็บของชีวิตมารักษาเยียวยาตัวเอง ผมรู้สึกว่า..ต้องไม่ใช่รูปแบบนี้”

ตัวอย่าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ภานุมาศ เป็นรอยแผลเดียวกันที่ใครหลายคนกำลังรู้สึก และสะกิดให้คนทำงานส่วนหนึ่งที่ไม่อยากติดกับดักมนุษย์เงินเดือน ไม่อยากเสียสมดุลชีวิต คิดกระโจนเข้าสู่อาชีพฟรีแลนซ์

“งานที่เรามีสิทธิ์เลือกรับได้ และมีโอกาสในการจัดสรรรูปแบบชีวิตตามที่ตัวเองปรารถนา”

เขาให้นิยามคำว่าฟรีแลนซ์ไว้อย่างนั้น

ในอดีตอาชีพอิสระไม่ถูกพูดถึงมากเท่าวันนี้ เมื่อคนรุ่นก่อนยังอยากทำงานองค์กรเพราะมองเรื่อง “ความมั่นคง” เป็นหลัก

แต่กับเจเนอเรชั่นใหม่ พวกเขามี “ทางเลือก” มากขึ้น และมีต้นแบบความสำเร็จที่หลากหลายขึ้น
แน่นอนว่า ไม่ใช่อาชีพมนุษย์เงินเดือนอย่างเดียว แต่มีทั้ง ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และ “รุ่นพี่ฟรีแลนซ์” ที่ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว

ขณะที่หลายคนก็มี “ความฝัน” มี “แพสชั่น” ซึ่งการเป็นพนักงานประจำไม่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้

เช่นเดียวกับ “มณฑล กสานติกุล” ฟรีแลนซ์นักเดินทาง เจ้าของบล็อก “I Roam Alone” ที่ฝันอยากเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก ถามว่างานประจำแบบไหนจะตอบโจทย์เธอได้ หลังเรียนจบเลยเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ โดยสร้างรายได้จากการเขียนรีวิวและงานโฆษณา หาเงินจากการเขียนบล็อก เขียนหนังสือ ทำรายการทีวี บอกเล่าทริปการเดินทางท่องโลกฉบับผู้หญิงฉายเดี่ยว ถึงวันนี้เธอเดินทางไปแล้ว 70 ประเทศ และยืนยันว่า “อยู่ได้” กับอาชีพฟรีแลนซ์ แถมยังมีเงินหมุนเป็นทุนท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องด้วย

คิดจะเป็นฟรีแลนซ์ เธอว่า ไม่ควรมาจากคนอื่น แต่ควรมาจาก “ตัวตน” และ “ความชอบ” ของตัวเองจริง ๆ

“ถ้าเราทำอะไรที่เป็นตัวตนของเรา มีแพสชั่น มีโปรเจคใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่ต้องไปสนว่า คนอื่นทำอะไรอยู่ ฉะนั้นมันจะเกิดความแตกต่าง ซึ่งพอแตกต่าง งานและเงินก็จะตามมาเอง” เธอว่าอย่างนั้น

คนส่วนหนึ่งใช้ฟรีแลนซ์เป็นบันไดสู่การเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อยังไม่ชัวร์ ไม่พร้อม ที่จะเป็นเถ้าแก่เต็มตัว ก็ลองมาเริ่มจากการเป็นฟรีแลนซ์

เช่นเดียวกับ “ก้องกัลป์ วิริยะลัมภะ” สถาปนิกและนักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Elementseden ที่เริ่มจากเป็นพนักงานประจำ แล้วออกมาเป็นฟรีแลนซ์ สุดท้ายสามารถพัฒนาจากอาชีพอิสระจนเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เขาเริ่มจากเรียนรู้ที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ การหางาน คุยกับลูกค้า ออกแบบดีไซน์ ไล่ไปจนการบริหารจัดการชีวิต และจัดการเงินของตัวเอง เหล่า “วิชาบังคับ” ที่ฟรีแลนซ์ต้องลงมือทำ “ด้วยตัวเอง” ต่างจากตอนทำงานบริษัท

สิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “อิสระ” ของการเป็นฟรีแลนซ์ จึงเป็น “ความรับผิดชอบ” และ “การมีวินัย” อย่างยิ่งยวด

“คุณต้องมีความรับผิดชอบ ต้องทำจริง และสิ่งที่ตัดสินใจแล้วว่าจะทำ อย่าทำแบบครึ่งใจ แต่ต้องใส่ลงไปให้เต็มที่ ถึงตอนนั้นอยากพัก อยากเที่ยว ก็เป็นสิทธิ์ของคุณ” เขาบอก

เหตุผลต่างๆ ทำให้คนหลั่งไหลมาเป็นฟรีแลนซ์กันมากขึ้น แต่ถนนเส้นนี้ไม่ได้ง่าย โดยเฉพาะการเข้าถึงคำว่า เป็นฟรีแลนซ์ที่ประสบความสำเร็จ

“ฟรีแลนซ์ คือ งานประจำอย่างหนึ่ง”

ความเข้าใจที่ตรงกันของคนทำฟรีแลนซ์ ที่เขย่าฝันคนอยากใช้ชีวิต “สโลว์ไลฟ์” ให้ต้องตื่น เมื่อโลกความจริง “ฟรีแลนซ์” ก็คืองานประจำอย่างหนึ่ง แถมงานนี้ยังโหดด้วย เพราะต้องทำทุกวัน ไม่มีวันหยุด

“ฟรีแลนซ์ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่มีใครมาบอกเราได้อีกแล้วว่า ต้องทำอะไร ตื่นกี่โมง เวลาไหนต้องอยู่ที่โต๊ะ แล้วนั่งทำงาน ฉะนั้นเวลาที่คนอื่นออกไปเที่ยว เราอาจต้องทำงาน และต้องมีระเบียบวินัยที่สูงมาก”

เป็นมนุษย์เงินเดือนยังมีหัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน คอยชี้แนะ คอยสะกิด คอยเรียกสติให้กลับมาทำงาน แต่กับฟรีแลนซ์ ถือเป็นความรับผิดชอบของเจ้าตัวล้วนๆ

นอกจากนี้ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ผู้ว่าจ้างมีตัวเลือกฟรีแลนซ์เต็มสนาม ความท้าทายในวันนี้ คือ การสร้างความแตกต่าง สร้างผลงานที่โดดเด่น และเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในสายตาผู้ว่าจ้าง

“งานไหนก็เผชิญการแข่งขันที่สูงทั้งนั้น ฉะนั้นเราต้องพัฒนาตัวเอง ไม่หยุดนิ่ง ต้องเต้นฟุตเวิร์คอยู่บนสังเวียนนี้ตลอดเวลา การที่แค่ตะโกนตีฆ้องร้องป่าว อวดโชว์ผลงานของตัวเองในโซเชียล อาจไม่เท่าการทำงานที่โดดเด่น เป็นที่น่าจดจำอย่างแท้จริง เพราะถ้าฝีมือเราถึงขั้นนั้น เพียงแค่เรากระซิบคนก็อยากเงี่ยหูฟังแล้ว” ภานุมาศ แสดงความเห็น

ก่อนบอกว่า ฟรีแลนซ์ยุคนี้ ต้องยืดหยุ่นและมีทักษะที่หลากหลายขึ้น เช่น เป็นช่างภาพ ที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ พูดนำเสนอ หรือจัดรายการได้ มีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษได้ดี เพื่อสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับตัวเอง ฟรีแลนซ์จึงต้องรู้จักเปิดช่องว่างให้ตัวเอง โดยหมั่นศึกษา เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้อาชีพนี้

“เลือกเส้นทางที่ไม่เหมือนคนอื่น แล้วไล่ล่าความเป็นเลิศในสายของเราเอง มันจะมีผลตอบแทนที่คุ้มค่าตามมาเอง”

พวกเขาบอกความสำคัญของการสร้าง “ของดี” ที่จะทำให้เราสามารถฉีกตัวเองออกจากสารพัดตัวเลือกในสนามฟรีแลนซ์ โดยไม่ต้องเผชิญการแข่งขัน การถูกตัดราคา แถมยังจะช่วยคัดกรอง “ผู้ว่าจ้างที่ดี” ให้กับเราได้อีกด้วย

ท่ามกลางสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป ฟรีแลนซ์ ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นแค่ “ผู้รับจ้าง” มาสู่การเป็น “พันธมิตร” กับผู้ว่าจ้างมากขึ้น นั่นคือต้องทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ตอบโจทย์และสมประโยชน์ร่วมกัน

“ลองสำรวจดูว่า โลกเคลื่อนที่ไปถึงจุดไหนแล้ว ทำอย่างไรให้เราขยับจากการเป็นแค่ผู้รับว่าจ้างงาน ไปสู่การเป็นพันธมิตร และคิดแบบพันธมิตร กับผู้ว่าจ้าง กอดคอเป็นเพื่อนกัน และทำงานที่สมประโยชน์ร่วมกัน” พวกเขาบอก

ฟรีแลนซ์ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่จะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน นั่งสร้างผลงานที่โดดเด่น แล้วรอผู้ว่าจ้างเรียกใช้อีกต่อไปแล้ว

แต่ฟรีแลนซ์ยุคนี้ จะต้องรู้จัก “ประชาสัมพันธ์ตัวเอง” และ “ขายของเป็น”

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องยาก เมื่อภูมิศาสตร์ในการโชว์ผลงาน แนะนำตัว หรือการสร้างคอนเนคชั่น ในวันนี้ ได้เกิดในพื้นที่ใหม่แล้ว นั่นคือ “พื้นที่ออนไลน์” ที่เหล่าฟรีแลนซ์สามารถเปิดตัวสู่โลก และโปรโมทตัวเองได้โดยไม่มีต้นทุน

“ถ้าเราสร้างงานที่ดีพอ เท่ากับเป็นนามบัตรอย่างดีโดยที่ไม่ต้องไปร้านพิมพ์นามบัตรด้วยซ้ำ อย่างสมมติเราเป็นช่างภาพ มีหน้าเพจของตัวเอง ก็แค่นำผลงานที่ดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปโชว์ในนั้น นั่นเท่ากับประตูที่เปิดกว้างให้ทุกคนมองเห็นเราแล้ว และประตูบานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานของเราต่อไปในอนาคต” เขาบอก

ในวันนี้ คนกลุ่มหนึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่มั่นคงได้ ถ้าสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ดี และพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ที่สำคัญเราอาจจะพบโอกาสใหม่ๆ มากมายในโลกของฟรีแลนซ์

“ตอนที่ผมตัดสินใจออกจากงาน ผมตั้งใจมาเขียนหนังสือ แต่วันนี้กลายเป็นว่า งานหลักที่ให้รายได้ผมมากที่สุดคือการเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ ทุกอย่างค่อยๆ กลืนเข้ามา เช่น พอเขียนหนังสือคนก็มาสัมภาษณ์ พอคุยเรื่อยๆ ก็เริ่มเกิดคอนเทนต์บางอย่างที่สามารถไปเผยแพร่ต่อได้ พูดขึ้นเรื่อยๆ ทักษะก็เพิ่มพูน ซึ่งไม่ว่าจะการพูดหรือการเขียนก็มาจากแกนกลางเดียวกันนั่นคือ การที่ผมอยากให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น” ภานุมาศ บอกโอกาสที่เกิดขึ้นในโลกของฟรีแลนซ์

นี่คือเหล่าความคิดเห็นของ “รุ่นพี่ฟรีแลนซ์” ที่ฝากข้อแนะนำให้คนที่อยากกระโจนมาเส้นทางสายนี้ว่า โลกของฟรีแลนซ์ไม่ได้มีแต่สีชมพู

ทว่ายังมี “ด้านมืด” ที่สาหัสสากรรจ์ที่จะต้องเรียนรู้และรับมือด้วยตัวเอง เพื่อให้ประสบการณ์สอนให้เราเก่งขึ้น คิดทำงานนี้ต้องอดทน ล้มได้แต่อย่าล้มเลิก ล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว ต้องตั้งใจจริง บริหารเวลา มีวินัย และรับผิดชอบสูงยิ่ง ก่อนเข้ามาทำ ควรศึกษาทั้งด้านดีและด้านไม่ดี แล้วเตรียมรับมือให้พร้อม ที่สำคัญการทำฟรีแลนซ์ต้องมีคอนเนคชั่น และการสร้างคอนเนคชั่นได้นั้น อาจเริ่มได้จากการทำงานองค์กร เพื่อให้องค์กรช่วยฟูมฟัก และพัฒนาฝีมือ ก่อนเข้ามาลงสนามเป็นผู้ประกอบการฟรีแลนซ์อย่างเต็มภาคภูมิ

“เข้ามาในเส้นทางนี้ อย่าไร้เดียงสา ทุกอย่างไม่ได้มีแต่ด้านดีอย่างเดียว ลองไปดูด้านมืด ด้านที่ไม่ดี ด้านที่เป็นข้อจำกัดของมันดูก่อน แล้วดูว่าเราพอจะรับมือได้ไหม ถ้าคิดว่าได้ ก็ค่อยเข้ามาลุย”

เพื่อไม่ใช่แค่ได้ความอิสระ มาตอบชีวิตสโลว์ไลฟ์

แต่คือการปักหลักยืนระยะได้จริงในเส้นทาง…ฟรีแลนซ์

“หลอมรวม+ผสมผสาน” 
สูตรปรับองค์กร & ฟรีแลนซ์ยุคใหม่

ฟรีแลนซ์ในวันนี้กำลังเปลี่ยนโลก และโลกของฟรีแลนซ์ ก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากด้วย เทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น กำลังท้าทายโลกการทำงานในยุคต่อจากนี้

“ก้องกัลป์ วิริยะลัมภะ” สถาปนิกและเจ้าของบริษัทออกแบบแบรนด์ Elementseden เป็นตัวอย่างของบริษัทที่เลือกจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ ไม่ใช้ระบบพนักงานกินเงินเดือน

จากอดีตที่พนักงานทำงานมากหรือน้อย กลับบ้านเร็วหรือช้า บริษัทก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนเท่าเดิม แม้เดือนไหนไม่มีงานเข้า แต่ก็ยังมี “ฟิกซ์คอสต์” ที่ต้องแบกรับไม่เว้นแต่ละเดือน ขณะพนักงาน ทำงานเยอะ ขยันมาก ก็ยังได้ค่าจ้างเท่าๆ กับเพื่อนคนอื่น ซึ่งเขาว่า แบบนั้น “ไม่แฟร์” ทั้งกับเขาและคนทำงาน

“ดังนั้นเรามาหาจุดตรงกลางโดยเปลี่ยนมาจ้างในระบบฟรีแลนซ์ ที่คุณทำมาก ได้มาก ทำน้อย ได้น้อย โดยผมจะให้เป็นโพรเจคๆ ไป ทำอย่างนี้เขามีโอกาสได้เงินมากขึ้น แต่ต้องมีความรับผิดชอบพื้นฐานของเขาเองด้วย”

ผลของโซลูชั่นใหม่ ทำให้ได้ผลงานที่ดีมากขึ้น เนื่องจากพนักงานทำงานเต็มที่ขึ้น และวินกับองค์กรในฐานะคนจ่ายเงิน ที่ไม่ต้องแบกรับทุกอย่าง ขณะที่พนักงานยังสามารถไปรับงานอื่นได้ด้วย หน้าที่ก็แค่ดูแลโพรเจคของตัวเองให้ดี ไม่มีเวลาเข้าออก แต่จะดูแค่สามารถทำงานออกมาให้ทันเดทไลน์ และได้งานคุณภาพ ที่ทุกคนต้อง “ชอบ” ก็เท่านั้น

การปรับตัวของ Elementseden สอดรับกับการศึกษาของ CloudPeeps ซึ่งเป็นบริษัท Startup ในสหรัฐอเมริกาที่ให้บริการแพล็ตฟอร์มสำหรับเชื่อมโยงฟรีแลนซ์ กับธุรกิจที่มองหาฟรีแลนซ์ ที่ให้ข้อมูลว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ บริษัทเกิดใหม่หรือ Startup จะใช้ฟรีแลนซ์มาทำงานมากขึ้น ทั้งเพื่อสร้างการเติบโตและรักษาความคล่องตัวของธุรกิจ โดยการจ้างฟรีแลนซ์ที่มีประสบการณ์และมีความหลากหลายนั้น จะทำให้บริษัทสามารถทดลองกลยุทธ์หลายๆ อย่าง เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด ในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ วิธีนี้ไม่มีพันธะผูกพันในระยะยาว แถมยังช่วยธุรกิจ“ประหยัด” ได้อีกด้วย เพราะไม่ต้องแบกภาระต้นทุนเหมือนการจ้างพนักงานประจำ ที่อาจต้องมีเรื่องของสวัสดิการพนักงานพ่วงมาด้วย เป็นต้น

เวลาเดียวกับที่ องค์กรต่างๆ มีแนวโน้มการจ้างงานแบบ “Sign contract” มากขึ้น โดยเซ็นสัญญาจ้างงานที่มีระยะเวลา เช่น 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี หมดสัญญาก็ดีลค่าตอบแทนกันใหม่ ถ้าดีก็ค่อยต่อสัญญา เช่นเดียวกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ขณะที่ฟรีแลนซ์ จะเริ่มรับงานแบบผูกปิ่นโตกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งมากขึ้น

“อนาคต บริษัทอาจจะใจกว้างมากขึ้น โดยให้พนักงานสามารถทำงานจากจุดที่แฮปปี้ และพอใจได้ เช่น ไม่ต้องทำงานทุกวัน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ถ้าเขาสามารถทำผลงานที่มีคุณภาพและน่าพอใจได้ ในขณะที่ฟรีแลนซ์เอง ก็จะเริ่มผูกกับองค์กรมากขึ้น คือไม่ต้องไปขวนขวายหรือวิ่งไล่ผู้จ้างงานไปเรื่อยๆ แต่เป็นการผูกอยู่กับบางที่ ผมว่าโมเดลนี้ จะค่อยๆ เกิดขึ้น และกลืนกลายกันไปในที่สุด”

“ภานุมาศ ทองธนากุล” ผู้เขียนหนังสือ การลาออกครั้งสุดท้าย ฟรีแลนซ์มืออาชีพที่อยู่ในวงการมา 9 ปี บอกแนวโน้มการปรับตัวขององค์กรและฟรีแลนซ์ในวันนี้

“อนาคตจะมีสูตรที่ทับซ้อนกันมากขึ้น อย่างบริษัทจะอยากให้คนเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น จะเริ่มมีฟรีแลนซ์ที่รวมตัวกันเป็นกึ่งๆ บริษัท ผมเองก็เป็นฟรีแลนซ์ แต่ผูกปิ่นโตกับบางบริษัทอย่างเหนียวแน่น จนกลายเป็นรูปแบบใหม่คือ ‘ฟรีแลนซ์ประจำ’ ซึ่งทุกอย่างจะดิ้นได้ ทั้งพนักงานบริษัท บริษัท และฟรีแลนซ์ โดยเราจะเจอรูปแบบที่ประสานกันมากขึ้น” เขาบอก

เทรนด์ของโลกบอกว่า มนุษย์เงินเดือนจะน้อยลง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชัดเจนว่าไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่อยากมีอิสระในการทำงาน แล้วองค์กรจะรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างไร เมื่อทุกวันนี้ “แรงงาน” ก็หายาก

“รัชดา เสริมศิลปะกุล” ผู้อำนวยการการตลาดและการขาย ME by TMB บอกว่า ปรากฏการณ์ฟรีแลนซ์กำลังส่งผลต่อตลาดแรงงานทั่วโลก

โดยล่าสุดพบว่า ปัจจุบันมีมนุษย์เงินเดือนเหลือไม่ถึง 25% หรือเพียงแค่ 1 ใน 4 ของคนทำงานทั่วโลกเท่านั้น แม้ประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นนี้ โดยเชื่อว่ายังมีสัดส่วนพนักงานประจำอยู่เกินครึ่ง แต่มองว่า การที่เด็กรุ่นใหม่ ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน กำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้องค์กรต้องเตรียมรับมือ

โดยสิ่งที่องค์กรจะทำได้คือ การทำให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ (Ownership) ในบริษัทมากขึ้น ให้รู้สึกว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่คือของๆ เขา ไม่ใช่ทำเพื่อบริษัท เขาก็จะทำเต็มที่ และในเมื่อทำเต็มที่แล้ว บริษัทก็ควรให้รางวัล ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมท ชื่นชม ตลอดจนให้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะท้าทายองค์กรมากขึ้นนับจากนี้

“มองว่าองค์กรในอนาคต Business Model จะค่อยๆ เปลี่ยนไป เช่น การจ้างงานในระบบฟรีแลนซ์มากขึ้นหรือการให้ผลตอบแทนแก่พนักงานประจำที่คุ้มค่าเหมือนฟรีแลนซ์ คือ ทำมาก ได้มาก มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น และยังได้รับความมั่นคงแบบพนักงานประจำด้วย เหล่านี้ก็เพื่อรักษาคนของเราไว้”

นี่คือคอนเซ็ปต์ที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกการทำงานยุคใหม่ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

…………………………………………
“สูตรบริหารเงิน”แบบฟรีแลนซ์

“อาชีพฟรีแลนซ์ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งรายได้และจำนวนงานที่ถูกว่าจ้าง ดังนั้น การออมเงินจึงต้อง “ออมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” โดยถ้าเป็นไปได้ให้แบ่งรายได้มาออม 50% ทันทีที่ได้รับเงิน ที่เหลือค่อยจับจ่ายใช้สอย พอรายได้เริ่มมากขึ้น ก็อาจลองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินในตลาดที่จะทำให้เงินนั้นงอกเงยขึ้นได้ เช่น แบ่งมาลงทุน โดยเริ่มจากที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ไม่ว่าจะเป็นพวกประกันหรือกองทุน พอได้ผลตอบแทนเพียงพอ ความเสี่ยงน้อยลง ก็อาจจะลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างไรในชีวิตฟรีแลนซ์จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ดังนั้นควรมีเงินออมที่มีความคล่องตัวสูงอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยของชีวิต และความจำเป็นเร่งด่วน”

“รัชดา เสริมศิลปะกุล” ผู้อำนวยการการตลาดและการขาย ME by TMB 

“ประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่า เรื่องเงินไม่ใช่การมีเงินแล้วออมทีละเยอะๆ แต่เป็นเรื่องของความสม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งที่ยากสุด คือ พฤติกรรมการบริหารเงิน และวินัยในการจัดการเงินของเราเอง การประหยัดไม่ค่อยดีหรอก สู้การจับจ่ายใช้สอยตามใจไม่ได้ แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรายืนระยะได้ในการเป็นฟรีแลนซ์ ความรู้ทางการเงิน ไม่ใช่อะไรยากๆ แต่เป็นเรื่องใกล้ๆ ตัว ที่ทำให้เรารู้จักจัดการกระเป๋าเงินของเราเอง รู้จักจัดสรรเงินเป็นส่วนๆ ดูแลรายรับรายจ่าย เข้าใจว่าอะไรคือทรัพย์สินที่ดี-หนี้สินที่ดี และพอจะวางแผนภาษีให้ตัวเองได้ ความเข้าใจเหล่านี้ ช่วยลดปัญหาของฟรีแลนซ์ เพื่อเหลือพลังไปรับมือกับเรื่องอื่นๆ ได้อีกหลายเรื่อง”

“ภานุมาศ ทองธนากุล” ผู้เขียนหนังสือ การลาออกครั้งสุดท้าย

“ฟรีแลนซ์ บางครั้งได้เงินมาเยอะ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราฟุ้งเฟ้อไปได้ เคล็ดลับในการบริหารเงินที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ คือ การจัดทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างเคร่งครัดทุกวัน ซึ่งจะทำให้เห็นสถานการณ์ทางการเงินได้ชัดเจน และช่วยให้เราสามารถตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นออกไปได้ อีกข้อที่สำคัญ คือ ต้องออมก่อนใช้ ไม่ใช่เหลือแล้วค่อยออม รวมถึงการเลือกออมในบัญชีที่ให้ผลตอบแทนสูง และคล่องตัวด้วย”

“มณฑล กสานติกุล” บล็อคเกอร์สาวชื่อดังจากเพจ I Roam Alone

“ธรรมชาติของฟรีแลนซ์คือ การมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ดังนั้นจึงควรรับมือกับความไม่แน่นอน โดยเตรียมความพร้อมด้านการเงิน เมื่อมีรายได้ควรออมให้มาก เพื่อเป็นเงินสำรองไว้กรณีที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลย โดยที่ผ่านมาเคยบริหารเงินออมด้วยการนำเงินไปลงทุนในกองทุนและบัญชีฝากประจำ ซึ่งข้อเสียคือการขาดสภาพคล่อง จะเบิกจะถอนไม่ได้เลย หรือแม้กระทั่งไปลงทุนในหุ้นซึ่งหลายคนอาจมองว่าได้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน ดังนั้นควรเลือกออมเงินอย่างถูกวิธี โดยเลือกโพรดักส์ที่คล่องตัว ให้ผลตอบแทนสูง และเข้ากับตัวเราจริงๆ และควรศึกษาเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น”

“ก้องกัลป์ วิริยะลัมภะ” สถาปนิกหนุ่มเจ้าของแบรนด์ Elementseden

………………………………………………………….
โอกาสธุรกิจโหนกระแส “ฟรีแลนซ์”

การเกิดขึ้นของพลเมืองฟรีแลนซ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งโอกาสหวานในธุรกิจที่พร้อมบริการลูกค้าฟรีแลนซ์

“Coworking Space”

พื้นที่ทำงานร่วมกัน ที่จะให้เหล่าฟรีแลนซ์ได้ใช้ทำงาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ล็อคเกอร์เก็บสัมภาระ งานบริการสำนักงานทั่วไป อย่าง เครื่องแฟ็กซ์ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ ไล่ไปจน มุมนั่งเล่น ห้องครัว แล้วแต่จุดขายของแต่ละที่ โดยพื้นที่ทำงานมีให้เลือกตั้งแต่ พื้นที่ทำงานส่วนบุคคล ห้องทำงานขนาดเล็ก กระทั่งพื้นที่จัดประชุม สัมมนา ที่เหล่าฟรีแลนซ์สามารถไปเลือกใช้ได้ โดยปัจจุบันมีอยู่มากมายทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด อาทิ HUBBA, Glowfish และ Muchroom Coworking Space เป็นต้น

บริการรับ/ส่งของ / ธุรกิจเดลิเวอรี่

การทำงานหลายอย่าง บนความรับผิดชอบสูงสุด ที่มีคำว่า “เดทไลน์” คอยชี้ชะตาชีวิต ทำให้งานหลายอย่างกลายเป็นข้อจำกัดและ “ภาระ” ของฟรีแลนซ์ เช่น การส่งงาน ส่งของ ที่ไม่สามารถทำผ่านออนไลน์ได้ ส่งโอกาสให้บริการรับส่งของ ส่งเอกสาร ส่งงาน ตลอดจนธุรกิจเดลิเวอรี่ที่จะช่วยเซฟเวลาฟรีแลนซ์ ด้วยการโทรสั่งทุกอย่างให้มาส่งถึงที่ได้ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจรับส่งพัฒนาไปไกล ไม่ว่าจะของชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ ของกิน ของใช้ ตลอดจนบริการรับทำความสะอาด ตรวจสุขภาพ ช้อปปิ้งของเข้าบ้าน กระทั่งกรูมมิ่งสัตว์เลี้ยง บริการสารพัด “จัดให้” ที่พร้อมเบาแรงฟรีแลนซ์ได้ถึงบ้าน

เอเยนซี่ฟรีแลนซ์

หนึ่งธุรกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแล้วคือ ผู้ให้บริการเชื่อมผู้ประกอบอาชีพอิสระ เข้ากับธุรกิจที่ต้องการใช้ฟรีแลนซ์ ซึ่งยังคงมีโอกาสอีกมากในไทย โดยอาจเป็นเอเยนซี่เฮ้าส์ ที่รวมเอาฟรีแลนซ์ทุกสาขา ทุกแขนง ไว้ในที่เดียว เป็นเหมือน “One stop service” ของเหล่าฟรีแลนซ์ ที่จะคอยหางาน ติดต่อลูกค้า และดูแลการว่าจ้างงานให้กับฟรีแลนซ์ เพื่อลดปัญหายุ่งยาก และอุปสรรคของการทำงาน “ตัวคนเดียว” ของฟรีแลนซ์

ธุรกิจฝึกอบรมฟรีแลนซ์

ไอเดียจากเหล่าฟรีแลนซ์ ที่เห็นปัญหาว่า การเริ่มต้นเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีหลายปัญหา หลายอุปสรรคให้ต้องเรียนรู้ ซึ่งอนาคตหากมีองค์กร หรือหน่วยงาน คอยทำหน้าที่เป็น “โรงเรียนอนุบาลสำหรับฟรีแลนซ์” ที่จะทำการอบรม ให้คำปรึกษา พัฒนาความรู้ คอยเป็นพี่เลี้ยง และเตรียมความพร้อมให้กับฟรีแลนซ์ ก็จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้มาก และยังเป็นทางลัดให้ฟรีแลนซ์เข้าสู่วงการนี้ได้ง่ายขึ้นด้วย

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/668247 โดย จีราวัฒน์ คงแก้ว

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

5 ข้อควรคิด ก่อนจะเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนที่ทำงาน

ดูจะเป็นเรื่องที่ปกติไปซะแล้ว สำหรับคนยุคใหม่ที่มักจะชอบเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่คนทุกคนจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่งานที่ทำอยู่นั้นเกิดความอิ่มตัว ก็อาจส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะมองหาความท้าทายใหม่ ๆ ต่อไป

แม้จะดูเป็นเรื่องทั่วไป แต่เอาเข้าจริงแล้วการมองหางานหรือที่ทำงานใหม่ก็เป็นเรื่องที่ควรต้องคิดไตร่ตรองให้ดี และต้องใช้เหตุผลในการพิจารณาหลายสิ่ง ทั้งด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่ค่อยจะดีนัก งานใหม่ที่เราหวังว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นนั้นมันจะมีอยู่จริงรึเปล่า? เปลี่ยนที่ทำงานก็เท่ากับเปลี่ยนสังคม คุณพร้อมจะเปิดรับสังคมใหม่นั้นแล้วหรือยัง? ยาวไปถึงความน่าเชื่อถือในโปรไฟล์ของตัวคุณเอง การที่คุณเปลี่ยนงานบ่อยเกินไปก็อาจทำให้ผู้ประกอบการคิดได้ว่า คุณไม่มีความมั่นคงและไม่มีแรงจูงใจในการทำงานก็เป็นได้ ซึ่งจะกลายมาเป็นสาเหตุที่เขาไม่รับคุณเข้าทำงาน ฉะนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนงานในครั้งนี้ คงจะดีกว่าถ้าคุณได้พิจารณาถึง “แรงจูงใจในการเปลี่ยนงาน” ประกอบกับพิจารณาว่า แล้วสิ่งต่างๆ ที่คุณต้องการนั้นงานใหม่หรือที่ทำงานใหม่ “ให้คุณได้รึเปล่า?” และนี่ก็คือ ที่เรานำมาฝากกันค่ะ

  1. งานใหม่เป็นงานที่ชอบจริงหรือเปล่า? ก็เหมือนกับเวลาที่คุณหันมาตั้งคำถามกับงานปัจจุบันนั่นแหละ ว่าจริงๆ แล้วคุณรักที่จะทำมันหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ แล้วงานที่คุณจะไปทำมันตอบโจทย์ในข้อนี้ไหม หรือใครที่มองหาความท้าทาย อยากได้โจทย์ยากๆ อยากใช้ศักยภาพให้เต็มที่ ที่ทำงานใหม่ของคุณสามารถให้คุณได้หรือไม่
  2. ผลตอบแทนที่ได้ “คุ้มค่า” ไหม? ถ้าหากว่าเหตุผลในการเปลี่ยนงานของคุณคือ รายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ในการเปลี่ยนงานก็นับเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ซึ่งคุณก็ต้องไปพิจารณาดูว่ารายได้จากงานใหม่ที่จะได้นั้นมันเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวหรือไม่ เพื่อให้มันตรงกับสิ่งที่คุณคาดหวังเอาไว้ นอกจากนี้ ผลตอบแทนที่ว่ายังหมายความรวมไปถึง โอกาสการเติบโต ความก้าวหน้าในสายอาชีพ และเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญในการใช้ชีวิตด้วยนะคะ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เปลี่ยนงานเพราะปัญหารายได้ ก็จงอย่าลืมว่าถึงอย่างไรงานที่หนักขึ้น ท้าทายขึ้น ก็ควรตามมาซึ่งค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลเช่นกัน
  3. พร้อมเปิดรับสังคมใหม่แล้วหรือยัง? แม้เราจะรู้สึกเบื่อเพื่อนร่วมงานที่ชอบเอาหน้า เบื่อเจ้านายที่ชอบคนประจบประแจงสักเพียงใด พอถึงเวลาที่จะต้องออกจาก Comfort Zone ไปเจอกับความเปลี่ยนแปลงและสิ่งใหม่ๆ หลายคนก็มักกลัวที่จะก้าวข้ามไป ถ้าคุณเลือกที่จะเปลี่ยนงานด้วยปัญหาสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศ เพื่อนร่วมงาน วัฒนธรรมองค์กร แล้วล่ะก็ อย่าลืมเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจเอาไว้ด้วย เพราะที่สุดแล้วก็ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่าสังคมใหม่ที่ว่านี้ มันจะดีหรือแย่กว่าเก่า จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราได้เจอมันจริงๆ ค่ะ
  4. สมดุลชีวิตจะดีขึ้นหรือไม่? บางทีแค่เหตุผล (ที่ดู) โง่ๆ อย่างการเปลี่ยนที่ทำงานให้ใกล้บ้านมากขึ้น ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่าเหตุผลมากมายมารวมกันซะอีก แน่นอนว่าถ้ามันจะช่วยให้ชีวิตของคุณมีสมดุลที่ดีขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยตื่นแต่เช้า ฝ่ารถติดเพื่อไปทำงาน ต้องเผชิญสภาวะสุขภาพที่ทรุดโทรม ทั้งเครียด ทั้งป่วย ถ้าเป็นแบบนี้ เงินมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้สุขภาพของคุณกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้ 100% หรอกค่ะ
  5. เป้าหมายของชีวิตของคุณคืออะไร? ข้อสุดท้ายนี้ คำตอบของคุณอาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องงานเลยก็ได้ แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรจะทบทวนกับตัวเอง เพราะคนเราทุกคนใช้เวลาทำงานอย่างน้อยก็ 1 ใน 3 ของวันเข้าไปแล้ว ถ้าเวลาที่เสียไปทั้งหมดนั้นมันไม่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ ชีวิตก็คงจะห่อเหี่ยวน่าดูเลย เพราะฉะนั้นแล้ว การมองหาคุณค่าจากการทำงานในทุกๆ วันนั่นแหละ ที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขอย่างแท้จริง

แต่แอดมินว่า บางครั้ง การลองรับงานพิเศษ งานเสริม ที่ใช้ทักษะความสามารถนอกเวลางานประจำอาจทำให้เรารู้ว่า เป้าหมายชีวิตที่เราต้องการคืออะไร นอกจากจะช่วยให้เรา หาทางปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นแล้ว คุณอาจจะได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่จะช่วยให้คุณได้ทั้งทักษะเพิ่ม สังคมเพิ่ม และงานเพิ่มด้วยค่ะ ลองประกาศรับงานกับ tasknjoy (ฟรี) ดูนะคะ ^^

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

7 ต้นตอแห่งความขี้เกียจ

  1. ไร้แรงจูงใจ แรงจูงใจคือเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง คนที่ไร้เป้าหมายในชีวิต ก็ไม่แปลกอะไรที่จะใช้ชีวิตทิ้งไปวันๆ หรือทำอะไรไปโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะได้รับ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะ “ทำไปทำไม” ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นนี่แหละที่จะทำให้เรารู้สึกขี้เกียจ ขี้เกียจเพราะไม่เจอเหตุผล หรือผลตอบแทนในสิ่งที่จะทำ
  2. ความอ่อนเพลียสะสม เป็นอาการของคนที่ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เมื่อมีวันหยุดทั้งทีก็มักจะอยากลมตัวลงนอน อาการขี้เกียจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่การแก้ปัญหาที่ดีมากว่าคือ คุณน่าจะลองบริหารจัดการเวลาและการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทำงานให้เสร็จในเวลางาน หมดเวลาทำงานแล้วก็พักผ่อนให้เต็มที่ น่าจะดีกว่าการหักโหมแล้วมาพักเอาในวันหยุดสุดสัปดาห์
  3. การโฟกัสหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน เคยได้ยินไหมคำที่ว่า “แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว” การใช้ความคิดไปกับอะไรหนักๆ จะทำให้เราสูญเสียพลังงานได้จริงๆ ค่ะ แล้วยิ่งถ้ามีเรื่องเครียดๆ ให้คิดหลายเรื่องไปอีก ก็อาจจะทำให้เราหมดพลังในการทำสิ่งต่างๆ ลงไปได้มาก ลองจัดลำดับความสำคัญ แล้วค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ให้จบไปทีละอย่างน่าจะช่วยได้ค่ะ
  4. ร่างกายที่ไม่แข็งแรง ลองสังเกตดูว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีความแอคีฟมากกว่าคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย เพราะการออกกำลังกายนั้น ทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดร์ฟิน ซึ่งจะช่วยให้อารมณ์ดี และกระตุ้นให้คุณรู้สึกตื่นตัว นอกจากนี้ในทางจิตวิทยานั้นการที่คุณพยายามบังคับให้ตัวเองไปออกกำลังกายเป้นประจำได้ก็เท่ากับว่าคุณเอาชนะความขี้เกียจไปได้สเต็ปนึงแล้วล่ะ
  5. อะไร ๆ ก็ “เดี๋ยวก่อน” เดี๋ยวค่อยทำ เดี๋ยวค่อยไป สารพัดเดี๋ยว นี่แหละคำที่ช่วยกระตุ้นตัวขี้เกียจและกำจัดความขยันแบบสุดๆ ถ้าคุณยังขืนสร้างข้ออ้างให้กับตัวเองได้ตลอดจนเคยชินไปเรื่อยๆ แบบนี้ต่อไป มีหวังไม่ได้ทำอะไรกันพอดี ดังนั้น ถ้าคิดจะทำอะไรแล้วก็ลงมือทำไปเลยค่ะ ไม่ต้อง “เดี๋ยว” ไม่ต้อง “จะ” ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้
  6. อยู่ท่ามกลางคนคิดลบ สภาพแวดล้อมเองก็มีส่วนสำคัญไม่ต่างจากปัจจัยภายในตัวเราค่ะ คนที่มีทัศนคติในแง่ลบกับทุกเรื่อง เราคิดจะทำอะไรก็เป็นต้องห้ามไปหมด หรือทำนายทายทักแต่ในสิ่งที่ไม่ดี บางครั้งก็อาจจะลดความมั่นใจของเราลงไปได้เหมือนกัน ทำให้เราไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรสักที นานเข้าๆ ก็กลายเป็นความขี้เกียจไปซะงั้น สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องเชื่อมั่นในตัวเอง และถ้าจะให้ดีก็เอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นเถอะค่ะ
  7. นอนดึก ตื่นสาย สาเหตุหลัก ๆ เลยที่จะทำให้ร่างกายของเราไม่ตื่นตัว เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ สมองจะประมวลผลได้ช้า ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แถมถ้าเราตื่นสาย พอตื่นมาปุ๊บก็ต้องเจอกับความวุ่นวายเลยเพราะต้องรีบลนเตรียมตัวไปทำงาน การที่ต้องเจอกับบรรยากาศรถติด แดดร้อน ตั้งแต่ตอนตื่นขึ้นมาทำให้รู้สึกไม่สดชื่น แถมเวลาที่เหลือในแต่ละวันก็จะน้อยลง ดูนาฬิกาแต่ละครั้งก็ตกใจว่าทำไมเวลามันผ่านไปไวจัง ความรู้สึกอยากทำสิ่งต่างๆ ก็จะลดลงไป เพราะเราคิดว่าอีกเดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว รู้แบบนี้ ก็หันมาตื่นเช้ากันดีกว่า

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com