5 ปัจจัยหนทางสู่ธุรกิจ จากอาชีพอิสระสู่เจ้าของกิจการ

คนที่ทำงานประจำกับอาชีพอิสระ หากเทียบกันแล้ว คนกลุ่มที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นเจ้าของกิจการได้มากกว่ากัน ดูเหมือนว่าคนที่ทำอาชีพอิสระจะมีโอกาสมากกว่าพอสมควร เนื่องจากปัจจัยอะไรไปดูกันกับ “5 ปัจจัยหนทางสู่ธุรกิจ จากอาชีพอิสระสู่เจ้าของกิจการ”

  • ปัจจัยด้านความสามารถ คนทำอาชีพอิสระเก่งหลายด้านคนทำงานประจำเก่งด้านเดียว การทำอาชีพอิสระจะต้องทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งการขาย การตลาด บัญชี เทคนิค ไอที บริการ โปรโมทธุรกิจ ด้วยตัวเองทั้งหมดต่างกับงานประจำที่บริษัทได้กำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไว้แล้ว คนทำงานประจำจึงมีโอกาสแค่ทำตามหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น ถึงแม้ว่าคนทำงานประจำจะมีความสามารถเฉพาะด้านที่สูงมากซึ่งเกิดจากการทำงาน ทุกวันแต่ในโลกของธุรกิจคนที่มีความสามารถที่หลากหลายจะได้เปรียบว่าเพราะ สามารถมองเห็นภาพรวมหลายๆอย่างของธุรกิจได้
  • ปัจจัยด้านเวลา มันคือ ต้นทุนอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ คนทำงานประจำส่วนมากจะเสียเวลาไปกับการทำงานวันละ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ยังไม่รวมเวลาเดินทางไปกลับที่ทำงานอีกวันละ 1-3 ชั่วโมง จึงทำให้คนทำอาชีพอิสระได้เปรียบมากในข้อนี้ ทั้งในเรื่องของการบริหารเวลา การควบคุมงานให้เสร็จตามกำหนด
  • ปัจจัยด้านความคิด เวลาคือสิ่งที่มีค่ามาก สำหรับคนที่ทำอาชีพอิสระจะรู้ดีว่า เวลาทำให้เค้ามีรายได้มากขึ้น ยิ่งมีเวลาว่างมากก็จะสามารถรับงานได้มากขึ้น และสามารถพัฒนาทักษะ,สินค้า,บริการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นคนกลุ่มนี้จึงไม่มีกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอน ไม่สนใจว่าเวลาไหนคือเวลาเลิกงาน เพราะเวลาทุกนาทีของเค้าคือการทำงาน ซึ่งในโลกของธุรกิจก็เหมือนกันคุณจะต้องเปลี่ยนความคิดในการทำงานใหม่ ทำงานให้หนักกว่างานประจำ ใช้ทุกนาทีให้มีค่าไม่ใช่แค่ทำงานให้ครบชั่วโมง หรือ รอเวลาเลิกงาน
  • ปัจจัยด้านเงิน การบริหารรายได้เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำอาชีพอิสระชำนาญ เพราะ การทำอาชีพอิสระคุณจะไม่มีรายได้ที่แน่นอน บางเดือนอาจไม่มีรายได้ ไม่มีเจ้านายคอยให้เงินเดือนคุณ การบริหารเงินเพื่อให้อยู่รอดในแต่ละเดือนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยประสบการณ์ทำอาชีพอิสระของผม ทำให้ผมได้เรียนรู้ในเรื่อง คุณค่าของเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยสนใจตอนทำงานประจำ เพราะไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่บริหารรายได้ให้พอใช้จ่ายใน 1 เดือน แล้วรอเงินเดือนออก แต่การไม่มีเงินเดือนทำให้ผมรู้จักการบริหารรายได้ล่วงหน้าเป็นปีๆ และการบริหารรายได้เพื่อการลงทุน เพราะการมีรายได้ทางเดียวเป็นสิ่งที่อันตราย
  • ปัจจัยด้าน Connection การทำอาชีพอิสระจะทำให้คุณมีโอกาสรู้จักคนหลากหลาย ยิ่งถ้างานคุณดี คนจะบอกต่อกันแบบปากต่อปาก มีชื่อเสียง ลูกค้ามีโอกาสเข้าหาคุณก่อน เช่น การลงประกาศ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างฐานลูกค้าให้กับธุรกิจคุณ และถ้าคุณมีผลงานในสายงานที่ตรงกับธุรกิจของคุณจะให้คุณมีความน่าเชื่อถือ มากขึ้นไปอีกซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก ที่คนทำงานประจำบางคนอาจจะต้องเริ่มต้นจาก 0 ในด้าน Connection & Credit

ถึงแม้การทำงานประจำจะเสียเปรียบการทำอาชีพอิสระในหลายๆเรื่อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การทำงานประจำจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่คุณอาจจะต้องเริ่มต้นช้าไปบ้าง คุณจึงควรทำความเข้าใจกับปัจจัย 5 อย่างที่ผมกล่าวไว้ แล้วหาวิธีแก้ไขปัจจัยในด้านต่างๆ ที่เป็นข้อเสียเปรียบของคุณให้หมด จะช่วยให้คุณไปสู่หนทางการเป็นเจ้าของกิจการได้เร็วขึ้น

วันนี้ลองถามตัวเองว่า “คุณมีปัจจัยที่สนับสนุนการเป็นเจ้าของกิจการครบหรือยัง? ถ้าครบแล้วคุณมีแผนต่อยอดธุรกิจของคุณหรือยัง?”

ที่มา: PromoteThaiBiz
เรียบเรียงโดย: tasknjoy

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

จ้าง ผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistant) ด้วย tasknjoy

หลายคนถามว่า งาน Office & Admin ของ tasknjoy คืออะไร แล้วจะสามาถใช้ tasknjoy ได้อย่างไร จริงๆแล้ว ปัจจุบันนนี้ งานธุรการ (Office admin) ก็สามารถทำเป็นงานฟรีแลนซ์ได้นะจ๊ะ โดยต่างประเทศเค้าเรียกกันว่า “Virtual Assistant” คนไทยเรามาแปลกันตรง ๆ ว่า “ผู้ช่วยเสมือน” นั่นเองค่ะ

งานผู้ช่วยเสมือน หรือ Virtual Assistant หมายถึง การให้บริการงานธุรการทั่วไป, งานด้านเทคนิค หรือแม้กระทั่งงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ แบบมืออาชีพ ให้แก่ลูกค้า ซึ่งผู้ช่วยเสมือนนี้จะทำงานนอกสถานที่ ไม่ต้องประจำอยู่ที่ออฟฟิศใดออฟฟิศหนึ่ง ไม่ต้องตอกบัตร เรียกได้ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานนี้ได้ ตรงกับคอนเซฟของ tasknjoy เลยล่ะ

แต่ไม่ได้หมายความว่า ลูกค้ากับผู้ช่วยเสมือนจะไม่เจอกันเลยนะคะ เพราะหน้าที่ของผู้ช่วยเสมือนของแต่ละองค์กรก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น บางครั้งอาจมีหน้าที่ที่ต้องไปต้อนรับลูกค้าของบริษัท หรือไปเป็นล่าม (ถ้าภาษาดีก็กำไรไปอี๊กกก) ดังนั้นตัวงานอาจจะหลากหลาย ซึ่งนายจ้าง/ผู้ว่าจ้างควรจะลิสหน้าที่ให้ชัดเจน ว่าต้องการให้ทำอะไรบ้าง เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีปัญหาระหว่างการจ้างนะคะ

ข้อดีของการจ้างผู้ช่วยเสมือน คือ ผู้ช่วยเสมือน ทำหน้าที่เหมือนเลขาส่วนตัวที่คุณสามารถมอบหมายงานให้ดำเนินการได้ ผู้ช่วยเสมือนช่วยลดภาระงานของนายจ้าง การจ้างผู้ช่วยเสมือนผ่าน tasknjoy ไม่มีข้อผูกมัดและไม่จำเป็นต้องมีภาระผูกพันธ์เหมือนการจ้างพนักงานประจำ และที่สำคัญหากคุณเป็นคนที่มีภาระมากมาย จนจัดการไม่หวาดไหว คุณสามารถจ้างผู้ช่วยเสมือนได้พร้อมกันหลายคนเพื่อให้ทำหน้าที่ที่แตกต่างกันโดยค่าใช้จ่ายเทียบเท่ากับคุณจ้างพนักงานประจำเพียงคนเดียว  ซึ่งการทำแบบนี้ จะทำให้คุณได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

เช่น คุณอาจจ้างผู้ช่วยเสมือนคนแรกในการบริหารจัดการอีเมล์และดูแลเรื่องการประชุมต่าง ๆ ของคุณ จ้างผู้ช่วยเสมือนคนที่สองในการดูแลบิลค่าใช้จ่ายและชำระภาษีให้กับองค์กร จ้างผู้ช่วยเสมือนคนที่สามเพื่อดูแลเรื่อง Time Attendant และการชำระเงินเดือนออกเอกสารต่าง ๆ ให้กับบริษัทคุณ ซึ่งค่าจ้างของทั้ง 3 คนนี้  เทียบเท่ากับการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานประจำหนึ่งคนซึ่งสามารถทำงานได้เพียง 1 อย่าง

ตัวอย่างงานที่คุณสามารถว่าจ้างผู้ช่วยเสมือน

  • งานจัดเก็บเอกสาร เช่น ใบเสร็จ, ใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ได้รับชำระ หรือเอกสารอื่น ๆ ที่คุณไม่อยากเสียเวลาทำ
  • งานค้นหาข้อมูลออนไลน์
  • จัดตารางนัดหมาย
  • ดูแล Social Network ให้กับงานของท่าน
  • งานป้อนข้อมูลต่าง ๆ เช่น คีย์ข้อมูลจากนามบัตรใส่ออนไลน์ หรือการ Update ข้อมูลต่างๆในฐานข้อมูล เป็นต้น
  • ทำสไลด์นำเสนอจากข้อมูลแหล่งต่าง ๆ เช่น ไฟล์เอกสาร หรือไฟล์รูปภาพ
  • งานตัดต่อรูปเล็กๆน้อย ๆ เพื่อใช้ในเอกสารนำเสนอหรือใส่ในสื่อ Social Network หรือ Blog ของท่าน
  • เก็บข้อมูลเพื่อใช้สำหรับทำ Marketing ให้กับสินค้าของท่าน
  • งานเขียนจดหมายข่าวต่าง ๆ
  • ช่วยบริหารอีเมล์ใน Inbox กลางของบริษัท
  • งานสังคมต่าง ๆ เช่น เขียนการ์ดขอบคุณ หรือส่งของขวัญของชำร่วยตามเทศกาลต่าง ๆ
  • หาและเปรียบเทียบราคาที่พักสำหรับการเดินทาง
  • Update เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่าน
  • ฯลฯ

ข้อดีของการใช้บริการผู้ช่วยเสมือน

  • คุณสามารถหาผู้ช่วยเสมือนที่มีความสามารถตรงความต้องการของคุณได้ไม่ยาก
  • ไม่มีข้อผูกมัดเหมือนการจ้างเป็นพนักงานประจำ
  • ลดภาระงานของท่านในงานที่ท่านคิดว่าไมสำคัญ
  • ลดค่าใช้จ่าย
  • เวลาการทำงานของผู้ช่วยเสมือนยืดหยุ่นตามที่ตกลง

การใช้บริการผู้ช่วยเสมือนที่ดี จะทำให้นายจ้างสามารถใช้เวลาที่มีมากขึ้นในการเน้นไปที่ธุรกิจที่เป็นหัวใจหลักของธุรกิจหรือแม้กระทั่งท่านสามารถนำเวลาที่ได้เพื่อพักผ่อน หรือใช้เวลาว่างกับครอบครัวได้มากขึ้น ในขณะที่งานก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

6 เทคนิคจำเป็น อาชีพฟรีแลนซ์ รุ่งและมั่นคง

ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพยอดฮิตของคนยุคนี้เพราะมีอิสระ เป็นเจ้านายตัวเอง อยู่ที่ไหนก็หาเงินได้ เพียงแค่มีฝีมือ และมีวินัยในตัวเอง รับผิดชอบงาน ส่งให้ตรงเวลา อย่างไรก็ตาม การเป็นฟรีแลนซ์ไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นหนึ่งในอาชีพที่ต้องเคร่งครัดเรื่องระเบียบวินัยการใช้เงินเป็นอย่างมาก  หากไม่บริหารจัดการให้ดี ชีวิตการเป็นฟรีแลนซ์อาจสะดุด วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาแนะนำเพื่อให้อาชีพฟรีแลนซ์ของเรามั่นคงและประสบความสำเร็จ 

1.คำนวณยอดเงินที่ต้องใช้รายเดือนให้ชัดเจน

ก่อนตัดสินใจมาเป็นฟรีแลนซ์ควรจะเริ่มต้นสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองเสียก่อน โดยการจำบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย ประจำเดือนของเราสัก 1-2 เดือนก่อน เพราะการเริ่มต้นเป็นฟรีแลนซ์จะมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ แต่รายจ่ายในแต่ละเดือนเป็นสิ่งที่มีแน่นอน เช่น ค่าเช่าบ้านหรือผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเบี้ยประกัน เป็นต้น และวางแผนว่า เราจะต้องลดค่าใช้จ่ายส่วนไหน ( ค่าใช้จ่ายผันแปร เป็นค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมแต่ละคน สามารถเพิ่ม/ลดได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ รวมถึงค่าอุปกรณ์ ค่าอบรมเกี่ยวกับการทำงาน) และเราจะต้องหารายได้เดือนละเท่าไหร่

แนะนำ! ให้แบ่งเงินต่างๆ เป็นส่วน โดยแต่ละส่วนมีเป้าหมายแตกต่างกัน เมื่อถึงคราวต้องใช้เพื่อเป้าหมายนั่นจริงๆ ก็จะช่วยป้องกัน ไม่ให้การใช้จ่ายไปเบียดเบียนเงินที่เก็บสำรองไว้ทำอย่างอื่นได้จ้า เช่น

  1. ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50% ของรายได้: ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำไฟ ค่ามือถือ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน ในส่วนนี้สามารถลดเพิ่มปริมาณได้ แต่ถ้าจะให้ดี ประหยัดได้ก็ควรประหยัดนะ (ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ควรอยู่ที่ 30% และไม่ควรเกิน 50% ของรายได้นะจ๊ะ)
  2. เงินออมเพื่อใช้จ่ายระยะยาว 10% ของรายได้:เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เพื่อการเกษียณ (เงินออม ควรเป็นเงินสด ที่สามารถถอนใช้ได้ทันทีและควรมี 3-6 เท่าของเงินเดือน หมายความว่า หากเราบังเอิญไม่มีรายได้เข้ามา เราก็ยังสามารถใช้ชีวิตปกติต่อไปได้ระหว่างหางานต่อไปได้อีก 6 เดือนนั่นเอง)
  3. เงินเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง 10% ของรายได้: สำหรับ freelance แล้ว การพัฒนาตนเอง ถือว่าสำคัญมาก เพราะยิ่งคุณเก่งขึ้น คุณก็ยิ่งได้งานมากขึ้น เงินก็มากขึ้นด้วยนั่นเอง
  4.  เงินเพื่อการพักผ่อน 10%ของรายได้:  ใช้ท่องเที่ยว ใช้ช้อปปิ้ง หรือใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว แต่อย่าเผลอใช้เงินเกินตัวนะจ๊ะ เหลือก็ออมหรือนำไปลงทุนก็ย่อมได้
  5. เงินเพื่อการลงทุน 20% ของรายได้: อาชีพฟรีแลนซ์อาจมีความไม่แน่นอน ทางที่ดีควรสร้างรายได้เพิ่มเติมด้วยการลงทุน ซึ่งการลงทุนมีหลายรูปแบบ เช่นการปล่อยเช่าคอนโด, การซื้อกองทุน รวมอสังหาริมทรัพย์ หุ้นปันผล หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น

2. กำหนดวันส่งงานและวันรับเงินค่าจ้างที่แน่นอน

ปัญหาการจ่ายค่าจ้างช้านับว่าเป็นปัญหาหลักของเหล่าฟรีแลนซ์ใจดีที่ยังไม่มีอำนาจต่อรองกับผู้ว่าจ้าง และเป็นปัญหาที่ทำให้ฟรีแลนซ์หลายๆคนทำงานฟรีกินมาม่าไวไวกันเป็นเดือนๆเลยทีเดียว วิธีแก้ไขก็ง่ายๆ นอกจากคุณต้องส่งงานให้ตรงเวลาแล้ว ฟรีแลนซ์จะต้องทำการระบุวันชำระเงินที่แน่นอนในสัญญาจ้างด้วย เลือกใช้ tasknjoy (ทาคส์เอนจอย) เว็บฟรีแลนซ์มืออาชีพ ที่จะช่วยให้คุณได้ค่าจ้างตรงเวลา และได้ค่าจ้างอย่างแน่นอน 100%

ได้เงินแล้วอย่าลืมออมเงินกันด้วยนะ อย่ามัวใช้เพลินจนเงินหมดล่ะ เผื่อเดือนไหนได้น้อยจะได้แบ่งสัดส่วนเผื่อไว้ใช้ในเดือนถัดๆ ไป

3. ทำประกันสุขภาพ

อาชีพฟรีแลนซ์ นอกจากไม่มีนายจ้างแล้ว ก็ยังไม่มีสวัสดิการในเรื่องของการประกันสุขภาพแบบกลุ่ม เมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็จะต้องดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายเอง การทำประกันสุขภาพไว้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้มนุษย์ฟรีแลนซ์สามารถบริหารเงินได้ดีขึ้น เนื่องจากการทำประกันสุขภาพจะทำให้เราทราบค่าใช้จ่ายล่วงหน้าที่เราต้องจ่ายและคุ้มครองสุขภาพของเราไปทั้งปี จะทำให้เราบริหารเงินได้ดีกว่าหากเกิดกรณีเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุต้องรักษาตัวและต้องใช้เงินก้อนใหญ่ซึ่งอาจทำให้เรามีปัญหาติดขัดได้นอกจากนั้น เป็น Freelance ไม่มีนายจ้าง ก็สามารถรับสวัสดิการคุ้มครองจากภาครัฐได้ด้วยการสมัครประกันสังคมมาตรา 40 เพียงแค่มีบัตรประชาชนเองนะจ๊ะ

4. วางแผนภาษี

เป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเช่นเดียวกับมนุษย์เงินเดือน เพียงแต่การยื่นแบบฟอร์มอาจต่างประเภทกันค่ะ ถึงแม้ว่าภาษีเป็นเรื่องวุ่นวายที่เข้าใจยาก แต่จริง ๆ แล้วภาษีเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากสำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์ เพราะเราสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อยได้ ซึ่งหากเราวางแผนจัดการกับภาษีเงินได้ของเราให้ดี เราก็จะไม่ต้องเสียภาษีมากกว่าที่จำเป็นและสามารถประหยัดเงินของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

5. ลงทุน ลงทุน ลงทุน

เป็นฟรีแลนซ์ควรสนใจเรื่องการลงทุน เพราะการเอาแบ่งรายได้ส่วนนึงมาลงทุนจะเป็นการช่วยเพิ่มความคล่องทางการเงิน ช่วยให้เก็บออมเงินได้เร็วมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วยโดยการลงทุนนั้น สามารถเลือกได้ตามความชอบ ตามไลฟ์สไตล์ เช่น ถ้าคุณไม่ใช่คนชอบเสี่ยง ก็อาจจะเลือกลงทุนในประเภทกองทุนรวมเป็นหลัก แต่ถ้าชำนาญมากขึ้นแล้ว อาจจะเล่นกองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูงมากขึ้น รวมไปถึงการซื้อหุ้น การซื้อทองคำ เพื่อให้เงินทำงานไปพร้อมๆ กับที่คุณทำงาน

6. หาลูกค้าระยะยาว

Long-term Client หรือลูกค้าระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของอาชีพฟรีแลนซ์ เพราะลูกค้าระยะยาวจะเป็นแหล่งรายได้หลักของคุณนั่นเอง ในยุคปัจจุบันองค์กร/ผู้ว่าจ้างก็นิยมจ้างพนักงานในรูปแบบฟรีแลนซ์หรือเอ้าซอร์สมากขึ้น ซึ่งถ้าใครที่ต้องการยึดอาชีพฟรีแลนซ์เป็นหลักแล้วล่ะก็ ควรจะศึกษาแหล่งงานฟรีแลนซ์ที่จะสามารถได้รับงานในระยะยาว ที่น่าเชื่อถือ อย่างเช่น tasknjoy ที่เป็นแหล่งรวมงานฟรีแลนซ์ มีระบบการันตีการจ้างงาน สัญญา ที่สำคัญมี Feedback และทำการตลาดให้กับฟรีแลนซ์อย่างเรา เพื่อให้เราได้รับงานจากลูกค้าระยะยาวของเราและยังได้รับงานใหม่ๆต่อไปด้วย

หากอยากจะเป็นฟรีแลนซ์ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง แถมชีวิตยังดีไม่แพ้กับมนุษย์เงินเดือนคนไหนๆ ก็สามารถทำได้ หากคุณมีวินัยในการทำงานและทางการเงิน และอุดช่องว่างในการหางานด้วยการใช้แพลทฟอร์มใฟม่ๆสำหรับฟรีแลนซ์ แบบนี้ ชีวิตดีๆ ทั้งก่อนเกษียณ และหลังเกษียณก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com