ใครบ้าง…ที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์

บุคคลธรรมดาคนเดียว หรือหลายคน (ห้างหุ้นส่วนสามัญ) หรือนิติบุคคล รวมทั้งนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ต่างประเทศที่มาตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย ซึ่งประกอบกิจการ อันเป็นพาณิชยกิจตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 เป็นผู้ที่มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์

กิจการที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ยกตัวอย่าง เช่น

1. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าไม่ว่าอย่างใดๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่าง คิดรวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งขายได้เป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป หรือ มีสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อขายมีค่ารวมทั้งสิ้นเป็นเงินตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป

2. ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึกวีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดิทัศน์ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง

3. การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเตอร์เน็ต

4. การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ

5. การให้บริการเครื่องเล่นเกมส์

6. การให้บริการตู้เพลง

7. ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต บริการอินเตอร์เน็ต ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

8. นายหน้าหรือตัวแทนค้าต่างซึ่งทำการเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม และสินค้านั้นมีค่ารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป

9. ผู้ประกอบกิจการหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรมไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม และขายสินค้าที่ผลิตได้ คิดราคารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปหรือในวันหนึ่งวันใดมีสินค้าที่ผลิตได้มีราคารวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป

กิจการที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์

1. การค้าเร่ การค้าแผงลอย

2. กิจการเพื่อการบำรุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล กิจการของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น กิจการของกระทรวง ทบวง กรม กิจการของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์

3. กิจการซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญ จดทะเบียนที่เป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหุ้นส่วนและบริษัท และได้ยื่นแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนบริษัทไว้แล้วต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท

ยกเว้นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนที่ประกอบกิจการต่อไปนี้ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย เช่น

(1) ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดีหรือแผ่นวีดิทัศน์ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง

(2) การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเตอร์เน็ต

(3) การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ

(4) การให้บริการเครื่องเล่นเกมส์

(5) การให้บริการตู้เพลง

(6) ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระเบบเครื่องข่ายอินเตอร์เน็ต บริการอินเตอร์เน็ต ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ต

การยื่นจดทะเบียนพาณิชย์ตั้งใหม่ นอกจากคำขอจดทะเบียน (แบบ ทพ.)แล้ว ยังต้องมีหลักฐานประกอบคำขอ ดังนี้

สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ประกอบพาณิชยกิจ หรือหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบดำเนินกิจการในประเทศไทย (กรณีเป็นนิติบุคคลต่างประเทศ) ซึ่งรับรองความถูกต้องโดยเจ้าของบัตรประจำตัว

สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประกอบพาณิชยกิจ

หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ประกอบพาณิชยกิจพร้อมสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของอาคารสถานที่ หรือสำเนาสัญญาเช่า

หนังสือมอบอำนาจ (ถ้ามี)

อนึ่ง ในกรณีประกอบกิจการขาย หรือให้เช่า แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดิทัศน์ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง ต้องแจ้งข้อมูลและส่งเอกสารประกอบเพิ่มเติม ดังนี้

1. แผนที่แสดงสถานที่ซึ่งใช้ประกอบกิจการเป็นปกติ

2. สำเนาหนังสืออนุญาต หรือ หนังสือรับรองให้เป็นผู้จำหน่ายหรือให้เช่าสินค้าดังกล่าวจากเจ้าของลิขสิทธิ์ของสินค้าที่ขายหรือให้เช่า หรือ สำเนาใบเสร็จรับเงินตามประมวลรัษฎากร หรือหลักฐานการซื้อขายจากต่างประเทศ

สถานที่จดทะเบียน

1. กรุงเทพมหานคร ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ กรุงเทพมหานคร เว้นแต่ กิจการที่รัฐมนตรีกำหนดเป็นการเฉพาะ ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง หรือสำนักงานบริการจดทะเบียนธุรกิจ 1-7

2. ต่างจังหวัด ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเมืองพัทยา แล้วแต่กรณี เว้นแต่ กิจการที่รัฐมนตรีกำหนดเป็นการเฉพาะ ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดที่สำนักงานตั้งอยู่

3. กรณีประกอบกิจการที่มีการพาณิชยกิจที่รัฐมนตรีกำหนดเป็นการเฉพาะรวมอยู่ด้วย ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนทั้งหมดได้ที่สำนักงานทะเบียนพาณิชย์กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดแล้วแต่กรณีเพียงแห่งเดียว

กิจการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นการเฉพาะ ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น

  • ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดิทัศน์ระบบดิจิทัล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง
  • ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต บริการอินเตอร์เน็ตให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
  • การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเตอร์เน็ต
  • การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ
  • การให้บริการเครื่องเล่นเกมส์
  • การให้บริการตู้เพลง

การจดทะเบียนพาณิชย์ตั้งใหม่ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ โดยเสียค่าธรรมเนียม 50 บาท ค่าคัดสำเนาและรับรองสำเนาเอกสาร ฉบับละ 30 บาท และหากใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายต้องยื่นขอใบแทนภายใน 30 วัน นับแต่วันสูญหาย

กำหนดระยะเวลาการจดทะเบียนพาณิชย์

  1. จดทะเบียนพาณิชย์ตั้งใหม่ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ
  2. การเปลี่ยนแปลงรายการที่จดทะเบียนไว้ตาม ( 1) ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
  3. เลิกประกอบกิจการ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่เลิกประกอบกิจการ
  4. ใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายต้องยื่นขอใบแทนภายใน 30 วันนับแต่วันสูญหาย

หน้าที่ของผู้ประกอบกิจการ

  1. ต้องขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น
  2. ต้องแสดงใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย
  3. ต้องจัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการไว้หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขาโดยเปิดเผย ภายในเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนพาณิชย์ ป้ายชื่อให้เขียนเป็นอักษรไทย อ่านง่ายและชัดเจน จะมีอักษรต่างประเทศในป้ายชื่อด้วยก็ได้ และจะต้องตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ หากเป็นสำนักงานสาขาจะต้องมีคำว่า ” สาขา” ไว้ด้วย
  4. ต้องไปให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายการจดทะเบียนตามคำสั่งของนายทะเบียน
  5. ต้องอำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเข้าทำการตรวจสอบในสำนักงานของผู้ประกอบกิจการ

บทกำหนดโทษ

  1. ประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียน แสดงรายการเท็จ ไม่ยอมให้ถ้อยคำ ไม่ยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในสำนักงาน มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทกรณีไม่จดทะเบียนอันเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
  2. ใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายไม่ยื่นคำร้องขอใบรับแทน หรือไม่แสดงใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ที่สำนักงานที่เห็นได้ง่าย ไม่จัดทำป้ายชื่อ มีความผิดปรับไม่เกิน 200 บาท และถ้าเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
  3. ทำการฉ้อโกงประชาชน ปนสินค้าโดยเจตนาทุจริต ปลอมสินค้า หรือทำการทุจริตอื่นใดอย่างร้ายแรงในการประกอบกิจการ จะถูกถอนใบทะเบียนพาณิชย์ เมื่อถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์แล้วจะประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะสั่งให้รับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่
  4. ทำการฉ้อโกงประชาชน ปนสินค้าโดยเจตนาทุจริต ปลอมสินค้า หรือทำการทุจริตอื่นใดอย่างร้ายแรงในการประกอบกิจการ จะถูกถอนใบทะเบียนพาณิชย์ เมื่อถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์แล้วจะประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะสั่งให้รับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

วิธีตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าด้วยตนเอง

กรมทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดทำระบบตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าด้วยตนเองเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมาย ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ โดยมีวิธีและขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้

จากหน้าเว็บระบบเครื่องหมายการค้ากรมทรัพย์สินทางปัญญา >> คลิกตรวจสอบ >> คลิกตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมาย (มีค่าธรรมเนียม) โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอเริ่มต้นตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมาย

วิธีการใช้งานโปรแกรม

การค้นหาข้อมูล

ระบุเงื่อนไขการค้นหา

คลิกปุ่ม เพื่อเริ่มการค้นหาข้อมูล โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอค้นหาข้อมูล

ทำการป้อนเงื่อนไขการค้นหา ดังนี้

ป้อนคำของเครื่องหมายที่ต้องการค้นหา

เลขที่เครื่องหมาย ป้อนตั้งแต่เลขที่ ถึงเลขที่

ชื่อเจ้าของ ป้อนชื่อเจ้าของ

เครื่องหมายการค้า

  • ป้อนอักษรแรก เสียงท้าย เสียงท้ายอื่น หรือคลิกปุ่ม  เพื่อเลือกข้อมูลจากตาราง กรณีต้องการยกเลิก ข้อมูลที่ป้อน ให้คลิกปุ่ม 
  • คลิกที่ช่องว่างเงื่อนไข โปรแกรมจะแสดงรายการให้เลือก หรือคลิก  เพื่อเลือกข้อมูล และป้อนคำเหมือนคล้าย
  • คลิกที่ช่องว่างเงื่อนไข โปรแกรมจะแสดงรายการให้เลือก หรือคลิก เพื่อเลือกข้อมูล และป้อนคำเสียงคำพ้องแต่ละพยางค์

เครื่องหมายรูป

  • คลิกปุ่ม เพื่อค้นหารหัสภาพตาม Vienna Code
  • คลิกปุ่มเพื่อเคลียร์ข้อมูลการค้นหารหัสภาพ Vienna Code

จำพวกสินค้า

  • คลิกปุ่ม เพื่อค้นหารหัสจำพวก/กลุ่มจำพวก
  • คลิกปุ่ม เพื่อเคลียร์ข้อมูลการค้นหารหัสจำพวก/กลุ่มจำพวก
  • คลิกปุ่ม เพื่อ reset เป็นค่าเริ่มต้น
  • คลิกปุ่ม เพื่อแสดงตามปกติ โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอข้อมูลแสดงตามปกติ

คลิกเลือกรายการที่ต้องการแสดงรายละเอียด โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอแสดงรายละเอียด

คลิกปุ่ม   เพื่อกลับสู่หน้าจอก่อนหน้า

คลิกปุ่ม  เพื่อพิมพ์รายงาน โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอตัวอย่างรายงาน

คลิกปุ่ม เพื่อแสดงตามรูปภาพ โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอข้อมูลแสดงตามรูปภาพ

คลิกเลือกรายการที่ต้องการแสดงรายละเอียด โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอแสดงรายละเอียด

คลิกปุ่ม  เพื่อกลับสู่หน้าจอก่อนหน้า

คลิกปุ่ม  เพื่อพิมพ์รายงาน โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอตัวอย่างรายงาน

หมายเหตุ  กรณีกดพิมพ์ครั้งแรก ให้เลือกดังรูป เพื่อให้สามารถพิมพ์รายงานได้

คลิกปุ่ม เพื่อหยุดการใช้งานการค้นหา โปรแกรมจะแสดงกล่องข้อความดังรูป

คลิกปุ่ม  เพื่อตกลงสิ้นสุดการตรวจสอบความเหมือนคล้าย

การพิมพ์ใบชำระเงิน

คลิกปุ่ม  เพื่อพิมพ์ใบชำระเงิน โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอเริ่มต้นพิมพ์ใบชำระเงิน

ทำการป้อนรายละเอียด ดังนี้

  • ป้อนจำนวนชั่วโมง (ชั่วโมงละ 100 บาท) โปรแกรมจะแสดงจำนวนเงินโดยอัตโนมัติ
  • ป้อนชื่อที่จะออกในใบเสร็จ

คลิกปุ่ม เพื่อทำการยกเลิกข้อมูล

คลิกปุ่ม เพื่อกลับสู่หน้าจอค้นหา

คลิกปุ่ม เพื่อพิมพ์ใบชำระเงิน โปรแกรมจะแสดงหน้าจอดังรูป

หน้าจอตัวอย่างรายงาน

การออกจากโปรแกรม

คลิกปุ่ม    เพื่อออกจากโปรแกรม

ข้อมูลจาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

การพิจารณารับจดทะเบียน

เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้

  1. เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7
  2. เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และ
  3. ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 สามารถดาวน์โหลดได้ทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

การยื่นคำขอจดทะเบียน

1. ในกรณีคำขอจดทะเบียนมีข้อบกพร่องหรือเอกสารประกอบคำขอไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่รับคำขอจะแจ้งให้ผู้ขอจดทะเบียนแก้ไขให้ถูกต้องหรือยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมในทันที หากผู้ขอไม่สามารถดำเนินการแก้ไขหรือยื่นเอกสารหลักฐานได้ในทันที เจ้าหน้าที่จะทำบันทึกข้อบกพร่องหรือรายการเอกสารหลักฐานที่ต้องยื่นเพิ่มเติม พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาให้ผู้ขอดำเนินการแก้ไขหรือยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ยื่นคำขอ และให้มีการลงนามเจ้าหน้าที่รับคำขอและผู้ขอจดทะเบียนในบันทึกนั้น โดยเจ้าหน้าที่จะมอบสำเนาบันทึกดังกล่าวให้แก่ผู้ขอเพื่อเป็นหลักฐาน

หากผู้ยื่นคำขอไม่ดำเนินการส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอละทิ้งคำขอ โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการคืนคำขอให้แก่ผู้ยื่นคำขอพร้อมทั้งแจ้งเหตุแห่งการคืนคำขอและสิทธิในการอุทธรณ์ให้ทราบด้วย

2. เมื่อผู้ยื่นคำขอได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมใดๆ ให้แก่กรมทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้ว จะขอคืนค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ เว้นแต่ (1) มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้คืนค่าธรรมเนียม หรือ (2) ชำระค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนหรือชำระเกิน ซึ่งการชำระดังกล่าว เกิดเนื่องจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมิใช่ความผิดของผู้ชำระซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะได้พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

3. ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนยื่นคำขอจดทะเบียนผ่านทางอินเตอร์เน็ต ผู้ขอจะต้องปฏิบัติตาม ประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายและคำร้องหรือคำขออื่น ๆ

4. กรณีการยื่นคำขอมีการตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจ

4.1) ได้กระทำในต่างประเทศ หนังสือตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจต้องมีคำรับรองลายมือชื่อผู้ลงนามโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทย หรือสถานกงสุลไทย หรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ซึ่งประจำอยู่ ณ ประเทศที่ผู้ตั้งตัวแทนหรือผู้มอบอำนาจมีถิ่นที่อยู่ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนบุคคลดังกล่าว หรือมีคำรับรองของบุคคลซึ่งกฎหมายของประเทศนั้น ให้มีอำนาจรับรองลายมือชื่อ หรือ

4.2) ได้กระทำในประเทศไทยโดยผู้ตั้งตัวแทนหรือผู้มอบอำนาจมิได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ต้องส่งสำเนาหนังสือเดินทาง หรือสำเนาหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ชั่วคราว หรือหลักฐานอื่นที่แสดงให้นายทะเบียนเห็นว่าในขณะตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจ ผู้มอบอำนาจได้เข้ามาในประเทศไทยจริง

5. กรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนผู้รับมอบอำนาจไม่ได้เป็นผู้ยื่นคำขอด้วยตนเอง โดยมอบหมายให้บุคคลอื่นเป็นผู้ยื่นคำขอแทน ควรมีหนังสือมอบอำนาจช่วงหรือหนังสือมอบอำนาจเฉพาะการให้บุคคลนั้น มีอำนาจยื่นคำขอและลงนามในบันทึกความบกพร่องแทนเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนได้พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้รับมอบอำนาจ และติดอากรแสตมป์ เพาะหากคำขอไม่ถูกต้องหรือเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วน และบุคคลผู้ยื่นคำขอไม่มีอำนาจลงนามในบันทึกดังกล่าว เจ้าหน้าที่ไม่อาจรับคำขอของท่านไว้ได้

6. การยื่นเอกสารประกอบคำขอ

6.1) กรณีที่ผู้ยื่นคำขอต้องนำเอกสารหรือหลักฐานหลายรายการมายื่นเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามบันทึกความบกพร่อง ให้ผู้ยื่นคำขอนำเอกสารหรือหลักฐานทั้งหมดมายื่นในคราวเดียวกัน

6.2) กรณีที่จะต้องส่งสำเนาเอกสารหลักฐาน ให้ผู้ยื่นคำขอรับรองความถูกต้องของสำเนาเอกสารหลักฐานนั้นด้วย

6.3) กรณีที่จะต้องส่งเอกสารเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ผู้ยื่นคำขอส่งเอกสารนั้นพร้อมด้วยคำแปลเป็นภาษาไทยโดยมีคำรับรองของผู้แปลว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้อง

6.4) กรณีที่ผู้ขอจะต้องส่งต้นฉบับเอกสาร หากเป็นยื่นคำขอในเรื่องเดียวกันพร้อมกันหลายคำขอ ให้ผู้ขอส่งต้นฉบับเอกสารเพียงคำขอเดียว และในคำขออื่นๆอนุญาตให้ส่งเป็นสำเนาเอกสารได้ แต่ผู้ขอจะต้องระบุในสำเนาเอกสารว่าต้นฉบับอยู่ในคำขอใด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

กฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

Thai Limited Company Quick Facts

A Limited Company is the most popular form of business structures in Thailand because…

  • The liability of the shareholders are limited to any amount left unpaid on their shares
  • There is a separation between owners and management

Section 1096 of the Thai CCC (Civil and Commercial Code) mentioned that “A limited company is that kind of which is formed with a capital divided into equal shares, and the liability of the shareholders is limited to the amount, if any, unpaid on the shares respectively held by them.

The incorporation of a Private Limited Company requires:

  • A minimum of  3 shareholders
  • At least 1 director
  • An auditor
  • A memorandum of association
  • A statutory meeting
  • Registration of the incorporation papers

Remark: Unrestricted in the activities compared to majority foreign owned companies where Foreign Business License may have to be applied for 51% of share or more must be held by a Thai national or entity, if the nature of business is restricted or prohibited by Foreigner Business Act.

They must also follow accounting procedures specified in the Civil and Commercial code, the Revenue Code and the Accounts Act. A balance sheet must be prepared once a year and filed with the Department of Revenue and Commercial Registration. In addition, companies are required to withhold income tax from the salary of all regular employees.

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

กฎหมายใหม่มีผลแล้ว! กม. “ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด” เพิ่มโทษคุก 2 ปี ปรับ 2 แสน

เนื่องจาก พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ใช้บังคับมาเป็นเวลานานถึง 84 ปี บทบัญญัติจึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับการให้กู้ยืมเงินที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หรือการเรียกเอาประโยชน์อย่างอื่น ทำให้เกิดเครือข่ายผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บดอกเบี้ยรายวันในอัตราที่สูง เกิดองค์กรอาชญากรรมที่อาศัยธุรกิจรูปแบบเช่าซื้อเงินด่วน กระจายไปตามที่สาธารณะ สื่อออนไลน์ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี

กฎหมายดังกล่าวจะช่วยคุ้มครองสิทธิประชาชนไม่ให้ถูกละเมิด เพราะกำหนดความผิดชัดเจน อัตราโทษสูงขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจะมีโทษสูงขึ้น และนำกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้บังคับควบคู่ด้วย โดยสาระสำคัญของร่างได้กำหนดอัตราโทษเพิ่มขึ้น จากเดิมผู้เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ในกรณีที่มีการกระทำความผิดเป็นกลุ่มกระบวนการที่เป็นลักษณะนายทุนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และหากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม

ข้อมูลอ้างอิง : พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

ทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายศาล?

เมื่อท่านได้รับ หมายศาล อันดับแรกท่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเป็นหมายฯ ประเภทใด และท่านมีหน้าที่ต้องทำอะไรเมื่อได้รับหมายนั้น เพราะหมายแต่ละประเภทกฎหมายกำหนดให้ท่านมีหน้าที่ต้องกระทำไม่เหมือนกัน และผลมีทางกฎหมายที่ต่างกัน

1. หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง

หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หรือหมายเรียกคดีแพ่งสามัญ สำหรับหมายชนิดนี้ จะถูกส่งไปยังผู้รับหมายพร้อมกับสำเนาคำฟ้อง หากได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว จะต้องทำคำให้การยื่นต่อศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด สำหรับในส่วนหมายเรียกอันเกี่ยวกับคดีแพ่งนั้น แยกออกเป็นดังนี้

หมายเรียกคดีแพ่งสามัญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 ได้บัญญัติเอาไว้ว่า “เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน” ดังนั้น หากท่านถูกฟ้องเป็นจำเลยหน้าที่ต้องทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมาย แต่หากท่านไม่ได้เซ็นต์รับหมายศาลจะทำการปิดหมายไว้ ณ ภูมิลำเนาของจำเลย ซึ่งจะถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกเมื่อพ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันปิดหมาย ( 15 บวก 15 ) จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ปิดหมาย

หากจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีภายในกำหนด จะหมดสิทธิในการต่อสู้คดี อันมีผลให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ โดยศาลจะตัดสินคดีโจทก์ไปผ่ายเดียว และจะมีคำพิพากษาและโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไป

2. หมายเรียกคดีมโนสาเร่, หมายเรียกคดีไม่มีข้อยุ่งยาก, หมายเรียกจำเลยในคดีผู้บริโภค

หากท่านได้รับหมายเรียกดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ท่านมีหน้าที่ต้องยื่นคำให้การและมาศาลตามวันนัดที่ได้ระบุไว้ในหมายเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน และหากท่านมีความประสงค์จะต่อสู้คดีก็จะต้องให้การแก้คดีภายในวันนัดที่ระบุในหมาย ซึ่งถือเป็นวันนัดพิจารณาครั้งแรกด้วย หากท่านไม่ไปศาลในวันพิจารณา ศาลอาจถือว่าท่านขาดนัดยื่นคำให้การ หรือขาดนัดพิจารณา แล้วแต่กรณี ซึ่งจะมีผลทำให้ท่านเป็นฝ่ายแพ้คดี โดยศาลจะตัดสินคดีโจทก์ไปผ่ายเดียว และจะมีคำพิพากษาและบังคับคดีต่อไป

ดังนั้น หากท่านได้รับหมายศาลดังกล่าวแล้ว ควร จะรีบติดต่อทนายความเพื่อช่วยดูแลคดี และทำคำให้การต่อสู้คดี ให้ทันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดต่อไป

3. หมายนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา

เมื่อได้รับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วดูรายละเอียดในหมายว่า ศาลได้กำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันใด และคำฟ้องมีสาระสำคัญประการใด ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ หากท่านประสงค์จะขอประนีประนอมกับโจทก์ ก็สามารถเจรจากันได้ซึ่งหากโจทก์ยินยอมตามที่ตกลงกัน และยินยอมถอนฟ้องคดีก็เป็นอันจบไป ในคดีอาญาที่ไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง ตามกฎหมายศาลจะต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนว่าคดีมีมูลหรือไม่ หากมีมูลศาลก็จะประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป ถ้าศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลศาลก็จะมีคำสั่งไม่รับฟ้องของ โจทก์
หากท่านได้รับหมายนัดจึงต้องดูรายละเอียดว่าศาลกำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องวันใด และควรรีบนำสำเนาคำฟ้องข้อเท็จจริงในคดี พร้อมพยานหลักฐานปรึกษาทนายความทันที เพื่อให้ทนายความทำการถามค้านพยานโจทก์ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง หากคดีไม่มีมูลศาลจะยกฟ้อง โดยในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องท่านไม่จำเป็นต้องไปศาล เนื่องจากหากไปศาลในวันดังกล่าว และศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ศาลก็จะประทับฟ้อง ท่านจะตกเป็นจำเลยและถูกควบคุมตัว ซึ่งจะต้องมีการยื่นหลักทรัพย์เพื่อประกันตัวต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ BlueHouse

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

สิทธิของผู้ต้องหาในคดีอาญา

ผู้ต้องหา หมายถึง บุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังไม่ได้ถูกฟ้องต่อศาล (ป.วิ.อ.มาตรา 2(2)) จากความหมายของผู้ต้องหาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้ต้องหานั้นเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดเท่านั้น แต่การที่เขาจะกระทำความผิดจริงหรือไม่นั้น ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆโดยศาล ซึ่งผู้ต้องหานั้นถือเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่รัฐธรรมนูญฯได้รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ไว้ ประเทศไทยได้รับรองสิทธิของผู้ต้องหาไว้ดังนี้

สิทธิของผู้ต้องหา

  1. สิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดจะแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้ (รัฐธรรมนูญฯ ม.39)
  2. สิทธิที่จำได้รับการสอบสวนหรือพิจารณาด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม (รัฐธรรมนูญฯ ม.40 (3)(4)(7) ป.วิอาญา ม.130, 134 วรรคสาม)
  3. สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ (รัฐธรรมนูญฯ ม.40(7), และ ป.วิอาญา ม.134/1)
  4. สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฎิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนเองถูกฟ้องคดี (รัฐธรรมนูญ ม.40(4))
  5. สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวในกรณีที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (ป.วิอาญาม.90)
  6. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาอย่างรวดเร็ว และจะเรียกหลักประกันจนเกินควรมิได้ การไม่ให้ประกันต้องอาศัยเหตุตามกฎหมายและต้องแจ้งเหตุให้ทราบโดยเร็ว (รัฐธรรมนูญฯ ม.40(7) และ ป.วิอาญา ม.106 ถึง 114)
  7.  สิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านการไม่ให้ประกันตัว (ป.วิอาญา ม.119 ทวิ)
  8. สิทธิที่จะมีล่ามหรือล่ามภาษามือ กรณีที่ผู้ต้องหาไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยหรือไม่ สามารถพูดหรือได้ยินหรือสื่อความหมายได้ (ป.วิอาญา ม.13 วรรคสองและวรรคสาม)
  9. สิทธิที่จะได้รับหลักประกันในเรื่องความสามารถในการต่อสู้คดี ในกรณีที่เชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดี ได้ (ป.วิอาญา ม.14)
  10. ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังมีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก (ป.วิ.อ.ม.7/1 วรรคแรก)
  11. มีสิทธิพบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว (ป.วิ.อ.ม.7/1(1))
  12. มีสิทธิให้ทนายความ หรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจ เข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน (ป.วิ.อ.ม.7/1(2))
  13. มีสิทธิได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร (ป.วิ.อ.ม.7/1(3))
  14. มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย (ป.วิ.อ.ม.7/1(4))
  15. สิทธิที่จะได้รับโอกาสแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนได้ในชั้นสอบสวน (ป.วิ.อ.ม.134 วรรคสี่)
  16. สิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ในชั้นสอบสวน ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (ป.วิ.อ.ม.134/4(1))

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ BlueHouse

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

กฎหมายน่ารู้ : การไปเป็น พยานที่ศาล จะต้องทำอย่างไร

ประเทศไทยไม่มีองค์กรสำหรับพิจารณาข้อเท็จจริงโดยเฉพาะที่เรียกกันว่า ระบบลูกขุน การค้นหาข้อเท็จจริงในการปรับปรุงบทกฎหมายมาใช้บังคับเรายังใช้ระบบกล่าวหา คือ มีการชำระคดีแบบมีโจทก์จำเลย ผู้ชำระความจะต้องตั้งตนเป็นคนกลางคอยดูแลให้ทั้งสองฝ่ายนำพยานมาพิสูจน์ดังนั้น การที่ท่านเกิดต้องไปเป็นพยานที่ศาลเพื่อเบิกความพิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งคดี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรจะได้รับทราบเพื่อจะได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ถาม เมื่อใดจะถูกเรียกไปเป็นพยานที่ศาล

ตอบ ปกติการที่จะอ้างใครเป็นพยานจะต้องกำหนดไว้ ตัวโจทก์หรือจำเลยเองก็อ้างตัวเองเป็นพยานได้ นอกจากนี้อาจจะอ้างบุคคลอื่นที่รู้เห็นเหตุการณ์ที่พิพาทเกิดขึ้นก็ไปทาบทามไว้ก่อนว่าขอให้ไปเป็นพยานเพราะถ้าคุณเห็นเหตุการณ์และตกปากลงคำก็ไม่มีปัญหา พยานเช่นนี้ก็จะไปพบกันที่ศาล แต่ถ้าเกิดผู้ที่จะถูกอ้างเป็นพยานไม่เต็มอกเต็มใจหรือปฏิเสธ ฝ่ายที่อ้างก็จะต้องขออำนาจศาลโดยขอให้ศาลมีหมายเรียก ศาลก็จะออกหมายเรียกหรือมีคำสั่งให้ผู้นั้นไปศาล ตามที่วันเวลาที่ขอให้ไป เช่นนี้เป็นประสบการณ์บังคับเพราะการที่พยานขัดขืนหมายศาลไม่ไป โดยไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ก็มีความผิดถึงจำคุกได้

ถาม พยานนำกับพยานหมายต่างกันอย่างไร

ตอบ พยานนำก็คือ คู่ความที่อ้างพยานสามารถนำพยานนั้นมาศาลด้วยตนเองด้วยความสมัครใจของพยานที่จะมาศาล ส่วนพยานหมายคือ คู่ความฝ่ายที่อ้างต้องขอให้ศาลหมายเรียกพยานมาเพื่อเบิกความเพราะไม่อาจนำมาศาลด้วยตนเองได้ พยานหมายนี้ศาลจะต้องออกหมายเรียกไปให้พยานรู้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันและพยานหมายมีสิทธิได้รับค่าพาหนะและค่าป่วยการโดยเฉพาะในคดีแพ่งแต่พยานนำไม่ได้

ถาม โจทก์จำเลยอ้างพยานแล้วโดยยื่นบัญชีระบุพยานไว้และบอกกล่าวเล่าขานให้พยานได้ทราบ อยากทราบรายละเอียดสำหรับพยานหมายซึ่งได้รับหมายของศาลจะต้องมีการเตรียมตัว เตรียมอะไรบ้าง

ตอบ เมื่อพยานหรือบุคคลซึ่งได้รับหมายของศาลหรือที่เราเรียกว่า พยานหมาย หมายของศาลก็จะเป็นแผ่นกระดาษมีข้อความระบุไว้ว่าเป็นหมายเรียกพยานนั่นเอง เมื่อพยานได้รับมาแล้วก็ต้องตรวจดูว่าข้อความในหมายนั้นมีอย่างไร และเป็นหมายเรียกของศาลไหน ระบุให้ไปศาลไหน ใครเป็นโจทก์จำเลย และประการสำคัญโจทก์หรือจำเลยที่เป็นฝ่ายอ้างเราไปเป็นพยาน

ถาม หากพยานที่ศาลหมายเรียกไปเกิดมีเหตุขัดข้องไปไม่ได้จะต้องทำอย่างไร

ตอบ พยานที่ศาลหมายเรียกไปและมาไม่ได้ก็ควรจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลทราบก่อนวันนัด เพราะเหตุใดไปศาลไม่ได้ เช่น ป่วย ติดราชการถ้าจะให้ดีก็ควรจะมีใบรับรองแพทย์ หรือหนังสือรับรองของผู้บังคับบัญชาแนบไป ถ้าไม่ไปศาลหรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง หากพยานปากนั้นเป็นพยานสำคัญในคดีหรือถ้อยคำเบิกความของท่านเป็นข้อสำคัญในคดี ศาลจะออกหมายจับและสั่งกักขังไว้จนกว่าจะเบิกความหรือปฏิบัติตามหมายเรียกได้

ถาม เมื่อไปถึงศาลแล้วจากประสบการณ์ที่เพื่อนเล่าให้ฟังบางทีก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรบ้าง อยากขอคำแนะนำ

ตอบ ก็เกิดขึ้นบ่อยเสมอเมื่อพยานไปถึงศาลแล้วก็ควรจะนำหมายเรียกไปสอบถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของศาลเพื่อจะหาห้องพิจารณาและทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้แจ้งให้ทราบว่าพยานมาแล้ว สำหรับการเบิกความพยานคนใดจะเข้าเบิกความก่อนหรือหลังก็แล้วแต่ว่าคู่ความที่อ้างจะนำสืบ ข้อสำคัญคือ พยานที่ยังไม่ถึงคราวจะต้องเบิกความก็จะต้องนั่งรออยู่นอกห้องพิจารณาก่อนตามที่เจ้าหน้าที่ศาลกำหนด

ถาม มีหรือไม่ที่พยานเป็นบุคลที่กฎหมายระบุว่าไม่ต้องไปศาลก็ได้

ตอบ มีค่ะ ที่พยานไม่จำต้องไปศาลตามกฎหมาย คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระราชินี พระยุพราช หรือ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา ไม่ว่าในกรณีใดๆ เช่น ทูต เอกอัครราชทูตนั้นไม่มาก็ได้แต่มิใช่กฎหมายภายใน เป็นเรื่องหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นจารีตประเพณีซึ่งทุกชาติจะปฏิบัติให้เกียรติต่อกัน

ถาม มีบุคคลจำพวกใดบ้างที่จะรับยกเว้นไม่ต้องเบิกความหรือตอบคำถามแม้จะเป็นพยาน

ตอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 115 ก็คือพระภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา แม้จะมาเป็นพยานให้ก็จะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใด ๆ ก็ได้

ถาม พยานทุกคนจะต้องสาบานตนเสมอไปหรือไม่ มีบุคคลที่ได้รับยกเว้นบ้างหรือเปล่าว่าไม่ต้องสาบาน

ตอบ ก่อนเบิกความปกติพยานจะต้องปฏิญาณหรือสาบานตนตามลัทธิศาสนาของตน แต่บุคคลดังต่อไปนี้ไม่ต้องสาบานหรือปฏิญาณคือ

  1. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี หรือหย่อนความรู้สึกผิดชอบ
  2. ภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา
  3. บุคคลที่คู่ความตกลงกันว่าไม่ต้องปฏิญาณหรือสาบานตนพยานที่ขัดขืนคำสั่งศาลโดยไม่ยอมปฏิญาณหรือสาบานตนก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

ถาม ในกรณีที่พยานให้การไปแล้วโดยไม่สาบานหรือปฏิญาณตนจะมีทางแก้ไขหรือไม่

ตอบ ก็ต้องดูว่าหากพบว่าไม่มีการสาบานหรือปฏิญาณตนขณะที่พยานเบิกความยังไม่จบก็ให้พยานสาบานหรือปฏิญาณเสียก่อนแล้วจึงค่อยเบิกความต่อไปจนจบ แต่หากเบิกความจนจบแล้ว เช่นนี้ก็ถือว่าคำพยานนั้นรับฟังไม่ได้

ถาม มีผู้สงสัยถามมาว่า ทำไมพยานต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนเบิกความ มีความจำเป็นอย่างใด

ตอบ ก็เพราะกฎหมายบัญญัติโดยมุ่งหวังที่จะไม่ให้พยานกล่าวคำเท็จต่อศาลมิใช่ใครจะมาฟ้องร้องโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ใส่ตนหรือทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น การให้พยานต้องเบิกความตามความสัตย์จริง หากพยานเบิกความเท็จก็มีบทกฎหมายลงโทษไว้ดังเช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 77 ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีก็มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถาม เมื่อพยานปฏิญาณและสาบานตนแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป

ตอบ ศาลก็จะสอบถามเกี่ยวกับชื่อ อายุ ที่อยู่และความเกี่ยวพันระหว่างพยานกับคู่ความ ต่อจากนั้นคู่ความหรือทนายความฝ่ายที่อ้างพยานมาศาลก็จะซักถามเรื่องราวจากพยาน เมื่อฝ่ายที่อ้างพยานมาถามเสร็จคู่ความหรือทนายอีกฝ่ายก็จะถามค้านพยาน เสร็จแล้วฝ่ายที่อ้างพยานมาก็จะถามติงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเบิกความเสร็จแล้วศาลก็จะอ่านคำพยานที่บันทึกให้ฟังและให้พยานลงชื่อรับรองไว้ว่าถูกต้อง หากมีส่วนใดไม่ถูกต้องพยานต้องทักท้วงให้แก้ไขหลังจากนั้นพยานก็หมดหน้าที่ของตน พยานที่ศาลหมายเรียกในคดีแพ่งจะได้รับค่าป่วยการและค่าพาหนะตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยศาลจะสั่งให้ฝ่ายที่อ้างพยานเป็นผู้จ่าย

ถาม การเป็นพยานนี้จะต้องตอบคำถามของทนายความเสมอไปหรือไม่

ตอบ ไม่เสมอไป เพราะหากคำถามนั้นไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ขอยกตัวอย่าง

  1. คำถามที่ไม่เกี่ยวกับประเด็น เช่น ฟ้องเรื่องการกู้ยืมเงินจะถูกถามเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ชื่อภรรยา ชื่อสามี เช่นนี้ก็ไม่ต้องตอบ
  2. คำถามที่ทำให้พยานหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกต้องรับโทษทางอาญา
  3. คำถามที่เป็นการหมิ่นประมาทพยาน เว้นแต่ข้อนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นพิพาทที่โต้เถียงกันแย้งกัน
  4. ความลับในราชการ  ความลับจากลูกความที่ทราบมาเนื่องจากอาชีพ หรืออาชีพทนายความ วิธีการแบบแผน หรือการงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ให้เปิดเผย โดยสรุปก็คือ เอกสิทธิ์โดยข้อความ

ขอบคุณข้อมูลจากผู้เขียน นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา (ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง)

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

เฟซบุ๊คถูกสหภาพยุโรปปรับเงิน 4,000 ล้านบาท

สหภาพยุโรปสั่งปรับ เฟซบุ๊ก กว่า 4.2 พันล้านบาท ฐานแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้องเรื่องการซื้อกิจการ WhatsApp

หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันของสหภาพยุโรป หรือ EU สั่งปรับเงินเฟซบุ๊ก 110 ล้านยูโร หรือราว 4 พัน 270 ล้านบาท เมื่อวานนี้ กรณีให้ข้อมูลไม่ถูกต้องระหว่างการซื้อกิจการ WhatsApp ผู้ให้บริการรับส่งข้อความ เมื่อปี 2557

คณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งทำหน้าที่ดูแลด้านการแข่งขันในสหภาพยุโรป ระบุว่า เฟซบุ๊กไม่ได้เชื่อมบัญชีผู้ใช้ของเฟซบุ๊กกับ WhatsApp โดยอัตโนมัติ แต่อีก 2 ปีต่อมา กลับสามารถเชื่อมหมายเลขโทรศัพท์จาก WhatsApp กับบัญชีเฟซบุ๊กได้

คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า ตรวจสอบพบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับแถลงการณ์เรื่องการควบรวมกิจการของเฟซบุ๊กเมื่อปี 2557 เนื่องจากมีความเป็นไปได้ทางเทคนิคที่เฟซบุ๊กจะสามารถเชื่อมบัญชีผู้ใช้ของเฟซบุ๊กกับ “WhatsApp” โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ปี 2557 และพนักงานของเฟซบุ๊กก็ตระหนักถึงความเป็นไปได้นี้

เฟซบุ๊กระบุในแถลงการณ์ว่า เกิดความผิดพลาดขึ้นในเอกสารที่ยื่นเมื่อปี 2557 และทางคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการควบรวมกิจการ

อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าปรับจะไม่เป็นการยกเลิกคำตัดสินเดิมของคณะกรรมาธิการฯ ในเรื่องการเข้าซื้อกิจการ WhatsApp และไม่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนในประเด็นการคุ้มครองข้อมูล ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก MThai

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

เมื่อโจทก์ หรือ จำเลย ถึงแก่ความตาย คดีจะเป็นอย่างไร?

คงนึกสงสัยว่าเมื่อฝ่ายโจทก์ หรือฝ่ายจำเลย ได้ถึงแก่ความตายหลังจากที่ได้มีการฟ้องร้องคดีต่อศาลแล้วจะส่งผลให้คดีความที่ฟ้องร้องกันนั้นจบลง หรือไม่ อย่างไร? ซึ่งสามารถอธิบายได้ 3 กรณี

กรณีที่ 1 ในคดีเเพ่ง กรณีโจทก์ หรือ จำเลย ถึงเเก่ความตาย

สำหรับคดีแพ่งนั้น ความตายไม่ทำให้คดีที่ค้างพิจารณาอยู่นั้นสิ้นสุดไป เพราะกฎหมายกำหนดให้มี การรับมรดกความกันได้ ตามหลักแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 42 ที่กำหนดไว้ว่า “เมื่อโจทก์หรือจำเลย ตายในระหว่างคดีค้างพิจารณา ให้ศาลเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีไปจนกว่าทายาทของผู้ตายหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือบุคคลอื่นที่ปกครองทรัพย์มรดกไว้มีคำขอมาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์หรือจำเลยที่ตายไป หรือจากการที่โจทก์หรือจำเลย ฝ่ายที่เหลืออยู่มีคำขอให้ศาลเรียกเข้ามา กำหนดเวลาที่จะเข้ามารับมรดกความแทนที่โจทก์หรือจำเลยที่ตายไปนั้นต้องกระทำภายในระยะเวลาหนึ่งปีหลังจากที่ผู้นั้นตายไป”

——–> คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4014/2555

เมื่อปรากฏว่า ก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ท. ซึ่งอ้างว่าเป็นทายาท และเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำแถลงว่า โจทก์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์แล้ว ศาลชั้นต้นรับคำแถลงและให้ส่งสำเนาให้จำเลยโดยแจ้งในคำสั่งว่า หากจำเลยจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านเข้ามาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหมาย จำเลยได้รับหมายนัดแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำคัดค้านแต่อย่างใด จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้ถึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะต้องเลื่อนการนั่งพิจารณาคดีรวมทั้งการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไปเพื่อดำเนินการให้มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ก่อน การที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไป โดยยังไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น

“ถ้าไม่มีการขอเข้ามารับมรดกความภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเรื่องนั้นเสียจากสารระบบความ” คดีที่รับมรดกความแทนที่กันได้นั้นต้องเป็นคดีที่เกี่ยวด้วยทรัพย์สินหรือสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ตายซึ่งเป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทได้ หากคดีนั้นเป็นคดีที่เกี่ยวกับสิทธิเฉพาะตัวของผู้ตาย เช่น สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน ก็ไม่อาจเข้าแทนที่รับมรดกความต่อไปได้และคดีที่เป็นสิทธิเฉพาะตัวนี้ หากไม่มีการเข้ามาเป็นโจทก์หรือจำเลยแทน ศาลย่อมมีอำนาจจำหน่ายคดีได้ แม้จะยังไม่พ้นหนึ่งปีก็ตามเพราะถือว่าคดีนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป

กรณีที่ 2 คดีอาญาที่ผู้เสียหาย (โจทก์) ยื่นฟ้องแล้วได้ตายลง

ในคดีอาญานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 29 กำหนดหลักไว้ว่า “เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้” ผู้เสียหายในที่นี้ หมายความถึง ผู้เสียหายที่แท้จริงที่ยื่นฟ้องไว้แล้วตายไป ส่วนผู้มีอำนาจดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไป ได้แก่ ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา ในกรณีผู้บุพการีและผู้สืบสันดานนั้น กฎหมายถือตามสายโลหิต สามีหรือภริยานั้น จะต้องจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ที่สำคัญบุคคลเหล่านี้จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปหรือจะไม่รับ ดำเนินคดีก็ได้ แต่หากบุคคลดังกล่าวประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็ให้ยื่นคำร้องต่อศาลขอดำเนินคดีต่อไปโดยใช้ฟ้องซึ่งผู้ตายได้ฟ้องไว้เดิม ในทางตรงกันข้าม หากบุคคลเหล่านั้นไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ถ้าเป็นคดีความผิดอาญาแผ่นดิน คือ ความผิดที่ยอมความกันไม่ได้ เช่น ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนานั้นถือว่าผู้เสียหายฟ้องแทนแผ่นดิน ถ้าผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลงระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้วไม่มี ผู้เข้ามาดำเนินคดีแทนศาลอาจพิพากษายกฟ้อง เพราะไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของจำเลย ต่างกับกรณีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องไว้แล้วตายไประหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี ซึ่งศาลสูงสามารถพิจารณาคดีต่อไปได้โดยอาศัยพยานหลักฐานที่นำสืบไว้แล้วในศาลชั้นต้น ส่วนคดีความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น ยักยอก ฉ้อโกง หรือ หมิ่นประมาทนั้น ไม่ถือว่าผู้เสียหายฟ้องแทนแผ่นดิน หากผู้เสียหายยื่นฟ้องไว้แล้วตายไปโดยไม่มีผู้เข้ามาดำเนินคดีต่อไป ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปศาลต้องจำหน่ายคดี เว้นแต่ คดีนั้นดำเนินมาถึงขั้นทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้

——–>คำพิพากษาฎีกาที่ 1303/2551 (–ป.วิ.อ. มาตรา 5, 15, 29–)

ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 29 ซึ่งบัญญัติเรื่องการเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 42 และมาตรา 43 มาใช้บังคับโดยอนุโลมไม่ได้ จ. ยื่นคำร้องอ้างว่าเป็นสามีของโจทก์ร่วมขอเข้ารับมรดกความของโจทก์ร่วมซึ่งถึงแก่ความตาย เท่ากับ จ. ขอเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีในฐานะผู้จัดการแทน ส. ผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) จ. ซึ่งเป็นสามีของโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิเข้าดำเนินคดีต่างโจทก์ร่วมตาม มาตรา 29 เพราะโจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้จัดการแทน ส. ไม่ใช่ผู้เสียหายในคดี

เเต่ถ้า้ผู้เสียหายตายก่อนยื่นฟ้องจะใช้ ป.วิ.อ. มาตรา 29 ไม่ได้ ให้ศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้

———> คำพิพากษาฎีกาที่ 2219/2521 (–ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 4, 5, 6–)

จำเลยกระทำความผิดต่อ ช.เจ้ามรดกในขณะที่ช.ยังมีชีวิตอยู่ ช.จึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อช.ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของช.ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนช. เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4,5 และ 6 ไม่ได้ให้อำนาจโจทก์ไว้ ทั้งสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ตกทอดมายังโจทก์ แม้จะพิจารณาได้ความตามฟ้องว่าทรัพย์มรดกของ ช.ตกได้แก่โจทก์ก็ตามแต่ทรัพย์มรดกนั้นก็เพิ่งตกมาเป็นของโจทก์ภายหลังวันที่จำเลยกระทำความผิด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

กรณีที่ 3 ความตายของจำเลยในคดีอาญาเป็นเหตุให้คดีระงับ

หลักกฎหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 กำหนดว่า “สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำผิด” เนื่องจากความรับผิดทางอาญาและโทษทางอาญานั้น กฎหมายถือว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดโดยแท้ เพราะฉะนั้น เมื่อจำเลยตายในระหว่างการดำเนินคดี ไม่ว่าในชั้นสอบสวน หรือชั้นพิจารณาคดีก็ตามย่อมทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป หากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลศาลต้องจำหน่ายคดี และแม้ศาลจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ต้องรับโทษแล้วก็ตาม โทษตามคำพิพากษานี้ก็เป็นอันระงับไปด้วยความตายของจำเลย แม้เป็นโทษปรับหรือริบทรัพย์ซึ่งเป็นโทษที่เกี่ยวกับทรัพย์สินก็ไม่ตกทอดไปยังทายาทครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lawdd.net

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com