การเขียน Statement of Purpose

Statement of Purpose หรือ SOP ก็คือ เรียงความหรือบทความ (Essay) ที่ทำให้มหาวิทยาลัยได้รู้จักเรามากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากในการพิจารณารับเข้าเรียนของสถาบันต่างๆ  99% ของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมักกำหนดให้ผู้สมัครเขียน SOP ด้วย 

SOP ชิ้นหนึ่งจะต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้

ย่อหน้าที่ 1 – แรงกระตุ้นให้เลือกเรียนสาขานี้

ซึ่งย่อหน้าแรกควรจะ “ดึงความสนใจ” ของผู้อ่านทันที  เพราะ อย่าลืมว่าฝ่าย admission ของทางมหาวิทยาลัยอ่าน SOP  อย่างที่คุณเขียนอยู่ปีหนึ่งเป็นพันฉบับ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณเขียนจะต้อง “น่าสนใจ” และถ้าทำได้ “น่าติดตาม” เพื่อให้เขาอ่านต่อไปเรื่อยๆ หลักการเลือกของมหาวิทยาลัย ปรกติแล้วจะดึงผู้สมัครที่ academic requirement หรือเกรดถึงออกมาก่อน ตัวนี้อาจจะหมายถึงแค่เกรด หรือรวมไปถึงระดับภาษาอังกฤษด้วย ขึ้นอยู่กับมหาลัย แต่หลังจากที่คุณได้ผ่านเข้ามาด้วยเกรด (หรือกิจกรรมทีดีมากจนสามารถคานกับเกรดที่ไม่ถึงเกณฑ์ได้) ก็ต้องแข่งกันที่ “ลักษณะนิสัย” “ความตั้งใจ” ของผู้สมัครอย่างที่ปรากฏใน SOP ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ทำไมถึงเลือกสาขา/วิชานี้
  • เกี่ยวข้องกับประสบการณ์และความสนใจของเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 2 – รายละเอียดของคอร์สที่เลือก และความเหมาะสมกับเรา

ย่อหน้าที่2 นี้จะต้องสอดคล้องกับย่อหน้าแรก เป็นการอธิบายเพิ่มเติมจากย่อหน้าแรก แต่ที่สำคัญ ระวังอย่าให้ดูซ้ำซ้อนเกินไปกับย่อหน้าแรก เขียนให้ละเอียด แต่ขณะเดียวจะต้องกะทัดรัด ได้ใจความ คั้นน้ำออกไปให้มากที่สุด ประโยคไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยส่งเสริมตัวผู้สมัครในด้านไหนเลย เอาออกเสีย ดังนั้น ย่อหน้าที่ 1 จะต้องระบุดังนี้

  • ความสนใจและการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับคอร์สเรียน
  • อ้างอิงถึงแต่ละวิชาในหลักสูตร
  • พยายามกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องการเรียนหลักสูตร/มหาวิทยาลัยนี้ และหลักสูตรนี้พิเศษสำหรับเราอย่างไร

ย่อหน้าที่ 3 – ประวัติการเรียนและการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร

อธิบายให้ว่าทำไมคุณถึงมีคุณลักษณะที่ดี สามารถเป็นผู้สมัครได้ ผู้ให้ชัดว่ามีประสบการณ์ทำอะไรมาบ้าง ทำไมคณะนี้ ที่มหาวิทยาลัยนี้ถึงเหมาะกับเรา พูดถึงสิ่งที่ผลักดันให้เราพุ่งความสนใจมาที่มหาวิทยาลัยนี้ ภาควิชานี้น่าสนใจ เพราะหลักสูตรเป็นอย่างไร ส่งผลต่ออนาคตในการทำงาน/ตามความฝัน/ได้ดียิ่งขึ้น ต้องบอกด้วยว่าเพราะอะไร หาเหตุและผลมาเขียนเพื่อให้ดูมีความน่าเชื่อถือ และอย่าลืมลงท้ายว่า การศึกษาที่มหาลัยนี้เหมาะกับเป้าหมายเราอย่างไร ทำไมถึงเหมาะ และเป้าหมายเราสำคัญอย่างไร

  • เชื่อมโยงแผนในอนาคตเข้ากับคอร์สที่เลือกเรียน และอธิบายสิ่งที่คุณคิดว่าคอร์สนี้จะช่วยในสายอาชีพ

**ย่อหน้าที่ 2 และ 3 สามารถสลับกันได้**

ย่อหน้าที่ 4 – สรุป

ย่อหน้านี้ เป็นย่อหน้าที่จะต้องสรุปใจความหลักของทุกย่อหน้าที่ผ่านมา เพื่อย้ำเตือนผู้อ่าน ว่าเขาอ่านอะไรไป และอะไรคือประหลักที่เราอยากให้เขาจำได้เมื่อเขาวางมือจาก sop ของเราไปอ่านของคนอื่นต่อ วิธีลงท้าย sop มีหลายแบบ จบธรรมดาด้วยการขอบคุณสำหรับเวลา (Thank you for your time)  หรือจบอย่างชัดเจนไปเลยว่า Looking forward to see you in the upcoming academic trimester ก็ได้

เช็คลิสส่วนสำคัญของ Personal Statement

  • ใช้รูปแบบอักษร Arial (ขนาด 10) หรือ Times New Roman (ขนาด 11-12)
  • ประมาณ 4-5 ย่อหน้า (Paragraph)
  • ใช้ประโยคความเดียว ที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย
  • หลีกเลี่ยงการเขียนสิ่งต่างๆที่เป็นในเชิงลบ
  • อย่าลืม ตรวจทานศัพท์ และแยกศัพท์บางคำที่เป็นของอังกฤษหรืออเมริกา เช่น Color (อเมริกา) กับ Colour (อังกฤษ) เพื่อให้ตรงกับประเทศที่คุณสมัคร
  • ควรเขียนให้อยู่ในหนึ่งหน้ากระดาษ A4 เว้นแต่ว่าหลักสูตรนั้นจะกำหนดให้ผู้สมัครเขียนมากกว่า หรือน้อยกว่าหนึ่งหน้ากระดาษ A4

Ascend Education Center ให้บริการเขียน SOP โดย น้องๆจะต้องจัดส่งข้อมูลส่วนตัว อย่างน้อย 4 ข้อดังนี้

  1. Resume/CV
  2. Link มหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัคร
  3. เหตุผลในการเืลือกเรียนสาขานี้
  4. เป้าหมายการทำงานอนาคตหลังเรียนจบ

ต้องการข้อมูลของผู้สมัครให้ได้มากที่สุด จากนั้นทางทีมงานนักเขียนจะนำไปเรียบเรียงและปรับแต่งให้เหมาะสม พร้อมกับ Double Check โดยเจ้าของภาษาก่อนส่งฉบับจริงให้

ค่าบริการเขียน SOP เริ่มต้นที่ 1000 – 1500 บาท แล้วแต่ความยากง่ายของเนื้องาน เนื่องจากรายละเอียดในการเขียนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับข้อมูลของแต่ละคน

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

ใช้ชีวิตฟรีแลนซ์อย่างฉลาด ก็สร้างรายได้มหาศาล

การทำงานยุคใหม่ ที่ไม่ต้องออกไปทำงานที่สำนักงาน หรือไปประจำที่ใดที่หนึ่งในการทำงาน การทำงานฟรีแลนซ์ สำหรับหลาย ๆ คน อาจจะมองว่า เป็นงานที่ไม่มั่นคง แต่คุณอย่าลืมนะคะว่าคุณจะมีอิสระในการทำงาน ไม่ต้องมีใครมาค่อยชี้นำให้คุณเดินไปตามทางที่ไม่ใช่ความต้องการ หรือให้ทำงานเพียงแต่รอคำสั่งเท่านั้น แต่ชีวิตของฟรีแลนซ์นั้น สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาล หากคุณไม่เชื่อลองมาดูข้อมูลเหล่านี้แล้วอาจจะเปลี่ยนความคิดของคุณก็ได้

ฟรีแลนซ์ อาชีพอิสระที่เป็นความฝันของใครหลายคน

ฟรีแลนซ์ (Freelance money) เป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของหลาย ๆ คนได้ว่า เป็นอาชีพที่มีอิสระในการทำงานสูง สามารถทำเงินให้ได้มากมาย ซึ่งรายได้จะเข้ามาตลอด เพียงแต่คุณรู้จักการบริหารจัดการในการทำงานของตัวเองเท่านั้น การทำงานฟรีแลนซ์นั้น สามารถสร้างรายได้มากมาย เนื่องจาก การรับงานได้อย่างไม่จำกัด สามารถทำงานได้หลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งภายในหนึ่งวันสามารถรับงานได้มากกว่า 1 อย่าง เพื่อให้รายได้เข้ามาเพิ่มขึ้น หรือความสามารถของผู้ทำงาน

การทำงานฟรีแลนซ์นั้น ถึงจะมีรายได้ไม่แน่นอน บางวันก็มีรายได้เข้ามามาก บางวันก็มีรายได้เข้ามาน้อย และสิ่งที่เหนือกว่าพนักงานประจำคือ มีรายได้เข้ามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดราชการ หรือวันเสาร์ วันอาทิตย์ เพราะการงานฟรีแลนซ์นี้ไม่ได้ถูกกำหนดเรื่องของเวลา หรือวัน คุณสามารถทำงานได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ตามแต่ความต้องการของตัวคุณเอง ซึ่งแน่นอนว่า คุณจะสามารถสร้างรายได้จากการทำงานฟรีแลนซ์ได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการใช้ชีวิต อยากทำงานฟรีแลนซ์แล้วสบาย คุณจะต้องรู้จักใช้ชีวิตอย่างฉลาดด้วย

การใช้ชีวิตฟรีแลนซ์อย่างฉลาด

อย่างที่ทราบแล้วว่า งานฟรีแลนซ์สามารถสร้างรายได้ให้ตลอด ดังนั้น การรู้จักบริหารเงิน รู้จักการวางแผนการใช้จ่าย จะช่วยให้คุณสามารถอยู่รอดได้ ถึงแม้จะมีปัญหาและอุปสรรค หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกี่ยวกับเงิน การใช้ชีวิตที่อยู่อย่างพอเพียงจะช่วยให้คุณมีชีวิตและฐานะทางการเงินที่มั่นคงได้ค่ะ ถึงจะมีรายได้เข้ามามาก ก็ไม่ควรใช้มากตามไปด้วย ควรใช้เท่าที่จำเป็น ยิ่งมีรายได้เข้ามามาก ก็ควรใช้เท่าเดิม เพื่อให้คุณมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคตได้อย่างไม่ลำบาก แต่ถ้ายิ่งรายได้เข้ามาน้อยแต่กับใช้เงินเกินตัว ก็ยิ่งทำให้คุณไม่สามารถทำงานฟรีแลนซ์ต่อไปได้อย่างมั่นคงค่ะ เพราะงานฟรีแลนซ์เป็นงานที่มีรายได้เข้ามามากก็จริง และก็ไม่ได้มาทุกวันนะคะ ยิ่งสมัยนี้มีผู้ทำงานฟรีแลนซ์มากขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น ส่วนแบ่งทางการตลาดก็มากขึ้น เพื่อถึงเวลาหนึ่งรายได้ลดลง คุณอาจจะมีชีวิตที่ลำบากได้

ดังนั้น การเลือกใช้ชีวิตฟรีแลนซ์ ควรมีวินัยในตัวสูง รู้จักบริหารจัดการเรื่องการเงินเป็นหลักสำคัญ ไม่ควรใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือย เพิ่มความสุขให้กับตัวเองเพียงเล็กน้อย ก็สามารถช่วยให้ชีวิตของคุณมีแต่ความร่ำรวยได้ค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

สร้างโรงแรมเสร็จแล้ว จะขอใบอนุญาตโรงแรมอย่างไร

การขออนุญาตจัดตั้งโรงแรม

เมื่อคุณทำการก่อสร้างโรงแรมเสร็จแล้ว สิ่งที่คุณจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องก่อนที่จะขายห้องพัก ดำเนินกิจการดรงแรม ก็คือ การขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เพื่อไม่ให้ขัดต่อ พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 และเพื่อเป็นการรับประกันให้ลูกค้าของคุณอุ่นใจว่าเราเป็นผู้มีคุณสมบัติประกอบธุรกิจโรงแรมอย่างแท้จริงโรงแรมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ความหมายของโรงแรม

โรงแรม ตาม พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547   คือ สถานที่ทุกชนิดที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับสินจ้างสำหรับคนเดินทาง หรือบุคคลที่ประสงค์จะหาที่อยู่หรือที่พักเป็นการชั่วคราว

แต่ถ้าเป็นการพักประจำนานอย่างน้อย 1 เดือน และไม่ได้ขายอาหาร เครื่องดื่มแก่ผู้พักหรือแก่ประชาชนไม่ถือว่าเป็นโรงแรม ถ้าจัดตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ในราชการ การกุศล การศึกษา ขอยกเว้นหรือผ่อนผันไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายโรงแรมได้

พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 ระบุไว้ดังนี้ “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจโรงแรม เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน” และมาตรา 59 ระบุว่า หากฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท

สถานที่พักที่ได้รับการยกเว้นไม่เป็นโรงแรม

  1. มีห้องพักไม่เกิน 4 ห้อง เตียงไม่เกิน 20 เตียง
  2. ผู้พักไม่เกิน 20 คน
  3. มีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเพื่อหารายได้เสริม(ต้องแสดงว่ามีอาชีพหลักอื่นๆ ด้วยการแสดงหลักฐานการทำงาน ใบรับรองการทำงาน สลิปเงินเดือน ฯลฯ)
  4. แจ้งให้นายทะเบียนทราบตามแบบที่กำหนด

ประเภทของโรงแรม

โรงแรมประเภท 1 = โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพักอย่างเดียว ไม่เกิน 50 ห้อง
โรงแรมประเภท 2 = โรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหาร หรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร
โรงแรมประเภท 3 = โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการหรือห้องประชุมสัมมนา
โรงแรมประเภท 4 = โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และห้องประชุมสัมมนา

หลักเกณฑ์การจัดตั้งโรงแรม

  1. ลักษณะของอาคารที่พัก ต้องเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หรืออาคารอื่นที่มีลักษณะมั่นคงแข็งแรง
  2. วัตถุประสงค์ของโรงแรม ต้องใช้เป็นที่พักของผู้เดินทางหรือนักท่องเที่ยวโดยแท้ และไม่มีลักษณะหรือพฤติการณ์อันส่อไปในทางเป็นแหล่งมั่วสุมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี
  3. สถานที่ตั้ง ต้องไม่อยู่ใกล้สถานที่ราชการ สถานศึกษา วัด สถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา สถานรักษาพยาบาลผู้ป่วยหรือโรงพยาบาล ในรัศมี 100 เมตร และต้องตั้งอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมสะดวกแก่การตรวจตรา เส้นทางเข้าออกต้องไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการจราจร
  4. สถานที่จอดรถ ต้องมีเพียงพอสมดุลกับจำนวนห้องพัก โดยสถานที่จอดรถต้องแยกออกต่างหากจากบริเวณห้องพักไม่ให้ปะปนกัน และไม่ให้มีทางสำหรับให้รถแล่นผ่านบริเวณห้องพักแต่ละชั้น

ผู้มีอำนาจอนุญาตให้จัดตั้งโรงแรม (นายทะเบียนโรงแรม)

จังหวัดต่าง ๆ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
กทม. คือ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

การบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก

  • สถานที่ลงทะเบียน
  • โทรศัพท์หรือระบบการติดต่อสื่อสารอื่น
  • การปฐมพยาบาลและส่งผู้ป่วย
  • ระบบการรักษาความปลอดภัยอย่างทั่วถึงตลอด 24 ชั่วโมง
  • ห้องน้ำ ห้องส้วม
  • ช่องทางเดินในอาคารกว้างไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร

ห้องพัก

ข้อ 18 โรงแรมประเภท 1 มีหลักเกณฑ์ดังนี้

  • มีห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง
  • ห้องพักทุกห้องต้องมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 8 ตารางเมตร ไม่รวมห้องน้ำ ห้องส้วม และระเบียงห้องพัก
  • มีห้องน้ำและห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะอย่างเพียงพอสำหรับผู้พัก

ข้อ 19 โรงแรมประเภท 2 มีหลักเกณฑ์ดังนี้

  • ห้องพักทุกห้องต้องมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 8 ตารางเมตร ไม่รวมห้องน้ำ ห้องส้วม และระเบียงห้องพัก
  • มีห้องน้ำและห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะอย่างเพียงพอสำหรับผู้พัก

ข้อ 20 โรงแรมประเภท 3 และประเภท 4 มีหลักเกณฑ์ดังนี้

  • ห้องพักทุกห้องต้องมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 14 ตารางเมตร ไม่รวมห้องน้ำ ห้องส้วม และระเบียงห้องพัก
  • มีห้องน้ำและห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะอย่างเพียงพอสำหรับผู้พัก
  • กรณีมีห้องพักไม่เกิน 80 ห้อง ห้ามมีสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

สถานที่จอดรถ

สถานที่จอดรถที่อยู่ติดห้องพักต้องไม่มีลักษณะมิดชิด และสามารถมองเห็นที่จอดรถได้ตลอดเวลา

ระบบความปลอดภัย

  • ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัย
  • บันไดหนีไฟ และป้ายสัญญาณต่าง ๆ

ข้อกำหนดเกี่ยวกับสถานบริการ

โรงแรมที่มีห้องพักไม่เกิน 80 ห้อง ห้ามมิให้มีสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ เว้นแต่

  • โรงแรมอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ
  • สถานบริการตามมาตรา 3 (5)
  • โรงแรมที่ได้รับใบอนุญาตอยู่ก่อนหรือในวันที่ 23 พ.ค. 51
  • โรงแรมที่ประการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอยู่ก่อนหรือในวันที่ 23 พ.ค. 51 แต่ได้ยื่นขอภายในวันที่ 22 พ.ค. 52

การขอใบอนุญาตใหม่ มีขั้นตอนและวิธีดำเนินงานดังนี้

  1. ผู้ขออนุญาตยื่นคำขออนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และคำขออนุญาตตามกฎหมายอื่น
  2. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอใบอนุญาตตาม ม.16
  3. ตรวจสอบคำขอตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดภายใน 5 วัน
  4. หากไม่ถูกต้องจะแจ้งให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด
  5. กรณีถูกต้องหรือแก้ไขเรียบร้อยจะส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบต่อไป
  6. ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานที่
  7. นายทะเบียนลงนาม อนุญาต/ไม่อนุญาตภายใน 30 วัน นับแต่วันที่หน่วยงานที่รับผิดชอบแจ้ง

คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต

  1. มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
  2. มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย
  3. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
  4. ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  5. ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด เว้นแต่ ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
  6. ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดในความผิดเกี่ยวกับ เพศ/ยาเสพติด/ค้าหญิงและเด็ก/ ค้าประเวณี
  7. ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต
  8. ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต โดยเหตุอื่นที่มิใช่เหตุตาม (6) แต่เวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

อำนาจหน้าที่ของนายทะเบียน

  1. อนุมัติให้ก่อสร้างโรงแรม เปิดดำเนินกิจการโรงแรม
  2. เปลี่ยนชื่อโรงแรม, ย้ายโรงแรม
  3. ลดหรือเพิ่มห้อง
  4. เปลี่ยนตัวเจ้าของหรือเจ้าสำนัก
  5. รับแจ้งการเลิกดำเนินกิจการโรงแรม
  6. ประทับตราและลายมือชื่อในสมุดจดนามผู้พัก (ร.ร.4)
  7. ตรวจ, ยึดใบอนุญาตไม่เกิน 15 วัน กรณีฝ่าฝืน ม.22 (ละเลยไม่รักษาความสะอาด, ยินยอมให้บุคคลใดๆ หลบซ่อน/มั่วสุมในลักษณะที่เชื่อว่าจะก่อความไม่สงบในบ้านเมือง
  8. ปฏิเสธใบอนุญาต กรณีเจ้าสำนัก/บุคคลใดๆ ในโรงแรมป่วยเป็นโรคที่อาจติดต่อผู้อื่นได้ หรือ เจ้าสำนักถูกปรับกรณีทำผิดซ้ำ เป็น 2 ครั้ง (กรณีความผิดเรื่องสมุดจดนามผู้พัก, เปิดโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต) หรือ เจ้าสำนักถูกปรับกรณีทำผิดซ้ำเป็น 3 ครั้ง (กรณีความผิดยอมให้ผู้ป่วยโรคเรื้อน/โรคติดต่อเข้าพัก) หรือ เจ้าสำนักถูกยึดใบอนุญาตแล้ว 2 ครั้ง และ เจ้าสำนักถูกพิพากษาจำคุกตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

  • ใบอนุญาตฉบับหนึ่งให้ใช้กับโรงแรมที่ระบุชื่อไว้ในใบอนุญาตเท่านั้น และให้มีอายุห้าปี นับแต่วันที่ออกใบอนุญาต (มาตรา 19)
  • กรณีใบอนุญาตสูญหายหรือถูกทำลาย ให้ยื่นรับใบแทนใบอนุญาตภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบการสูญหาย หรือถูกทำลาย (มาตรา 23)

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

TOEIC (โทอิค) คืออะไร

TOEIC หรือ Test of English for International Communication เป็นการสอบวัดผลทางภาษาอังกฤษสำหรับคนมีความต้องการสมัครงานในองค์กรต่างๆ เพื่อยืนยันว่าเรานั้นสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดี 

TOEIC จัดทำขึ้นโดยสถาบัน Educational Testing Service (ETS) ที่เมืองพริ้นส์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่า เป็นองค์กรชั้นนำในด้านกรพัฒนาแบบทดสอบต่าง ๆ เช่น TOEFL, GMAT, GRE, SAT เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยนั้น มีหลายหน่วยงานและสถาบันต่างๆมากมายที่ต้องการผล TOEIC เช่น ธุรกิจการบิน การโรงแรม การท่องเที่ยว การขนส่ง สถาบันการเงิน ปิโตรเคมี ยานยนต์ โรงพยาบาล รวมทั้งบริษัทข้ามชาติอื่นๆ โดยนำไปใช้ในด้านต่างๆ เช่น สำหรับพิจารณาทักษะทางภาษาอังกฤษเพื่อรับสมัครเข้าทำงาน ปรับเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง คัดเลือกเพื่อไปอบรมสัมนาต่างประเทศ เป็นต้น

>> TOEIC ทดสอบอะไร

เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางด้าน Passive Skill จึงมีอยู่ 2 ส่วนคือ แบบทดสอบ การฟัง และการอ่าน และทักษะความสามารถ ในการใช้ ภาษาอังกฤษมาใช้งานจริง (Proficiency) แต่ในปัจจุบันได้มีการเพิ่มแบบทดสอบด้านการพูดและการเขียนเข้ามาด้วย ทำให้ปัจจุบัน TOEIC มีการสอบสองรูปแบบคือ

  1. Classic TOEIC Test Administration (TOEIC Listening and Reading Test) การฟังและการอ่าน
  2. Redesigned TOEIC Test Administration (TOEIC Speaking and Writing Tests) การพูดและการเขียน เริ่มใช้เดือนเมษายน 2551

ข้อสอบ Classic TOEIC จะประกอบด้วยคำถาม 200 ข้อ แบ่งเป็นข้อสอบทางด้านการฟัง 100 ข้อ (ฟังจากเทปที่อัดไว้) และการอ่าน 100 ข้อ ระยะเวลาในการทดสอบประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่งขึ้นอยู่กับการสอบแต่ละครั้ง โดยมีคะแนนเต็ม 990 คะแนน ซึ่งผลคะแนนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ภาษาของผู้สอบและมีอายุการ ใช้งานได้ 2 ปีนับจากวันที่สอบ

คะแนน TOEIC เริ่มจาก 10 คะแนนถึง 990 คะแนน โดยแบ่งคะแนนการฟังเป็น 5-495 คะแนนและ การอ่าน 5-495 คะแนน

>> TOEIC จัดสอบที่ไหน และ เมื่อไหร่ ?

ผู้ที่ต้องการสมัครสอบ TOEIC สามารถติดต่อขอสอบได้ทุกวันจันทร์ – เสาร์ตลอดทั้งปี เว้นเฉพาะวันอาทิตย์กับวันนักขัตฤกษ์เท่านั้น โดยเปิดสอบที่ทำการของศูนย์ฯที่กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ 

สำหรับการสอบจะจัดเป็นวันละสองรอบ เวลา 9:00-11:30 น. และ 13:00-15:30 น. เป็นประจำ

ผู้ที่ต้องการสอบสามารถ โทรศัพท์สำรองที่นั่งสอบได้ที่ 0-2260-7061 ระหว่างเวลา 08:00 – 16:30 

สำหรับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องการให้ศูนย์ฯ ไปจัดสอบให้นอกสถานที่ก็สามารถกำหนดวัน และเวลาสอบได้ตามความสะดวก ไม่เว้นวันอาทิตย์หรือวันนักขัตฤกษ์

ผู้สอบ ควรโทรไปสอบถามและจองวันสอบก่อน เพราะบางครั้งที่นั่งสอบอาจจะเต็มได้

>> รายละเอียดที่ตั้ง Center for Professional Assessment (Thailand)

ศูนย์ใหญ่กรุงเทพ TOEIC Services

ศูนย์สอบโทอิค อาคาร BB tower (Bangkok Business Building)
ชั้น 19 (ข้างตึก Grammy) ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก) กรุงเทพ 10110
โทรศัพท์ 0 2260 7061, 0 2664 3131
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : information@toeic.co.th

ออฟฟิศสาขาเชียงใหม่

4/11 ชั้น 3 อาคารนวรัฐ
4/6 ถนนแก้วนวรัฐ ซอย 3 เชียงใหม่. 50000
โทรศัพท์ 0 5324 8208, 0 5330 6600
แฟกส์ 0 2664 3122
E-mail : toeicnorthern@toeic.co.th

วันเปิดทำการ

วันจันทร์ – วันเสาร์ เว้นวันหยุดของทางศูนย์ (วันอาทิตย์และ วันหยุดดังนี้)

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เทคนิคการเขียนสัญญาจ้างของฟรีแลนซ์

การทำงานสาย IT หลายคนอาจจะมองว่าเป็นงานที่สบาย เป็นอิสระและมีรายได้เข้ามาเยอะ แต่หากคุณไม่มีสัญญา หรือทำสัญญาระหว่างคุณกับลูกค้าแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยค่ะว่า คุณจะต้องปวดหัวอย่างแน่นอน นั่นเพราะ การทำงานแบบนี้คุณอาจจะโดนโกง แล้วถูกเบี้ยวเงินได้ง่าย ซึ่งอาจจะจ่ายค่าจ้างช้า ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นการทำสัญญาให้มีความชัดเจนทั้งสองฝ่าย จะช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเงินที่ได้มาน้อยไม่คุ้มค่ากับการทำอีกต่อไปค่ะ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “สัญญา”

สัญญา เป็นขอตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งในสัญญาจะระบุการกระทำอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายและความสมัครใจ บุคคลตามกฎหมายนั้น อาจจะเป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ดังนั้น ฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาก็ย่อมต้องทำสัญญากับบริษัท ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ค่ะ

ลักษณะการทำงานของฟรีแลนซ์ เป็นการทำงานภายใต้ สัญญาจ้างทำของ ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน นั่นคือ ผู้ว่าจ้างจะให้ค่าจ้างเมื่อผู้รับจ้างทำงานสำเร็จตามข้อตกลง เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบฟอร์ม หรือสัญญาจ้างที่ทำของเกิดขึ้นได้เมื่อมีการตกลงร่วมกัน แม้ว่าสัญญาปากเปล่า หรือเขียนขึ้นบนกระดาษทิชชูก็สามารถนำมาฟ้องร้องบังคับคดีได้ค่ะ

องค์ประกอบของสัญญาจ้างทำของ

  1. ชื่อสัญญา ควรมีชื่อที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นสัญญาเกี่ยวกับอะไร และควรระบุให้เฉพาะเจาะจงที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น สัญญาจ้างแปลเอกสารจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทย นิยายเรื่อง… หรือสัญญาจ้างการออกแบบเว็บไซต์ของคุณ ….อย่างนี้เป็นต้น
  2. คู่สัญญา คุณจะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นสัญญาระหว่างใครกับใคร อาจจะเป็นบริษัทกับบริษัท หรือระหว่างบริษัทกับบุคคล ในกรณที่เป็นของบริษัทจะต้องระบุชื่อผู้มีอำนาจแทนนิติบุคคลนั้นด้วย เช่น กรรมการผู้จัดการบริษัท (สามารถตรวจสอบได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า http://www.dbd.go.th ถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องระบุชื่อ นามสกุล และเลขบัตรที่ประชาชนของบุคคลนั้นด้วย
  3. ระยะเวลาของสัญญาต้องกำหนดตั้งแต่เวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดสัญญาอย่างชัดเจน วันที่เซ็นสัญญา ระบุงวดส่งงาน อย่างเช่น งวดไหนกำหนดส่งเมื่อไร จ่ายเงินแต่ละงวดเมื่อใด ถ้าให้ดีควรระบุสถานที่เซ็นสัญญา ถ้าหากเกิดการฟ้องร้องขึ้นมาจะได้รู้ว่าต้องแจ้งความและขึ้นศาลที่ไหน
  4. ความสัมพันธ์ของคู่สัญญา สัญญาต้องบอกชัดถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยต้องเขียนขอบเขตงานให้ครอบคลุม อย่างเช่น ว่าจ้างอะไร รายละเอียดของผลงานหรือสินค้า เงื่อนไขการส่งมอบงาน ตรวจสอบ ลิขสิทธิ์งาน ฯลฯ
  5. การดำเนินการเมื่อฝ่ายในฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา คุณต้องระบุอย่างชัดเจนว่า ต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อมีการผิดสัญญา อย่างเช่น ปรับเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และถ้าสัญญาควรปกป้องสิทธิของแต่ละฝ่าย เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้น ควรพิจารณาได้ง่ายกว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา อย่างเช่น ระบุเป็นข้อความว่า ถ้าหาก…ปฏิบัติผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งในสัญญานี้ …สามารถดำเนินการใดได้ หรือมีผลอย่างไรได้
  6. การบอกเลิกสัญญา คุณต้องกำหนดเงื่อนไขในการบอกเลิกสัญญาของแต่ละฝ่ายเอาไว้ ว่าสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง และต้องมีการบอกล่วงหน้าเป็นระยะเวลาเท่าใด ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบอะไร
  7. อื่น ๆ อย่างเช่น ระยะเวลาในการการันตีผลงาน บริการหลังการขาย เหตุสุวิสัย หรือข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มประเภทงาน และประสบกาณ์ของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง

จากข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเขียนสัญญาที่ครอบคลุม และสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่ทำงานฟรีแลนซ์ ในการทำงานฟรีแลนซ์นี้ถึงแม้ว่าคุณจะมีอิสระในการทำงาน ในการคิดและการวางแผน แต่หากไม่มีสัญญาอาจจะทำให้คุณพลาดโอกาสที่จะได้รับเงินที่สมควรจะได้รับ เพราะงานทุกอย่างต้องมีต้นทุน ดังนั้น ทำสัญญาไว้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

เว็บไซต์โรงแรมดี ก็เพิ่มยอดขายได้นะจ๊ะ

เว็บไซต์ คือ หน้าโรงแรม หรือประตูทางเข้าโรงแรมอีกทางหนึ่งที่นักธุรกิจโรงแรมต้องให้ความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ

1. ข้อมูลมีคุณภาพ ชัดเจน และรองรับการใช้สื่อหลายประเภท

  • การใส่ข้อมูลในเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้งโรงแรม ภาพถ่าย สื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในเว็บไซต์ ควรมีความชัดเจนและมีคุณภาพ มันคงจะดูไม่น่าจองห้องพักเอามาก ๆ ถ้าลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์โรงแรมของคุณเพื่อที่จะดูภาพห้องพัก และโซนอื่นๆที่หน้าสนใจ แต่กลับพบรูปภาพห้องพักที่เบลอ ๆ หรือถ่ายแบบไม่คุมโทนสีเอาซะเลย
  • สื่อที่นิยมใช้ในการทำเว็บไซต์ นอกจากตัวหนังสือ (text) และรูปภาพแล้ว ยังมีสื่อวีดีโอ Video ที่คุณยังสามารถใส่ลงในเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์การเข้าพักที่ดรงแรมผ่านวีดีโอโปรโมตโรงแรมได้อีกด้วย
  • นอกจากการข้อมูลมีคุณภาพ ชัดเจน และรองรับการใช้สื่อหลายประเภทแล้ว อย่าลืมตรวจสอบความเร็วของการเข้าถึงหน้าแรกของเว็บไซต์กันด้วยนะคะ เพราะความเร็วของเว็บไซต์มีผลต่อการเข้าชมเว็บไซต์ของลูกค้าค่ะ  คุณเคยเข้าเว็บไหนแล้วหงุดหงิดกับการที่ต้องรอนานกว่าจะโหลดหน้าแรกเสร็จไหม? นั่นแหละสิ่งที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมเว็บโรงแรมของคุณเบือนหน้าหนี ซึ่งหากลูกค้าของคุณกดเข้มเว็บและออกจากเว็บของคุณโดยที่ไม่คลิกอะไรต่อเลย แปลว่าเว็บไซต์ของคุณมีอัตรการตีกลับ (bounce rate) ซึ่งยิ่งอันตราการตีกลับสูง จะมีผลกระทบต่อ SEO score และเมื่อ SEO Score ต่ำ จะส่งผลกระทบทำให้เว็บไซต์ดรงแรมของคุณไม่ติดอันดับต้นๆ หรือแม้กระทั่งหน้าแรกๆของผลการค้นหาใน google ค่ะ

2. มีปุ่มจองห้องพัก

แหม เมื่อลูกค้าเข้ามาถึงประตูหน้าโรงแรม เพื่อดูห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรมแล้ว ก็อย่าปล่อยให้หลุดมือไปนะคะ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้คุ้มค่ะ ด้วยการติดตั้งฟังก์ชั่น direct booking พร้อมแปะปุ่มจองห้องพัก “Book Now” ไว้ทุกหน้าของเว็บไซต์ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจจองห้องพักทันที นอกจากนั้นคุณยังสามารถเพิ่มยอดขายได้ด้วย โปรโมชั่นที่หน้าเว็บลดราคาให้กับลูกค้าที่เลือกจองห้องพักผ่านปุ่มจองห้องพักด้วยค่ะ

3. SEO

เว็บไซต์โรงแรมที่ดี จะต้องเขียนตามหลักการของ SEO ซึ่งผู้เขียนเว็บจะต้องทราบถึงการใช้ Title, Meta Description, Heading, Sub-heading, URL เพื่อให้เว็บไซต์โรงแรมของคุณติดอันดับต้นๆของหน้า google ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเข้าชมเว็บไซต์ให้กับโรงแรม

4. Responsive

ในปัจจุบันมือถือได้กลายมาเป็นอุปกรณ์หลักที่ผู้คนใช้เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ต่างๆรวมถึงการจองห้องพักโรงแรมด้วย เว็บไซต์โรงแรมที่ดีก็ควรที่จะเอื้อต่อการรับชมผ่านมือถือ หรืออุปกรณ์พกพาอื่นๆ ว่าแล้วก็ อย่าลืม! ตรวจสอบดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีการดีไซน์แบบResponsiveหรือไม่เพื่อรองรับการเข้าชมผ่านอุปกรณ์พกพานะคะ

5. อัพเดทคอนเทนท์อยู่เสมอ

นอกจากการเขียนเว็บไซต์โรงแรมให้ตรงตามหลักการของ SEO แล้ว การอัพเดทคอนเทนท์ใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าชมเว็บไซต์โรงแรมของคุณ เช่น ถ้าคุณอยู่จังหวัดที่มีทั้งภูเขาและทะเล คุณอาจจะทำคอนเทนท์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวบริเวณใกล้ๆโรงแรม หรือพาช๊อบ แชะ ชิม เพื่อให้ผู้อ่านประทับใจ เกิดความสนใจที่จะไป พร้อมกับจองโรงแรมของคุณ หรือแม่กระทั่ง เกิดการแชร์บทความของคุณ สร้างความน่าเชื่อถือและทำให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักในคนหมู่มากอีกด้วย

ตอนนี้ คุณผู้อ่าน เห็นความสำคัญของการมีเว็บไซต์และวีสร้างเว็บไซต์โรงแรมที่ดีแล้วนะคะ อย่าปล่อยให้เว็บไซต์โรงแรมของคุณว่างเปล่า และไม่อัพเดท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าลืมต่อโดเมนเนม เพราะเดีญวชื่อโอเมนที่เราต้องการจะหลุดไปอยู่ที่มือคนอื่นแทนนะจ๊ะ ว่าแล้วก้กลับไปดูและอัพเดทเว็บไซต์โอรงแรมของคุณกันได้เลยค่ะ

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

TOEFL (Test of English as a Foreign Language) โทเฟล คืออะไร

TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language (TOEFL อ่านออกเสียงว่า โทเฟิล หรือ โทเฟล) เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

>> ข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่ผ่านมาจะมี อยู่ 3 ระบบ คือ

  1. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  PBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนแผ่นกระดาษ
  2. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  CBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์
  3. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  iBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่แพร่หลายที่สุด

ดังนั้น แบบทดสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่จะพูดถึงจะเป็น TOEFL iBT หรือ โทเฟิล ที่สอบบทคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนตนั่นเอง

>> TOEFL ทดสอบอะไรบ้าง

TOEFL จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) 

โดยทั้ง 4 ทักษะนั้น โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  จะวัดผู้สอบด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

  1. ทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทางด้าน การอ่าน (การอ่าน) การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) และการเขียน (Writing) ซึ่ง โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะวัดความเชี่ยวชาญทางทักษะนั้น ๆ ทีละด้าน
  2. ทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) อย่างเช่น ผู้สอบจะต้องใช้ทั้งทักษะการฟัง-อ่าน-พูด หรือ อาจจะต้อง ฟัง-อ่าน-เขียน ทั้งนี้เพื่อจะได้วัดปฏิกริยา และความเข้าใจภาษาอังกฤษ

โดยปกติแล้วคำถามของทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) ของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะถือว่าเป็นส่วนที่ยากกว่าคำถามของการสอบวัดทักษะทีละทักษะของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)

>> การสอบโทเฟล (TOEFL) โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

ระบบ TOEFL
ทักษะ
จำนวนคำถาม
เวลา
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การอ่าน (Reading)
3 – 5 บทความ บทความละ 12 – 14 คำถาม
60 – 100 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การฟัง (Listening)
4 – 6 เรื่อง เรื่องละ 6 คำถาม และ
2 – 3 บทสนทนา บทสนทนาละ 5 คำถาม
60 – 90 นาที
พัก
10 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การพูด (Speaking)
6 เรื่อง ( 2 เรื่องอิสระ และ 4 เรื่องบูรณาการ)
20 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การเขียน (Writing)
1 เรื่องอิสระ และ 1 เรื่องบูรณาการ
20 นาที (เรื่องบูรณาการ) 30 นาที (เรื่องอิสระ!

ข้อมุลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ TOEFL โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) คือ www.ets.org/toefl

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com