โปรโมชั่นเรียนภาษากับ International House (IH) ทิ้งท้ายปี 2019 ประเทศอเมริกา & แคนาดา

Location

Season

Price (12weeks)

Price (20weeks)

Price (24weeks)

Whistler

Summer

25 lessons/wk 9.00-15.00

69,609 บาท

110,401 บาท

132,481 บาท

Winter

20lessons/wk 8:30-12:35 or 14:00-18:05

84,204 บาท

138,469 บาท

166,163 บาท

Vancouver

Intensive

20lessons/wk 8:30-12:20

96,410 บาท

151,802 บาท

181,543 บาท

Intensive Plus

30lessons/wk 8:30-15:00

117,228 บาท

184,021 บาท

220,206 บาท

หมายเหต:ุ

1) 1 CAD = 23.39 THB (อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณวันที่ 20/AUG/2019)

2) ค่าอุปกรณ์: ค่ามัดจำยืมหนังสือเล่มละ $50, ชำระที่โรงเรียน

3) ค่า Custodianship $100

4) โปรโมชั่นนนี้สำหรับนักเรียนที่ส่งใบสมัครภายในสิ้นเดือนกันยายน 2562 และเริ่มเรียนภายในเดือนกันยายน 2563

5) มีค่ายกเลิกขั้นต่ำ $150 หรือเป็นไปตามบนใบสมัครในกรณีที่ชำระค่าเรียนแล้วขอยกเลิกด้วยเหตุผลส่วนตัว

6) ราคาข้างต้นยังไม่รวมค่าที่พัก ค่ารถรับที่สนามบิน และ ค่าประกันสำหรับวีซ่านักเรียน

San Diego

IHV-20 AM 20lessons/week 8:50-13:20 – Period A, B, C & D

64,935 บาท

101,258 บาท

121,509 บาท

IHV-30

30lessons/week 8:50-15:20 – Period A, B, C, D, E & F

75,247 บาท

118,444 บาท

142,132 บาท

หมายเหตุ

1) 1 USD = 30.98 THB (อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณวันที่ 20/AUG/2019)

2) ค่าอุปกรณ์: ค่ามัดจำยืมหนังสือชำระที่โรงเรียน

3) โปรแกรมข้างต้นรับนักเรียนอายตั้งแต่ 16ปี

4) โปรโมชั่นนนี้สำหรับนักเรียนที่ส่งใบสมัครภายในสิ้นเดือนกันยายน 2562 และเริ่มเรียนภายในเดือนกันยายน 2563

5) มีค่ายกเลิกขั้นต่ำ $150 หรือเป็นไปตามบนใบสมัครในกรณีที่ชำระค่าเรียนแล้วขอยกเลิกด้วยเหตุผลส่วนตัว และค่าส่ง I-20กรณีเอกสารไดจัดส่งแล้ว

6) ราคาข้างต้นยังไม่รวมค่าที่พัก ค่ารถรับที่สนามบิน และ ค่าประกันสำหรับวีซ่านักเรียน

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เทคนิคการจัดการเวลาสำหรับฟรีแลนซ์ เพื่อให้รับงานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีสะดุด

การจะเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีระยะเวลาในการสั่งสมประสบการณ์ ทำยังไงให้มีคนมาสนใจ? ทำยังไงลูกค้าถึงจะตกลงจ้างงาน? เจอลูกค้าเบี้ยวต้องจัดการอย่างไร? สารพัดสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ และอีกสิ่งหนึ่งเป็นเหมือนเส้นคั่นระหว่างความเป็นมือใหม่กับมืออาชีพนั้นก็คือ การจัดการเวลา

ในเมื่อการเป็นฟรีแลนซ์นั้น รายได้ที่เข้ามาจะมากแค่ไหน ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่เราถูกว่าจ้าง เพราะแบบนี้ใครๆ จึงอยากจะรับงานให้ได้เยอะๆ มีลูกค้าเข้ามาเป็นต้องคว้าเอาไว้ก่อน สุดท้ายส่งงานตามกำหนดไม่ทัน เกิดความเสียหายอื่นๆ ตามมา ทั้งหมดนี้มันก็เกิดจากการที่เรา บริการจัดการเวลาไม่เป็น นั่นเอง

สำหรับคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการฟรีแลนซ์มาสักพักก็จะรู้ดีว่าการบริการจัดการเวลานั้น บางทีมันก็ไม่ใช่การรีบทำงานให้เสร็จแล้วส่งไปทีละชิ้นๆ เพราะบางครั้งคุณจะต้องแก้งานอีกยาว กว่าจะปิดงานได้จริงๆ แล้วแบบนี้มันจะมีเทคนิคอะไรบ้างล่ะ ที่จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับเวลาได้ดีมากขึ้นกว่านี้ วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณค่ะ

จัดตารางเตือนความจำ รับงาน-ส่งงาน

เพื่อให้เราเห็นกรอบเวลาในการทำงานอย่างชัดเจน เห็นว่าช่วงเวลาไหนยังมีที่ว่างพอจะแทรกงานเล็กๆ เข้าไปได้บ้าง ทำให้ไม่รับงานมาแบบมั่วซั่วไม่มีระบบระเบียบ โดยรายละเอียดต่างๆ เราสามารถดีไซน์ได้ในแบบของตัวเอง เอาให้ตัวเราดูแล้วเข้าใจและเหมาะสมกับรูปแบบการทำงาน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเจาะรายละเอียดที่นอกเหือจากวันรับหรือส่งงานเข้าไปด้วย เช่น วันที่….รอรับฟีดแบค, แก้งานครั้งที่ 1 ส่งภายในวันที่….. เป็นต้น การสร้างตารางเหล่านี้จะเป็นเครื่องช่วยเตือนความจำและจัดระบบงานของเรา ทั้งยังเป็นเสมือนบันทึกว่าเดือนนี้เรารับงานมากี่งานแล้วอีกด้วย

กำหนดระยะเวลาให้กับงานอย่างยืดหยุ่น

ในกรณีที่งานไหนไม่ใช่งานเร่งด่วน ก็ควรกำหนดระยะเวลาให้ยาวมากพอ ทั้งนี้ ไม่ใช่ประวิงเวลาเพื่อให้งานยืดเยื้อเกินความจำเป็น เพียงแต่เราจะได้มีเวลาเพื่อรับงานที่แทรกเข้ามาในช่วงจังหวะที่เราอาจจะกำลังรอรับฟีดแบคจากลูกค้า เพื่อไม่ให้ช่วงเวลาเหล่านั้นผ่านไปอย่างไรประโยชน์ค่ะ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถใช้สอยเวลาที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าทุกเม็ดทุกหน่วย มากกว่ารอปิดงานไปทีละงาน ซึ่งเราจะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ต้องรอคอยลูกค้าแล้วไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ทั้งนี้การรับงานในช่วงจังหวะดังกล่าวก็ควรจะถูกจัดวางอย่างรัดกุมภายใต้ตารางเวลาของเรานะคะ

ระบุสัญญาให้ละเอียด

เราจะพูดถึงเนื้อหาในสัญญาส่วนที่เกี่ยวกับเวลาค่ะ อย่างเช่น การกำหนดเวลาที่แน่นอนเพื่อให้ลูกค้าจัดเตรียมและส่งข้อมูลมาให้เรา หรือกำหนดว่าหลังจากส่งงานไปแล้วให้ลูกค้าฟีดแบคกลับมาภายในกี่วัน รวมทั้งกำหนดว่าลูกค้าสามารถแก้ไขงานได้กี่ครั้ง การระบุเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ลงไปในสัญญาถือเป็นวิธีจัดการกับเลาที่ดีมากๆ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปิดงานได้ภายในกำหนดเวลาที่แน่นอนมากขึ้น เพราะได้ทำการกำหนดเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานทั้งหมดเอาไว้แล้ว ทั้งยังส่งผลให้เราตัดสินใจรับงานเพิ่มง่ายขึ้นด้วยค่ะ

ส่งต่องานไปยังเพื่อนๆ หรือคนรู้จัก

ถ้าหากว่าคุณมีเพื่อนหรือมีคนรู้จักที่ทำงานในด้านเดียวกัน ก็อาจเจรจากับคนเหล่านั้นเพื่อส่งมอบงานที่เราได้รับมาให้เค้าทำต่อได้ เป็นการเปิดโอกาสในการรับงานเพิ่มของเรา (ไม่ต้องปฏิเสธงานจากลูกค้าที่เข้ามา) แต่อย่าลืมนะคะว่า คนที่เราจะส่งงานต่อให้นั้นเราจะต้องไว้ใจในตัวเค้าได้จริงๆ ทั้งในเรื่องฝีมือและความรับผิดชอบ เพราะสุดท้ายแล้วถ้างานออกมาไม่ดี ความเสียหายนั้นจะส่งมาถึงเราโดยตรง ลูกค้าอาจจะไม่ประทับใจ ไม่เชื่อถือในตัวเราอีก หรือไม่คุณก็ต้องกลับมานั่งแก้งานเอง ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบงานอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนส่งให้ลูกค้าด้วยนะคะ เพื่อให้งานที่ออกไปนั้นมีมาตรฐานเดียวกันกับงานที่เราทำ และในส่วนของค่าจ้าง เราก็อาจจะพิจารณาแบ่งค่าจ้างเป็น 50-50%, 40-60% หรือแล้วแต่จะตกลงกันตามความเหมาะสมได้เลยค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ #เทคนิคการรับงานฟรีแลนซ์ อย่าลืมเอาไปฝึกใช้กันนะคะ และที่สำคัญ อย่าลืมเพิ่มความมั่นใจในการรับงานด้วยการใช้แพลทฟอร์ม tasknjoy ค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

โครงสร้างการบริหารงานโรงแรม (Hotel Organizational Structure) ตอนที่ 1

ธุรกิจโรงแรมของไทยเป็นธุรกิจที่น่าให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะปีๆหนึ่ง อุตสาหกรรมประเภทนี้ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนหลายๆ พันล้านบาท เดิมทีอุตสาหกรรมประเภทโรงแรมเกิดขึ้นมาจากกิจการพ่อค้าคนเดียว  ซึ่งการบริหารงานต่งๆนั้นตั้งแต่ระดับผู้จัดการลงไปจนถึงระดับพนักงานให้บริการในตำแหน่งต่างๆ ก็จะอาศัยบุคคลเพียงคนเดียวหรืออาจจะให้ลูกๆหรือพี่น้องในครอบครัวของตนเองช่วยจัดการกัน โดยใครว่างก็จัดการทำไปโดยไม่ได้มีตำแหน่งและแผนกให้อยู่อย่างปัจจุบันนี้

แผนผังแสดงการบริการงานแบบกิจการพ่อค้าคนเดียว

ในปัจจุบัน ได้มีการนำความรู้ วิทยาการต่างๆ มาปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างการบริหารงานโรงแรม (Hotel Organizational Structure) ให้เป็นแบบสากลมากขึ้น โดยแบ่งงานที่บริหารออกเป็น 3 ส่วนอย่างเหมาะสม คือ

งานของผู้บริหารทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ จะต้องปฏิบัติงานให้สัมพันธ์กันอย่างมีประสิทิภาพ เพราะกิจการจะรุ่งหรือจะทรุดก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารทั้ง 3 ขั้นนี้

  1. ผู้บริหารระดับ Top management เป็นผู้บริหารระดับสูงของโรงแรม ดังนี้ ผู้ถือหุ้น (Share Holder), Managing director, General Manager, Asst. General Manager
  2. งานการบริหารระดับกลาง (Middle Level) งานในระดับนี้เป็นงานที่สำคัญมากเช่นกัน เจ้าหน้าที่ในตำแหน่งนี้ได้แก่ ผู้จัดการขอแต่ละแผนก (Head of the Department) เช่น Front Office Department, Housekeeping Department, Food & Beverage Department เป็นต้น บุคคลในตำแหน่งนี้จะคอยรับคำสั่งจาก Top management มาและนำไปปฏิบัติและสั่งการไปยังระดับต่ำของตนอีกทีหนึ่งต่อไป
  3. การบริหารงานในระดับต่ำ (Supervisory Management) เจ้าหน้าที่ระดับนี้ จะคอยรับคำสั่งโดยตรงจากหัวหน้าแผนกนั้นๆที่ตนสังกัดอยู่ (Head of the department) อย่างเดียว ซึ่งัวเขาในตำแหน่งนี้ คือระดับ Supervisor (หัวหน้างาน) จะกระจายคำสั่งไปยังลูกจ้างระดับต่ำลงไปอีกทีหนึ่ง ซึ่งจะได้นำคำสั่งไปปฏิบัติต่อไป และตนเองก็มีหน้าที่คอยดูแลและให้คำปรึกษาอยู่ด้วยเพราะตนเองกว่าที่จะได้อยู่ตำแหน่งนี้ก็หมายความว่าตนได้ผ่านงานสิ่งเหล่านี้มาก่อนแล้ว และคอยเป็นบุคคลที่คอยทำหน้าที่รายงานว่าสางที่ได้ทำไปนั้นๆสำเน็จหรือไม่สำเร็จ จะต้องรายงาน (Report) เพื่อให้เจ้านายตนเองรับรู้ด้วย

แม้กว่ากิจการโรงแรม เป็นกิจการที่สามารถสร้างรายได้ต่อปีไม่น้อยเลยทีเดียว แต่การที่จะทำให้แขก หรือลูกค้านิยมมาใช้บริการในโรงแรมของตนให้มากขึ้นนั้น ก็ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายด้านด้วยกัน อาทิเช่น

  • ทำเลที่ตั้ง
  • ราคาห้องพักและอื่นๆ
  • การให้บริการแขกที่ประทับใจ
  • ความสะดวกสบายต่างๆที่แขกพอใจ
  • อาหารอร่อยและราคาพอควร
  • การบริหารงานที่ได้มาตรฐาน
  • ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับมาตรฐานการให้บริการที่ดี ซึ่งผมแนะนำให้เน้นไปยัง มาตรฐานสากล เพราะเป็นการให้บริการโรงแรมแบบที่สากลยอมรับ โดยเริ่มตั้งแต่การจัดโครงสร้างการบริหารงานโรงแรม โดยจะต้องทราบก่อนว่า โรงแรมของเราเป็นโรงแรมขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ จึงจะสามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสม และอย่าลืมเลือกใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ระบบจัดการโรงแรมที่มีมาตรฐาน ใช้งานง่าย รองรับการพัฒนาปรับปรุงกิจการโรงแรมของเราต่อไป

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

วิธีเตรียมเงินในสเตทเม้นท์ (Bank Statement) เพื่อขอวีซ่านักเรียน

สวัสดีค่ะ วันนี้พี่หลันจะแนะนำเรื่องการเตรียม bank Statement เพื่อการขอวีซ่า โดยบทความในวันนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับประเทศต่อไปนี้ค่ะ อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา อเมริกา และออสเตรเลียค่ะ (ประเทศอื่นๆก็ สามารถนำไปปรับใช้ได้ แต่จำนวนเงินในบัญชีที่ต้องโชว์อาจจะแตกต่างกันไป แนะนำให้สอบถามพี่ๆ Ascend Education Center ค่ะ)

1. สเตท์เม้นของใครดี? 

ชัวร์คะ ว่า ทุกคนตอบว่า ของตัวเองสิดี เพราะคนที่ไปเรียนคือเรานี่นา แต่จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่ว่าน้องโชว์เงินจากบัญชีที่เป็นชื่อของตัวเองแล้วจะดีทุกกรณีนะคะ  เช่น ถ้าสถานะของน้องยังเป็นนักเรียน เพิ่งเรียนจบ ม.6 และกำลังจะขอวีซ่านักเรียนเพื่อไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย น้องจะมีเงินในบัญชีอยู่เป็นหลักหลายๆ ล้านก็ดูไม่สมจริง ถ้าเป็นกรณีแบบนี้ พี่หลันแนะนำว่าให้ใช้บัญชีคุณพ่อคุณแม่ขอบผู้ปกครองดีกว่าค่ะ (แต่ควรมีจดหมาย sponsor ค่าใช้จ่ายในการศึกษา จากผู้ปกครองมายืนยันสถานทูตด้วยค่ะ) 

แต่ถ้าน้องวางแผนมาสักพักแล้ว ก็สามารถเปิดบัญชีและเอาเงินเข้าในชื่อของตัวเองได้ค่ะ โดยเฉพาะน้องๆที่เรียนจบระดับป.ตรีและจะไปต่อป.โทที่ต่างประเทศค่ะ

เพิ่มเติม ในกรณีที่น้องๆใช้บัญชีของผู้ปกครอง คำว่าผู้ปกครองในที่นี้ หมายถึง คุณพ่อคุณแม่แท้ๆ (ตามใบเกิด), คุณพ่อคุณแม่บุญธรรม (ตามกฏหมาย) หรือว่าผู้ดูแลตามกฏหมาย

และ ทุกอย่างต้องมีเอกสารยืนยันนะคะ เช่น ใบสูติบัติ (ใบเกิด) หนังสือแต่งตั้งจากศาลเพื่อยืนยันการอุปการะบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองตามกฏหมาย

***เอกสารยืนยัน ทุกตัวจะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ***

เราไม่สามารถให้เพื่อน ญาติ หรือแฟนมาเป็นสปอนเซอร์ให้ได้ แต่ถ้าเค้าจะช่วยเงินตรงนั้น แนะนำให้ฝากเงินเป็นชื่อเราหรือว่าเป็นชื่อร่วม (แต่ถ้าเป็นชื่อร่วม ตอนขอวีซ่าน้องต้องโชว์รายละเอียดของคนที่มีบัญชีร่วมกันด้วย) 

2. บัญชีแบบไหนดี?

ออมทรัพย์ค่ะ เพราะเป็นบัญชีที่สามารถโชว์ได้ว่ามีเงินก้อน พอชำระค่าเรียน ค่าใช้จ่ายยระหว่างศึกษาต่อจริง 

3. จำนวนเงินในบัญชีที่ต้องมี?

ถ้าจ่ายค่าเรียนเต็มแล้วก่อนการยื่นวีซ่า ให้โชว์ประมาณ 600,000 บาท (เอา GBP 1000 x 12 x ค่าเงินประมาณ 50) แต่ถ้าจ่ายค่าเรียนไปก่อนครึ่งนึงให้โชว์ที่ 700,000 – 800,000 บาท ค่ะ 

ถ้ามีจำนวนเงินในบัญชี ใน 1 บัญชี ไม่ถึงจำนวนที่กำหนด ก็สามารถรวมทุกๆบัญชีที่เรามีได้ค่ะ 

4. เงินจะต้องอยู่ในบัญชีนานแค่ไหน?

เงินต้องอยู่ในบัญชีอย่างต่ำ 28 วัน ค่ะ เพราะระบบของธนาคารในการออก Bank Guarantee (จดหมายรับรองสถานะทางการเงิน) จะระบุว่า ใน 28 วันที่ผ่านมา เรามีวงเงินอยู่ในบัญชีกี่บาท ตรงนี้ สถานทูตก็จะใช้ในการพิจารณาว่า เงินก้อนนี้เป็นเงินที่กันไว้สำหรับการศึกษาต่อจริง ไม่เกี่ยวข้องกับเงินที่ใช้กิน-ใช้ ในชีวิตประจำวันค่ะ

ในกรณีที่ เงินในบัญชีตนเองหรือบัญชีผู้ปกครองที่เราจะใช้ขอ Bank Guarantee  มีเงินส่วนที่เราใช้กิน-ใช้อยู่เป็นประจำปนอยู่ด้วย น้องๆหรือผู้ปกครองจะต้องคอยดูยอดว่าไม่ให้ถูกถอนออกไปต่ำกว่าจำนวนที่กำหนด เช่น ถ้าน้องต้องมี 6 แสน น้องก็ต้องเก็บยอดให้เป็น 6 แสนทุกวันตลอดทั้งเดือน

5. เอกสารทางการเงินอื่น ๆ?

สิ่งที่น้องต้องเตรียม คือ สเตทเม้นท์ (Stetement) สมุดบัญชีตัวจริง (Book Bank) จดหมายรับรองฐานะการเงิน (Bank Guarantee) ค่ะ

ตัวอย่าง Bank Guarantee (จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน) ที่ได้รับจากธนาคาร (ค่าะรรมเนียมการขอ ปกติอยู่ที่ 100 บาท/ใบ/ครั้ง)

Bank Guarantee (จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน) ต้องโชว์ยอดเงินวันนั้นๆที่ไปขอ โดยแปลงเป็นเงินสกุลตามประเทศที่เราเดินทาง เช่น เงินปอนด์ สำหรับประเทศอังกฤษ เงินดอลลาร์สหรัฐ สำหรับประเทศอเมริกา เป็นต้น 

6. ต้องขอ Bank statement (สเตทเม้นท์จากธนาคาร) และ Bank Guarantee (จดหมายรับรองสถานะทางการเงิน) เมื่อไหร่?

Bank Guarantee หรือ จดหมายรับรองฐานะการเงิน มีอายุ 1 เดือนนับจากวันที่ขอค่ะ ดังนั้น ปกติแล้ว พี่ๆ Ascend Education center จะแนะนำให้น้องๆ ขอก่อนวันยื่นวีซ่าอย่างน้อย 2-3 วันค่ะ เพื่อให้ statement ใหม่สดปิ๊ง และก็เพื่อว่ามีการผิดพลาดในการ เลื่อนนัดวันยิ่นวีซ่า ต่างๆ statement ของเราก็จะสามารถนำมาใช้ได้ในอายุ 1 เดือนค่ะ

Bank statement หรือ สเตทเม้นที่โชว์ความเคลือนไหวของเงิน ให้เราขอย้อนหลัง 1-3 เดือน และวันที่สุดท้ายในสเตทเม้นท์ต้องไม่เกิน 1 เดือนของวันที่ยื่นวีซ่า 

ส่วนสมุดบัญชี ต้องเอาไปถ่ายเอกสารทุกหน้า ให้ธนาคาร แสตมป์ตราและเซ็นต์ให้ค่ะ แปลหน้าชื่อหน้าแรก แล้วก้อแนบไปกับก๊อปปี้และตัวจริงค่ะ

เตรียมพร้อมเท่านั้น เรื่องเอกสารทางการเงินของเราก็พร้อมที่จะยื่นวีซ่านักเรียนแล้วค่ะ แต่อย่าลืมว่า การขอวีซ่านักเรียนเพื่อการเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ได้มีองค์ประกอบแค่เรื่อง สเตทเม้นเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องเอกสารอื่นๆ รวมถึง ผลสอบIELTS TOEFL และ  SOP (Statement of Purpose) ที่น้องๆจะต้องเตรียมพีร้อมด้วยนะคะ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

แนะนำ 9 คอร์สออนไลน์ เพื่อพัฒนาทักษะของคุณได้ ฟรี!

ในช่วงต้นปีแบบนี้ นับเป็นเวลาที่เหมาะสมในการจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ รวมถึงการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะใหม่ๆ ที่คุณคิดว่าจะมีประโยชน์ต่ออาชีพการงานของคุณในอนาคต และในวันนี้เรามี 9 หลักสูตรออนไลน์ ที่คุณสามารถเข้าไปเรียนกันได้แบบฟรีๆ แถมไม่มีข้อผู้มัดด้านเวลา ว่างตอนไหนก็เรียนตอนนั้น แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรมีวินัยตั้งใจเรียนจนจบคอร์สด้วยล่ะ

  1. เรียนโค้ด HTML และ CSS ฟรีที่ Codecademy
    ถ้าคุณยังไม่เคยเขียนโค้ดมาก่อน แต่คิดว่าตัวเองสนใจ HTML และ CSS ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ด้วย 2 ภาษาที่ทรงพลังนี้ จะทำให้คุณสามารถเนรมิตเว็บไซต์หน้าตาสวยงามได้ด้วยสองมือของคุณเอง
    (link to : https://www.codecademy.com/learn/learn-html )
  2. พัฒนาทักษะการเขียนด้วย 8 ขั้นตอนง่าย จาก Udemy
    เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานของการเขียน ไปจนถึงระดับมืออาชีพ เขียนอย่างไรให้น่าติดตาม ด้วยการสอนจากผู้เชี่ยวชาญ และคุณสามารถเรียนจบคอร์สได้โดยใช้เวลาแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้น
    (link to : https://www.udemy.com/beginners-guide-eight-steps-to-sterling-prose/)
  3. เรียนภาษาที่ 3, 4, 5 หรือมากกว่านั้น ด้วย Duolingo
    นี่คือแอปพลิเคชั่นสอนภาษาต่างประเทศที่จะทำให้การ “เรียนภาษา” ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยรูปแบบการสอนที่เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นเกมอยู่ ทำให้การเรียนสนุกและเข้าใจได้ง่าย แถมยังสะดวกมากๆ เพราะสามารถจะเรียนที่ไหนก็ได้
    (link to : https://itunes.apple.com/th/app/duolingo/id570060128?l=th&mt=8)
  4. ปูพื้นความรู้ Microsoft Excel แบบจัดเต็มที่ Udemy
    การใช้งาน Microsoft Excel นั้นนับว่าเป็นปัญหาใหญ่คับโลกเลยก็ว่าได้ สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนจบตรงสายแต่ต้องมาทำงานออฟฟิศที่ใช้ Excel เป็นเครื่องมือหลัก อย่าเป็นกังวลเพราะคอร์สนี้จะช่วยคุณเอง
    (link to : https://www.udemy.com/microsoft-excel-2016-for-absolute-beginners/)
  5. เสริมสร้างศิลปะในการขาย ด้วยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเทคนิคการขายโดย Alison
    ด้วยเวลาเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น มันจึงคุ้มค่ามากกับการที่คุณจะได้พัฒนาตัวเองเพื่อยอดขายทะลุเป้าในทุกๆ ไตรมาสนับจากนี้
    (link to : https://alison.com/course/effective-communication-and-sales-techniques)
  6. พิชิตความกลัวของการพูดในที่สาธารณะโดย Udemy
    หลังสูตรสั้นๆ ที่คุณจะได้รับคำแนะนำต่างๆ เพื่อการเป็นนักพูดที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการพรีเซนต์งานต่อหน้าคน 5 คน, 55 คน หรือจะ 555 คน ก็ไม่หวั่นอีกต่อไป
    (link to : https://www.udemy.com/conquering-the-fear-of-public-speaking/)
  7. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานใน Google Analytics โดย Alison
    ในยุคแห่ง Big Data แบบนี้ ทักษะนี้นับว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ในคอร์สนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ Google Analytics ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลฟรีที่มีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยทักษะนี้คุณจะสามารถมองเห็นแนวโน้มในการทำงานของบริษัท ติดตามและทำความเข้าใจข้อมูลต่างๆ เพื่อการตัดสินใจได้อย่างคุณภาพสำหรับธุรกิจของคุณ
    (link to : https://alison.com/course/understanding-data-analysis-and-reports-in-google-analytics)
  8. ฝึกฝนการคิดและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีวิจารณญาณ รวมทั้งการแก้ปัญหาที่ edX
    หลักสูตรนี้เต็มไปด้วยเทคนิคที่เป็นรูปธรรมสำหรับการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ยาวไปจนถึงการแก้ปัญหา ซึ่งนี่คือทักษะที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในโลกของการทำงาน เพราะความคิดที่ดีและถูกทิศทางจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ดีอื่นๆ
    (link to : https://www.edx.org/course/critical-thinking-problem-solving-ritx-skills103x-0)
  9. เติมเต็มทักษะด้านกราฟฟิคด้วยคอร์ส Photoshop พื้นฐานกับ Skillshare
    แน่นอนว่าคุณคงไม่สามารถจะเป็นสุดยอดนักออกแบบมืออาชีพได้ภายในหนึ่งหรือสองวัน แต่การเริ่มต้นที่ถูกวิธีจะช่วยให้คุณสามารถพัฒนาฝีมือได้รวดเร็วขึ้น (อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปเสียเวลางมหาทางเอาเอง) และเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงในคอร์สนี้นี่แหละ คือการเริ่มต้นที่ถูกต้อง
    (link to : https://www.skillshare.com/classes/Photoshop-Fundamentals-in-One-Hour/1674491113)

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ตัวอักษรย่อ คำศัพท์ภำษาอังกฤษที่ใช้ในธุรกิจโรงแรม

เขียนบทความเกี่ยวกับ ระบบโรงแรม มาหลายบทความแล้ว แต่ยังไม่เคยให้ความรู้ทางด้านคำย่อที่ใช่กับงานโรงแรมเลยนะครับ วันนี้เอาสักหน่อย เพื่อให้น้องๆที่ชื่นชอบ หรือรียนทางด้านการดรงแรม ได้นำไปปรับใช้กันต่อไปครับ อ่านแล้วจำ เพื่อวันที่คุณจะได้นำไปปรับใช้จริงแล้วจะรู้ว่าเรื่องพวกนี้ ง่ายนิดเดียว แต่การดูแลแขกให้พึงพอใจกับงานบริการของโรงแรมอย่างสม่ำเสมอผมยากกว่าหลายเท่าตัวเลยครับ

คำย่อพยัญชนะภาษาอังกฤษที่ใช้สำหรับการสะกดคำในโรงแรม คือตัวอักขระที่เป็นตัวอักษร A-Z ทั้ง 26 ตัว โดยจะใช้เป็น สากลสำหรับการติดต่อสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์

ตัวอักษร

การออกเสียง

A

ABLE

B

BAKER

C

CHARLIE

D

DOG

E

EASY

F

FOX

G

GEORGE

H

HOW

I

ITEM

J

JIMMY

K

KING

L

LOVE

M

MIKE

N

NANCY

O

OBO

P

PETER

Q

QUEEN

R

ROGER

S

SUGAR

T

TARE

U

UNCLE

V

VICTOR

W

WILLIAM

X

X-RAY

Y

YOKE

Z

ZEBRA

อักษรย่อภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นตัวย่อในโรงแรม คือตัวอักษรยอที่ใช้แทนคำศัพท์ต่าง ๆ ในโรงแรม

คำศัพท์

ตัวย่อ

ความหมาย

ABF

American breakfast

อาหารเช้า

B&B

Bed and breakfast

ที่พักและอาหารเช้า

DNCO

Did not check out

ห้องพักประเภทที่แขกจากไปโดยมิได้แจ้งให้แผนกต้อนรับทราบ แต่ชำระเงินแล้ว

DNR

Dinner

อาหารมื้อเย็น

DIR

Director

หัวหน้าฝ่าย

DOM

Domestic

ภายในประเทศ

DBL

Double

ห้องคู่

EP

European plan

ระบบการขายห้องพักที่มิได้รวมค่าอาหารไว้ในราคาห้อง

ETA

Estimated time of arrival

กำหนดเวลาโดยประมาณที่แขกจะมาถึง

ETD

Estimated time of departure

กำหนดเวลาโดยประมาณที่แขกจะกลับ

EX-PAX

Extra person

บุคคลที่เพิ่มเข้ามา

F.I.T.

Free independent traveler

แขกต่างชาติมาตามลำพัง

FB

Full board

การสำรองห้องพักพร้อมอาหาร 3 มื้อ

GSA

Guest Service Agent

พนักงานบริการส่วนหน้า

HB

Half board

การสำรองห้องพักพร้อมอาหาร 2 มื้อ

HMN

Honeymooner

แขกฉลองการแต่งงาน

JR

Junior

ห้องขนาดเล็ก

LUN

Lunch

อาหารมื้อกลางวัน

MAP

Modified American Plan

ระบบการขายห้องที่รวมค่าอาหารเช้าและอาหารค่ำไว้ให้แขกในราคาห้องพักด้วย

MIP

Most Important Person

บุคคลที่มีความสำคัญสูงสุด

MOD

Manager on duty

ผู้จัดการเวร

OOO

Out of order

ห้องพีกที่มีสภาพไม่เรียบร้อย หรือรอซ่อม และอยู่ในสถานะที่ขายให้แขกไม่ได้

OCC

Occupancy

อยู่ระหว่างการเข้าพัก

OW

One way

การเดินทางขาเดียว

PRPN

Per room per night

ราคาห้องพักหนึ่งห้องและพักเป็นเวลาหนึ่งคืน

PCKG

Package

โปรแกรมเหมาจ่าย

PAX

Person

จำนวนคน

RM

Resident manager

ผู้จัดการสำนักงาน

RSVN

Reservation

การสำรองห้องพัก

RVE

Revenue

รายได้

SCHED

Schedule

ตาราง

SUP

Superior

ห้องพักระดับพิเศษ

TWN

Twin

ห้องแฝด

TEMP

Temperature

อุณหภูมิ

VIP

Vary important person

บุคคลที่มีความสำคัญมาก

VCH

Voucher

บัตรแทนการชำระเงิน

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา – US Visa Application Interview

สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา นักเรียนไทยที่สนใจไปเรียนภาษาที่อเมริกา หรือศึกษาต่อที่ประเทศอเมริกา ไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าจะไม่โดนสัมภาษณ์ วันนี้พี่ๆทีมงานเลยรวบรวมตัวอย่างเทคนิคการถามตอบ เทคนิค สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา มาให้นักเรียนได้อ่านแล้วเรียนรู้ตัวอย่างประกอบคำสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ก่อนจะไปเจอของจริง และจะได้ไม่รู้สึกประหม่า พร้อมยังได้เตรียมคำตอบได้อย่างไหล่ลื่น และไม่กังวลอีกต่อไป

หลัก ๆ นักเรียนต้องจำและทราบว่า

  • จะไปเรียนที่ไหน
  • ระยะเวลาเท่าไหร่
  • เรียนอะไร
  • พักกับใคร
  • ใครออกค่าใช้จ่ายให้

ซึ่งคำถามข้างต้นเป็นคำถามที่นักเรียนจะต้องเจออย่างแน่นอน และคำตอบก็ง่ายมากเพราะนักเรียนสามารถตอบไปตามความจริงซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทำเรื่องสมัครให้นักเรียนจะให้ข้อมูลดังกล่าวแต่นักเรียนต้องจำให้ได้

ตัวอย่างบทสนทนา สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา (นักเรียนอาจจะได้เจอทั้งภาษาไทยและอังกฤษ)

Why do you want to go to America?

ทำไมถึงอยากไปที่อเมริกา

เราก็บอกไปเลยว่าเราต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษ  และบอกเหตุผลว่าทำไมต้องไปเรียนภาษาอังกฤษ ตัวอย่างเช่น

I would like to study English course after that I will study in Higher Education or Master Degree.

(ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษ เพราะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น)

I would like to improve my English and come back to work with International Company in Thailand where needs Thai staff who could speak English Fluently.

(ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษเพื่อกลับมาทำงานให้กับบริษัทต่างชาติที่ประเทศไทย ที่ต้องการคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษอย่างได้คล่องแคล่ว)

I would like to improve my English in order to use it in my University/College in Thailand when I come back.

(ต้องการไปเรียนภาษาอังกฤษเพื่อนจะนำกลับมาใช้ในการเรียนที่มหาวิทยาลัย/โรงเรียน)

How long will you stay in the US?

จะอยู่ที่อเมริกานานเท่าไหร่

จะอยู่นานเท่าไรก็บอกไปได้เลย แต่ต้องให้ตรงกับในข้อมูลที่กรอกด้วย อย่างเช่น ลงเรียน 3 เดือนก็ต้องบอกไปว่า จะอยู่ 3 เดือน

(I will stay there for 3 months.)

Where will you stay/study in the US?

จะไปพัก/เรียนที่ไหน กับใครต้องแจ้งที่อยู่ให้ละเอียดด้วย

โดยคำถามนี้นักเรียนอาจจะต้องตอบตอบตามที่จองที่พัก/โรงเรียน  อาจจตอบเป็นชื่อรัฐอย่าง นิวยอร์ก ซานฟรานซิโก เป็นต้น

(I will stay with a host family at New York City.) (I will study at San Francisco)

Who is your sponsor?

ใครเป็นคนออกค่าใช้จ่าย หรือสนับสนุนการเรียนครั้งนี้

อันนี้เป็นคำถามง่ายเราเราก็ตอบไปตามที่เราแจ้ง

(My Mother/Father)

Why don’t you do this course in your country?

ทำไมไม่ลงเรียนคอร์สนี้ที่ประเทศของนักเรียนล่ะ?

ส่วนใหญ่การตอบคำถามลักษณะนี้จะเป็นต้องตอบประมาณ

เราต้องการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในบรรยากาศจริง แถมได้ซึมซับวัถณธรรมชาวอเมริกันด้วย

(I would like to study English in real English environment also I could immerse myself in English and American’s culture )

ต้องการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักอย่างอเมริกาและเชื่อมั่นว่ามันจะช่วยให้เก่งภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น

(I would like to study English at the USA where people speak English at the first language and I believe that could help me learn English faster than study in Thailand.)

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคำถามคร่าวๆ แบบเบื้องต้นที่นักเรียนต้องเจอเกี่ยวกับ สัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ซึ่งเทคนิคง่ายๆในการตอบคำถามคือนักเรียนต้อง

  • ตอบตามความเป็นจริง
  • เตรียมพร้อมทำการบ้านเกี่ยวกับคำถามตำตอบที่จะต้องเจอ
  • มีความมั่นใจในการตอบคำถาม เสียงดัง ฟังชัด ไม่เข้าใจคำถามถามใหม่ได้
  • คิดบวกเสมอ และหน้าตาเราจะดูยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมาเอง
  • ระลึกไว้เสมอว่าถึงแม้จะโดนสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็จะเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ยาก เป็นคำถามพื้น ๆ ทั่วไป

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Kaplan

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com