ความเข้าใจที่เจ้าของโรงแรมมักจะเข้าใจผิดต่อการบริหารจัดการโรงแรม

ประเทศไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวมากนะครับ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอิจฉาของชาวเอเซียเลยก็ว่าได้ เพราะเรามีทั้งภูเขาที่สวยงาม ทะเลที่สวยสะอาด แถมยังเป็นประเทศที่ประสบปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ น้อยมากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ด้วยครับ รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นรายได้จากคนในประเทศด้วยกันเอง หรือรายได้จากต่างชาติที่ไหลเข้ามาที่ประเทศไทย ถือว่าเป็นอีนดับต้นๆ ของรายได้หลักของไทย รัฐบาลไทยไม่ว่าจะยุคไหน ๆ ก็พยายามให้การสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมาก ซึ่งหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี ก็คือ ธุรกิจที่พัก โรงแรม รีสอร์ท ครับ จากสถิติ ประเทศไทย มีจำนวนโรงแรมที่จดทะเบียน (ยังไม่รวมที่พัก รีสอร์ท ขนาดเล็กที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงแรม) อยู่ถึง 40,000 กว่าโรงแรมเลยเชียวครับ โรงแรมต่าง ๆ ไม่ว่าใหญ่เล็ก จึงต้องแข่งกันพัฒนาทั้งด้านอัตราค่าห้อง การการจายห้องไปยังเว็บจองห้องพักต่างๆ การให้บริการเมื่อลูกค้าเช็คอิน การสร้างฐานลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกเข้าพักและใช้บริการของทางโรงแรมอย่างต่อเนื่อง อ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณคิดว่าอะไรที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริหารโรงแรมสามารถบริหารจัดการโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันกับโรงแรมอื่นๆ แม่กระทั่งโรงแรม Chain ใหญ่ ๆ ระดับโลกครับ ใช่ครับ Hotel ERP Software

Hotel ERP software หรือ Hotel Management Software (โฮเต็ล เมเนจเม็นท์ ซอฟต์แวร์) คือ ระบบบริหารจัดการโรงแรมที่มีโมดูล สำหรับจัดการงานในโรงแรมทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน ควบคุมได้ง่ายขึ้นทั้งด้านการจัดการภายในโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น ระบบบริหารส่วนหน้า (Front Office) ระบบจองห้องพัก (Booking & Interfaces) ระบบแม่บ้าน (Housekeeping) การรับชำระเงิน (Payment Channel) และระบบบัญชี (Accounting) รวมถึงในการจัดการส่วนของลูกค้า (Client Manager) หรือการทำการตลาด CRM (ซีอาร์เอ็ม)

จากคำนิยามข้างต้นของ คำว่า Hotel ERP Software จะเป็นได้ว่าซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรมไม่ใช่แค่โปรแกรมการจองห้องพัก (Booking Software) เท่านั้น แต่เป็นการบริหารจัดการโรงแรมทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการโรงแรมที่เล็งเห็นถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโรงแรม จะลงทุนติดตั้ง Hotel ERP Software ตั้งแต่แรกเริ่มของกิจการ เพื่อตัดปัญหาความวุ่นวายในการบริหารจัดการและยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน รวมถึงไม่เป็นอุปสรรคในการขยายบริการหรือขยายกิจการต่อไปอีกด้วย

แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Hotel ERP software หรือระบบบริหารจัดการโรงแรม อีกหลายประการที่ผู้บริหารหรือเจ้าของโรงแรมที่ยังไม่เห็นความสำคัญของซอฟต์แวร์ ดังนี้

1. การบริหารโรงแรมต้องสร้างคน ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบ software ช่วย

ไม่จริงเลยครับ การมี Hotel ERP Software จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของพนักงาน ลดการซ้ำซ้อนของการทำงาน จึงช่วยลดจำนวนคนที่ไม่จำเป็น นอกจากนั้นยังมีฟังก์ชั่น Channel Manager ที่จะช่วยให้คุณทำการตลาด ขายห้องพักได้มากขึ้น ซึ่งเพิ่มรายได้ให้กับโรงแรมในระยะยาว

2. PMS แบบ Web-based ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบให้ครอบคลุมทุกแผนก

ไม่จริงครับ การบริหารจัดการโรงแรมไม่ได้มีแค่เรื่องจากจองห้องพัก แต่ยังมีเรื่องอื่นๆที่สำคัญที่คุณต้องการระบบมาช่วยอีกมากมาย เช่น Channel Manager และ CRM ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายและรักษาฐานลูกค้าเดิม การเชิ่อมต่อกับระบบบัญชีโรงแรม ทำให้คุณเห็นรายับ-รายจ่ายที่แท้จริง ทั้งหมดมีรายงาน (Report) อย่างเรียลไทม์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจของผู้บริหาร ทำให้โรงแรมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

3. Software แต่ละแผนก แยกกันใช้ แยกกันซื้อ ดีกว่า ดูแลง่าย

ไม่จริงครับ ยิ่งคุณมีหลายซอฟต์แวร์ ยิ่งทำมให้คุณบริหารจัดการยาก เพราะคุณมีข้อมุลมาจากหลายทางและไม่แน่ใจว่าข้อมูลไหนคือข้อมูลที่ถูกต้อง คุณต้องใช้คนในการรวมข้อมูลและทำรายงานออกมาให้คุณ แถมยังเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการที่คุณเลือกใช้ Software ที่มีโมดูลรองรับการใช้งานของทุกแผนก และรองรับการเติบโตขององค์กร และการวางแผนเลือกใช้ Hotel ERP Software ที่ดีไว้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการจะทำให้คุณไม่ปวดหัวกับการบริหารจัดการข้อมูล การทำงานของโรงแรมจะไม่ซ้ำซ้อน ตรวจจับได้ และข้อมูลไหลเวียนทั้งระบบได้อย่างราบรื่น คุณจะได้รายงานที่ครอบคุลมและตัวเลขที่แน่นอน ส่งผลให้คุณและทีมผู้บริหารสามารถพิจารณาตัดสินใจเรื่องต่างๆเกี่ยวกับโรงแรมได้ดีและถุกต้องแม่นยำมากขึ้น

4. ระบบบัญชีชัดเจนแบบนี้แล้วจะคุ้มเสี่ยงถูกตรวจสอบบัญชี ย้อนหลังไหม

ไม่เกี่ยวกันครับ การวางแผนใช้ Hotel ERP Software จากผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่รู้เรื่องระบบบัญชีโรงแรม ซึ่งซอฟต์แวรืสร้างขึ้นตามระบบบัญชีมาตรฐานสากล ทำให้คุณไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลทางบัญชีจะผิดพลาดและทำให้คุณเห็นข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อคุณวางแผนจะเพิ่มสาขาของโรงแรม หรือเพิ่มบริการอื่นๆให้กับโรงแรม เช่น ร้านอาหาร สปา กอล์ฟคลับ เป็นต้น คุณจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องการทำบัญชีอีกต่อไป ทำให้คุณมีเวลาเหลือพอที่จะไปมุ่งการทำการตลาดและการพัฒนาทางด้านอื่นๆของโรงแรม

จากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Hotel ERP Software และคำตอบข้างต้น จะทำให้คุณเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า หากคุณเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารโรงแรมและคุณวางแผนไว้ว่า คุณควรจะได้กำไรจากกิจการโรงแรมและมีความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงแรมต่อไปเรื่อย ๆ ทำไมคุณจะไม่เลือกลงทุนกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรม ที่พัก และรีสอร์ท ที่มีมาตรฐานสากลอย่างมาตรฐาน ISO และทำไมถึงไม่ติดตั้ง Hotel ERP Software ตั้งแต่เริ่มตั้งกิจการละครับ เพื่อให้คุณไม่ต้องกังวลกับการบริหารที่ใช้พนักงานเยอะเกินความจำเป็น ข้อมูลซ้ำซ้อน ผิดพลาด แต่คุณกลับบริหารจัดการได้ตอลดไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหน แถมยังเหลือเวลามาพัฒนากิจการของคุณด้วย

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย

ออสเตรเลียนับว่าเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณภาพของระบบการศึกษาระดับต้น ๆ ของโลก รวมทั้งมีสภาวะเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดี อีกทั้งมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงจนเกินไป ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลมีให้การสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในการทำงานนอกเวลาเรียน สูงสุดถึง 40 ชั่วโมง ต่อ 2 สัปดาห์ และสามารถเดินตามเส้นทางอาชีพได้หลังจากสำเร็จการศึกษา เป็นระยะเวลา 2-5 ปี

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย

บรรยากาศของชั้นเรียนในประเทศออสเตรเลีย จะเน้นกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ และผสมผสานระบบการศึกษาที่ยอดเยี่ยม เข้ากับความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ซึ่งจะเป็นการเปิดโลกใหม่ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ดี ๆ ที่เป็นประโยชน์มากมาย

การเลือกเรียนต่อต่างประเทศ เป็นหนทางหนึ่งที่ดีในการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และยังได้ฝึกตัวเองให้มีความมั่นใจมากขึ้น รวมถึงพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อคุณเลือกเรียนเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างออสเตรเลีย คุณจะได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับไปมากทีเดียว

เมืองหลวงของประเทศ คือ Canberra   ประกอบด้วย 6 รัฐ และ 2 มณฑล:

  • Australian Capital Territory
  • New South Wales
  • Northern Territory
  • Queensland
  • South Australia
  • Tasmania
  • Western Australia
  • Victoria

เวลา

  • Eastern Standard Time-EST: เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชม. ใช้ในรัฐ NSW, VIC, TAS, Queensland และ Canberra
  • Central Standard Time-CST: เร็วกว่าไทย 2 ชม.ครึ่ง ใช้ใน South Aus และ Northern Territory
  • Western Standard Time-WST: เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชม.ครึ่ง ใช้ใน Western Australia

ฤดูกาล 

  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring): กันยายน- พฤศจิกายน
  • ฤดูร้อน (Summer): ธันวาคม – กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn): มีนาคม – พฤษภาคม
  • ฤดูหนาว (Winter): มิถุนายน – สิงหาคม

ระบบไฟฟ้า: ระบบไฟฟ้า 240/250 V. AC 50 Hz เหมือนในประเทศไทย แต่จะใช้ปลั๊กสามขาซึ่งต่างจากบ้านเราดังนั้นหากท่านต้องการนำอุปกรณ์ไปด้วย ควรจะเตรียมปลั๊กไฟฟ้าสามขาไปด้วย

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต่อปี

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี (3 ปี)

ปริญญาโท (1-2ปี)

ปริญญาเอก(3ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

1.      สาขาทั่วไปA$41,120-A$42,320 (ประมาณ 1.23 ล้าน –1.26 ล้าน/ปี)

2.      สาขาแพทย์/ทันตแพทย์A$51,620-$52,820/ปี (ประมาณ 1.54-1.58 ล้าน/ปี

$41,470-A$42,670/ปี

(ประมาณ 1.24 ล้าน – 1.28 ล้านบาท/ปี)

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ A$1,400-A$1,500 /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 27 บาท = AUD 1 ณ เดือนกันยายน 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

รายละเอียดสถาบันภาษาประเทศออสเตรเลีย<คลิกที่นี่>

เรียนต่อออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

วีซ่านักเรียนออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

กฎหมายใหม่มีผลแล้ว! กม. “ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด” เพิ่มโทษคุก 2 ปี ปรับ 2 แสน

เนื่องจาก พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ใช้บังคับมาเป็นเวลานานถึง 84 ปี บทบัญญัติจึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับการให้กู้ยืมเงินที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หรือการเรียกเอาประโยชน์อย่างอื่น ทำให้เกิดเครือข่ายผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บดอกเบี้ยรายวันในอัตราที่สูง เกิดองค์กรอาชญากรรมที่อาศัยธุรกิจรูปแบบเช่าซื้อเงินด่วน กระจายไปตามที่สาธารณะ สื่อออนไลน์ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี

กฎหมายดังกล่าวจะช่วยคุ้มครองสิทธิประชาชนไม่ให้ถูกละเมิด เพราะกำหนดความผิดชัดเจน อัตราโทษสูงขึ้น โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจะมีโทษสูงขึ้น และนำกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้บังคับควบคู่ด้วย โดยสาระสำคัญของร่างได้กำหนดอัตราโทษเพิ่มขึ้น จากเดิมผู้เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ในกรณีที่มีการกระทำความผิดเป็นกลุ่มกระบวนการที่เป็นลักษณะนายทุนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และหากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม

ข้อมูลอ้างอิง : พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

ส่วนประกอบของเครื่องชั่งสปริง

เครื่องชั่งสปริง มีส่วนประกอบหลัก ๆ 4 ส่วนดังนี้

  • จานรอง
  • หน้าปัด
  • เข็มชี้น้ำหนัก
  • ตัวเลขบนหน้าปัด

อย่างไรก็ตาม สปริงและแกนรองฐาน ก็เป็นส่วนประกอบย่อยอีก 2 ส่วนที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นจุดที่ต้องรองรับน้ำหนังของสิ่งของ ดังนั้นต้องดูแลให้ดีทั้งเวลาเก็บและการใช้งานนะคะ เช่น การชั้งน้ำหนักให้แต่พอดี ไม่ควรชั่งเกินน้ำหนัก และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วจะต้องไม่วางสิ่งของทิ้งไว้ เพราะจะทำให้สปริงเสื่อมการใช้งานค่ะ

 

การชั่งสิ่งของ

ก่อนชั่งสิ่งของบนเครื่องชั่งต้องชี้ไปที่ตัวเลข 0 เสมอ เมื่อวางสิ่งของที่จะชั่งแล้ว เข็มจะเคลื่อนที่ไปยังตัวเลขที่เท่ากับน้ำหนักของสิ่งของนั้น ตัวอย่างเช่น การชั้งเครื่องชั่งที่มีพิกัด 1 กิโลกรัม ถ้าเข็มชี้ไปที่เลข 3 แสดงว่าของสิ่งนั้นมีน้ำหนัก 300 กรัม หรือ 3 ขีด

To contact Scale BKK by phone, please call +669-7203-8279 or email at scalebkk@gmail.com

อาชีพฟรีแลนซ์ เค้าจ่ายภาษีกันอย่างไรนะ

การรับงานเสริมหรือการเริ่มอาชีพฟรีแลนซ์ ควรจะวางแผนให้ดี ทั้งเรื่องการทำการตลาด หาลูกค้า การบริหารจัดการงาน แล้วก็เรื่องภาษี  เพราะถ้าหากวางแผนไม่ดีแล้วการทำงานก็อาจจะมีสะดุด โดยเฉพาะเรื่องภาษี เราควรจะต้องระมัดระวังและรอบคอบ เพราะหากวางแผนไม่ดี อาจมีการเรียกเก็บย้อนหลังได้

สำหรับปีภาษี 2561 นั้นจะใช้โครงสร้างภาษีเหมือนที่ปรับใหม่ในปี 2560 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้ผู้มีรายได้น้อยกว่า 26,000 บาทต่อเดือนไม่ต้องเสียภาษี  ฟรีแลนซ์หลายๆคนจึงเข้าใจผิด คิดว่า รายได้จากการรับงานฟรีแลนซ์ น้อยกว่า 26,000 บาทต่อเดือนแล้วจะไม่ต้องเสียภาษี ความจริงแล้วไม่ว่าเราจะเป็นผู้มีรายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องยื่นภาษีนะคะ  เพราะกรมสรรพากรกำหนดว่าผู้มีรายได้เป็นเงินเดือนมากกว่า 10,000 บาท หรือมีรายได้รวมเกิน 60,000 บาทต่อปี จึงจะไม่ต้องเสียภาษี แต่ก็ยังต้องยื่นแบบนะคะ

**การไม่ยื่นภาษีนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจเสียสิทธิได้รับเครดิตภาษีคืนอีกด้วย**

การคำนวณภาษี มีหลักการง่ายๆ คือ เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ เมื่อได้บรรทัดเงินได้สุทธิแล้ว ก็นำไปเทียบกับอัตราภาษี ซึ่งในประเทศไทยใช้ระบบภาษีอัตราก้าวหน้า คือยิ่งมีรายได้มากก็จะเสียภาษีมาก

การคำนวณภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ หรือผู้มีรายได้ไม่ประจำ สามารถเลือกคำนวณได้ 2 วิธี คือ

1. คำนวณจากเงินได้สุทธิ

(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

2. คำนวณจากเงินได้พึงประเมิน (วิธีนี้ใช้สำหรับคนไม่ทำงานประจำที่มีรายได้เกิน 1 ล้านบาท เท่านั้น)

(รายได้ x 0.5%)

โดยการจะเลือกใช้วิธีไหนในการคำนวณนั้น ให้ตรวจสอบเงื่อนไข 3 ข้อ ดังนี้

  1. รายได้จากงานฟรีแลนซ์ (ไม่ใช่เงินเดือน) มากกว่า 1 ล้านบาทหรือไม่
  2. ถ้าใช่ เราจะต้องนำรายได้มาคำนวณทั้ง 2 วิธี และดูว่าการคำนวณแบบไหนที่จะต้องเสียภาษีมากกว่า ให้นำตัวเลขจากการคำนวณที่ได้ (มากกว่า) ไปจ่ายภาษี
  3. แต่ถ้าข้อ 1 ไม่ใช่ ให้คำนวณด้วยวิธีเดียว ก็คือการคำนวณจากรายได้สุทธิ

เงินได้พึงประเมิน คือรายได้ทั้งหมดที่เราได้รับตลอดปี เงินได้ในทางภาษีแบ่งเป็นทั้งหมด 8 ประเภท ซึ่งเงินได้ของฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในประเภท ค่าจ้างทำของ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมายของผู้มีเงินได้ ตามมาตรา 40 (2)คือเงินได้จากการรับจ้างทำงานให้ หรือค่านายหน้า มาตรา40(7) คือเงินได้จากการรับเหมา และ 40(8) คือ เงินได้อื่นๆ ส่วนฟรีแลนซ์คนไหนที่มีเงินเดือนจากอาชีพหลักด้วยก็จะมีรายได้เป็น เงินค่าจ้าง ด้วย ตาม ม. 41(1) (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ เงินได้พึงประเมิน ตามม.40)

ค่าใช้จ่าย คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับหักเป็นต้นทุนในการทำงาน เพื่อให้ได้เงินได้หรือรายได้สุทธินั้นมาคิดภาษีตามบัญชีอัตราภาษี  โดยในปี 2560 นี้ สรรพากรกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนหากเป็นเงินได้ประเภทอื่นๆ ก็จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไป (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) พ.ศ.2560)

ค่าลดหย่อน คือ รายการต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดให้หักได้เพิ่มขึ้นหลังจากได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีก่อนนำเงินได้ที่เหลือซึ่งเรียกว่าเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับการหักลดหย่อนภาษี)

เมื่อเรานำค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนไปหักออกจากเงินได้พึงประเมิน ผลสุดท้ายปลายทางก็คือเงินได้สุทธิ ซึ่งจะถูกนำมาใช้คิดภาษีแบบอัตราก้าวหน้า กล่าวคือ ยิ่งเรามีรายได้มาก อัตราภาษีที่เราต้องจ่ายให้รัฐก็จะเพิ่มเป็นเงาตามตัวจ้า

รายได้น้อย ยื่นภาษี ก็อาจทำให้เราได้เงินกลับมากินขนมได้เหมือนกันนะจ๊ะ

เตรียมยื่นภาษี ก่อนยื่นภาษีอย่าลืมเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หล่าวคือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับรายได้ และ หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายและการลดหย่อนภาษี ที่สำคัญ อย่าลืม!! หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งจะระบุรายละเอียดของผู้ว่าจ้างเราทำงาน ยอดเงินซึ่งเป็นเงินได้ของเรา จำนวนภาษีที่หักและนำส่งไว้

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

ตัวอย่างที่ 1 คุณบี พนักงานบริษัท และรับออกแบบโลโก้เป็นอาชีพเสริม

คุณบีได้รับเงินเดือนจากบริษัท 20,000 บาท โดยบริษัทดังกล่าวหักเงินมินต์เพื่อส่งสมทบเข้าเงินประกันสังคมปีละ 9,000 บาท และคุณบียังรับจ๊อบบริการออกแบบโลโก้และโบรชัวร์โดยตลอดปีที่ผ่านมารับงานมา 20 ชิ้น

ณ วันยื่นภาษี เธอรวบรวมเอกสาร หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และพบว่าเธอมีรายได้จากการทำงานประจำ (เงินได้ประเภทที่ 1) รวมทั้งสิ้น 240,000 บาท ส่วนรายได้จากการออกแบบโลโก้ เท่ากับ 80,000 บาท และเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายไป 1,500 บาท

คำนวณภาษีก็ไม่อยากอย่างที่หลาย ๆ คนคิด เพียงแค่เอารายได้พึงประเมินมารวมกัน ซึ่งกรณีคุณบี จะมีรายได้พึงประเมินทั้งสองประเภทรวม 320,000 บาท  หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท สำหรับค่าลดหย่อนจะเพิ่มความยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเงินประกันสังคมสามารถนำมาลดหย่อนได้ ดังนั้น ค่าลดหย่อนจะเท่ากับ 69,000 บาท เงินได้สุทธิของเธอจึงเท่ากับ 151,000 บาทพอดิบพอดี

เมื่อเรานำรายได้สุทธิของคุณบีไปเทียบกับตารางอัตราภาษี แม้ว่าคุณบีจะไม่ต้องเสียภาษี 150,000 บาทแรก แต่รายได้ของคุณบีไปตกตรงช่วง 150,001-300,000 บาท ซึ่งต้องเสียภาษีร้อยละ 5 ดังนั้น คุณบีจะเสียภาษีทั้งสิ้น 50 บาท (คำนวณจาก (150,000 x 0) + (1,000 x 0.05) = 50) แต่คุณบีโดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้วทั้งสิน 1,500 บาท ดังนั้น แทนที่คุณบีจะต้องจ่ายเงิน 50 บาท กลับได้รับเครดิตภาษีคืนจำนวน 1,450 บาทจ้า

ตัวอย่างที่ 2  คุณเอ็กส์ อาชีพฟรีแลนซ์โปรแกรมเมอร์ (โสด) มีรายได้จากงานฟรีแลนซ์ตลอดทั้งปีอยู่ที่ 300,000 บาท โดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกัน 6,000 บาท

เมื่อถึงเวลายื่นแบบและชำระภาษี เราเอาสูตร “เงินได้พึงประเมิน – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ” มาปรับใช้ จึงเอารายได้ทั้งหมด (รายได้พึงประเมิน) 300,000 บาท มาตั้งต้น หักค่าใช้จ่าย ตามกฎหมาย คือ 100,000 บาท (ประเภทที่ 2 ร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) และหักค่าลดหย่อน 60,000 บาท  ดังนั้นคุณเอ็กส์ มีรายได้สุทธิ 140,000 บาท

เมื่อนำรายได้สุทธิขอบคุณเอ็กซ์มาเทียบกับตารางภาษีเงินได้ จะพบว่าเงินได้สุทธิที่ต่ำกว่า 150,000 บาทจะได้รับการยกเว้ยภาษี สรุปว่าคุณเอ็กซ์ไม่ต้องเสียภาษีจากการยื่นภาษี แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อรายได้ของคุณเอ็กซ์ไม่ต้องเสียภาษีแต่คุณเอ็กซ์โดนลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งไปที่สรรพากรแล้ว 6,000 บาท ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณเอ็กซ์มีเครดิตภาษีอยู่ 6,000 บาท ซึ่งสามารถขอคืนได้จากสรรพากร เมื่อกดขอคืนเครดิตภาษีแล้ว คุณเอ็กซ์ก็จะได้เงิน (เช็คหรือเข้าระบบพร้อมเพย์) จำนวณเงิน 6,000 บาทคืน **นี่คือข้อดีของการยื่นภาษี แม้ว่ารายได้ไม่ถึงจุดที่เสียภาษี ก็ไม่ต้องเสียภาษีใดๆและอาจะได้เครดิตภาษีคืนด้วยจ้า**

ยื่นภาษีอย่างไร? การยื่นภาษีในปัจจุบันค่อนข้างสะดวก โดยสามารถยื่นออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ E-Filing ซึ่งบางครั้งอาจมีจดหมายจากสรรพากรที่ดูแลพื้นที่ของท่านส่งมาขอเอกสารยืนยันก็ไม่ต้องตกใจ เพียงรวบรวมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใส่ซอง แล้วส่งไปตามที่อยู่ที่ระบุ หรือถ้าหากกลัวเอกสารหายระหว่างทาง ก็ไปยื่นด้วยตัวเองได้ (อย่าลืมว่า เราต้องเก็บเอกสารต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักฐานอย่างน้อย 5 ปีนะคะ)

ทั้งหมดนี้คือความเข้าใจในเรื่องค่าลดหย่อนสำหรับวีการเสียภาษีของฟรีแลนซ์ ปี 2561 อย่างง่าย  หวังว่าเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ฟรีแลนซ์ tasknjoy ได้อ่านแล้วคงจะมีความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นและเสียภาษ๊หรือยื่นแบบให้ถูกต้องนะคะ

ขอบคุณรูปภาพจาก Kapook

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

10 ฟีเจอร์ ที่ซอฟต์แวร์สำหรับโรงแรมต้องมี (2/2)

จากบทความที่แล้ว เราพูดถึง 5 ฟีเจอร์แรก ที่ซอฟต์แวร์สำหรับโรงแรมต้องมี ไปแล้ว ในบทความนี้จะแนะนำ อีก 5 ฟีเจอร์ที่สำคัญและทำให้คุณเห็นถึงความสามารถของซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรมที่ดี  แล้วคุณจะสามารถเปรียบเทียบคุณลักษณะของระบบบริหารจัดการโรงแรมที่คุณใช้อยู่กับมาตรฐานสากลของระบบบริหารจัดการโรงแรม ซึ่งหากคุณลงทุนเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมแล้ว ซอฟต์แวร์นี้จะช่วยให้คุณ นอกจากจะลดรายได้ในการบริหารจัดการ แล้วยังเพิ่มรายได้ให้กับคุณอีกด้วย

6. การเชื่อมต่อบูรณาการกับสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการอื่นๆ (Integrated with optional facilities)

ซอฟต์แวร์ของคุณควรจะเป็นทางออกที่ครบวงจรที่ช่วยให้คุณ (ขึ้นอยู่กับความต้องการทางธุรกิจของคุณ) สามารถเลือกเพิ่ม-ลด ฟีเจอร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการอื่นๆของโรงแรม เช่น ฟีเจอร์เกี่ยวกับการจองห้องพัก , ร้านอาหาร, การจัดการสินค้าคงคลัง, ผับ บาร์, กิจกรรมต่างๆในโรงแรม (เช่น สระว่ายน้ำ, จักรยาน เป็นต้น), การจองสปา, กลอล์ฟคลับ รวมถึง Back Office และการจัดการเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น เอกสารการจอง และเอกสารทางบัญชี ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้จะต้องสามารถทำงานร่วมกับระบบหลักของโรงแรมได้อย่างราบรื่น และไม่ควรที่จะต้องเชื่อมโยงผ่านอินเตอร์เฟส (interface) ที่มีราคาแพง และไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่ม ๆ อีก (license fees)

7. การเชื่อมต่อข้อมูลไม่ว่าจะที่พักเดี่ยวหรือหลายสาขา (โรงแรมในเครือ) (Single & Multi-property Synchronization) 

แม้ว่าคุณจะมีที่พักให้บริการเพียงที่เดียวแต่คุณก็ต้องการบริหารจัดการทางไกลอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดของมุมโลก คุณก็สามารถเห็นความเป็นไปของที่พักของคุณได้ ( full remote functionality from anywhere in the world) หรือหากคุณมีที่พักให้บริการหลายที่ (มีที่พักหลายสาขา มีโรงแรมในเครือ) และคุณต้องการให้สำนักงานใหญ่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการโรงงแรมทุกๆสาขา ไม่ว่าจะเป็นการจองห้องพัก การบริหารจัดการสินค้าคลคลัง และการขาย …. ซอฟต์แวร์ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลให้กับคุณได้ทั้งหมดแบบเรียลไทม์หรือกือบจะเรียลไทม์ในการณีเป็นสถานที่ห่างไกล (คนละประเทศ หรือที่ที่ low internet)

8. การตลาดและการสื่อสาร (Marketing and Communication)

ระบบที่เสริมการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แคมเปญการตลาดของคุณประสบความสำเร็จและซอฟต์แวร์ของคุณควรมีความสามารถในการติดตั้งและออกรายงานจากฐานข้อมูลของคุณได้เลย โดยที่คุณใช้เพียงปลายนิ้ว การสื่อสารการตลาดเป็นขั้นตอนที่ 2  ซอฟต์แวร์ที่ดีที่ช่วยให้คุณสามารถสื่อสารหรือส่งข้อความได้แบบ   mass/bulk sms และส่งแฟกซ์ อีเมล์แคมเปญ (e-mail campaigns)

9. การอัพเกรด และการให้บริการหลังการขาย (Upgrades & Support)

แม้ว่าคุณจะมีครบทั้ง 8 คุณสมบัติดังกล่าวก่อนหน้านี้ทั้งหมดอยู่ในซอฟต์แวร์ของคุณ แต่ถ้าซอฟต์แวร์ของคุณไม่ได้อยู่ในการติดตั้งด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันผ่านการอัพเกรดประจำปี (lock-step with current technologies through annual upgrades)แล้ว คุณอาจนั่งอยู่กับวิธีการแก้ปัญหาที่ล้าสมัยภายใน 2-3 ปี คุณควรระลึกอยู่เสมอว่าซอฟแวร์ไม่ได้เป็น“ของวิเศษ” ดังนั้น เป็นไปได้ที่คุณจะเจอปัญหาเล็กๆน้อยๆระหว่างการใช้งาน และแน่นอน! คุณต้องการให้บริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแบบมืออาชีพทันเวลาและให้บริการหลังการขาย 24×7 สำหรับคุณและพนักงานของคุณ

10. การควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน (Quality Control and Industry Standards)

บริษัทซอฟต์แวร์ของคุณควรจะสามารถให้บริการแบบมืออาชีพตามการควบคุมคุณภาพ ISO9001(3) นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ที่ต้องการจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมนานาชาติ เช่น American Hotel and Lodging Association (AHLA), Generally Accepted Accounting Principles (GAAP) และ International Financial Reporting Standards (IFRS)

จะเห็นว่า ทั้ง 10 ฟีเจอร์ของระบบบริหารจัดการโรงแรมนี้: 1. ระบบครบวงจรพร้อมสรรพ (“Turn-Key” Solution), 2. รายงาน (Reporting), 3.   คลิก, ลาก, วาง – ปฏิทิน (Click, Drag, Drop – Calendar), 4. การวางแผนราคาห้องพัก และ โปรโมชั่น (Rate Planning), 5.ระบบจองห้องพักออนไลน์ (Online Bookings), 6.   การเชื่อมต่อบูรณาการกับสิ่งอำนวยความสะดวกหรือบริการอื่นๆ (Integrated with optional facilities), 7.   การเชื่อมต่อข้อมูลไม่ว่าจะที่พักเดี่ยวหรือหลายสาขา (โรงแรมในเครือ) (Single & Multi-property Synchronization) , 8. การตลาดและการสื่อสาร (Marketing and Communication), 9. การอัพเกรด และการให้บริการหลังการขาย (Upgrades & Support), 10. การควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน (Quality Control and Industry Standards) เป็นความสามารถของซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรมที่ดี ที่คุณจะใช้พิจารณาเลือกซื้อ เลือกติดตั้ง ซอฟต์แวร์ ที่คุ้มค่าและให้ประสิทภาพประสิทธิผลอย่างแท้จริงกับที่พักของคุณ ตอนนี้ระบบบริหารจัดการโรงแรมของคุณมีความสามารถครอบคุลมความต้องการของคุณแล้วหรือยัง?

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศแคนนาดา

แคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการศึกษาสูงเทียบเท่ากับประเทศอื่นในอเมริกาเหนือ และยุโรป หรือออสเตรเลีย แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนแล้ว ค่าเล่าเรียนในแคนาดาต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ประเทศก็น่าอยู่ สะอาด มีภูมิประเทศที่สวยงาม ผู้คนมีน้ำใจดี และปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนาดาต้อนรับผู้คนทุกชนชาติ ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ

นอกจากนั้นประเทศแคนาดาได้รับการจัดอันดับว่า เป็นประเทศอันดับหนึ่งของโลกในด้านการศึกษาประจำปี 2017 โดย U.S. News and World Report ด้วยนะคะ

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศแคนาดา

สำหรับคนที่กลัวความหนาวนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงกับความหนาวเย็นมากนัก ในสถานศึกษา บ้าน และหอพักทั่วไป มีเครื่องทำความอุ่นที่ประสิทธิภาพสูง  เรื่องอากาศหนาวนั้นเป็นเรื่องที่เคยชินและปรับตัวได้ไม่ยาก  การที่มีฤดูหนาว ก็มีโอกาสที่จะมีหิมะตกด้วย  เมื่อหิมะตกลงมาจะทำให้มีทิวทัศน์งดงามแตกต่างไปจากประเทศเมืองร้อน  อีกทั้งมีโอกาสได้เล่นกีฬาที่หาเล่นได้ยากในประเทศอื่น เช่น สกี สเก็ตน้ำแข็ง เป็นต้น

ภาษาทางการ: อังกฤษ & ฝรั่งเศส

ประเทศแคนาดาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา มีมหาสมุทรล้อมรอบ  3 ด้าน ประกอบด้วย 10 มณฑลและเขตการปกครอง 2 เขต (Territories) อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลาง มีเมืองหลวงคือ ออตตาวา มณฑลออนตาริโอเป็นสหพันธรัฐ ปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา

ฤดูกาล

มี 4 ฤดูกาล:   ฤดูร้อน (มิย-สค),   ใบไม้ผลิ (มีค-พค), ใบไม้ร่วง (กย-ตค)   ฤดูหนาว (พย-กพ)
อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ -25 C สูงสุดประมาณ 35 องศา C

ระบบไฟฟ้า

แคนาดาใช้ระบบไฟฟ้า 120 V, 60 Hz ใช้ปลั๊กเสียบแบบ 2 ขา และ 3 ขา ทรงแบน สามารถใช้ Adapter เพื่อแปลงกระแสไฟฟ้าได้ หากนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศไทยไปด้วย

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต่อปี

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี (3 ปี)

ปริญญาโท (1 ปี)

ปริญญาเอก(3-4 ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

CAD 40,000 (ประมาณ 1 ล้าน-1.1 ล้านบาท)/ปี

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ CAD 1,200 – CAD1500 / เดือน 

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 26 บาท = CAD ณ เดือนกันยายน 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

ระบบการศึกษาประเทศแคนาดา

แคนาดามีการลงทุนจำนวนมากในระบบการศึกษาของประเทศ โดยแคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกิจกรรมด้านการศึกษามากที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในสามประเทศที่มีการใช้จ่ายต่อหัวในการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษาของภาครัฐมากที่สุด ตามข้อมูลขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของแคนาดาสามารถแบ่งออกเป็น:

  • ระดับใบรับรอง ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาเรียนประมาณหนึ่งปี
  • ระดับประกาศนียบัตร ใช้เวลาประมาณหนึ่งหรือสองปี
  • ระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง โดยทั่วไปเป็นโปรแกรมระยะเวลาสองหรือสามปี
  • ระดับปริญญาตรี จะรับปริญญาหลังจากการเรียนเต็มเวลาสี่ปี
  • อนุปริญญาโท/วุฒิบัตรบัณฑิต ใช้เวลาในการเรียนหนึ่งหรือสองปี
  • ปริญญาโท สามารถเรียนหลังจากจบปริญญาตรีเพื่อให้มีความรอบรู้ในเรื่องเฉพาะ
  • ปริญญาเอกหรือ PhD โดยทั่วไปใช้เวลาเรียนสี่ถึงเจ็ดปี

ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศแคนาดา

1.  ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสมัครเรียน

ก่อนจะได้เดินทางไปเรียนที่แคนาดา ท่านจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้สำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

  • ค่าสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษา ประมาณ 50 – 150 ดอลล่าร์แคนาดา ต่อสถานศึกษา
  • ค่าส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ประมาณ 500 – 1,000 บาท
  • ค่าสอบวัดระดับต่าง ๆ เช่น GMAT, GRE, SAT, TOEFL, IELTS  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสมัครเข้าเรียน ประมาณ 100 – 200 ดอลล่าร์แคนาดา

2.  ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในแคนาดา

2.1   ค่าเล่าเรียน (ต่อปี)

รัฐในแคนาดา
ค่าเล่าเรียนระดับอุดมศึกษา
(ดอลล่าร์แคนาดา)
         Newfoundland
         Prince Edward Island
         Nova Scotia
         New Brunswick
         Quebec
         Ontario
         Manitoba
         Saskatchewan
         Alberta
         British Columbia
8,800
11,600
8,540 – 14,790
9,971 – 15,215
14,615 – 17,762
5,200 – 32,075
6,260 – 13,534
13,782 – 17,618
9,440 – 18,710
12,500 – 23,300
* ข้อมูลจาก Association of Universities and Colleges of Canada (ค.ศ. 2013 – 2014)
** 1 ดอลล่าร์แคนาดา เท่ากับ 26 บาท (โดยประมาณ)
*** จำนวนเงินค่าเล่าเรียนจะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและคุณภาพของสถาบันการศึกษา

2.2  ค่าที่พัก

แบบที่พัก
ค่าเช่า ต่อเดือน
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      Homestays (ขึ้นอยู่กับว่าจะให้รวมค่าอาหารหรือไม่)
      หอพักนักศึกษา/การแบ่งเช่าบ้านนอกสถานศึกษา
400 – 800
250 – 750

2.3   ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการครองชีพ  (ข้อมูลจากเงินค่าใช้จ่ายที่สำนักงาน ก.พ. จ่ายให้นักเรียนทุนฯ ในปัจจุบัน)

ค่าใช้จ่ายทั่วไป
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าใช้จ่ายรายเดือน แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
        – ค่าเช่าบ้าน
        – ค่าอาหารโดยเฉลี่ย
        – ค่าโทรศัพท์มือถือ/internet
        – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ
        – ค่าบันเทิง กีฬา สันทนาการ
      ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน (ต่อปี)
1,450
450 – 550
300
50
100
100
1,150

หมายเหตุ  ในเมืองใหญ่ๆ เช่น นครโทรอนโต นครแวนคูเวอร์ นครมอนทรีออล จะมีค่าครองชีพสูงกว่าในเมืองอื่นๆ  และท่านควรคำนึงถึงค่าเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าประมาณ 350 – 500 ดอลลาร์แคนาดา สำหรับการอยู่ในแคนาดาปีแรกด้วย

3.   ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน (ไป-กลับ)
      ค่าประกันสุขภาพ
      ค่า Study Permit
      ค่า CAQ (สำหรับผู้ไปศึกษาในรัฐควิเบก)
1,500 – 2,500
1,000 – 1,200 ต่อปี
150
108

ภาคการศึกษา

การเริ่มปีการศึกษาในมหาวิทยาลัยแคนาดา จะเริ่มในเดือนกันยายนของทุกปี แต่ละภาคการศึกษา มีระยะเวลาดังนี้

  • ภาคฤดูใบไม้ร่วง  ระหว่างเดือน กันยายน – ธันวาคม
  • ภาคฤดูหนาว  ระหว่างเดือน มกราคม – เมษายน
  • ภาคฤดูร้อน  ระหว่างเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม (ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย)

ช่วงเวลาการเปิดรับสมัคร

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดรับสมัคร ตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมกราคม  ตัวอย่าง นักศึกษา ปีการศึกษาที่ 1 เริ่มเปิดเรียนเดือนกันยายน 2014 จะเริ่มส่งใบสมัครเรียนได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2013 ถึงเดือนมกราคม ปี 2014 และกำหนดการส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาหลังจากปิดรับสมัคร 1 – 2 เดือน (เวลาของการเปิด-ปิดรับสมัคร และการส่งเอกสารฯ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย)

โอกาสการจ้างงาน

ในแคนาดา นักเรียนต่างชาติมีสิทธิ์ที่จะทำงานได้หลังจบการศึกษาในระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตร

ระหว่างการศึกษา

คุณสามารถทำงานในแคนาดาได้ขณะที่เรียนในโปรแกรมการทำงานสำหรับนักเรียนของ Citizenship and Immigration Canada (CIC) โดยส่วนใหญ่ ต้องขอใบอนุญาตทำงานสำหรับนักเรียนด้วย

แคนาดามอบโอกาสทางอาชีพและการทำงานที่หลากหลายสำหรับนักเรียนทุกระดับ

สถานศึกษาหลายแห่งในแคนาดามีโปรแกรมความร่วมมือทางการศึกษา ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ให้นักศึกษาสามารถเรียนสลับกับทำงานได้ หลักสูตรแบบรวมดังกล่าวมีการดำเนินการโดยความร่วมมือกันระหว่างสถานศึกษาและภาคธุรกิจ

หลังจบการศึกษา

นักเรียนต่างชาติที่จบจากสถานศึกษาชั้นสูงของแคนาดามีโอกาสทำงานในแคนาดาได้อีกหนึ่งปีหลังรับปริญญาหรือประกาศนียบัตร

หากต้องการทำงานในแคนาดาหลังจากเรียนจบ คุณต้องขอใบอนุญาตทำงานในโปรแกรม Post-Graduation Work Permit Program (PGWPP) หากต้องการพำนักอาศัยถาวรอยู่ในแคนาดาหลังจากจบการศึกษา คุณสามารถเลือกจากโปรแกรมต่างๆ ที่มีอยู่ ซึ่งแต่ละโปรแกรมจะมีข้อกำหนดโดยเฉพาะ

รายละเอียดสถาบันภาษาประเทศแคนาดา <คลิกที่นี่>

เรียนต่อแคนนาดา <คลิกที่นี่>

วีซ่านักเรียนแคนาดา <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายศาล?

เมื่อท่านได้รับ หมายศาล อันดับแรกท่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเป็นหมายฯ ประเภทใด และท่านมีหน้าที่ต้องทำอะไรเมื่อได้รับหมายนั้น เพราะหมายแต่ละประเภทกฎหมายกำหนดให้ท่านมีหน้าที่ต้องกระทำไม่เหมือนกัน และผลมีทางกฎหมายที่ต่างกัน

1. หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง

หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง หรือหมายเรียกคดีแพ่งสามัญ สำหรับหมายชนิดนี้ จะถูกส่งไปยังผู้รับหมายพร้อมกับสำเนาคำฟ้อง หากได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว จะต้องทำคำให้การยื่นต่อศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด สำหรับในส่วนหมายเรียกอันเกี่ยวกับคดีแพ่งนั้น แยกออกเป็นดังนี้

หมายเรียกคดีแพ่งสามัญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 ได้บัญญัติเอาไว้ว่า “เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน” ดังนั้น หากท่านถูกฟ้องเป็นจำเลยหน้าที่ต้องทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมาย แต่หากท่านไม่ได้เซ็นต์รับหมายศาลจะทำการปิดหมายไว้ ณ ภูมิลำเนาของจำเลย ซึ่งจะถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกเมื่อพ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันปิดหมาย ( 15 บวก 15 ) จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นคำให้การต่อสู้คดีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ปิดหมาย

หากจำเลยมิได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีภายในกำหนด จะหมดสิทธิในการต่อสู้คดี อันมีผลให้แพ้คดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ โดยศาลจะตัดสินคดีโจทก์ไปผ่ายเดียว และจะมีคำพิพากษาและโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไป

2. หมายเรียกคดีมโนสาเร่, หมายเรียกคดีไม่มีข้อยุ่งยาก, หมายเรียกจำเลยในคดีผู้บริโภค

หากท่านได้รับหมายเรียกดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ท่านมีหน้าที่ต้องยื่นคำให้การและมาศาลตามวันนัดที่ได้ระบุไว้ในหมายเพื่อการไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน และหากท่านมีความประสงค์จะต่อสู้คดีก็จะต้องให้การแก้คดีภายในวันนัดที่ระบุในหมาย ซึ่งถือเป็นวันนัดพิจารณาครั้งแรกด้วย หากท่านไม่ไปศาลในวันพิจารณา ศาลอาจถือว่าท่านขาดนัดยื่นคำให้การ หรือขาดนัดพิจารณา แล้วแต่กรณี ซึ่งจะมีผลทำให้ท่านเป็นฝ่ายแพ้คดี โดยศาลจะตัดสินคดีโจทก์ไปผ่ายเดียว และจะมีคำพิพากษาและบังคับคดีต่อไป

ดังนั้น หากท่านได้รับหมายศาลดังกล่าวแล้ว ควร จะรีบติดต่อทนายความเพื่อช่วยดูแลคดี และทำคำให้การต่อสู้คดี ให้ทันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดต่อไป

3. หมายนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา

เมื่อได้รับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วดูรายละเอียดในหมายว่า ศาลได้กำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันใด และคำฟ้องมีสาระสำคัญประการใด ได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ หากท่านประสงค์จะขอประนีประนอมกับโจทก์ ก็สามารถเจรจากันได้ซึ่งหากโจทก์ยินยอมตามที่ตกลงกัน และยินยอมถอนฟ้องคดีก็เป็นอันจบไป ในคดีอาญาที่ไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง ตามกฎหมายศาลจะต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนว่าคดีมีมูลหรือไม่ หากมีมูลศาลก็จะประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไป ถ้าศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลศาลก็จะมีคำสั่งไม่รับฟ้องของ โจทก์
หากท่านได้รับหมายนัดจึงต้องดูรายละเอียดว่าศาลกำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องวันใด และควรรีบนำสำเนาคำฟ้องข้อเท็จจริงในคดี พร้อมพยานหลักฐานปรึกษาทนายความทันที เพื่อให้ทนายความทำการถามค้านพยานโจทก์ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง หากคดีไม่มีมูลศาลจะยกฟ้อง โดยในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องท่านไม่จำเป็นต้องไปศาล เนื่องจากหากไปศาลในวันดังกล่าว และศาลได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ศาลก็จะประทับฟ้อง ท่านจะตกเป็นจำเลยและถูกควบคุมตัว ซึ่งจะต้องมีการยื่นหลักทรัพย์เพื่อประกันตัวต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ BlueHouse

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

เคล็ด (ไม่) ลับดูแลผ้าโพลีเอสเตอร์

หนุ่มสาวยุคใหม่คงไม่ถนัดกับการซักผ้ารีดผ้ากันซักเท่าไหร่ ยิ่งผ้าชนิดไหนควรดูแลหรือรีดอย่างไรกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัวไปอีก Great Texttlie มี Infographic วิธีดูแลผ้าอย่างง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ โดยวันนี้เรามาเริ่มที่ผ้าโพลีเอสเตอร์กันก่อนเลย

รู้จักโพลีเอสเตอร์เพิ่มกันสักนิด เส้นใยโพลีเอสเตอร์เป็นเส้นใยที่ได้รับความนิยมมากกว่าเส้นใยสังเคราะห์อื่นๆ มักนิยมนำไปผสมกับเส้นใยอื่นๆ จะทำให้ผ้าเส้นใยผสมนั้นมีความสวยงาม และประโยชน์ในการใช้สอยมากขึ้นด้วยค่ะ  ผ้าโพลีเอสเตอร์มีคุณสมบัติที่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะในเรื่องความยับยาก

ทำความรู้จักผ้าโพลีเอสเตอร์ให้มากขึ้น >> ผ้าโพลีเอสเตอร์ดีกว่าผ้าจากเส้นใยธรรมชาติอย่างไร?

เห็นมั้ยคะว่าการดูแลผ้าโพลีเอสเตอร์ไม่ยากเลย ถ้าเพียงเรารู้วิธีดูแลที่ถูกต้อง เสื้อผ้าตัวเก่งที่ทำจากผ้าโพลีเอสเตอร์ก็จะอยู่กับเราไปได้อีกนานเลยล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ClubFabric

To contact Great Textile by phone, please call +669-1818-2987 or email at gtc.chanin@gmail.com