ดื่มกาแฟอย่างไร  ให้งานดีและสุขภาพแข็งแรง

เมื่อออกจากงานประจำมาทำฟรีแลนซ์ ต้องยอมรับว่า อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ a day in life ของชาวฟรีแลนซ์เดินไปอย่างราบรื่น ไม่โน้มตัวกลับไปที่เตียง ก็คือการดื่มกาแฟ ยิ่งช่วงงานเร่งๆ บางครั้งอยากจะดื่มสัก 10 ถ้วย แต่ก็กลัวว่าดื่มมากไปจะมีผลเสียต่อสุขภาพ พาลจะทำให้เราเสียงาน และเสียเงินรักษาสุขภาพแทนที่จะได้เงิน

วันนี้แอดเอ็นจอยจะแนะนำเรื่องการดื่มกาแฟอย่างไร ให้สุขภาพดีกันค่ะ

เพื่อน ๆ ฟรีแลนซ์ tasknjoy ทราบไหมคะ ว่า มีข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันเปิดเผยว่าการดื่มกาแฟเพียงวันละ 1-2 ถ้วยนั้นปลอดภัย และอาจให้ผลดี ถ้าดื่มให้เป็นค่ะ

ดื่มอย่างไรคือดื่มให้เป็น สำหรับชาวฟรีแลนซ์อย่างเราที่ดิ่มแก้ง่วง? สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วง นักวิจัยแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่า ที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย ค่ะ

นอกจากนี้กาแฟยังยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำด้วยนะคะ

แล้วควรดื่มกาแฟแบบมีหรือไม่มีคาเฟอีน? รายงานผลการวิจัยจากฟินแลนด์และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่าคนที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงการเกิดเบาหวานประเภท 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม ความเสี่ยงที่ลดลงเป็นสัดส่วนกับปริมาณกาแฟที่ดื่ม และกาแฟไร้คาเฟอีนให้ผลดีน้อยกว่ากาแฟที่มีคาเฟอีนค่ะ

กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพรและไวน์แดงอีก ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากันขึ้นกับชนิดของกาแฟ

แต่สำหรับฟรีแลนซ์ที่ปกติไม่ดื่มกาแฟ ควรหาทางอื่นแก้ง่วงนะคะ เช่น การกินผลไม้ หรือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรหันมาดื่มเพียงเพื่อต้องการผลดีจากคาเฟอีนค่า เพราะการดื่มอาจยิ่งเพิ่มผลเสีย เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น กระวนกระวาย นอนไม่หลับ กระเพาะหลั่งกรดออกมามากเกินควร ทำให้ปวดท้อง และเป็นสารขับปัสสาวะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่ดื่มกาแฟควรดื่มน้ำตามไปชดเชยด้วย

นอกจากนั้น ต้องระวัง สิ่งที่เติมลงในกาแฟ เช่น ครีม นมไขมันเต็ม น้ำตาล น้ำผึ้ง เพราะเท่ากับเติมพลังงานส่วนเกินเข้าไปในร่างกาย ถ้าดื่มกาแฟดำได้ให้ดื่มกาแฟดำค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้เกี่ยวกับโรงแรม – การจองโรงแรม (Hotel Booking)

ในการสำรองห้องพัก เมื่อแขกต่างชาติต้องการเข้าพัก ติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือ Chat ผ่านช่องทาง Social Media ต่าง ๆ พนักงานรับจองห้องพักควรจะทราบศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับโรงแรมเพื่อการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นหน้าเป็นตากับโรงแรมนะครับ วันนี้ เรามี คำศัพท์เกี่ยวกับการสำรองห้องพักผ่านโทรศัพท์ (Making a Reservation by Phone) มาฝากกันครับ

Receptionist:

Good morning, Marriam Hotel, May I help you?
กู๊ดมอร์นิ่ง มาเรียมโฮเต็ล เมย์ ไอ เฮล์ฟยู?
สวัสดีค่ะ โรงแรมมาเรียม ยินดีรับใช้ค่ะ

Good afternoon, Marriam Hotel, How may I help you?
กู๊ดอัฟเทอร์นูน มาเรียมโฮเต็ล ฮาวเมย์ ไอ เฮล์ฟยู?
สวัสดีค่ะ โรงแรมมาเรียม ยินดีรับใช้ค่ะ

Good evening, Marriam Hotel, What can I do for you?
กู๊ดอีฟนิ่ง มาเรียมโฮเต็ล ว็อท เเคน ไอ ดู ฟอร์ยู?
สวัสดีค่ะ โรงแรมมาเรียม ยินดีรับใช้ค่ะ

Customer:

I’d like to make a reservation for a room.
ไอด ไลค์ ทู เม้ค อะ เร้สเซอเวชิ่น ฟอร์ เออะ รูม
ผมต้องการจองห้องพักสัก 1 ห้องครับ

I’d like to have a room for two people for the 15th May.
ไอด ไลค์ ทู แฮฟ อะ รูม ฟอร์ ทู พิเพิ้ล ฟอร์ เดอะฟิพท์ทีน เมย์
ผมต้องการห้องพัก1ห้อง สำหรับสองคนในวันที่ 15 พฤษภาคม

Receptionist:

What kind of room would you like, sir?
ว็อท ไคด์ ออฟ รูม วูด ยู ไลค์ เซอร์?คุณต้องการห้องแบบไหนค่ะ?

Would you like a single room or a double room?
วูด ยูไลค์ อะ ซิงเกิ้ล รูม ออร์ อะ ดับเบิ้ล รูม ?
คุณต้องการห้องเตียงเดี่ยวหรือห้องเตียงคู่ค่ะ?

Single or double, sir?
ซิงเกิ้ล ออร์ ดับเบิ้ล เซอร์?
เตียงเดี่ยวหรือเตียงคู่ค่ะ?

Customer:

A double room for two people, please.
อะ ดับเบิ้ล รูม ฟอร์ ทู พีเพิ้ล พลิ้ส
ขอห้องเตียงคู่สำหรับ 2 คนครับ

A single room for two people, please.
อะ ซิงเกิ้ล รูม ฟอร์ ทู พีเพิ้ล พลิ้สขอห้องเตียงเดี่ยวสำหรับ 2 คนครับ

Receptionist:

For how many nights, sir?
ฟอร์ ฮาว แมนี่ ไนท์ เซอร์?
พักกี่คืนดีค่ะ?

How many nights will you be staying?
ฮาว แมนี่ ไนท์ซ วิล ยู บี สเตย์ยิ่ง?
ต้องการพักกี่คืนค่ะ?

How long will you be staying?
ฮาว ลอง วิล ยู บี สเตย์ยิ่ง?
คุณจะพักนานแค่ไหนค่ะ?

Customer:

For 3 days
ฟอร์ ทรี เดย์ซ
จะพัก 3 วันครับ

หลังจากที่แขกแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการจองห้องพักแล้ว พนักงานจองห้องพัก จะต้องสอบถามแขกเพื่อการยืนยันการจองและตอบรับการสำรองห้องพัก (Accepting a Reservation) ให้กับแขก ด้วยประโยคตัวอย่างง่าย ๆ ดังนี้ครับ

Receptionist:

Would you like me to keep the room for you?
วูด ยู ไลค์ มี ทู คีฟ เดอะ รูม ฟอร์ ยู?ต้องการให้เก็บห้องนี้ไว้ให้คุณไหมค่ะ?

Do you want me to book the room for you?
ดู ยู วอนท์ มี ทูบุค เดอะรูม ฟอร์ยูต้องการให้ดิฉันจองห้องนี้ให้คุณไหมค่ะ

Can I reserve this room for you now?
เเคน ไอ รีเซิฟ ดีส รูม ฟอร์ยู นาว?
ต้องการให้ผมสำรองห้องนี้ไว้ให้คุณตอนนี้เลยไหมค่ะ?

Customer:

Yes, please.
เยส พลิ้ส
ใช่ครับ

OK, I take it.
โอเค ไอเทค อิต
ผมตกลงรับห้องนี้

Receptionist:

We will see you on the 25th July, then, Mr. John. Thank you.
วี วิล ซียู ออน ดิ ทเวนตี้ฟิฟท์ จูลไล เดน มิสเตอร์จอห์น
แล้วเจอกันในวันที่ 25 กรกฏาคมน่ะค่ะ,ขอบคุณค่ะ

Thank you for choosing our Hotel and have a nice day. Good bye.
แธงกิ้ว ฟอร์ ชูสซิ่ง เอาเวอร์ โฮเต็ล แอนด์ แฮฟ อะไนส์ เดย์ กู๊ดบาย
ขอบคุณที่เลือกใช้บริการโรงแรม ขอให้มีวันอันสดใสนะค่ะ ลาก่อนค่ะ

Enjoy your stay!
เอนจอย ยัวร์ สเตย์
ขอให้พักอย่างมีความสุขนะคะ

Customer:

I hope so. Thank you.
ไอ โฮปโซ แธงกิ้ว
ผมก็หวังเช่นนั้น ขอบคุณครับ

เห็นไหมครับ ศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับโรงแรม ง่ายนิดเดียว อย่าลืมศึกษาและใช้ให้คล่องเพื่อการพัฒนาคุณภาพและการบริการของโรงแรมคุณนะครับ

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

โอกาสการศึกษาในแคนาดา – Study in Canada

  • สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปเรียนต่อในแคนาดา

สำหรับพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่มีแผนการจะส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศ ดิฉันขอแนะนำให้ท่านพิจารณาประเทศแคนาดาเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักแก่บุตรหลานของท่านด้วยค่ะ

ทั้งนี้เพราะแคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการศึกษาสูงเทียบเท่ากับประเทศอื่นในอเมริกาเหนือ และยุโรป หรือออสเตรเลีย แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนแล้ว ค่าเล่าเรียนในแคนาดาต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ประเทศก็น่าอยู่ สะอาด มีภูมิประเทศที่สวยงาม ผู้คนมีน้ำใจดี และปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคนาดาต้อนรับผู้คนทุกชนชาติ ส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเชื้อชาติ

สำหรับคนที่กลัวความหนาวนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงกับความหนาวเย็นมากนัก ในสถานศึกษา บ้าน และหอพักทั่วไป มีเครื่องทำความอุ่นที่ประสิทธิภาพสูง  เรื่องอากาศหนาวนั้นเป็นเรื่องที่เคยชินและปรับตัวได้ไม่ยาก  การที่มีฤดูหนาว ก็มีโอกาสที่จะมีหิมะตกด้วย  เมื่อหิมะตกลงมาจะทำให้มีทิวทัศน์งดงามแตกต่างไปจากประเทศเมืองร้อน  อีกทั้งมีโอกาสได้เล่นกีฬาที่หาเล่นได้ยากในประเทศอื่น เช่น สกี สเก็ตน้ำแข็ง เป็นต้น

ในระบบการศึกษาในแคนาดา นโยบายด้านการศึกษากำหนดโดยแต่ละรัฐ (Province) ดังนั้น ขั้นตอนการสมัครอาจมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเข้าศึกษาในประเทศแคนาดา กรณีเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีนักเรียนจะต้องเลือกมหาวิทยาลัย โดยหาข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครอย่างไร ระบบการศึกษา ช่วงเวลาการเริ่มต้นภาคการศึกษา เป็นต้น  เมื่อทราบแล้วว่าต้องการเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยใด จึงส่งใบสมัครเข้าเรียน เมื่อมหาวิทยาลัยตอบรับการเป็นนักศึกษาแล้ว นักเรียนจึงจะสมัครขอรับการตรวจลงตรา (วีซ่า – Study Permit) เข้าประเทศแคนาดาเพื่อการศึกษา

พี่หลันจะมานำเสนอข้อมูลและขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อวางแผนเรียนที่ประเทศแคนาดาค่ะ

ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจไปเรียนที่ประเทศแคนาดา

เมื่อมีการวางแผนไปเรียนในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม ท่านควรคำนึงถีงรายจ่ายที่จะเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมเงินส่งลูกมาเรียนที่แคนาดาประมาณปีละ 800,000 – 1,200,000 บาท (ประมาณการณ์จากอัตราค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับสถาบันที่เลือกศึกษา และการดำเนินชีวิตของนักเรียน) ในที่นี้ขอแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 รายการ ดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสมัครเรียน

ก่อนจะได้เดินทางไปเรียนที่แคนาดา ท่านจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายไว้สำหรับการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้

  • ค่าสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษา ประมาณ 50 – 150 ดอลล่าร์แคนาดา ต่อสถานศึกษา
  • ค่าส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ประมาณ 500 – 1,000 บาท
  • ค่าสอบวัดระดับต่าง ๆ เช่น GMAT, GRE, SAT, TOEFL, IELTS  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสมัครเข้าเรียน ประมาณ 100 – 200 ดอลล่าร์แคนาดา

2.  ค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในแคนาดา

  • ค่าเล่าเรียน (ต่อปี)
รัฐในแคนาดา
ค่าเล่าเรียนระดับอุดมศึกษา
(ดอลล่าร์แคนาดา)
         Newfoundland
         Prince Edward Island
         Nova Scotia
         New Brunswick
         Quebec
         Ontario
         Manitoba
         Saskatchewan
         Alberta
         British Columbia
                      8,800
                    11,600
                      8,540 – 14,790
                      9,971 – 15,215
                    14,615 – 17,762
                      5,200 – 32,075
                      6,260 – 13,534
                    13,782 – 17,618
                      9,440 – 18,710
                    12,500 – 23,300
* ข้อมูลจาก Association of Universities and Colleges of Canada (ค.ศ. 2013 – 2014)
** 1 ดอลล่าร์แคนาดา เท่ากับ 30 บาท (โดยประมาณ)
*** จำนวนเงินค่าเล่าเรียนจะขึ้นอยู่กับชื่อเสียงและคุณภาพของสถาบันการศึกษา
  • ค่าที่พัก
แบบที่พัก
ค่าเช่า ต่อเดือน
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      Homestays (ขึ้นอยู่กับว่าจะให้รวมค่าอาหารหรือไม่)
      หอพักนักศึกษา/ การแบ่งเช่าบ้านนอกสถานศึกษา
400 – 800
250 – 750
  • ค่าใช้จ่ายทั่วไปในการครองชีพ  (ข้อมูลจากเงินค่าใช้จ่ายที่สำนักงาน ก.พ. จ่ายให้นักเรียนทุนฯ ในปัจจุบัน)
ค่าใช้จ่ายทั่วไป
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าใช้จ่ายรายเดือน แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้
        – ค่าเช่าบ้าน
        – ค่าอาหารโดยเฉลี่ย
        – ค่าโทรศัพท์มือถือ/internet
        – ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ
        – ค่าบันเทิง กีฬา สันทนาการ
      ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียน (ต่อปี)
         1,450
         450 – 550
         300
         50
         100
         100
         1,150
หมายเหตุ  ในเมืองใหญ่ๆ เช่น นครโทรอนโต นครแวนคูเวอร์ นครมอนทรีออล จะมีค่าครองชีพสูงกว่าในเมืองอื่นๆ  และท่านควรคำนึงถึงค่าเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าประมาณ 350 – 500 ดอลลาร์แคนาดา สำหรับการอยู่ในแคนาดาปีแรกด้วย

3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
(ดอลล่าร์แคนาดา)
      ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน (ไป-กลับ)
      ค่าประกันสุขภาพ
      ค่า Study Permit
      ค่า CAQ (สำหรับผู้ไปศึกษาในรัฐควิเบก)
         1,500 – 2,500
         1,000 – 1,200 ต่อปี
          150
          108
 

ภาคการศึกษา

การเริ่มปีการศึกษาในมหาวิทยาลัยแคนาดา จะเริ่มในเดือนกันยายนของทุกปี แต่ละภาคการศึกษา มีระยะเวลาดังนี้

  • ภาคฤดูใบไม้ร่วง  ระหว่างเดือน กันยายน – ธันวาคม
  • ภาคฤดูหนาว  ระหว่างเดือน มกราคม – เมษายน
  • ภาคฤดูร้อน  ระหว่างเดือน พฤษภาคม – สิงหาคม (ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย)

ช่วงเวลาการเปิดรับสมัคร

มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดรับสมัคร ตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงเดือนมกราคม  ตัวอย่าง นักศึกษา ปีการศึกษาที่ 1 เริ่มเปิดเรียนเดือนกันยายน 2014  จะเริ่มส่งใบสมัครเรียนได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม       ปี 2013 ถึงเดือนมกราคม ปี 2014  และกำหนดการส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาหลังจากปิดรับสมัคร  1 – 2 เดือน  (เวลาของการเปิด-ปิดรับสมัคร และการส่งเอกสารฯ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย)

ขั้นตอนการไปศึกษาที่ประเทศแคนาดา

1. เลือกหลักสูตร และมหาวิทยาลัย

ผู้สมัครควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี เพื่อหาข้อมูลและสมัครเข้าศึกษาให้ทันภาคการศึกษาที่จะเข้าศึกษา  ข้อมูลสถานศึกษาหาได้ที่

Association of Universities and Colleges of Canada
http://www.aucc.ca/canadian-universities/study-programs/
http://www.aucc.ca/canadian-universities/our-universities/

Canadian Information Centre for International Credentials
http://cicic.ca/664/directory-of-universities-colleges-and-schools-in-canada.canada

2. การสมัคร

  1. ขั้นตอน
    • หลังจากเลือกหลักสูตร และมหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษาได้แล้ว จะต้องสมัครกับมหาวิทยาลัยโดยตรง (การตอบรับการเข้าศึกษาจะใช้เวลาพิจารณา 4-6 เดือน)  หลังจากนั้นจะต้องสมัครผ่านศูนย์กลางรับสมัครออนไลน์ กรณีบางรัฐมีศูนย์กลางรับสมัครเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาของรัฐ ดังนี้
    • ตรวจสอบช่วงเวลาการเปิด-ปิดรับสมัคร และระยะเวลาการยื่นเอกสาร
    • กรณีผู้สมัครได้รับการตอบรับเข้าศึกษามากกว่าหนึ่งสถาบันการศึกษา ผู้สมัครควรพิจารณาให้รอบคอบว่าจะเลือกศึกษาที่ใด หลังจากนั้นควรแจ้งตอบรับ/ปฏิเสธการเข้าศึกษากับสถาบันการศึกษาด้วย
  2. คุณสมบัติด้านการศึกษา
    • ผู้สมัครจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับ Grade 12 เทียบเท่ามัธยมศึกษา 6 หรือระดับการศึกษาสูงกว่า
    • ในแต่ละภาควิชาที่สมัครเรียนนั้น ผู้สมัครจะต้องเคยเรียนวิชาหรือมีผลงานที่ภาควิชานั้นกำหนด เช่น เลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้สมัครจะต้องเคยเรียนคณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และ เคมี หรือเลือกเรียนดนตรี ผู้สมัครจะต้องส่งผลงานการเล่นดนตรี หรือการร้องเพลง เป็นต้น (แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีข้อกำหนดต่างกัน)
  3. คุณสมบัติด้านภาษา
    • ไม่ว่าจะเลือกเรียนหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส ผู้สมัครต้องมีผลการสอบวัดระดับภาษาในสถาบันภาษาที่สถาบันการศึกษากำหนด
    • แต่ละสถาบันการศึกษาจะกำหนดรับผลวัดระดับภาษาอังกฤษจากสถาบันภาษาต่างๆ เช่น TOEFL, IELTS, CanTest, CAEL, MELAB เป็นต้น และอยู่ในระดับคะแนนของแต่ละสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด
    • สถาบันการศึกษาจะกำหนดรับผลวัดระดับภาษาฝรั่งเศสจาก Test de français international (TFI) และอยู่ในระดับคะแนนของแต่ละสาขาวิชาที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนดไว้
    • บางสถาบันการศึกษามีหลักสูตรภาษาเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษานั้น หากผู้สมัครมีคะแนนผลวัดระดับภาษาไม่ถึงตามที่สถาบันการศึกษานั้นๆ กำหนดไว้ ผู้สมัครอาจสมัครเข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ (ESL) หรือภาษาฝรั่งเศสก่อน  โดยสถาบันการศึกษานั้นมีเงื่อนไขว่าผู้สมัครต้องผ่านเกณฑ์ภาษาตามที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด จึงจะสามารถสมัครเข้าเรียนเป็นนักศึกษาในสถาบันการศึกษานั้นต่อไปได้
  4. เอกสารประกอบการสมัคร
    • ประกาศนียบัตรสำเร็จการศึกษามัธยมศึกษา 6 หรือเทียบเท่า หรือสูงกว่า
    • รายงานผลการศึกษา (Transcript)
    • รายงานผลวัดระดับภาษาอังกฤษ หรือภาษาฝรั่งเศส
    • บางหลักสูตรนักศึกษาจะต้องเขียนเรียงความ หรือแสดงผลงาน ให้สถาบันศึกษาด้วย
    • เอกสารอื่น ๆ ที่มีการรับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษ

3. การขอใบอนุญาตศึกษาในแคนาดา (Study Permit) และการขอรับการตรวจลงตรา (Visa) เข้าประเทศแคนาดา

  1. กรณีที่สมัครเข้าศึกษาในรัฐต่าง ๆ (ยกเว้นรัฐควิเบก)
    • เมื่อได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาในสถาบันศึกษาแล้ว ผู้สมัครจะต้องเขียนคำร้องขอรับใบอนุญาตศึกษาในประเทศแคนาดา (Study Permit) จากสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย  ในกรณีที่ยื่นคำร้องครั้งแรกนักศึกษาจะได้รับการตรวจลงตรา (Visa) เข้าแคนาดาโดยอัตโนมัติ
    • การขอ Study Permit และ Visa ผู้สมัครจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการพิจารณาของสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาฯ ด้วย เนื่องจากอาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติม หากไม่เผื่อเวลาไว้อาจจะไม่สามารถเข้าเรียนได้ทันวันเปิดภาคเรียน
  2. กรณีที่สมัครเข้าศึกษาในรัฐควิเบก
    • เมื่อได้รับการตอบรับการเข้าศึกษาจากสถาบันศึกษาแล้ว ผู้สมัครจะต้องสมัครขอรับ Québec Acceptance Certificate (CAQ) การสมัครขอรับ CAQ สามารถสมัคร online ได้ เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร คือ ใบตอบรับการเข้าศึกษาจากมหาวิทยาลัย หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในประเทศแคนาดา การประกันสุขภาพ เป็นต้น  หลังจากได้รับ CAQ แล้วผู้สมัครจึงจะยื่นคำร้องขอ Study Permit และ Visa ได้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.immigration-quebec.gouv.qc.ca/en/electronic-services/caq-electronic/index.html
  3. เอกสารที่ใช้ประกอบการสมัคร
    • ใบตอบรับการเข้าศึกษาจากสถาบันศึกษา
    • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา
    • หนังสือผู้มีอำนาจปกครอง (Custodianship Declaration – Custodian for Minors Studying in Canada – IMM 5646) สำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี
    • Québec Acceptance Certificate (CAQ) (สำหรับผู้สมัครที่จะศึกษาในรัฐควิเบก)
    • หนังสือเดินทาง (Passport)
    • รูปถ่าย 2 ใบ
    • ใบคำร้องขอ Study Permit   http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/student.asp
    • ค่าธรรมเนียมการยื่นคำร้อง 125 ดอลลาร์แคนาดา
    • หลังจากยื่นคำร้องขอ Study Permit แล้ว เจ้าหน้าที่อาจขอให้ผู้สมัครส่งผลการตรวจร่างกาย และ หรือ ส่งรายงานประวัติอาชญากรรมเพิ่มเติม (Police Clearance Certificate)
      ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/study.asp
  4. ระยะเวลาในการได้รับ Study Permit และ Visa
    • หากไม่มีปัญหาเรื่องเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องในการยื่นคำร้อง ฝ่ายแคนาดาจะใช้เวลาใน   การพิจารณาอย่างน้อย 9 สัปดาห์  ดังนั้นผู้สมัครควรเผื่อเวลาไว้สำหรับขั้นตอนนี้ เพื่อมีเวลาพอที่จะเดินทางมาศึกษาทันวันเปิดภาคการศึกษา

4. การหาที่พักอาศัย

ระหว่างที่รอการตอบรับจากสถาบันศึกษา ผู้สมัครอาจใช้เวลาหาที่พักอาศัยไปพลางๆ ก่อน  หลังจากที่ได้รับการตอบรับจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผู้สมัครจึงสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะเช่าที่พักที่ไหน และในราคาเท่าไหร่  การหาที่พักอาศัยสำหรับนักศึกษามีหลายรูปแบบ ดังนี้

  1. การเช่าหอพักในสถาบันการศึกษา
    สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่จะมีหอพัก (Residence on Campus) ให้นักศึกษาเช่าพัก  เมื่อผู้สมัครได้รับการตอบรับเป็นนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาแล้ว ก็สามารถส่งใบสมัครขอเช่าหอพักของสถาบันการศึกษาได้ ขั้นตอนนี้ผู้สมัครจะต้องรีบดำเนินการทันที เนื่องจากมีผู้ขอเช่ามากกว่าจำนวนหอพักที่เปิด  ให้เช่า เมื่อได้รับการตอบรับให้เช่าแล้ว ผู้เช่าจะดำเนินการตามกฎที่สถาบันการศึกษากำหนด หอพักในสถาบัน การศึกษาอาจมีเปิดให้เลือกเช่าหลายแบบ เช่น ห้องพักมีห้องครัวและห้องน้ำส่วนตัว ห้องพักที่ใช้ห้องครัวร่วมกัน  ห้องพักรวมอาหาร เป็นต้น  อนึ่ง ระหว่างรอการตอบรับผู้สมัครอาจค้นหาที่พักจากแหล่งอื่นด้วยก็จะเป็นการไม่เสียโอกาส และอาจต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเพื่อเป็นค่ามัดจำห้อง
  2. การเช่าห้องพัก Homestay
    เจ้าของบ้านแบ่งห้องนอนในบ้านให้เช่า โดยผู้เช่าสามารถใช้ห้องครัว ห้องน้ำ หรือห้องนั่งเล่น ร่วมกับเจ้าของบ้าน บางบ้านมีห้องน้ำส่วนตัวให้กับผู้เช่าใช้ต่างหาก บางบ้านให้เช่าพร้อมอาหาร 2 หรือ 3 มื้อ บางบ้านมีสัตว์เลี้ยง มีเด็ก บางบ้านเจ้าของบ้านอาจอยู่เพียงลำพัง หรือบางบ้านแบ่งให้คนเช่ามากกว่า 1 ราย ดังนั้น ผู้สมัครจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า Homestay ลักษณะใดเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด โดยสามารถหา Homestay ทั่วประเทศแคนาดาได้ ดังนี้
  3. การร่วมแบ่งเช่าบ้านกับนักศึกษาอื่น ๆ บ้านหรืออพาทเมนท์ ที่เจ้าของเปิดให้เช่าทั้งหมด โดยมีนักศึกษาสนใจเช่าร่วมกันกับเพื่อนๆ หรือประกาศหาผู้ร่วมแบ่งเช่าบ้าน โดยบ้านแต่ละหลังอาจมีผู้เช่าตั้งแต่ 2 – 5 คน หรือมากกว่านั้น โดยผู้ร่วมแบ่งเช่าบ้าน จะแบ่งความรับผิดชอบในการเช่า ค่าใช้จ่าย และรักษาความสะอาดเรียบร้อยของบริเวณบ้านที่ใช้ร่วมกัน
  4. ข้อพิจารณาในการเช่าที่พัก
    • ระยะเวลาการเช่า
    • ระยะเวลาการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า
    • ระยะทางระหว่างที่พักและสถาบันการศึกษา เนื่องจากเป็นช่วงใกล้หน้าหนาว ผู้สมัครยังไม่เคยชินกับภูมิประเทศ และสภาพอากาศของเมืองนั้น การมีที่พักอาศัยใกล้กับสถาบันการศึกษาจะช่วยให้ผู้สมัครปรับตัวง่ายขึ้นในด้านการศึกษา สภาพภูมิอากาศ สภาพกูมิประเทศ และด้านการเงิน (ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง)
    • ค่าเช่ารวม ค่าน้ำ/ ค่าไฟ/ ค่าโทรศัพท์/ Cable TV/ Internet/ การใช้เครื่องซัก-อบผ้า หรือไม่
  5. ข้อดีและข้อเสียของการอยู่หอพัก การร่วมแบ่งเช่าบ้าน และ Homestay

    การอยู่หอพัก
    การร่วมแบ่งเช่าบ้าน
    Homestay
        ข้อดี
         – ปลอดภัย
         – ใกล้มหาวิทยาลัย
         – ถ้าเลือกหอพักที่มีบริการอาหาร ก็ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายซื้อเครื่องใช้ในครัว
         – มีความเป็นส่วนตัว
        ข้อดี
         – ถูก
         – ได้พบเพื่อนใหม่
         – ไม่โดดเดี่ยว
         – ได้เรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่
         – มีโอกาสพัฒนาด้านภาษาเร็ว
        ข้อดี
         – ได้เรียนรู้ประสบการณ์และวัฒนธรรมใหม่
         – ได้เข้าใจและเห็นวิถีชีวิตของครอบครัวอื่น
         – ไม่โดดเดี่ยว
         – มีโอกาสพัฒนาด้านภาษาเร็ว
         – ไม่ต้องจ่ายค่าซ่อมแซมบ้าน หรืออุปกรณ์ใช้ในครัว
        ข้อเสีย
         – แพง
         – มีกฎระเบียบในสัญญามาก
         – ไม่มีความยืดหยุ่น เช่น วันจ่ายค่าเช่า เป็นต้น
         – มีสัตว์เลี้ยงไม่ได้
     
        ข้อเสีย
         – ปัญหาการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การไม่รักษาความสะอาด ปัญหาเรื่องค่าเช่า กรณีผู้แบ่งเช่ารายอื่นจ่ายค่าเช่าไม่ตรงเวลา หรือไม่จ่ายค่าเช่า
         – เมื่อมีปัญหาต่างๆ แล้ว หากแก้ไขไม่ได้ก็จะต้องอดทนจนกว่าสัญญาเช่าจะหมด
         – ไม่มีความเป็นส่วนตัว
        ข้อเสีย
         – มีความเป็นส่วนตัวน้อย
         – หากมีปัญหาใดๆ ต้องกล้าเจรจากับเจ้าของบ้าน
         – ไม่อิสระ เพราะเจ้าของบ้านอาจจะไม่อนุญาตให้มีแขกหรือเพื่อนเข้ามาในบ้าน
  6. ข้อควรระวัง
    • กรณีหาที่พักทางอินเตอร์เน็ทจากประเทศไทย เป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก เนื่องจากผู้สมัครไม่เคยเห็นสถานที่ เมือง และระบบการคมนาคม จึงไม่ทราบว่าบ้านหรือที่พักที่จะเช่านั้นเป็นอย่างไร ห่างไกลจากสถาบันศึกษาแค่ไหน จึงควรสอบถามในรายละเอียดเกี่ยวบ้านเช่าให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเช่า
    • เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง นักศึกษาไม่ควรจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าก่อนลงนามสัญญาเช่า และควรตกลงกับผู้ให้เช่าในการจ่ายค่าเช่าส่วนที่เหลือเมื่อเดินทางไปถึงที่พัก
    • ต้องขอใบเสร็จสำหรับการจ่ายเงินทุกครั้ง

5. การเตรียมตัวเพื่อมาอยู่ในประเทศแคนาดา

  • ประเทศแคนาดาใช้ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก ถึงแม้ว่านักศึกษามีความประสงค์จะมาเรียนภาษาก่อนเข้าเรียนหลักสูตรอื่นก็ตาม ก็ควรจะมีพื้นฐานความรู้ในภาษาที่นักศึกษาจะไปอาศัยอยู่ด้วย
  • ควรนำต้นฉบับเอกสารต่างๆ เช่น สูติบัตร (ใบเกิด) ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ใบทะเบียนสมรส/หย่า ทรานสคริป ใบประกาศนียบัตร ใบปริญญาบัตร ใบอนุญาตขับขี่ยานพาหนะ หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เป็นต้น ส่วนเอกสาร  ที่เป็นภาษาไทยควรมีการรับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสอย่างถูกต้อง (Certified Translation) นักแปลผู้มีใบอนุญาต (Certified Translator) และเอกสารที่เป็นสำเนาควรได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศมาด้วย เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เอกสารต่างๆ จะเป็นการลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงหากไม่ได้เตรียมเอกสารมาแคนาดาให้พร้อม
  • หาที่พักล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึง อาจหาเช่าที่พักในระยะสั้นๆ เช่น โรงแรม Homestay    ที่ให้เช่าในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อมีโอกาสหาเช่าที่พักที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองในระยะยาว
  • เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวมาให้พอเหมาะเมื่อเดินทางมาถึง อย่างไรก็ตาม การหาซื้อเครื่องนุ่งห่มกันหนาวและรองเท้าในแคนาดาจะมีความเหมาะสมกับสภาพอากาศมากกว่า
  • ผู้สมัครอาจติดต่อขอคำแนะนำจากสถานเอกอัครราชทูตไทย หรือสถานกงสุลในเมืองใกล้เคียง ดังนี้
    1. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา
      Royal Thai Embassy, 180 Island Park Drive, Ottawa, ON  K1Y 0A2 
      Tel: 1-613-722-4444  Email: contact@thaiembassy.ca
      Website: http://www.thaiembassy.ca
    2. สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแวนคูเวอร์
      1040 Burrard Street, Vancouver, British Columbia V6Z 2R9
      Tel. 1-604-687-1143   Fax. 1-604-687-4434
      E-mail: info@thaicongenvancouver.org 
      Website: http://www.thaicongenvancouver.org

6. เมื่อเดินทางถึงแคนาดา

  1. การเข้ารายงานตัว/การลงทะเบียนเรียน
    โดยปกติสถาบันการศึกษาจะกำหนดวันเข้ารายงานตัว วันสอบวัดระดับภาษา (หากนักเรียนเข้าเรียนภาษาก่อน) และวันลงทะเบียนเรียนไว้ นักศึกษาจะต้องเข้ารายงานตัวตามวันที่สถาบันการศึกษานั้นกำหนด แต่หากนักศึกษามีปัญหาล่าช้าในการตรวจลงตราเข้าประเทศแคนาดา บางสถาบันการศึกษาก็อาจจะขอผ่อนผันวันเข้ารายงานตัวได้ โดยทั่วไปจะขอรายงานตัวล่าช้าไม่เกิน 1 สัปดาห์
    หลังจากเข้ารายงานตัวแล้ว ทางสถาบันการศึกษาจะจัดทำบัตรนักศึกษาให้เพื่อนักเรียนสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ ระยะเวลาในการได้รับบัตรนักศึกษานั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการศึกษา บางสถาบันฯ สามารถออกบัตรนักศึกษาไม่เกิน 2 วัน บางสถาบันฯ ใช้เวลาถึง 3 สัปดาห์
  2. การสอบวัดระดับภาษา (Placement test)
    เมื่อนักเรียนสมัครเข้าเรียนภาษาเพื่อเตรียมพร้อมก่อนสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรอื่นๆ ต่อไป สถาบันการศึกษาจะวัดระดับภาษาของนักเรียนเพื่อจัดให้นักเรียนเข้าเรียนภาษาในระดับที่เหมาะสม
  3. การเปิดบัญชีธนาคาร
    นักศึกษาต้องใช้บัตรนักศึกษาที่สถาบันศึกษาออกให้ในการเปิดบัญชีธนาคาร อย่างไรก็ดี เนื่องจากการออกบัตรนักศึกษาอาจใช้เวลานาน ดังนั้น ขอแนะนำให้นักศึกษานำเงินติดตัวมาในรูปแบบ Bank Draft  ไม่ควรนำเงินสดติดตัวมามาก ควรนำเงินสดมาพอสำหรับจ่ายค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่มและของใช้จำเป็นส่วนตัว เท่านั้น
  4. การโอนเงินจาก/ไปประเทศไทย
    เมื่อนักเรียนเปิดบัญชีธนาคารแล้ว ครอบครัวทางเมืองไทยสามารถส่งเงินเข้าธนาคาร โดยวิธี Wire Transfer โดยแต่ละธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมไม่ต่างกันมาก และนักเรียนก็สามารถส่งเงินไปเมืองไทยโดยวิธีเดียวกัน
  5. การสื่อสาร
    • ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารหลายรูปแบบ และรวดเร็ว อาจจะเสียค่าใช้จ่ายเล็กน้อย หรือไม่เสียเลย เช่น ติดต่อโดย Skype  อีเมล  เป็นต้น โดยในทุกสถาบันการศึกษาจะมีบริการอินเตอร์เน็ท Wifi ให้นักเรียนใช้ฟรี
    • บัตรโทรศัพท์โทรต่างประเทศ (International Calling Card) ในกรณีไม่มีอินเตอร์เน็ทใช้
  6. การรายงานตัวต่อสถานเอกอัครราชทูตไทยในแคนาดา
    เพื่อประโยชน์ในการดูแลสวัสดิภาพของนักศึกษาหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ตามสถานที่ติดต่อข้อ 5

7. การต่ออายุ Study Permit และ Visa

 เมื่อได้รับใบอนุญาตเพื่อเข้าศึกษาในประเทศแคนาดา (Study Permit) และการตรวจลงตราเข้าประเทศแคนาดา (Visa) แล้ว นักเรียนจะต้องตรวจสอบดูวันหมดอายุของ Study Permit และ Visa ด้วย เพื่อเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับการขอต่ออายุ Study Permit และ Visa ในครั้งต่อไป สามารถขอต่ออายุได้โดยทาง Online และโดยส่งเอกสาร ควรจะขอต่ออายุ Study Permit และ Visa ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันหมดอายุ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอต่ออายุ Study Permit และ Visa มีดังนี้

  • ใบคำร้องขอต่อ Study Permit และ Visa  http://www.cic.gc.ca/english/information/applications/extend-student.asp
  • ใบเสร็จรับเงินที่มีตราประทับ (IMM5401)
  • หนังสือผู้มีอำนาจปกครอง (Custodianship Declaration – Custodian for Minors Studying in Canada – IMM 5646) สำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) หน้าที่มีรายละเอียดเลขที่หนังสือเดินทาง วันหมดอายุ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด และหน้าที่มีตราประทับวันที่ล่าสุดที่เข้าประเทศแคนาดา
  • ใบรับรองการศึกษาจากฝ่ายทะเบียนของสถาบันศึกษา และสำเนาผลการศึกษาย้อนหลัง    2 ภาคการศึกษา
  • Québec Acceptance Certificate (CAQ) สำหรับผู้ที่ศึกษาในมณฑลควิเบก
  • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  http://www.cic.gc.ca/english/study/study-extend.asp

8. การต่ออายุ Certificat d’Acceptation du Québec (CAQ)

กรณีนักเรียนที่ศึกษาที่มนฑลควิเบก จะต้องตรวจสอบวันหมดอายุของ CAQ ด้วย หากหมดอายุก่อน Study Permit นักเรียนจะต้องขอยื่นต่ออายุ CAQ ล่วงหน้า 3 เดือน ก่อน CAQ หมดอายุ

เอกสารที่ต้องใช้สำหรับการขอต่ออายุ CAQ มีดังนี้

  • รูปถ่าย (ขนาด 35 mm X 45 mm)
  • ค่าธรรมเนียม
  • สำเนาหนังสือเดินทาง (Passport) ที่ยังไม่หมดอายุ หน้าที่มีรายละเอียดเลขที่หนังสือเดินทาง วันหมดอายุ ชื่อ-นามสกุล วันเกิด
  • ใบรับรองการศึกษาจากฝ่ายทะเบียนของสถาบันศึกษา ระบุว่าเป็นนักศึกษาเต็มเวลา และจำนวนหน่วยกิตที่เรียน
  • ต้นฉบับรายงานผลการศึกษา
  • หากไม่ได้ศึกษาเต็มเวลา จะต้องมีหนังสือชี้แจงและเอกสารรับรอง
  • หลักฐานการเงินเพื่อยืนยันว่ามีเงินเพื่อใช้จ่ายค่าเล่าเรียนและการดำรงชีวิตในแคนาดา
  • หลักฐานการประกันสุขภาพที่มีความคุ้มครองจนถึงวันหมดอายุ CAQ รวมถึงประกันสุขภาพในสถาบันการศึกษา

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก  http://www.immigration-quebec.gouv.qc.ca/en/immigrate-settle/students/extending-stay/renewing-authorizations/index.html

9. การทำงานไปด้วยระหว่างที่ศึกษาในแคนาดา

นักศึกษาต่างชาติที่มีความประสงค์ทำงานในระหว่างเรียน บางกรณีจะต้องขอสมัครใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ด้วย โดยแคนาดาแบ่งการทำงานในระหว่างเรียนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. ทำงานในสถาบันการศึกษา  (Work on campus)
    นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้อง เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และมี Study Permit การทำงานในสถาบันศึกษานักเรียนไม่ต้องยื่นคำร้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จาก Citizenship and Immigration Canada  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-oncampus.asp
  2. ทำงานนอกสถาบันการศึกษา  (Work off campus)
    นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้อง เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา การทำงานนอกสถาบันศึกษานักเรียนต้องยื่นคำร้องขอ Work Permit และจะต้องได้รับ Work Permit ก่อนจึงจะสามารถทำงานได้ โดยในระหว่างภาคการศึกษาปกติจะอนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่จะทำงานได้เต็มเวลาในช่วงปิดภาคเรียนในฤดูร้อน หรือปิดภาคเรียนระยะสั้นในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ เมื่อใดก็ตามที่นักเรียนไม่ได้ลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา หรือมีผลการเรียนไม่ดี จะต้องส่งใบอนุญาตทำงานคืนให้กับ Citizenship and Immigration Canada  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-offcampus.asp
  3. หลักสูตรการศึกษาที่ต้องมีการฝึกงาน  (Work as a co-op student or intern)
    บางหลักสูตรการศึกษาจะกำหนดให้ประสบการณ์ในการทำงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรด้วย โดยนักเรียนที่เรียนในหลักสูตรนั้น จะต้องจบการศึกษาได้เมื่อนักเรียนมีการฝึกงานครบตามจำนวนชั่วโมงการทำงานที่หลักสูตรกำหนดไว้ นักเรียนที่จะทำงานในกรณีนี้ได้จะต้องยื่นคำร้องขอ Work Permit ก่อนเข้าทำงานและจะต้องมี Study Permit ที่ไม่หมดอายุ  งานที่ทำจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษา พร้อมกันนี้ จะต้องได้รับหนังสือรับรองการทำงานจากสถาบันศึกษาด้วย  นักเรียนจะใช้เวลาฝึกงานได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของระยะเวลาการศึกษา  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.cic.gc.ca/english/study/work-coop.asp

10. ทุนการศึกษา

ประเทศแคนาดามีรายได้จากนักศึกษาต่างชาติสูงมาก  จึงทำให้มีโครงการมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาต่างชาติ เพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจมาศึกษาในแคนาดามากขึ้น  ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติมีมากมาย โดยแบ่งได้ ดังนี้

  • International Undergraduate Scholarship in Canada
  • International Graduate Scholarship in Canada

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เหตุผลที่คุณควรรับงานฟรีแลนซ์ ตั้งแต่ยังเรียน

คงมีหลายคนที่เห็นหัวข้อของเราวันนี้แล้วไม่เห็นด้วยนะคะ เพราะการเรียนหนังสือก็หนักอยู่แล้ว แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมารับงาน แถมค่าจ้างก็คงได้นิดเดียว ใช่ไหมล่ะค่ะ แต่แอดเอ็นจอย จะบอกให้นะคะ ว่าน้อง ๆ ที่แบ่งเวลาจากการเรียนไปรับงานฟรีแลนซ์ ที่เกี่ยวข้องกับที่เรียนอยู่ หรืองานที่ตรงกับทักษะความสามารถที่มี มักจะประสบความสำเร็จ และก้าวไปสู่ดลกของงานและอาชีพได้ไวกว่าคนที่เรียนอย่างเดียวค่ะ นอกจากนั้นการรับงานฟรีแลนซ์ ยังช่วยเสริมให้น้อง ๆ ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาจริงและรู้ว่าจะต้องเพิ่มทักษะใด ๆ ก่อนกว่าเพื่อนๆอีกด้วยค่ะ

วันนี้ ทาคส์เอนจอย จะพาเพื่อนไปดูข้อดีของการรับงานฟรีแลน์ตั้งแต่ยังเรียน กันค่ะ

1.การรับงานฟรีแลนทำให้คุณมีแรงบันดาลใจ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในโลกของการทำงานและอนาคตของคนเรา คือ “แรงบันดาลใจ” ค่ะ เพราะถ้าเราขาดแรงบันดาลใจแล้ว เราจะไม่รู้ว่าชีวิตของเราจะไปทางไหนดี เราขาดเป้าหมายนั่นเองค่ะ เคยเห็นพนักงานออฟฟิศที่ทำงานเช้่าเลิกเย็นแบบไม่รู้เป้าหมายเพราะนายจ้างวางงานไว้ให้ทุกวันไหมคะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นทุกๆวัน สุดท้าย หลายๆคนก็อาจเป็นโรคซึมเศร้าได้เหมือนกันค่ะ  การรับงานฟรีแลนซ์ อาจทำให้คุณรู้ว่าคุณต้องการอะไร และต้องทำอย่างไรจึงจะถึงเป้าหมายนั่น เช่น คุณรู้ว่าคุณชอบการท่องเที่ยว และคุณก็รู้ว่าคุณมีความสามารถใจการเขียนบทความ เพราะคุณเป็นคนชอบอ่าน ชอบบรรยาย คุณลองรับงานเขียนบทความผ่าน tasknjoy และเพิ่มประสบการณ์ของคุณดูสิ รับรองว่าเมื่อคุณมีโปรไฟล์ที่ดี คุณจะรับงานเขียนบทความ ยามที่คุณท่องเที่ยวไปที่ไหนก็ได้ แต่ขอห้คุณส่งบทความตรงเวลานัด เท่านั้นเองค่ะ

2. งานฟรีแลนซ์ทำให้เรามีอิสระทางด้านเวลาและตารางชีวิต

ฟรีแลนซ์มืออาชีพ จะเข้าใจถึงความอิสระทางเวลาและตารางการทำงานอย่างแท้จริงค่ะ เพราะฟรีแลซ์มืออาชีพจะแบ่งเวลาเพื่อรับงานและแบ่งเวลาเพื่ออย่างอื่นๆด้วย เช่น การพัฒนาทักษะความสามารถ การไปเที่ยว เพิ่มประสบการณ์ชีวิต รวมถึงการดูแลสุขภาพตัวเองด้วยค่ะ เราคงไม่เหมือนหนังไทยเรื่อง “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย หามพัก ห้ามรักหมอ” นะคะ

3. การรับงานฟรีแลนซ์จะทำให้คุณมีประสบการณ์การทำงาน

สิ่งหนึ่งที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่ได้ให้มากับหลักสูตรการศึกาา ก็คือ ประสบการณ์ทำงาน ค่ะ นอกจากประสบการณ์ทำงานที่ตรงกับทักษะความสามารถที่คุณมีแล้ว การรับงานฟรีแลนซ์จะช่วยให้คุณมีประสบการณืในการพบเอจอลูกค้า การออกเอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีประโยชน์กับคุณมาก เมื่อคุณเรียนจบออกมาทำงาน ไม่ว่าจะงานประจำหรืองานฟรีแลนซ์

4. การรับงานฟรีแลนซ์จะช่วยให้คุณรู้จักเอาตัวรอดได้ดี

ใช่ค่ะ “รู้จักเอาตัวรอดได้ดี” เพราะการรับงานฟรีแลนซ์ คือ การทำงานอย่างแท้จริง คุณได้ติดต่อ ประสานงานลูกค้าจริง และคุณจะเริ่มเรียนรู้ว่า ลูกค้าประเภทไหนคุณจะต้องดีลด้วยอย่างไร ทำอย่างไรคุณถึงจะได้เงินตามที่คุณตกลง และทำอย่างไรคุณถึงสามารถรับงานและส่งงานให้กับลูกค้าอย่างาบรื่น ซึ่งเมื่อคุณเรียนจบแล้ว เชื่อแอดเอ็นจอยค่ะ ว่าคุณจะรู้ว่าคุณจะรู้จักวิธีหารายบไได้ และเอาตัวรอดในดลกแห่งอาชีพค่ะ

ทั้งหมด 4 ข้อนี้เป็นข้อดีของการรู้จักรับงานฟรีแลนซ์ระหว่างเรียน ซึ่งใครจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่ว่ากันนะคะ และแนะนำอีกอย่างค่ะ ว่าปัจจุบันมีเว็บไซต์อย่าง #tasknjoy ที่จะช่วยให้เราได้งาน รับ-ส่งงานได้อย่างมั่นใจ อยู่ที่ไหนก็มีรายได้ อย่าลืมลองไปใช้กันดูนะคะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ระบบจัดการโรงแรม (PMS) แบบ Clouds กับ Server

หากคุณเป็นอีกโรงแรมนึงที่กำลังจะหาระบบที่ใช่และเหมาะสมเพื่อบริหารจัดการโรงแรมของคุณ และตอนนี้ก็มีระบบให้เลือกมากมาย นอกจากการเลือกบริษัทฯ เจ้าของระบบแล้วยังต้องเลือกด้วยว่าเราจะใช้ระบบที่ run ผ่าน sever หรือ cloud แล้วแบบไหนล่ะที่จะเหมาะกับโรงแรมของเรา วันนี้ เรามาดูข้อดีข้อเสียของแต่ละรูปแบบกันค่ะ

1. ระบบจัดการโรงแรม (PMS) แบบ Clouds

ระบบจัดการโรงแรม (PMS) แบบ Clouds หรือ ระบบ PMS แบบ Cloud Base จะเป็นการประมวลผลผ่านเครือข่าย Internet

ข้อดี

  1. เจ้าของโรงแรมและ/หรือพนักงานสามารถใช้งานที่ไหนก็ได้ เพียงแค่มีอินเตอร์เนต
  2. ไม่ต้องลงทุนเรื่องการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น server
  3. ใช้ได้ทันทีเมื่อชำระเงิน ไม่ต้องมีการติดตั้งที่หน้าไซท์งาน
  4. เป็นระบบที่เก็บค่าบริการแบบรายเดือน ทำให้ไม่ต้องเสียเงินเป็นก้อนในการลงทุนซื้อระบบ
  5. ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานไอที (IT)
  6. เหมาะกับโรงแรมขนาดเล็กที่ไม่เกิน 30 ห้อง (โสเทล เค้าคิด 2 เตียง เท่ากับ 1 ห้องกันนะคะ)

ข้อเสีย

  1. ค่าใช้จ่ายสะสมในระยะยาวสูงกว่าการลงทุนซื้อระบบครั้งแรกครั้งเดียวเมื่อใช้ไปเกินหนึ่งหรือสองปี
  2. อินเตอร์เนตต้องดี และเร็ว เพราะหากอินเตร์เนตล่ม หรือช้า จะไม่สามารถทำงานได้เลย และไม่มีระบบสำรอง
  3. ข้อมูลที่เก็บผ่านclouds ของระบบ ขาดความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
  4. ไม่สามารถปรับแต่งโปรแกรมให้เข้ากับลูกค้าเฉพาะราย(Customization) เพราะตัวแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมดสำหรับทุกโรงแรม
  5. ส่วนใหญ่การแก้ไขปัญหาหรือการให้บริการต่างๆจะติดต่อผ่านช่องทางอีเมล์ หรือ เว็บไซต์ ซึ่งใช้เวลานานกว่าปัญหาจะถูกแก้ไข
  6. ไม่มีการส่งพนักงานมาอบรมการใช้งานอย่างถูกวิธีให้กับพนักงานโรงแรม ทำให้ใช้ระบบได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

2. ระบบจัดการโรงแรม (PMS) แบบ Server

ระบบจัดการโรงแรม (PMS) แบบ Server หรือ ระบบ PMS แบบ Server Base คือมีคอมพิวเตอร์กลาง (ที่มีประสิทธิภาพสูงๆ) เป็นตัวเก็บข้อมูล และคอมพิวเตอร์เครือข่ายก็จะเรียกข้อมูลและประมวลผลผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนกลางนี้

ข้อดี

  1. เป็นระบบต้องลงทุนลงทุนก้อนใหญ่ครั้งแรกครั้งเดียว ยิ่งใช้นานยิ่งคุ้ม ระยะยาวถูกกว่าแบบ Clouds
  2. เป็นระบบที่คิดค่าบริการแบบLicensing และมีค่าดูแลรักษารายปี จึงยังสามารถต่อรองราคาได้
  3. ไม่ต้องมี internet หรือ internet ล่มก็ยังสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างไม่สะดุด เพราะระบบ Servers ไม่มีข้อจำกัดจากทั้งปัจจัยภายนอกและทางเทคนิค เช่น ไฟฟ้าดับ หรือการไม่มีอินเตอร์เน็ต
  4. มีความเร็วในกระประมวลผลข้อมูลสูง ทำให้การทำงานคล่องตัว
  5. สามารถปรับแต่งโปรแกรมให้เข้ากับลูกค้าเฉพาะราย (Customization)
  6. การแก้ไขปัญหาและการให้บริการมีประสิทธิผลมากกว่า มีช่องทางทางเลือกให้ลูกค้าตามแต่ความสำคัญของปัญหาโดยไม่จำกัดอยู่ที่การแก้ปัญหาผ่านอีเมล์
  7. มีการส่งทีมงานเข้ามาบริการหน้าไซท์งาน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหา หรือการอบรมการใช้งาน
  8. มีการอัพเดทระบบเพื่อให้ทันสมัยอยู่เสมอ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
  9. มีระบบที่คลอบคลุมกับการบริหารจัดการโรงแรม ที่สามารถเลือกใช้ได้ เช่น POS, back Office, channel Manager, Spa Scheduler, Golf club, Activities เป็นต้น
  10. ใช้ได้กับโรงแรมทุกขนาด ตั้งแต่เล็ก (luxury 10 ห้อง) ไปถึงใหญ่ (500 ห้อง) หรือแม้กระทั่ง Chain Hotel

ข้อเสีย

  1. จะต้องใช้งานผ่านเครื่องที่ติดตั้งโปรแกรมไว้เท่านั้น (**แต่ปัจจุบัน ระบบserver หลายๆยี่ห้อ มีการพัฒนาในส่วนที่จำเป็น เพื่อให้เจ้าของโรงแรม หรือพนักงานตำแหน่งที่เกี่ยวข้อง สามารถใช้งานได้ในฟังก็ชั่นที่จำเป็นผ่านมือถือ เพื่อให้ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเข้าโรงแรมทุกครั้งที่จะทำงาน และมีเวลาไปรับรองลูกค้า เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับโรงแรมมากขึ้น)
  2. ลงทุนสูงในครั้งแรก
  3. จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านITในการดูแลระบบในกรณีที่เกิดปัญหาขัดข้องทางเทคนิค (**แต่ในปัจจุบัน ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นพนักงานประจำ สามารถจ้าง Out Source มาเป็นครั้งคราวก็ได้)

เป็นอย่างไรบ้างคะ เห็นความแตกต่าง ข้อดีข้อเสียของระบบ PMS แบบ Cloud based กับ Server Based แล้วรึยังคะ ในความเห็นของแอด สามารถแนะนำได้อย่างนี้ค่ะ

  • หากคุณเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดเล็ก และมีเงินทุนจำกัด คุณอาจจะลองใช้ PMS แบบ Cloud based ดูก่อน เพราะคุณน่าจะไม่ต้องบริหารจัดการมาก
  • แต่ถึงแม้คุณจะเป็นโรงแรมขนาดเล็กแต่มีบริการต่อเนื่องเช่น ร้านอาหาร หรือสปา หรือสนามกอล์ฟ คุณควรพิจารณาถึงการใช้ PMS แบบ Server Based ซึ่งจะสามารถช่วยให้คุณบริหารจัดการทั้งโรงแรมและธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กรรีที่คุณเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดเล็ก ถึง กลาง หรือ Budget Hotel คุณควรพิจารณาการใช้ Server Based ซึ่งเสถียรและสามารถทำ Centralized Booking ได้ด้วย
  • หากคุณเป็นเจ้าของโรงแรมที่มี 50 ห้องขึ้นไป แต่ไม่เกิน 80 ห้อง และไม่มีธุรกิจอื่นๆต่อเนื่อง สามารถเลือกใช้ได้ทั้งแบบ Clouds และ Servers แต่ควรพิจารณาถึงความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะแน่นอนว่าในระยะยาว Server คุ้มกว่ามาก
  • ถ้าโรงแรมของคุณตั้งอยู่ในจุดที่อินเตร์เนตไม่เสถียร ควรเลือกระบบ Server เพราะหากเลือกใช้ระบบ Cloud แล้ว อินเตอร์เนตมีปัญหาแล้วคุณจะสะดุดมาก ๆ ค่ะ

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการไปเรียนที่ฟิลิปปินส์

Q : ทำไมควรเลือกไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์
A : ประเทศฟิลิปปินส์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาราชการ ชาวฟิลิปปินส์เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก ควบคู่กับภาษาท้องถิ่นของตน ดังนั้น นอกจากจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว อาจารย์ชาวฟิลิปปินส์สามารถเข้าใจปัญหาภาษาอังกฤษของนักเรียนได้อย่างตรงจุด บรรยากาศของประเทศฟิลิปปินส์มีความสวยงาม มีธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือทะเล

Q : สำเนียงภาษาอังกฤษของอาจารย์ฟิลิปปินส์เป็นอย่างไร
A : เป็นสำเนียงแบบอเมริกัน ซึ่งการจะเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษในสถาบันสอนภาษาของฟิลิปปินส์ได้นั้น ต้องผ่านการอบรมและการสอบหลายขั้นตอน นอกจากนั้น สถาบันได้จัดเตรียมหนังสือและแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้อาจารย์ผู้สอนเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จึงมั่นใจได้ว่าอาจารย์และบุคลากรในสถาบันมีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสูง

Q : จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างไร
A : นักเรียนจะอาศัยอยู่ในหอพัก ซึ่งมีทั้งห้องเดี่ยว ห้องคู่ สูงสุดคือห้องแบบ 4 (quarter) ซึ่งห้อง 4 คนมีความนิยมสุด มีอาจารย์ชาวฟิลิปปินส์คอยดูแลฝึกภาษาอย่างใกล้ชิด และสถานที่เรียนอยู่ในบริเวณเดียวกันกับหอพัก สามารถเดินไปเรียนได้โดยสะดวก ทางสถาบันยังจัดให้มีอาหารบริการครบ 3 มื้อ (บางดรงเรียนเป็นแบบบุฟเฟ่ท์)  มีห้องออกกำลังกาย ห้องพยาบาล อินเตอร์เน็ต และบริการซักเสื้อผ้าและทำความสะอาดห้อง

Q : การไปเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ต้องทำวีซ่าไหม
A : นักเรียนสามารถเดินทางไปเรียนได้โดยไม่ต้องทำวีซ่า ซึ่งอนุญาตให้อยู่ได้ 30 วัน ทางสถาบันจะดูแลเรื่องการต่ออายุวีซ่าให้สอดคล้องกับเวลาเรียน

Q : ประเทศฟิลิปปินส์ปลอดภัยแค่ไหน
A : สถาบันสอนภาษาอังกฤษจะตั้งอยู่ในเมืองบาเกียว เมืองซูบิก เมืองคล้าก เมืองดาเบา และเมืองเซบู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่และเป็นเมืองท่องเที่ยว จึงเรียกได้ว่ามีความปลอดภัยสูง และมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงแรมหรือบ้านพักตากอากาศสวยๆ เป็นต้น ลักษณะภูมิศาสตร์ของเมืองมีธรรมชาติ เช่น เกาะ ป่า ภูเขา ล้อมรอบเป็นเกราะป้องกันชั้นดีจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

Q : จะได้ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ในเมื่อไม่ได้อยู่ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก
A : หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์จะเน้นการเรียนที่ต่อเนื่อง นักเรียนจะได้เรียนและฝึกฝนภาษาอังกฤษตลอดวัน หอพักนักเรียนเป็นระบบ English zone กำหนดให้นักเรียนสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ สำหรับการใช้ชีวิตภายนอกสถาบัน ผู้คนชาวฟิลิปปินส์สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษกับภาษาท้องถิ่น ดังนั้นนักเรียนจึงมีโอกาสฝึกภาษาอังกฤษตลอดเวลา

Q : การเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ ต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณเท่าไหร่
A : ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ไปเรียน การเรียนภาษาอังกฤษที่ฟิลิปปินส์ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 6-7 หมื่นบาทต่อ 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นราคาที่รวมค่าเรียน ที่พัก อาหาร 3 มื้อ และบริการรถรับที่สนามบิน

Q: เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่เป็นประเทศอะไร สื่อสารแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันด้านใดบ้าง การใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างไรบ้าง วันหยุดทำอะไรกันบ้าง?
A: ใช้ชีวิตในโรงเรียนซะส่วนใหญ่แต่ก็สนุก เพราะอยู่กับเพื่อนๆตลอดเวลา ส่วนใหญ่เพื่อนเป็นคนเกาหลี ญี่ปุ่น วันหยุดก็มีออกไปเที่ยวบ้างไปช๊อปปิ้งในเมือง ไปกินข้าวไปโยนโบว์ ที่โน่นค่าครองชีพไม่สูงบางทีไปไหนกันหลายคนก็นั่งแท็กซี่ไม่แพงสะดวก 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

งานฟรีแลนซ์ออนไลน์…สร้างรายได้ระหว่างเรียนหรือทำงาน

ความทันสมัยของเทคโนโลยีช่วยให้การดำรงชีวิตในบางส่วนมีความสะดวกและง่ายมากยิ่งขึ้น อาชีพฟรีแลนซ์เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน แต่หลายคนก็มักติดอยู่กับวังวลของการทำงาน หรือการเรียน ที่ไม่สามารถจัดการด้านเวลาได้อย่างเหมาะสม แต่หากมีความสามารถในด้านการจัดการเวลาแล้วละก็ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรอยู่ก็ตาม หรือกำลังเรียนอยู่ก็สามารถทำเงินได้โดยไม่เสียงานหรือการเรียนเลย

งานฟรีแลนซ์ออนไลน์ สร้างรายได้ระหว่างเรียน หรือ ทำงาน

1. งานออกแบบกราฟฟิค

เป็นงานฟรีแลนซ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ขอเพียงแค่มีฝีมือดี ไอเดียเจ๋ง ๆ ก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาขายได้สบาย ๆ ประกอบกับปัจจุบันมีผู้ประกอบการเกิดขึ้นมากมายทำให้อาชีพนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้สูงมาก หากมีฝีมือ เพราะค่าบริการต่องานนั้นอยู่ที่ 500 บาทต่องานขึ้นไปเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับงานและข้อตกลงกับผู้จ้างงาน

2. งานแปลภาษาไทย – อังกฤษ

งานแปลภาษานั้นนับเป็นอีกงานที่น่าสนใจ และผู้รับงานสามารถทำงานผ่านระบบออนไลน์ได้สบาย ๆ เพราะการจ้างงานในปัจจุบันนั้นเพียงแค่ส่งไฟล์ต้นฉบับที่ต้องการแปลมาให้ทาง email ก็สามารถเริ่มต้นทำงานแปลได้เลยทันที ค่าบริการงานแปลในปัจจุบันอยู่ที่ 800-3000 บาทต่อการแปล หรือคิดเป็นหน้าก็ตามข้อตกลงกันระหว่างผู้จ้าง กับผู้รับจ้างงาน

3. งานจัดทำข้อมูลและทำ Research ข้อมูล

งานจัดทำข้อมูลนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างต้องใช้ความสามารถสูงพอสมควร แต่ก็เป็นอีกงานที่สามารถทำเป็นฟรีแลนซ์ได้ เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและการจัดทำที่ค่อนข้างพิถีพิถันเพราะต้องทำให้ตรงตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง รวมไปถึงข้อมูลบางส่วนนั้นอาจต้องค้นหาในแบบออฟไลน์อีกด้วย แต่ก็นับว่าเป็นงานที่ทำเงินได้ดี รวมไปถึงสามารถรับงานผ่านออนไลน์ได้ เพราะข้อมูลที่จัดทำขึ้นสามารถส่งผ่าน email ได้อย่างไม่มีปัญหา

4. งานรับจ้างเขียนบทความ

เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ส่งผลกระทบกับงานประจำ หรืองานด้านอื่น ๆ เลย เพราะสามารถทำในช่วงเวลาเลิกงานได้สบาย ๆ ขอเพียงแค่มีแนวคิดที่ดี ไอเดียในการเขียน การวางแผนการเขียนที่ดี การจัดเวลาที่เหมาะสมก็สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้สบาย ๆ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 – 30,000 บาท การคิดค่าบริการนั้นสามารถคิดได้ตามความเหมาะสมของงาน และเวลาในการเขียนที่ต้องเสียไป หากคุณมีฝีไม้ลายมือในการเขียนที่ดีค่าบริการก็จะดีไปด้วยเรียกได้ว่าสามารถตกลงกับผู้ซื้อบทความได้ตามที่ต้องการ ข้อสำคัญที่สุดการจัดส่งงานให้ตรงเวลา และการจัดการเรื่องเนื้อหาที่ดีไม่ไปลอกผลงานของใครเพียงแค่นี้ก็มีรายได้ชิว ๆ แล้วละครับ

5. รับจ้างทำ SEO

บริการรับจ้างทำ SEO (Search Engine Optimization) คือการให้บริการรับปรับแต่งเว็บไซต์ และช่วยทำให้เว็บไซต์สามารถทำอันดับในผลการค้นหาของ Search Engine ได้ในอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหา การให้บริการนี้ต้องมีความรู้เฉพาะและความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดอันดับ รวมไปถึงเข้าใจถึงเงื่อนไขการจัดอันดับของ Search Engine อีกด้วย หากคุณมีความรู้ความสามารถในด้านนี้ก็รับรายได้สบาย ๆ อย่างแน่นอน

งานในอาชีพฟรีแลนซ์นั้นมีอีกมากมายหลากหลายในปัจจุบัน ซึ่งบางอย่างนั้นคุณอาจตกใจได้เลยว่า ยังมีอาชีพแบบนี้ด้วยเหร๋อ? ดังนั้นความสามารถที่คุณมีอยู่มีค่าเสมอหากคุณรู้จักนำมาใช้ให้มีคุณค่า

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

City Hotel -vs- Service Apartment

หลายคนสับสนกับคำว่า City Hotel กับ Service Apartment ว่าเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร แต่จริง ๆ แล้วมีความคล้ายกันมาก เพราะเป็นสถานที่ให้บริการที่พักแบบโรงแรม ตามกฎหมายพรบ.โรงแรม พศ.2547 แต่ก็มีความแตกต่างกันตรงการให้บริการและการคิดค่าห้องพัก

City Hotel หรือเรียกอีกชื่อว่า Down Town Hotel เป็นโรงแรมแบบปกติ แต่ส่วนมากจะตั้งอยู่ใจกลางเมืองหรือย่านธุรกิจ โรงแรมมักตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญๆเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ลูกค้า เน้นลูกค้าที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาท่องเที่ยวและจับจ่ายช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าชื่อดังในเมืองนั้น

  • การบริการ ให้บริการเหมือนโรงแรมทั่วไป
  • ระยะเวลาเข้าพัก เข้าพักไม่กี่วัน พักระยะสั้น เพราะส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจระยะสั้น
  • การตกแต่ง เหมือนกับโรงแรมทั่วไป เช่น มีโต๊ะทำงาน ทีวี เตียงนอน ห้องน้ำ

ลองคิดภาพ ว่าถ้าคุณเป็นนักธุรกิจ ที่ต้องหาที่พักต่างเมืองนานเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนๆ แล้วเลือกเข้าพักโรงแรมตามปกติ ซึ่ง ห้องพักของโรงแรมส่วนใหญ่ก็จะมีส่วนประกอบ เช่น ห้องน้ำ โต๊ะทำงานบิวท์อินท์ ทีวี เตียงนอน โซฟาเล็กๆ การใช้ชีวิตในห้องที่ไม่มีอุปกรณ์อื่นๆ เช่นพวกห้องทำงาน ห้องครัว ก็จะรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย ทำให้เกิดห้องพักอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า Service Apartment

Service Apartment จะคล้ายๆ Apartment แต่จะมีบริการทำความสะอาดห้องพักแขก วันเว้นวัน หรือแล้วแต่จะตกลงกัน และมีบริการต่างๆน้อยกว่าโรงแรมทั่วไป แต่ก็มีความเหนือระดับมากกว่าอพาร์ทเมนท์ทั่วไป ทำเลส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เหมือนกับ City Hotel และเน้นจับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานเป็นระยะเวลานานหรือคนทำงานที่มีรายได้สูงต้องการที่พักในเมืองใกล้กับที่ทำงาน  service Apartment ในปัจจุบันจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น Fitness สระว่ายน้ำ ห้องซาวน่าและสวนสำหรับพักผ่อน มีความสะดวกสบายเหมือนพักในโรงแรมหรูหรือคอนโดส่วนตัว

  • ด้านการบริการ มีแม่บ้านคอยบริการทำความสะอาดให้แล้วแต่จะตกลงกันเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ แม่บ้านจะทำหน้าที่เหมือนแม่บ้านในโรงแรมที่จะคอยเก็บห้อง เก็บเตียง ผู้ปูที่นอน ดูแลทำความสะอาด ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนพักอยู่ในโรงแรมแต่ค่าบริการถูกกว่าจ่ายค่าเช่าโรงแรมเป็นรายวัน
  • ระยะเวลาเข้าพัก มีสัญญาการเข้าพักค่อนข้างยืดหยุ่น เหมาะสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาทำงานระยะเวลาไม่นาน ซึ่งอาจเช่าอยู่อาศัยตามระยะเวลาทำงาน 3 เดือน 6 เดือนหรือ 1 ปี
  • การตกแต่ง ผู้อยู่อาศัยใช้ระยะเวลาพักนานกว่าลูกค้าโรงแรมจึงต้องการพื้นที่ทำกิจกรรมมากกว่า ดังนั้นการตกแต่งห้องพักจึงควรจัดให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน มีการแบ่งพื้นที่ห้องนอน ห้องทำงานหรือห้องนั่งเล่น ห้องครัวมีอุปกรณ์สำหรับประกอบอาหารได้ เช่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ กาต้มน้ำที่ใช้ประกอบอาหารกินเองง่าย ๆ ได้

หากคุณเป็นคนที่มีที่ดิน ทำเลดี ๆ ใกล้กับที่ทำงานคนต่างชาติ เช่น แถวนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เราแนะนำให้สร้าง Service Apartment เพื่อให้ได้แขก Long Stay แต่วางแผนดี ๆ นะครับ อย่าสร้างห้องพักให้เป็นแบบ City Hotel เพราะแขกที่มาพักจะเลือกฟังก์ชั่นการใช้งานมากกว่า ความสวยงามครับ และคุณจะไม่ได้แขก Long Stay แน่นอน  แต่ถ้ากลุ่มลูกค้าของคุณคือนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวเป็นหลัก คุณก็ไม่ต้องไปเสียเงินลงทุนตกแต่งห้องพักแบบ Service Apartment ให้สิ้นเปลือง ดังนั้น เลือกให้ถูกตัดสินใจให้ได้ว่าลูกค้าเป้าหมายหลักของคุณคือกลุ่มไหน  ก่อนลงมือก่อสร้างโรงแรมครับ

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com