ฟรีแลนซ์งานในฝันของคนชอบเที่ยว

1. นักเขียน นักเขียนบทความ/นักแปล/นักเขียนนิยาย (FREELANCE WRITER, BLOGGER, TRAVEL WRITER, TRANSLATOR)

งานเขียนกำลังมาแรงในยุคดิจิตอล 4.0  โลกออนไลน์ที่เปิดกว้าง และคนแทบทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร, เพจต่าง, ข้อมูล, บทความการท่องเที่ยว, รีวิวเครื่องสำอาง์ รีวิวร้านอาหาร รีวิวแหล่งท่องเที่ยว ทุกอย่างล้วนอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งนั้น บอกได้เลยว่าเป็นโอกาสที่ใหญ่และดีของนักเขียน, นักแปลภาษา, บล็อกเกอร์ รวมถึงนักแต่งนิยายหรือนิทานที่จะโชว์ผลงานและให้บริการผ่านออนไลน์กันแล้ว การรับ “งานฟรีแลนซ์นักเขียน” ที่จะมอบอิสระในการทำงานและการเงินให้กับคุณก็น่าสนใจมากมิใช่น้อย

2. ไอที, โปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาเว็บไซต์ (FREELANCE IT, PROGRAMMER, WEB-DEVELOPER)

หนุ่มสาวไอที, โปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาเว็บไซต์ทั้งหลาย นอกจากนั่งเขียนโปรแกรมอยู่กับบ้าน ก็ยังสามารถพกคอมไปเที่ยวแล้วส่งชิ้นงานผ่านเว็บฟรีแลนซ์tasknjoy หรือผ่านอีเมลเข้าบริษัทผู้ว่าจ้างได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปนั่งเขียนโปรแกรมในออฟฟิศ และสามารถรับได้หลายงานด้วยหากฟรีแลนซ์รู้จักแบ่งเวลาทำงานดี ๆ

3. งานกราฟิกดีไซน์ (FREELANCE GRAPHIC DESIGNER)

งานกราฟิกดีไซน์ก็เป็นอีกงานที่สามารถอาศัยความสะดวกสบายของอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน ฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซน์สามารถรับ-ส่งงานผ่านออนไลน์ ดังนั้นไม่ว่าคุณกำลังท่องเที่ยวอยู่ที่ไหน แต่ถ้าฟรีัแลนซ์กราฟิกดีไซน์ มีโน๊ตบุคเครื่องโปรดและอินเตอร์เนต และมีความขยันหมั่นเพียร บริหารเวลาได้ดี อาชีพฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซน์ก็น่าจะทำเงินให้คุณได้ไม่น้อย

4. ช่างภาพ ภาพสต๊อก, ช่างภาพออนไลน์ (FREELANCE PHOTOGRAPHER)

ฟรีแลนซ์ช่างภาพ ภาพสต็อก เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป เพราะคุณสามารถรูปภาพหลากสไตล์เก็บไว้ในสต็อก และรูปภาพเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณอย่างไม่น่าเชื่อ  โดยการส่งรูปที่เราถ่ายไปขายในเว็บไซต์ที่ให้บริการขายภาพถ่าย  (มีทั้งของไทยและต่างประเทศ) เท่านี้ งานอดิเรกในฐานะ ช่างภาพฟรีแลนซ์ อาจกลายเป็นงานหลักระหว่างการเดินทางโดยที่คุณไม่รู้ตัว

5. งานติวเตอร์, งานสอนพิเศษออนไลน์ (ONLINE TUTORING JOBS)

อาจารย์พิเศษ หรือติวเตอร์ ในยุคปัจจุบันเปิดบล็อกเปิดเว็บไซต์ และอัพโหลดคลิบวีดีโอ ลงยูทูป ลงเว็บไซต์ เพื่อสร้างชื่อเสียงและยิ่งไปกว่านั้น บางเว็บไซต์มีระบบเก็บค่าเข้าชมและดูการสอนผ่านออนไลน์ด้วย แต่ถ้าคุณรับงานสอนพิเศษที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และยังไม่มีระบบเรียกเก้บค่าสอนที่มีมาตรฐาน เราแนะนำให้ใช้ tasknjoy ที่มีระบบ Pocket และ Virtual Meeting Room ให้นัดสอนกันผ่านระบบไปเลย เท่านี้ คุณครูสอนพิเศษก็สามารถแวะมาสอนนักเรียนสัก 1-2 ชั่วโมงในระหว่างการท่องเที่ยวได้ ถ้ามีอินเตอร์เนตและ tasknjoy ค่ะ

6. นักออกแบบ (FREELANCE DESIGNER)

ใครว่านักออกแบบต้องนั่งทำงานอยู่กับที่ นักออกแบบรุ่นใหม่ต้องออกไปหาแรงบันดาลใจด้วยการท่องเที่ยว แต่ต้องฉลาด ทำงานด้วยการใช้เทคโนโลยีและเว็บไซต์ที่มีระบบจ้างงานฟรีแลนซ์ (tasknjoy) ที่เป็นอีกช่องทางในการรับ-ส่งงาน เพียงแค่มีอินเตอร์นตในที่ที่ที่คุณไปเที่ยวเท่านั้น เท่านี้ฟรีแลนซ์นักออกแบบ ดีไซเนอร์ ก็สามารถรับงานออกแบบมาเลี้ยงชีพได้ง่าย  ๆ แล้วค่ะ

เป็นไงบ้างคะ 6 งานฟรีแลนซ์ งานในฝันของคนชอบเที่ยว งานฟรีแลนซ์จะน่าสนใจมากขึ้นไปอีก ถ้ามีทั้งอิสระทางการงาน และอิสระทางการเงิน  และหากคุณเป็นคนที่รักสันโดษ และมีความขยันหมั่นเพียร พร้อมทั้งมีวินัยในการทำงาน งานฟรีแลนซ์เหล่านี้ก็น่าจะตอบโจทย์ชีวิตการทำงานของคุณได้มากเลยทีเดียวค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

จัดการกับปัญหา Overbooking และเพิ่มยอดขายของโรงแรม ด้วย Channel Manager

ลองคิดภาพว่า ถ้าคุณต้องการขายห้องพักผ่าน OTAs (Online Travel Agents) 10 บริษัท โรงแรมของคุณจะต้องมีพนักงานตำแหน่ง Reservation เพื่อบริหารจัดการห้องพัก ด้วยการเข้าเว็บไซต์ของ OTAs เพื่อปรับราคา ใส่จำนวนห้องว่าง และหากมีการจองห้องพักมาจาก OTAs เจ้านึง คุณจะต้องเข้าไปแก้ไขจำนวนห้องพักในอีก 9 เจ้าที่เหลือ เพื่อไม่ได้เกิดการ Overbooking แต่ถึงแม้จะมีพนักงานตำแหน่ง Reservation ที่ทำงานดีมาก แต่คุณอาจจะต้องมีอย่างน้อย 2 คนเพื่อให้สามารถบริหารจัดการ 24 ชั่วโมงและผลงานก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้อยู่ดี

มารู้จัก Channel Manager ของ CiMSO ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการขายของคุณเพื่อเพิ่มผลกำไรให้กับโรงแรมของคุณ

Channel Manager คือ ระบบที่ช่วยกระจายห้องพักออนไลน์ ไปยัง OTAs (Online Travel Agents) แต่ละเจ้า โดยระบบนี้จะช่วยให้โรงแรมไม่ต้องเสียเวลาในการทำงานซ้ำไปมาหลายรอบในการตั้งราคาและเช็ค *Room Allotment

หลักการทำงานของ Channel Manager คือ การรวมจำนวนห้องพักไว้เป็นกองกลาง หรือที่เรียกว่า Pool Inventory และระบบ Channel Manager จะทำการเชื่อมต่อกับระบบหลังบ้านของแต่ละ OTAs ไม่ว่าจะเป็น agoda, booking.com, expedia, Ctrip, hotels.com, siteminder เป็นต้น หรือพวก TripAdvisor และรวมไปถึงเว็บไซต์ของโรงแรมเอง เพื่อลดขั้นตอนการทำงานของผู้ใช้งาน รวมถึงยังรวมข้อมูลการขาย เช่น ราคาและอลอตเม้นท์ไว้ในฐานข้อมูลเดียวทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการในการขายห้องพักออนไลน์ ป้องกันปัญหา Overbooking

สิ่งที่ Channel Manager ของ CiMSO ทำได้ คือ

  1. การกำหนดจำนวนห้องพักที่ต้องการขายในแต่ละช่องทางการขาย
  2. การกำหนดราคาขายห้องพักแต่ละประเภทในแต่ละช่องทางการขาย
  3. การกำหนดการปิด/เปิดการขายเฉพาะวัน หรือเฉพาะช่วงเวลาตามเทศกาล
  4. การกำหนดเงื่อนไขการเข้าพัก การห้ามเข้าพัก (Close to Arrival) ณ วันใดวันหนึ่ง หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง  หรือการห้ามเช็คเอ้าท์ (Close to Departure) ณ วันใดวันหนึ่ง หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
  5. การติดตามผลการจองห้องพักในแต่ละช่องทางการขาย เพื่อนำมาปรับปรุงเรื่องการบริหารจัดการจำนวนห้องพัก(Room Inventory) และเรื่องราคาขาย (Selling Rate) เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวของราคาที่เหมาะสมกับอัตราการเข้าพักในแต่ละช่วงเวลา

ซึ่งทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น โรงแรมสามารถเข้าไปจัดการโดยใช้ Username และ Password ของ Channel Manager เพียงที่เดียว ไม่ต้องเข้าไปจัดการทีละ OTAs ให้เสียเวลาอีกต่อไป ซึ่งช่วยประหยัดระยะเวลาในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการขายได้ดีทีเดียว

ขั้นตอนการเชื่อมโยงระหว่าง Channel Manager กับ OTAs

  1. โรงแรมทำสัญญาหรือสมัครเข้าร่วมขายห้องพักกับ OTAs ที่ต้องการ เช่น booking.com, siteminder
  2. OTAs จะให้ Username และ Password สำหรับการเข้าใช้งาน Extranet ซึ่งจะเป็นระบบที่โรงแรมสามารถเข้าไปจัดการเรื่องห้องพัก ราคา โปรโมชั่น รูปภาพ และข้อมูลอื่นๆของโรงแรมที่ต้องการให้ปรากฎบนหน้าจอของ OTAs
  3. โรงแรมแจ้ง Username และ Password ของ Extranet ให้กับ CiMSO เพื่อทำการเชื่อมต่อ (Mapping) ระหว่างโปรแกรมจัดการโรงแรมกับ OTAs ซึ่งเป็นเรื่องทางด้านเทคนิคที่โรงแรมควรให้ชื่อผู้ติดต่อ ผู้ดูแลในส่วนของ OTAs กับ CiMSO เพื่อติดต่อประสานงานกันโดยตรงเพื่อให้การเชื่อมต่อรวดเร็ว
  4. เมื่อระบบ Channel Manager  เชื่อมต่อกับ OTA แต่ละรายได้เรียบร้อยแล้ว ทาง CiMSO จะแจ้ง Username และ Password สำหรับการเข้าใช้ Channel Manager แก่โรงแรมเพื่อให้โรงแรมใช้ในการ Allocate ห้องพัก ควบคุมและกำหนดราคาขาย รวมทั้งเงื่อนไขอื่น ๆ ให้กับโรงแรม

จะเห็นได้ว่า ระบบ Channel Manager สามารถช่วยให้คุณประหยัดเวลา พร้อมช่วยจัดการราคาและจำนวนห้องว่างที่เปิดให้จองจากหลายช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากคุณต้องการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ต้องการเพิ่มรายได้จากการขาย ลองหาระบบจัดการโรงแรมที่มี Channel Manager พร้อมให้คุณใช้ในราคาคุณภาพ เพื่อวางรากฐานในการพัฒนาโรงแรมต่อไปดูครับ

*Room Allotment คือการจัดสรรปันส่วนห้องพักให้กับคู่ค้าของโรงแรมแบบมีเงื่อนไข เพื่อนำไปขายต่อตามช่องทาง และรูปแบบต่าง ๆ

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

15 อย่างที่ไม่เคยมีใครบอกคุณมาก่อนเกี่ยวกับ นิวซีแลนด์

15 ข้อต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ฉันเพิ่งได้เรียนรู้หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในนิวซีแลนด์มา 2 ปี บางอย่างอาจจะดูแปลกๆ แต่ต่างก็ทำให้นิวซีแลนด์ มีความพิเศษไม่เหมือนประเทศอื่น

เมื่อฉันออกจากเครื่องบินและเหยียบเมืองโอ๊คแลนด์เป็นครั้งแรก ฉันไม่ได้คาดหมายอะไรมาก่อน กว่าจะมารูตั้วอีกทีภาษาแสลงของชาวกีวีก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของฉันไปซะแล้ว ฉันยังแปลกใจไม่หายว่าสิ่งแปลกประหลาดเหล่านี้กลายมาเป็นเรื่องปกติของฉันไปได้อย่างไร ประเทศที่อยู่ไกลแสนไกลจากประเทศของฉัน ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ประเทศตัวเอง

1. คนที่นี่ไม่ใส่รองเท้า – ทุกที่

ใช่ค่ะ ทุกที่! จากซุปเปอร์มาร์เกตถึงร้านอาหารจนถึงบาร์ ในช่วงฤดูร้อน รองเท้าดูเหมือนไม่ใช่สิ่งทำเป็นของคนที่นี่

2. ของกินของใช้ที่นี่แพงมาก

นี่ไม่น่าจะใช่สาเหตุที่คนที่นี่ไม่ใส่รองเท้า แต่เมื่อคุณต้องจ่ายค่ามะนาว 40 เหรียญ (920 บาท)ต่อกิโล ฉันคิดว่าคนที่นี่อาจจะไม่มีเงินพอที่จะซื้อรองเท้าก็เป็นได้! ฉันไม่เคยซื้อมะนาวถึงหนึ่งกิโล แต่แค่จะพูดให้ฟังว่า เกิดวันไหนฉันต้องซื้อมะนาวจำนวนมากขึ้นมาล่ะก็ ฉันคงต้องคิดแล้วคิดอีกเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่มะนาวอย่างเดียวนะคะ พริกหยวกเม็ดละ 3 เหรียญ (70 บาท) ชีสเชดดาร์บล็อกละ 10 เหรียญ (230 บาท)! ของกินในนิวซีแลนด์มีราคาแพงมาก เมื่อไหร่ที่คุณมาอยู่ที่นี่ คุณจะเห็นด้วยกับฉันว่า Pak n Save เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกที่สุด #thankgodforpaknsave

3. กาแฟที่นี่อร่อยที่สุด – ในโลก

กาแฟในประเทศนี้อร่อยมากกกก! นิวซีแลนดเ์ป็นผู้ครีเอทกาแฟ flat white สำหรับ ดื่มเวลา Brunch (Breakfast + Lunch) ชาวกีวีค้นพบศิลปะในการชงกาแฟได ้ อร่อยที่สุด ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่จะชงกาแฟได ้ อร่อยเท่านี้อีกแล้ว ถ้าคุณได ้ ลิ้มรสกาแฟที่นิวซีแลนด์แล้ว คุณจะไม่มีวันได้สัมผัสรสกาแฟที่ใดในโลกที่จะอร่อย หอมละมุนลิ้น กว่ากาแฟของประเทศนี้อีกเลย

4. คุณต้องเดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์

จากประสบการณ์ในประเทศอื่น ๆ ที่ฉันเคยอยู่มา เวลาคุณทานอาหารเสร็จและขอเช็คบิล บริกรจะนำบิลมาให้คุณที่โต๊ะ เพื่อคุณจะได้วางเงินสดหรือบัตรเครดิตบนถาดบิล นี่ไม่ใช่วิธีการของนิวซีแลนด์ค่ะ ที่นี่ หลังทานอาหารเสร็จแล้ว คุณเดินไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์เพื่อจ่ายเงิน ถ้าคุณไม่เคยทานอาหารในร้านของประเทศนี้มาก่อน คุณอาจจะรู้สึกงงตอนเรียกจ่ายเงินว่าเมื่อไหร่บริกรจะเอาบิลมาให้ซะที ที่นี่ ไม่ว่าที่โต๊ะของคุณจะมีคุณคนเดียวหรือกรุ๊ป 12 คน ทุกคนต้องเดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ทั้งนั้น

5. ประเทศนี้ไม่มีการทิป

ถูกต้องค่ะ ลืมค่า surcharge 12.5% ที่คุณต้องจ่ายเพิ่มจากมิเตอร์แท็กซี่ไปได้เลย ประเทศนี้ไม่มีวัฒนธรรมการทิป การทิ้งเงินไว้บนโต๊ะในร้านอาหารจะถูกมองว่าเป็นความบังเอิญมากกว่าเป็นค่าตอบแทน เพื่อนฉันคนหนึ่งวางแบงค์ 10 เหรียญไว้บนโต๊ะที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งเพื่อเป็นทิป ปรากฏว่าบริกรวิ่งตามเธอออกมาเพื่อนำเงินมาคืนและบอกกับเพื่อนว่าเธอลืมเงินทิ้งไว้ที่โต๊ะ

6. ธรรมชาติของสัตว์ที่นี่ต่างกับที่ประเทศของคุณ

ไม่ว่าจะเป็นแมวนํ้า เพนกวิน ปลาโลมา หรือปลาวาฬ ธรรมชาติของสัตว์ ที่นิวซีแลนด์ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในรายการสารคดีส่องโลกของ David Attenborough เพราะสัตวเ์หล่านี้อยู่กันตามธรรมชาติ ห่างจากอพาร์ทเม้นท์ของฉันเพียง 5 นาทีเท่านั้น

7. คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับทิศทางลมเป็นอย่างดี

สก็อตแลนด์มีลมแรงเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครแคร์ว่าลมจะพัดมาจากทิศทางไหน ไม่ว่าจะเป็นทิศเหนือ ใต้ ออกหรือตก คุณรู้แค่อย่างเดียวว่า ออกไปข้างนอกเมื่อไหร่ คุณ kiss goodbye กับผมตรงเงางามของคุณไปได้เลย ในนิวซีแลนด์ ไม่เพียงแต่ทิศทางลมมีความสำคัญเท่านั้น ทุกคนสามารถบอกไดด้ ว้ ยว่าลมพัดมาจากทิศทางใด เวลาคุณได้ยินคำว่า “Southerly” คุณจะรู ้ สึกได้ทันทีเลยว่าลมพัดมาจากทางทิศใต้ เพราะมันเป็นลมที่พัดมาจากขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติก) ซึ่งจะหนาวมากกกก เตรียมเครื่องหนาวไว้รอเลยค่ะ!

8. ประเทศนี้มีแผ่นดินไหวตลอดเวลา

นิวซีแลนด์มีแผ่นดินไหวประมาณ 15,000 ครั้งต่อปี แต่ไม่ต้องตกใจค่ะ ส่วนใหญ่แผ่นดินไหวเกิดขึ้น ลึกมากจนคุณไม่สามารถรู้สึกได้ จะมีอยู่ประมาณ 150-200 ครั้งต่อปีที่จะรู้สึกได้ตามส่วนต่างๆ ของประเทศ ไหวมากบ้างน้อยบ้างไปตามเรื่อง ตอนที่ฉันอยู่นิวซีแลนด์ ฉันได้สัมผัสแรงแผ่นดินไหวอันน่ากลัวทั้งหมด 4 ครั้ง อาคารและสิ่งปลูกสร้าง ในประเทศนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับแรงแผ่นดินไหวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะรูสึ้กเอนไปเอนมาเวลาอยู่ในบ้านหรือตึกเวลาเกิดแผ่นดินไหว นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ตั้งอยูบนแนวแผ่นดินไหว เพราะฉะนั้นการมีแผ่นดินไหวที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

9. เมืองที่สวยที่สุด(ในโลก)อยู่ที่นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์มีเมืองที่สวยที่สุดตั้งแต่ฉันเคยเห็นมาคือเมืองควีนส์ทาวน์ ก่อนที่ฉันจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน เลยไม่เคยคาดคิดว่ามันจะสวยมากขนาดเห็นแล้วต้องร้องว้าว

10. นิวซีแลนด์ เรียกชื่อของใช้ในชีวิตประจำวันไม่เหมือนประเทศอื่น

ถึงแม้ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาประจำชาติของนิวซีแลนด์ แต่คำศัพท์บางคำของที่นี่ไม่มีคำแปลในประเทศที่ใช ้ภาษาอังกฤษประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น “บวบ” ที่อื่นเรียก courgette แต่ที่นี่เรียก zucchini, “พลาสติกแรป” ที่อื่น เรียก cling film แต่ที่นี่เรียก glad wrap, “กระติกเย็น” ที่อื่นเรียก cool box แต่ที่นี่เรียก chilli bin, ร้านขายของชำที่นี่เรียกว่า dairy, ชุดว่ายนํ้าที่นี่เรียกว่า togs, รองเท้าแตะที่อื่นเรียก flip flops แต่ที่นี่เรียก Jandals ส่วน “ลูกกวาด” ที่อื่นเรียก sweets ที่นี่เรียก lollies. ดูเหมือนฉันต้องเริ่มเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ทั้งหมด อ้อ! เกือบลืมบอกไป คำว่า piss ที่นี่แปลว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

11. ชื่อสถานที่บางแห่งของที่นี่ออกเสียงเรียกยากมาก

นักท่องเที่ยวหรือคนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ ต่างก็เห็นด้วยกับฉันว่าชื่อสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งของนิวซีแลนด์เห็นแล้วไม่รู ้ จะออกเสียงเรียกยังไง แต่ถ้าคุณเรียกถูกเมื่อไหร่ล่ะก็ มันจะสนุกปากอย่างยิ่ง อย่างเช่นชื่อเมือง Paraparaumu แค่เห็นชื่อเมืองฉันก็อยากจะไปเที่ยวแล้ว เพื่อจะได้กลับมาเม้า กับเพื่อนว่าฉันได้ไปเที่ยวเมือง “พาราพาราอูมู” มาแล้วนะ นอกจากนี้ยังมี Whakapapa ออกเสียงว่า ฟักคาปาปา และ Tawharanui ออกเสียงว่า ทาฟ-รา-นุย ขอให้โชคดีกับการสอบถามเส้นทางที่นี่นะคะ!

12. Watties ไม่ใช่ Heinz (ไฮนซ์)

ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่ คนที่นี่จะเถียงคอเป็นเอ็นว่ามันไม่ช้าย…ไม่ใช่ยี่ห้อ เดียวกัน

13. อย่างไรก็ตาม ช็อคโกแลต Whitakers อร่อยสุด ๆ

Whitakers คือช็อคโกแลตที่ผลิตและจำหน่ายเฉพาะในนิวซีแลนด์ และมีรสชาติสุดแสนจะอร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช็อคโกแลตขาวรส L&P ซึ่งมีส่วนผสมของเครื่องดื่มนิวซีแลนด์ชื่อ L&P กินแลว้ จะได้สัมผัสรสหอมหวานของช็อคโกแลต รวมกับรสเปรี้ยวๆ ซ่าๆ ของ L&P!

14. ไม่มีใครใช้จ่ายด้วยเงินสด

ยกเว้นค่ารถเมล์ คนที่นี่จะจ่ายค่าสินค้าและบริการทุกอย่างด้วยการ์ด ฉันใช้การ์ด จ่ายเงินจะจนไม่รู้ว่าธนบัตรของนิวซีแลนด์หน้าตาเป็นอย่างไร แม้กระทั่งการซื้อของชิ้นเล็ก ๆ อย่างหมากฝรั่ง ที่นี่ยังใช้ paywave

15. ทุกคนใจดีและมีความเป็นกันเอง

ชาวนิวซีแลนด์ เป็นคนง่ายๆ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความเป็นกันเองมากที่สุดในโลก ตลอดเวลา 2 ปีที่ฉันอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ ฉันไม่เคยพบคนหยาบคายเลยแม้แต่ครั้งเดียว พนักงานตามร้านค้าต่างก็มีความสุภาพ เป็นกันเองและบริการลูกค้าดีอย่างไม่มีที่ติ ความเป็นมิตรและการต้อนรับอย่างอบอุ่นของคนที่นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนต่างบ้านต่างเมืองอย่างฉัน

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.halfthisworldaway.com/2016/03/20/15-things-no-one-told-you-about-living-in-new-zealand/

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

Teacher Visa – วีซ่าครู,อาจารย์,บุคลากรสถานศึกษา ของเอกชน รัฐบาล

หากต้องการประสงค์จะมาเป็นสอนหนังสือในสถานศึกษาทั้งสถาบันของรัฐบาลและเอกชนนั้น ขั้นตอนการขอวีซ่านั้นก็เหมือนกับวีซ่าทำงานคือ ต้องขอ Non-Immigrant Visa (Non-B) แล้วก็ขอใบอนุญาตทำงานต่อ แล้ว จึงทำเรื่องขอวีซ่า 1 ปีต่อซึ่งการขอวีซ่ากรณีนี้ก็เหมือนกับวีซ่าทำงานทั่ว ๆ ไป เพียงแต่เอกสารในการยื่นเรื่องนั้นไม่เหมือนกัน ทั้งสถาบันของรัฐบาลและเอกชนใช้ประกอบการยื่นเรื่องหลัก ๆ คือ

เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาการขอวีซ่า Non-Immigrant Visa (Non-B) และวีซ่า 1 ปี กรณีเป็นครู อาจารย์

1. หนังสือรับรองจากอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาโดยให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาที่สอน ตำแหน่งและอัตราเงินเดือน

2. หนังสือรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)

3. ใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาและอนุมัติแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดี

4. ใบอนุญาตเป็นครู

เป็นต้น

ข้อควรรู้

หากคนต่างด้าวต้องการกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีก ด้วยวีซ่าตัวเดิม ก่อนออกเดินทางไปนอกราชอาณาจักรต้องทำ Re-Entry ก่อนซึ่ง การทำ Re-Entry สามารถทำได้ สองแบบดังนี้

1. แบบ Single Re-Entry ซึ่งสามารถใช้ได้ในแต่ละครั้งที่ออกเดินทางไปต่างประเทศเหมาะกับผู้ที่เดินทางบินออกไปต่างประเทศไม่บ่อย ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 1,000 บาท

2. แบบ Multiple Re-Entry คือเราทำครั้งเดียวแต่สามารถเดินทางได้บ่อยครั้งเหมาะสำหรับท่านที่ต้องเดินทางบินเข้าออกต่างประเทศบ่อยครั้ง ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 3,800 บาท

เอกสารหลักฐานเพิ่มเติมดูที่ เวบไซส์สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ กระทรวงกรมการกงศุล

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

เคล็ดลับสร้างรายได้ระหว่างเดินทาง

ใคร ๆ ก็ชอบท่องเที่ยวใช่ไหมคะ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถมีรายได้ระหว่างเดินทางด้วย วันนี้ tasknjoy แนะนำวิธีหารายได้ระหว่างเดินทางมาให้ฟรีแลนซ์มืออาชีพ ปรับใช้กันค่ะ

1. พกเน็ต

สมัยนี้ใคร ๆ ก็ใช้ สมาร์ทโฟน และส่วนมากก็สมัครแพคเกจที่มีอินเตอร์เนตอยู่แล้ว ซึ่งถ้เที่ยวเมืองไทยก็จะไม่ค่อบมีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราเดินทางไปต่างประเทศ แนะนำว่าให้ซื้อแพคเกจอินเตอร์เนตไปด้วย เพราะเราไม่จำเป็นต้องบอกลูกค้าว่าเราไปเที่ยว ดังนั้นถ้าลูกค้ติดต่อมาระหว่างที่เราเดินทางไปเที่ยว อย่างน้อยเราก็จะมีโอกาสในการส่งใบเสนอราคาหรือรับงานใหม่ ๆ ค่ะ อย่าตัดโอกาสในการรับทรัพย์ แม้ว่าคุณท่องเที่ยวอยู่ ฟรีแลนซ์มืออาชีพจะรู้จักวิธีบริการตัดการเวบา และรู้ว่าการตอบรับงานระหว่างท่องเที่ยวไม่ได้แปลว่าการท่องเที่ยวจะหมดสนุก เพราะคุณสามารถตกลงเริ่มวันทำงานหลังจากกลับจากท่องเที่ยวก็ได้

2. เตรียมแฟ้มผลงานไว้

ในระหว่างที่คุณท่องเที่ยว อาจจะมีลูกค้าใหม่ติดต่อสอบถามราคาและขอดูแฟ้มผลงาน (Protfolio) ซึ่งฟรีแลนซ์มืออาชีพย่อมหาวิธีส่งตัวอย่างผลงานให้ลูกค้าดูได้ทันทีและนี้แหละเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ฟรีแลนซ์จะได้รับงานระหว่างท่องเที่ยวลัลลาค่ะ

3. ตั้ง Schedule Post

วีธีการทำการตลาดหลักๆของฟรีแลนซ์ในยุคปัจจุบัน ก็คือ การเปิดเพจในเฟสบุค การทำเว็บบล็อก หรือทำเว็บไซต์ และแน่นอน ทุกคนรู้ว่าความสม่ำเสมอในการอัพเดทข้อมูลที่เพจและบล็อกเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เพจของเราติดอันดับ google search ดังนั้นการบริหารข้อมูลให้ดีด้วยการตั้งschedule post ไว้ล่วงหน้าระหว่างที่เราท่องเที่ยวนับว่าเป็นไอเดียที่ดีทีเดียวค่ะ

4. หิ้วโน๊ตบุคไปด้วย

สำหรับงานโปรเจคที่สามารถทำและส่งทางคอมพิวเตอร์ได้ (เช่น โปรแกรมเมอร์, กราฟิกดีไซเนอร์, นักเขียนและนักแปล) การหิ้วโน๊ตบุคคู่ใจไประหว่างการเดินทางน่าจะเป็นเรื่องปกติ เพราะบางครั้งแค่เปิดและใช้เวลาไม่นานก็สามารถทำงานส่ง รับทรัพย์ระหว่าเดินทางเพิ่มบัดเจดค่ากระเป๋าแบรนด์เนมสักใบได้เหมือนกัน

5. ใช้เว็บไซต์ฟรีแลนซ์

การตลาดในยุคดิจิตอลไม่ได้ทำในเวลาราชการอีกต่อไป แต่เป็นการทำการตลาดตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น ลองพิจารณาเว็บฟรีแลนซ์ tasknjoy ที่จะช่วยทำการตลาดให้กับคุณตลอด24 ชม ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพื่อให้คุณทำงานอย่างฉลาดและอยู่ที่ไหน ก็”มีรายได้”

เป็นอย่างไรบ้างคะ 5 วิธีหารายได้ระหว่างการดินทางของ tasknjoy น่าจะช่วยเป็นแนวทางที่ดีให้ฟรีแลนซ์หลาย ๆ คนเอาไปปรับใช้นะคะ แต่อย่าลืมนะคะ รับงานมาแล้ว ก็ต้องส่งงานให้ทันกำหนดส่งงาน (milestone) นะคะ อย่าเที่ยวจนบืมส่งงานล่ะค่ะ เดี๋ยวfeedbackจะไม่ดีเอานะคะ ^^

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ตำแหน่งพนักงาน ที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มกิจการ โรงแรมขนาดเล็ก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมาเที่ยวมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น ธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมจึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เป็นหน้าเป็นตา สร้างรายได้ให้กับคนไทยสูงมาก จะเห็นได้จากที่มีโรงแรม รีสอร์ทเกิดขึ้นมากมาย ทุกจังหวัดไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เมืองรอง ล้วนมีกิจการโรงแรม รีสอร์ท ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ แข่งขันกันให้บริการแขก หลายๆคนที่เล็งเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจ มีที่ดินเป็นของตัวเองที่อยู่ในทำเลดีๆ ก็มักจะมีความใฝ่ฝันจะมีกิจการโรงแรมเล็กๆ เพราะหากเริ่มสร้างโรงแรมขนาดใหญ่เลย จะต้องใช้งบประมาณที่สุงมาก และเสี่ยงต่อการบริหารจัดการที่ไม่ทั่วถึง แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ก็ยังต้องมีตำแหน่งพร้อมสำหรับการจัดการโรงแรมอยู่ดี และ ตำแหน่งพนักงาน ที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มกิจการ โรงแรมขนาดเล็ก มีอะไรบ้างเรามาดูจากบทความนี้กันครับ

แบบไหนที่เรียกว่าโรงแรมขนาดเล็ก? หากเรามองที่จำนวนห้อง แน่นอนว่า มาตฐานการโรงแรมทั่วไป โรงแรมขนาดเล็ก คือ โรงแรมที่มีห้องพักจำนวนน้อยกว่า 50 ห้อง แต่โรงแรมขนาดเล็กก็สามารถมีมาตรฐานการให้บริการถึงระดับ 3 – 4 ดาวได้ เช่นกัน หากภายในโรงแรมประกอบด้วยรูมเซอร์วิส คอฟฟี่ช็อป ห้องประชุมจัดเลียงพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็น ศูนย์ธุรกิจ ห้องน้ำสาธารณะ ห้องน้ำคนพิการ ในส่วนห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง ขนาดห้องพักไม่เล็กกว่า 18 ตารางเมตร โทรทัศน์ 14 นิ้วพร้อมรีโมทคอนโทรล ตู้เสื้อผ้า ไฟหัวเตียง เครื่องเขียน ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ ระบบน้ำร้อน-เย็น สบู่ หมวกอาบน้ำ แก้ว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดเท้า เป็นต้น

1. พนักงานสำรองห้องพัก (Reservation)

Reservation หรือพนักงานสำรองห้องพัก มีหน้าที่ดูแลเรื่องการจองห้องพักของลูกค้า โดยมีหน้าที่ยืนยันการจองเมื่อแขกจองห้องพักเข้ามาจากช่องทางต่างๆ เช่น OTAs ออนไลน์ อีเมล์ หรือแฟกซ์ ขายบริการต่างๆเพิ่มเติมเมื่อเหมาะสม จัดทำรายการแขกเข้าแขกออก และต้องตรวจสถานะห้องพักอยู่เสมอเพื่อป้องกันการ Overbooking

2. พนักงานต้อนรับ (Reception)

เมื่อแขกเดินเข้ามาในโรงแรมพนักงาน พนักงานต้อนรับ (Receptionist) จะเป็นบุคคลแรกที่แขกติดต่อพูดด้วย โดยพนักงานต้อนรับจะต้องทักทายและให้การต้อนรับแขก ลงทะเบียนแขกและจ่ายห้อง มอบกุญแจ รวมการต้อบข้อซักถามและจัดการเกี่ยวกับเรื่องที่แขกพอใจ-ไม่พอใจ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มจากห้องอาหารและ บาร์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการซักรีดเป็นต้น และนอกจากนี้อาจจะต้องคิดต่อประสานงานกับแผนกอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแขกด้วย ตำแหน่งงนี้ควรจะมีอย่างน้อย 2-3 คน เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

3. พนักงานทำความสะอาด หรือแม่บ้าน (Housekeeper)

Housekeeper หรือแม่บ้านโรงแรม มีหน้าที่ทำความสะอาดห้องพัก โดยจะได้รับข้อมุลมากพนักงานต้อนกับให้เริ่มทำความสะอาดห้องพักได้ทันทีเมืองลูกค้า Check-out และอาจมีหน้าที่ตรวจห้องพักก่อนที่ลูกค้าจะ Check-in การทำความสะอาดของแม่บ้าน ก็ควรทำให้ได้มาตรฐานของโรงแรม รวดเร็วและครบถ้วน เพื่อไม่ให้ลูกค้าที่เข้าพักต่อต้องรอนาน การฝึกแม่บ้านให้เตรียมพับผ้า จัดของสำหรับ Family Set หรือ Honeymoon Set ก็เป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้เช่นกัน

ในส่วนของแต่แหน่ง พนักงานการตลาดและงานขาย (Sales & Marketing) ของโรงแรมขนาดเล็กส่วนมาก เจ้าของก็จะทำการตลาดด้วยตัวเอง แต่ก็อาจจะมีบ้างที่จ้างบริษัทเอ้าซอร์สในการทำ Online Marketing ต่าง ๆ เป็นครั้งคราวไป แต่แม้ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ก็ควรคิดให้ครบวงจรและเป็นมืออาชีพ เพราะการทำธุรกิจโรงแรม ไม่ใช่เพียงแต่การทำการตลาดและการขาย แต่การทำงานหลังบ้านก็ควรให้ความสำคัญ เช่น การให้บริการเมื่อแขกเข้าพักแล้วจนแขเช็คเอ้าท์ การทำบัญชี และการสร้างฐานลูกค้าเพื่อให้ลูกค้ากลับมาพักใหม่อยู่เรื่อยๆ ดังนั้น หากคุณมีเครื่องมือที่ดีในการจัดการตั้งแต่ Front Office และ Back Office ตั้งแต่เริ่มวางแผนทำกิจการโรงแรม คุณจะพบว่า คุณจะสามารถลดขั้นตอนการทำงานไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน Overbooking และสามารถเห็นต้นทุน รายรับ-รายจ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาโรงแรมต่อไป  ดังนั้น คุณควรลองหาระบบจัดการโรงแรม หรือ PMS ที่เหมาะกับโรงแรมขนาดเล็ก-กลาง และรองรับการขยายขององการ์ต่อไปด้วย เพื่อให้โรงแรมของคุณบริหารจัดการอย่างมีมาตรฐานแม้จะเป็นโรงแรมขนาดเล็กก็ตาม

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

TestDaF คืออะไร – เรียนต่อเยอรมัน

TestDaF คือ การทดสอบภาษาเยอรมันสำหรับนักเรียนต่างชาติ ส่วนใหญ่จะนำผลไปใช้ในการสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยของเยอรมัน

TestDaF – กุญแจสู่รั้วมหาวิทยาลัยที่เยอรมนี

ผลสอบ TestDaF แบ่งออกเป็น 3 ระดับดังนี้

  • TestDaF-level 5 (TDN 5 – TestDaF level 5)
  • TestDaF-level 4 (TDN 4 – TestDaF level 4)
  • TestDaF-level 3 (TDN 3 – TestDaF level 3)

นักเรียนควรได้ผลทดสอบอย่างน้อยระดับ 4 ซึ่งนอกจากระดับภาษาเยอรมันแล้วการตอบรับจากมหาวิทยาลัยยังต้องพิจารณาถึงผลการศึกษาที่นักเรียนเรียนจบมาและกฎเกณฑ์ต่างๆที่มหาวิทยาลัยตั้งไว้อีกด้วย

หากนักเรียนได้ผลสอบระดับ 5 ถือว่าระดับภาษาดีเยี่ยม ทั้งนี้เนื่องจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีเกณฑ์การรับสมัครนักเรียนแตกต่างกัน ผลพิจารณาจะขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ในกรณีที่นักเรียนได้ผลสอบที่ระดับ 3 อาจต้องดูว่ามหาวิทยาลัยพิจารณารับเข้าเรียนหรือไม่ และหากรับเข้าเรียนมีเงื่อนไขในการรับอย่างไรบ้าง

เรียนภาษาเยอรมันก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเยอรมัน

ภาษาเยอรมันเป็นหนึ่งในข้อกำหนดการรับนักเรียนของมหาวิทยาลัยที่เยอรมนี

นักเรียนต้องยื่นผลการทดสอบภาษาเยอรมัน DSH (Deutsche Sprachprüfung für den Hochschulzugang ausländischer Studienbewerber) หรือ TestDaF (Test für Deutsch als Fremdsprache) ในการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยที่เยอรมัน ซึ่งทั้ง DSH และ TestDaF เป็นแบบทดสอบที่มหาวิทยาลัยในเยอรมนียอมรับ นักเรียนที่จะสอบ TestDaF ควรมีระดับภาษาเยอรมันขั้นต่ำอยู่ที่ B2

ระดับภาษาเยอรมัน คือ A1 – C1 (Common European Framework)

Common European Framework (CEFR หรือ CEF) เป็นแนวทางจำแนกระดับภาษาเยอรมันออกเป็นลำดับสำหรับผู้เรียนภาษาต่างๆในแถบยุโรปดังนี้  

Level Group
Level Group
Level
Courses
Description
A
Basic user
เรียนภาษาเยอรมันระดับเริ่มต้น
A1
A2
A1.1&A1.2
A2.1&A2.2
Breakthrough or beginner
Way stage or elementary
​A
Independent user
เรียนภาษาเยอรมันระดับกลาง
B1
B2
B1.1&B1.2
B2.1&B2.2
Threshold or intermediate
Vantage or upper intermediate
นักเรียนที่มีสิทธิ์สอบ TestDaF ควรมีภาษาระดับ B2 แล้ว
​A
Proficient user
เรียนภาษาเยอรมันระดับสูง
C1
C2
C1.1&C1.2
C2.1&C2.2
proficiency or advanced
Mastery or proficiency

โดยเฉลี่ยนักเรียนจะใช้เวลาประมาณ 9 สัปดาห์ต่อการเรียน 1 ระดับ ตัวอย่างเช่นหากนักเรียนเป็นผู้เริ่มเรียน (complete beginner) ก็จะต้องใช้เวลาประมาณ 36 สัปดาห์เพื่อที่จะเรียนจบ B2 (คือเรียน A1, A2, B1 และ B2) เมื่อเรียนจบ B2 แล้วจึงพร้อมเข้าเรียนคอร์ส TestDaF (TestDaF Exam Preparation Course)

ดูรายละเอียด Sprachcaffe Languages PLUS German Pathways  <คลิกที่นี่>

ข้อดีของ German Pathways to University Program ของโรงเรียน Sprachcaffe คือ?

  • โรงเรียน Sprachcaffe จะช่วยนักเรียนพัฒนาทักษะภาษาเยอรมันให้สามารถสอบ TestDaF ได้คะแนนสูงถึงเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยที่เยอรมนีกำหนดไว้ ทั้งป.ตรี และ ป.โท
  • แค่นักเรียนมีภาษาเยอรมันระดับ beginner-A1 ก็สมัครเรียนหลักสูตรนี้ได้เลย
  • ได้เรียนฟรี ไม่มีค่าเทอม ขณะเรียน ป.ตรี และป.โท ที่มหาวิทยาลัยของรัฐบาล สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้
  • เมื่อเรียนจบ สามารถหางานและขอ EU Blue Card เพื่ออาศัยที่เยอรมนี
  • มีสิทธิ์ขอ Permanent Resident ภายใน 2 ปีหลังทำงาน
  • สายงานมาแรง อนาคตไกล ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (โดยเฉพาะ ไอที) วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาตร์ มีงานรองรับมากมาย รายได้ดี มีความก้าวหน้าสูง

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

วีซ่านักธุรกิจ / Non-B visa

ต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้นหากต้องการวีซ่าทำงานระยะเวลาทำงาน 1 ปี ต่างชาตินั้นต้องมีใบอนุญาตทำงานก่อน ซึ่งการจะทำใบอนุญาตทำงานได้นั้นจึงสามารถทำวีซ่า 1 ปีได้ซึ่งขั้นตอนก่อนทำวีซ่า 1 ปีนั้นมีดังนี้

1. ทำวีซ่า Immigration Non-B ซึ่งหากต่างชาติยังไม่เดินทางเข้ามาประเทศไทยสามารถขอได้ที่สถานทูตไทยในต่างประเทศ หรือหากต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยแล้วโดยไม่ได้ทำวีซ่า Non-B เข้ามา ต้องการจะเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตราเป็น Non-B (ดูได้ที่หน้าเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา) ก็สามารถทำได้ที่สำนักงานด่านตรวจคนเข้าเมืองแจ้งวัฒนะ หรือถ้าเป็นวีซ่าแต่งงาน ( Non-Immigrant Non-O ) ก็สามารถขอใบอนุญาตทำงานได้เหมือนกัน วีซ่า Immigration Non-B สามารถอยู่ประเทศไทยได้ 3 เดือนแต่หากต้องการ 1 ปีก็สามารถขอได้ แต่เฉพาะขอที่สถานทูตไทยในต่างประเทศเท่านั้น แต่ วีซ่า Immigration Non-B 1 ปีนั้นข้อเสียคือต้องเดินทางออกจากประเทศไทยทุก 3 เดือน

2. หลังจากนั้นก็ยื่นเรื่องขอใบอนุญาตทำงาน ( Work permit ) ซึ่งใบอนุญาตทำงานนั้นจะได้รับได้อนุญาตทำงานได้ 1 ปี (แต่วีซ่ายังอยู่ได้ 3 เดือน ) ซึ่งหากต่างชาติต้องการทำงาน 1 ปีต้องทำเรื่องยื่นขอเป็นวีซ่า 1 ปี

เงื่อนไขการทำวีซ่าและใบอนุญาตทำงานนั้น บริษัทจะต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 2 ล้านบาทพนักงานคนไทยอย่างน้อย 4 คนต่อต่างชาติ 1 คน

ขั้นตอนการทำวีซ่าเป็น 1 ปีนั้นเมื่อต่างชาติได้วีซ่า Non-Immigrant B มาแล้วเมื่อเข้ามาถึงประเทศไทยควรจะทำใบอนุญาตทำงานเลยหากต่างชาติไปทำเดือนสุดท้ายที่ได้วีซ่า Non-Immigrant B อาจทำให้ต่างชาติขึ้นประกันสังคมและยื่น ภงด.1 ไม่ทันในการต่อวีซ่า 1 ปีเพราะต้องมีการยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างน้อย 1 เดือน (หากไม่มีใบอนุญาตทำงานไม่สามารถจ่ายเงินเดือนต่างชาติได้)

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

รายได้เท่าไหร่ที่คุณคาดหวังจากการเป็นฟรีแลนซ์

การที่จะออกจากงานประจำมาทำอาชีพอิสระหรือที่เรียกง่ายๆ ว่าฟรีแลนซ์นั้นต้องใช้ความกล้ามากทีเดียว เพราะการทำงานประจำนั้นมีรายได้ในแต่ละเดือนที่แน่นอน ซึ่งสามารถคำนวณและคาดการณ์ได้ว่าเดือนนี้คุณจะใช้จ่ายอะไรได้บ้าง แต่สำหรับการเป็นฟรีแลนซ์นั้น รายได้ของคุณจะไม่แน่นอนในแต่ละเดือน จะทำอย่างไรให้คุณมีรายได้เพียงพอสำหรับการมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องการในแบบฉบับฟรีแลนซ์

าถามคำถามกับฟรีแลนซ์เกี่ยวกับรายได้ว่าในแต่ละเดือนนั้นต้องการจะมีรายได้เท่าไหร่ แน่นอนว่าฟรีแลนซ์ทั้งหลายจะต้องตอบว่า “มากเท่าที่สามารถทำได้” แต่ความไม่แน่นอนของการทำงานแบบนี้นั้น ฟรีแลนซ์จะต้องตระหนักถึงเป้าหมายทางการเงินที่เจาะจงมากขึ้น โดย “การวางแผน” นั่นเอง

การวางแผน

ลองไปดูเหตผลที่หากฟรีแลนซ์นั้นปราศจากเป้าหมายทางการเงินและยังไม่มีการวางแผนเพื่อติดตามแล้ว การบรรลุเป้าหมายนั้นคงจะทำได้ยากและทำให้เหล่าฟรีแลนซ์พบกับความล้มเหลวอีกด้วย

  • ฟรีแลนซ์มีแนวโน้มที่จะทำงานต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเงิน และไม่มีข้อมูลทางการเงินในอนาคตที่แน่นอนที่จะสามารถบอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะรับงานน้อยลง
  • ฟรีแลนซ์มีแนวโน้มที่จะรับงานทุกงานที่ติดต่อเข้ามา เพราะความหวาดกลัวต่อความไม่แน่นอนในอนาคต และเกรงว่าในอนาคตนั้นจะไม่มีงานให้ทำ สิ่งเหล่านี้ทำให้การจัดสรรวางแผนนั้นไม่ชาญฉลาดเท่าที่ควร
  • ฟรีแลนซ์ไม่แน่ใจว่าทำไมหรือเมื่อไหร่ที่จะเพิ่มอัตราค่าจ้าง เพราะการไม่มีเป้าหมายทางการเงินก็เหมือนกับว่าไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่าอัตราค่าจ้างที่ทำอยู่นั้นจะสนับสนุนวิถีชีวิตของเหล่าฟรีแลนซ์ในระยะยาว
  • ฟรีแลนซ์ไม่แน่ใจว่าควรจะจัดตารางงานใหม่ตามเป้าหมายทางการเงินได้อย่างไร ดังนั้นพวกเขาจึงจัดตารางตามเวลาว่างที่มีอยู่ ซึ่งทำให้เหล่าฟรีแลนซ์กลับไปพบกับปัญหาเดิมคือการทำงานอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งทำงานมากเกินไป
  • บางครั้งฟรีแลนซ์ก็คิดค่าจ้างในราคาถูกเกินไปสำหรับงานแต่ล่ะโปรเจค เพราะไม่มีมาตรฐานอะไรที่จะมาช่วยต่อรองกับผู้ว่าจ้าง ซึ่งทำให้ต้องรับงานเป็นจำนวนมากแทน
  • ฟรีแลนซ์อาจจะต้องทำงานตลอดเวลา ไม่มีแม้แต่วันหยุดพักผ่อน เพราะความไม่แน่นอนของสถานะทางการเงินในปัจจุบัน ทำให้ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อทำเงินให้ได้มากที่สุดก่อน

ในช่วงแรกของการออกมาทำอาชีพอิสระนั้น เหล่าฟรีแลนซ์มักจะไม่มีการกำหนดเป้าหมานทางการเงินที่แน่นอน ดังนั้นฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่จึงตัดสินใจที่จะรับงานให้มากที่สุดเท่าที่มากได้เมื่อมีโอกาส ซึ่งเป็นผลให้ประสบกับเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น

ถ้าไม่อยากเจอกับประสบการณ์เหล่านี้ ควรวางเป้าหมายสู่ความมั่นคงทางการเงิน โดยการ “กำหนดตัวเลข” ขึ้นมา

กำหนดตัวเลข

สิ่งแรกที่จะทำให้เหล่าฟรีแลนซ์หลุดออกจากวงจรชีวิตเดิมๆ คือการตัดสินใจว่าในปีหนึ่งๆ นั้นจะต้องมีรายได้เท่าไหร่ที่เพียงพอกับการใช้ชีวิตที่ต้องการ รายได้นี้จะรวมถึงทุกอย่างในการดำเนินชีวิต ท่องเที่ยว ประกัน รวมถึงเรื่องสุขถาพด้วย และที่สำคัญที่สุดคือการออมไว้สำหรับตอนเกษียณอายุ

อาจจะดูยุ่งยาก แต่ถ้าลองกลับไปดูการทำงานย้อนหลังแล้ว ฟรีแลนซ์จะสามารถ “กำหนดตัวเลข” ที่จะมาเป็นเป้าหมายทางการเงินของคุณได้อย่างไม่ยากจนเกินไป รวมทั้งสามารถแจกแจงรายละเอียดต่างๆ ได้ตามที่ผู้เขียนได้กล่าวไปข้างต้น

ถ้าฟรีแลนซ์สามารถจัดการกำหนดเป้าหมายทางการเงินได้:

  • ฟรีแลนซ์จะไม่ต้องทำงานเกินขนาดต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อีกต่อไป ด้วยความกลัวเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของรายได้ แผนทางการเงินนั้นจะช่วยให้ฟรีแลนซ์สามารถจัดการตารางการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ฟรีแลนซ์จะสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างมีกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าหากฟรีแลนซ์นั้นแตกแผนการเงินทั้งปีออกเป็นแผนระยะสั้นแล้ว จะทำให้สามารถจัดการได้ง่าย และบรรลุเป้าหมายของการกำหนดตัวเลขได้อย่างแน่นอน
  • ฟรีแลนซ์จะสามารถรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าเมื่อไหร่ต้องเพิ่มอัตราค่าบริการ เพราะในตอนนี้คุณมีแผนที่แน่นอนแล้วว่าต้องรับงานเท่าไร หากงานที่นอกเหนือจากแผนที่วางไว้ หรือต้องการเร่งงานขึ้น ฟรีแลนซ์ก็สามารถต่อรองกับผู้ว่าจ้างได้ เพื่อให้ตรงกับเป้าหมายของการดำเนินชีวิตที่วางไว้
  • ฟรีแลนซ์จะสามารถใช้เวลาว่างได้ตามแผนที่วางไว้โดยปราศจากความรู้สึกผิด เพราะคุณได้ทำตามแผนที่คุณวางไว้แล้ว ถึงแม้จะผิดแผนไปบ้างสักเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร เพราะคุณจะทราบว่าคุณยืนอยู่ ณ จุดใด ควรทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

การประกอบอาชีพฟรีแลนซ์นั้นไม่มีรายได้ตายตัว แต่ถ้าอยากมีรายได้เป็นประจำแล้ว คุณก็ควรเริ่มวางแผนกันก่อน ถ้าทำได้การได้ใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ที่คุณหวังคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ที่มา: Harpoonapp.com

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

Orchid Country Club (OCC) – Singapore

It was in 1990 that the late Mr Ong Teng Cheong, then Secretary-General of NTUC, set out the reasons of developing a golf and country club for Singaporean workers. The first phase included Golf Driving Range, Golf Clubhouse and 9-hole Golf course. Phase two included the Social Clubhouse, Orchid Lodge, Golf Courses, as well as Bowling Alley. The third phase development included multi-storey car park, Olympic Pool and Sauna.

On 1 January 2017, OCC went live with the upgraded finance solution in addition to the integrated reservations and stock management. Cimso is excited about the opportunity not only for OCC, but also the features and ability to provide a single integrated software solution to OCC, including reservations, stock management and financial management services on a single platform to the club. The OCC roll-out positions Cimso as a prime solutions-provider to Singapore and International Clubs around the world.

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com