ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คืออะไรนะ

หากเราเป็นผู้ประกอบการ (บุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคล) ที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (“ผู้ประกอบการจดทะเบียน”) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มายรับเกิน 1.8 ล้านต่อปี เมื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็มีหน้าที่ที่จะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือให้บริการ และจัดทำรายงาน รวมถึงยื่นแบบแสดงรายการภาษีมุลค่าเพิ่ม จะเห็นได้ว่า “ใบกำกับภาษี (Tax Invoice)” เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น จึงควรที่จะเข้าใจการจัดทำใบกำกับภาษี เพื่อที่จะปฏิบัติได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) คืออะไร?

ใบกำกับภาษี หรือ Tax Invoice คือ  เอกสารหลักฐานสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องจัดทำและออกให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือบริการ เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้าหรือบริการและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการในแต่ละครั้ง

จะต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อใด?

ในการออกใบกำกับภาษี เราจะต้องทราบและรู้จักคำว่า Tax Point หรือ จุดรับรู้ภาษีมูลค่าเพิ่ม  นะครับ ไม่ใช่ว่าเราอยากจะออกใบกำกับภาษีเมื่อใดก็ออกได้นะครับ กฏหมายภาษีอากรกำหนดจุดรับรู้ภาษี (Tax Point) โดยจำแนกจากกำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ดังนี้

  • กรณีขายสินค้า = ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าในทันทีที่มีการส่งมอบสินค้า
  • กรณีให้บริการ = ต้องจัดทำใบกำกับภาษี พร้อมทั้งส่งมอบให้แก่ผู้รับบริการในทันที่ที่ ได้รับชำระค่าบริการ

ใบกำกับภาษีมีหลายประเภท เช่น ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ (มาตรา 86/4), ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (มาตรา 86/6) ใบเพิ่มหนี้ (มาตรา 86/9) ใบลดหนี้ (มาตรา 86/10) เป็นต้น บทความนี้จะพูดถึงใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบเท่านั้น

ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ

ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ จะต้องมีรายละเอียดที่ครบถ้วนตามข้อความสำคัญในใบกำกับภาษี (ม. 86/4) ซึ่งประกอบไปด้วย 7 ส่วน ดังนี้

  1. มีคำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด
  2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี
  3. ชื่อ ที่อยุ่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
  5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
  6. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
  7. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

เครดิตข้อมูลและภาพ: กรมสรรพากร

วิธีในการจัดทำใบกับกับภาษีแบบเต็มรูป

  1. รายการในใบกำกับภาษีให้ทำเป็นภาษาไทย หรือจัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษในฉบับเดียวกันก็ได้ ถ้าจะทำเป็นภาษาต่างประเทศอื่นต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากร
  2. หน่วยเงินตราในใบกำกับภาษีต้องเป็นหน่วยเงินตราไทย และใช้ตัวเลขไทยหรืออารบิค ถ้าจะจัดทำเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ ต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากร
  3. ใบกำกับภาษีอาจออกรวมกันสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการหลายอย่างก็ได้
  4. ใบกำกับแบบเต็มรูป ต้องมีรายการครบถ้วน
  5. รายการในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป จะต้องไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการ ขีด ฆ่า ขูด ลบ โดยยางลบ หรือใช้ยาหมึก ตก แต่ง ต่อ เติม หากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม

ระบบ CiMSO – Hospitality & Business ERP นอกจากมีระบบหน้าบ้านที่ช่วยให้คุณบริหารจัดการธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็น INNKeeper GOLFmanager RESTaurateur EVENTmanager SPAscheduler แล้ว ระบบของเราจะเชื่อมต่อไปยังการจัดการทางด้านบัญชีการเงินที่เรียกว่า ระบบ BACKoffice ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างเป็นระบบระเบียบ   

หากคุณต้องการที่ปรึกษาระบบ ERP และระบบ ERP สำหรับธุรกิจ Hospitality (สนามกอล์ฟ ที่พัก อีเวนท์ ร้านอาหาร ครัวกลาง สปา และกิจกรรมอื่น) สามารถติดต่อ CiMSO ERP Software เพื่อทำ short demo (free, via online) ได้ที่ 02-3924186 หรือ cimso@aecenlist.com  

7.1-Ci-Header-BACKoffice_CiMSO

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com