เทคนิคการจัดการเวลาสำหรับฟรีแลนซ์ เพื่อให้รับงานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีสะดุด

การจะเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีระยะเวลาในการสั่งสมประสบการณ์ ทำยังไงให้มีคนมาสนใจ? ทำยังไงลูกค้าถึงจะตกลงจ้างงาน? เจอลูกค้าเบี้ยวต้องจัดการอย่างไร? สารพัดสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ และอีกสิ่งหนึ่งเป็นเหมือนเส้นคั่นระหว่างความเป็นมือใหม่กับมืออาชีพนั้นก็คือ การจัดการเวลา

ในเมื่อการเป็นฟรีแลนซ์นั้น รายได้ที่เข้ามาจะมากแค่ไหน ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่เราถูกว่าจ้าง เพราะแบบนี้ใครๆ จึงอยากจะรับงานให้ได้เยอะๆ มีลูกค้าเข้ามาเป็นต้องคว้าเอาไว้ก่อน สุดท้ายส่งงานตามกำหนดไม่ทัน เกิดความเสียหายอื่นๆ ตามมา ทั้งหมดนี้มันก็เกิดจากการที่เรา บริการจัดการเวลาไม่เป็น นั่นเอง

สำหรับคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการฟรีแลนซ์มาสักพักก็จะรู้ดีว่าการบริการจัดการเวลานั้น บางทีมันก็ไม่ใช่การรีบทำงานให้เสร็จแล้วส่งไปทีละชิ้นๆ เพราะบางครั้งคุณจะต้องแก้งานอีกยาว กว่าจะปิดงานได้จริงๆ แล้วแบบนี้มันจะมีเทคนิคอะไรบ้างล่ะ ที่จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับเวลาได้ดีมากขึ้นกว่านี้ วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณค่ะ

จัดตารางเตือนความจำ รับงาน-ส่งงาน

เพื่อให้เราเห็นกรอบเวลาในการทำงานอย่างชัดเจน เห็นว่าช่วงเวลาไหนยังมีที่ว่างพอจะแทรกงานเล็กๆ เข้าไปได้บ้าง ทำให้ไม่รับงานมาแบบมั่วซั่วไม่มีระบบระเบียบ โดยรายละเอียดต่างๆ เราสามารถดีไซน์ได้ในแบบของตัวเอง เอาให้ตัวเราดูแล้วเข้าใจและเหมาะสมกับรูปแบบการทำงาน ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเจาะรายละเอียดที่นอกเหือจากวันรับหรือส่งงานเข้าไปด้วย เช่น วันที่….รอรับฟีดแบค, แก้งานครั้งที่ 1 ส่งภายในวันที่….. เป็นต้น การสร้างตารางเหล่านี้จะเป็นเครื่องช่วยเตือนความจำและจัดระบบงานของเรา ทั้งยังเป็นเสมือนบันทึกว่าเดือนนี้เรารับงานมากี่งานแล้วอีกด้วย

กำหนดระยะเวลาให้กับงานอย่างยืดหยุ่น

ในกรณีที่งานไหนไม่ใช่งานเร่งด่วน ก็ควรกำหนดระยะเวลาให้ยาวมากพอ ทั้งนี้ ไม่ใช่ประวิงเวลาเพื่อให้งานยืดเยื้อเกินความจำเป็น เพียงแต่เราจะได้มีเวลาเพื่อรับงานที่แทรกเข้ามาในช่วงจังหวะที่เราอาจจะกำลังรอรับฟีดแบคจากลูกค้า เพื่อไม่ให้ช่วงเวลาเหล่านั้นผ่านไปอย่างไรประโยชน์ค่ะ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถใช้สอยเวลาที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่าทุกเม็ดทุกหน่วย มากกว่ารอปิดงานไปทีละงาน ซึ่งเราจะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ต้องรอคอยลูกค้าแล้วไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ทั้งนี้การรับงานในช่วงจังหวะดังกล่าวก็ควรจะถูกจัดวางอย่างรัดกุมภายใต้ตารางเวลาของเรานะคะ

ระบุสัญญาให้ละเอียด

เราจะพูดถึงเนื้อหาในสัญญาส่วนที่เกี่ยวกับเวลาค่ะ อย่างเช่น การกำหนดเวลาที่แน่นอนเพื่อให้ลูกค้าจัดเตรียมและส่งข้อมูลมาให้เรา หรือกำหนดว่าหลังจากส่งงานไปแล้วให้ลูกค้าฟีดแบคกลับมาภายในกี่วัน รวมทั้งกำหนดว่าลูกค้าสามารถแก้ไขงานได้กี่ครั้ง การระบุเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ลงไปในสัญญาถือเป็นวิธีจัดการกับเลาที่ดีมากๆ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถปิดงานได้ภายในกำหนดเวลาที่แน่นอนมากขึ้น เพราะได้ทำการกำหนดเวลาที่ต้องใช้ในการทำงานทั้งหมดเอาไว้แล้ว ทั้งยังส่งผลให้เราตัดสินใจรับงานเพิ่มง่ายขึ้นด้วยค่ะ

ส่งต่องานไปยังเพื่อนๆ หรือคนรู้จัก

ถ้าหากว่าคุณมีเพื่อนหรือมีคนรู้จักที่ทำงานในด้านเดียวกัน ก็อาจเจรจากับคนเหล่านั้นเพื่อส่งมอบงานที่เราได้รับมาให้เค้าทำต่อได้ เป็นการเปิดโอกาสในการรับงานเพิ่มของเรา (ไม่ต้องปฏิเสธงานจากลูกค้าที่เข้ามา) แต่อย่าลืมนะคะว่า คนที่เราจะส่งงานต่อให้นั้นเราจะต้องไว้ใจในตัวเค้าได้จริงๆ ทั้งในเรื่องฝีมือและความรับผิดชอบ เพราะสุดท้ายแล้วถ้างานออกมาไม่ดี ความเสียหายนั้นจะส่งมาถึงเราโดยตรง ลูกค้าอาจจะไม่ประทับใจ ไม่เชื่อถือในตัวเราอีก หรือไม่คุณก็ต้องกลับมานั่งแก้งานเอง ดังนั้น อย่าลืมตรวจสอบงานอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนส่งให้ลูกค้าด้วยนะคะ เพื่อให้งานที่ออกไปนั้นมีมาตรฐานเดียวกันกับงานที่เราทำ และในส่วนของค่าจ้าง เราก็อาจจะพิจารณาแบ่งค่าจ้างเป็น 50-50%, 40-60% หรือแล้วแต่จะตกลงกันตามความเหมาะสมได้เลยค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ #เทคนิคการรับงานฟรีแลนซ์ อย่าลืมเอาไปฝึกใช้กันนะคะ และที่สำคัญ อย่าลืมเพิ่มความมั่นใจในการรับงานด้วยการใช้แพลทฟอร์ม tasknjoy ค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com