‘ฟรีแลนซ์’เปลี่ยนโลก เทรนด์ร้อนคนทำงาน

แรงงานโลกเหลือมนุษย์เงินเดือนแค่ 1 ใน 4 ขณะที่เจนใหม่อยากอิสระ กระโจนเข้าสู่แวดวง “ฟรีแลนซ์”แต่จะให้มั่นคง-มั่งคั่งอย่างไร ไปฟังรุ่นพี่ชี้แนะ

ลาออก..ไปเป็นฟรีแลนซ์..!!!

ความร้อนแรงของกระแส “ฟรีแลนซ์” หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงเพราะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์เรื่องดัง

ทว่า กำลังเป็นเทรนด์ร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก !

ปัจจุบันมีผลวิจัยว่า ตลาดแรงงานโลกมีมนุษย์เงินเดือนเหลือเพียง 1 ใน 4 หรือมีไม่ถึง 25% ของคนทำงานทั่วโลก

ขณะที่ปี 2020 คาดกันว่า “ฟรีแลนซ์” จะกลายเป็นแรงงานกลุ่มสำคัญของอเมริกา โดยจะมีสัดส่วนมากถึง 40% จากปัจจุบันที่มีฟรีแลนซ์ประมาณ 53 ล้านคน! หรือคิดเป็นประมาณ 34% ของคนทำงานชาวอเมริกันทั้งหมด (เว็บไซต์ CloudPeeps)

อย่าคิดว่านี่เป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นแค่ในตลาดโลก วกกลับมาดูที่ประเทศไทย

เด็กเจนใหม่ เริ่มไม่สนใจงานบริษัท ไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่อยากมีอิสระ สามารถทำงานที่จัด “ตารางชีวิต” ตัวเองได้

ขณะ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ทำงานรับใช้องค์กรมานาน ก็เริ่มเห็นสัญญาณของการ “ลาออก” เพื่อมาเป็นฟรีแลนซ์กันมากขึ้น !

ภาพเหล่านี้กำลังสะท้อนอิทธิพลของ “มนุษย์ฟรีแลนซ์” ที่จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังป่วนโลกการทำงานในอนาคต

“เทคโนโลยีเปลี่ยนโฉมภูมิศาสตร์การทำงานไปหมดแล้ว วันนี้เราสามารถทำงานตรงจุดไหนก็ได้ ขณะสภาพการเดินทางที่ไม่เอื้ออำนวยในปัจจุบัน ก็เป็นภาระต้นทุน ทั้งทางเงิน เวลา และอารมณ์ ความกดดัน และการบีบคั้นจากโลกการทำงานเหล่านี้ ทำให้เด็กรุ่นใหม่คิดอยากทำงานอิสระกันมากขึ้น”

“ภานุมาศ ทองธนากุล” ผู้เขียนหนังสือ “การลาออกครั้งสุดท้าย” ฟรีแลนซ์มืออาชีพที่อยู่ในวงการมา 9 ปี บอกสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับคนทำงานยุคใหม่ ที่หันมาให้ความสนใจกับอาชีพอิสระ
มากกว่าเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เหมือนรุ่นพ่อแม่

แม้แต่กลุ่มพนักงานประจำ ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า เศรษฐกิจไม่ดี องค์กรขอให้ทำงานกันหนักขึ้น ทว่าจะทำมาก ทำน้อย เงินเดือนก็ยังเท่าเดิม ไม่ขยับเพิ่มตามคุณภาพและปริมาณงานตามไปด้วย แถมตารางชีวิตก็ยังออกแบบเองไม่ได้ วันไหนอยากชิล อยากพัก อยากให้เวลากับครอบครัว ก็ทำได้แค่มโน เมื่อสเตตัสยังชัดว่าเป็น “พนักงานประจำ”

“พ่อผมเป็นสุดยอดมนุษย์เงินเดือน ทำงานบริษัทเดียวมา 20 ปี ผมมีโอกาสรู้จักพ่อน้อยมาก เพราะไม่ค่อยมีเวลาให้ วันหนึ่งท่านเจ็บหนักต้องเข้าโรงพยาบาล วันนั้นเป็นวันที่สั่นคลอนผมมากว่า ตกลงเราจะจบแบบนี้จริงๆ ใช่ไหม สุดท้ายบั้นปลายชีวิตต้องมาเจ็บหนัก แล้วเอาเงินเก็บของชีวิตมารักษาเยียวยาตัวเอง ผมรู้สึกว่า..ต้องไม่ใช่รูปแบบนี้”

ตัวอย่าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ภานุมาศ เป็นรอยแผลเดียวกันที่ใครหลายคนกำลังรู้สึก และสะกิดให้คนทำงานส่วนหนึ่งที่ไม่อยากติดกับดักมนุษย์เงินเดือน ไม่อยากเสียสมดุลชีวิต คิดกระโจนเข้าสู่อาชีพฟรีแลนซ์

“งานที่เรามีสิทธิ์เลือกรับได้ และมีโอกาสในการจัดสรรรูปแบบชีวิตตามที่ตัวเองปรารถนา”

เขาให้นิยามคำว่าฟรีแลนซ์ไว้อย่างนั้น

ในอดีตอาชีพอิสระไม่ถูกพูดถึงมากเท่าวันนี้ เมื่อคนรุ่นก่อนยังอยากทำงานองค์กรเพราะมองเรื่อง “ความมั่นคง” เป็นหลัก

แต่กับเจเนอเรชั่นใหม่ พวกเขามี “ทางเลือก” มากขึ้น และมีต้นแบบความสำเร็จที่หลากหลายขึ้น
แน่นอนว่า ไม่ใช่อาชีพมนุษย์เงินเดือนอย่างเดียว แต่มีทั้ง ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และ “รุ่นพี่ฟรีแลนซ์” ที่ประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว

ขณะที่หลายคนก็มี “ความฝัน” มี “แพสชั่น” ซึ่งการเป็นพนักงานประจำไม่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้

เช่นเดียวกับ “มณฑล กสานติกุล” ฟรีแลนซ์นักเดินทาง เจ้าของบล็อก “I Roam Alone” ที่ฝันอยากเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก ถามว่างานประจำแบบไหนจะตอบโจทย์เธอได้ หลังเรียนจบเลยเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ โดยสร้างรายได้จากการเขียนรีวิวและงานโฆษณา หาเงินจากการเขียนบล็อก เขียนหนังสือ ทำรายการทีวี บอกเล่าทริปการเดินทางท่องโลกฉบับผู้หญิงฉายเดี่ยว ถึงวันนี้เธอเดินทางไปแล้ว 70 ประเทศ และยืนยันว่า “อยู่ได้” กับอาชีพฟรีแลนซ์ แถมยังมีเงินหมุนเป็นทุนท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องด้วย

คิดจะเป็นฟรีแลนซ์ เธอว่า ไม่ควรมาจากคนอื่น แต่ควรมาจาก “ตัวตน” และ “ความชอบ” ของตัวเองจริง ๆ

“ถ้าเราทำอะไรที่เป็นตัวตนของเรา มีแพสชั่น มีโปรเจคใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่ต้องไปสนว่า คนอื่นทำอะไรอยู่ ฉะนั้นมันจะเกิดความแตกต่าง ซึ่งพอแตกต่าง งานและเงินก็จะตามมาเอง” เธอว่าอย่างนั้น

คนส่วนหนึ่งใช้ฟรีแลนซ์เป็นบันไดสู่การเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อยังไม่ชัวร์ ไม่พร้อม ที่จะเป็นเถ้าแก่เต็มตัว ก็ลองมาเริ่มจากการเป็นฟรีแลนซ์

เช่นเดียวกับ “ก้องกัลป์ วิริยะลัมภะ” สถาปนิกและนักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Elementseden ที่เริ่มจากเป็นพนักงานประจำ แล้วออกมาเป็นฟรีแลนซ์ สุดท้ายสามารถพัฒนาจากอาชีพอิสระจนเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เขาเริ่มจากเรียนรู้ที่จะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ การหางาน คุยกับลูกค้า ออกแบบดีไซน์ ไล่ไปจนการบริหารจัดการชีวิต และจัดการเงินของตัวเอง เหล่า “วิชาบังคับ” ที่ฟรีแลนซ์ต้องลงมือทำ “ด้วยตัวเอง” ต่างจากตอนทำงานบริษัท

สิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “อิสระ” ของการเป็นฟรีแลนซ์ จึงเป็น “ความรับผิดชอบ” และ “การมีวินัย” อย่างยิ่งยวด

“คุณต้องมีความรับผิดชอบ ต้องทำจริง และสิ่งที่ตัดสินใจแล้วว่าจะทำ อย่าทำแบบครึ่งใจ แต่ต้องใส่ลงไปให้เต็มที่ ถึงตอนนั้นอยากพัก อยากเที่ยว ก็เป็นสิทธิ์ของคุณ” เขาบอก

เหตุผลต่างๆ ทำให้คนหลั่งไหลมาเป็นฟรีแลนซ์กันมากขึ้น แต่ถนนเส้นนี้ไม่ได้ง่าย โดยเฉพาะการเข้าถึงคำว่า เป็นฟรีแลนซ์ที่ประสบความสำเร็จ

“ฟรีแลนซ์ คือ งานประจำอย่างหนึ่ง”

ความเข้าใจที่ตรงกันของคนทำฟรีแลนซ์ ที่เขย่าฝันคนอยากใช้ชีวิต “สโลว์ไลฟ์” ให้ต้องตื่น เมื่อโลกความจริง “ฟรีแลนซ์” ก็คืองานประจำอย่างหนึ่ง แถมงานนี้ยังโหดด้วย เพราะต้องทำทุกวัน ไม่มีวันหยุด

“ฟรีแลนซ์ต้องรับผิดชอบ เพราะไม่มีใครมาบอกเราได้อีกแล้วว่า ต้องทำอะไร ตื่นกี่โมง เวลาไหนต้องอยู่ที่โต๊ะ แล้วนั่งทำงาน ฉะนั้นเวลาที่คนอื่นออกไปเที่ยว เราอาจต้องทำงาน และต้องมีระเบียบวินัยที่สูงมาก”

เป็นมนุษย์เงินเดือนยังมีหัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน คอยชี้แนะ คอยสะกิด คอยเรียกสติให้กลับมาทำงาน แต่กับฟรีแลนซ์ ถือเป็นความรับผิดชอบของเจ้าตัวล้วนๆ

นอกจากนี้ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ผู้ว่าจ้างมีตัวเลือกฟรีแลนซ์เต็มสนาม ความท้าทายในวันนี้ คือ การสร้างความแตกต่าง สร้างผลงานที่โดดเด่น และเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในสายตาผู้ว่าจ้าง

“งานไหนก็เผชิญการแข่งขันที่สูงทั้งนั้น ฉะนั้นเราต้องพัฒนาตัวเอง ไม่หยุดนิ่ง ต้องเต้นฟุตเวิร์คอยู่บนสังเวียนนี้ตลอดเวลา การที่แค่ตะโกนตีฆ้องร้องป่าว อวดโชว์ผลงานของตัวเองในโซเชียล อาจไม่เท่าการทำงานที่โดดเด่น เป็นที่น่าจดจำอย่างแท้จริง เพราะถ้าฝีมือเราถึงขั้นนั้น เพียงแค่เรากระซิบคนก็อยากเงี่ยหูฟังแล้ว” ภานุมาศ แสดงความเห็น

ก่อนบอกว่า ฟรีแลนซ์ยุคนี้ ต้องยืดหยุ่นและมีทักษะที่หลากหลายขึ้น เช่น เป็นช่างภาพ ที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ พูดนำเสนอ หรือจัดรายการได้ มีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษได้ดี เพื่อสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับตัวเอง ฟรีแลนซ์จึงต้องรู้จักเปิดช่องว่างให้ตัวเอง โดยหมั่นศึกษา เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้อาชีพนี้

“เลือกเส้นทางที่ไม่เหมือนคนอื่น แล้วไล่ล่าความเป็นเลิศในสายของเราเอง มันจะมีผลตอบแทนที่คุ้มค่าตามมาเอง”

พวกเขาบอกความสำคัญของการสร้าง “ของดี” ที่จะทำให้เราสามารถฉีกตัวเองออกจากสารพัดตัวเลือกในสนามฟรีแลนซ์ โดยไม่ต้องเผชิญการแข่งขัน การถูกตัดราคา แถมยังจะช่วยคัดกรอง “ผู้ว่าจ้างที่ดี” ให้กับเราได้อีกด้วย

ท่ามกลางสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป ฟรีแลนซ์ ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นแค่ “ผู้รับจ้าง” มาสู่การเป็น “พันธมิตร” กับผู้ว่าจ้างมากขึ้น นั่นคือต้องทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ตอบโจทย์และสมประโยชน์ร่วมกัน

“ลองสำรวจดูว่า โลกเคลื่อนที่ไปถึงจุดไหนแล้ว ทำอย่างไรให้เราขยับจากการเป็นแค่ผู้รับว่าจ้างงาน ไปสู่การเป็นพันธมิตร และคิดแบบพันธมิตร กับผู้ว่าจ้าง กอดคอเป็นเพื่อนกัน และทำงานที่สมประโยชน์ร่วมกัน” พวกเขาบอก

ฟรีแลนซ์ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่จะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน นั่งสร้างผลงานที่โดดเด่น แล้วรอผู้ว่าจ้างเรียกใช้อีกต่อไปแล้ว

แต่ฟรีแลนซ์ยุคนี้ จะต้องรู้จัก “ประชาสัมพันธ์ตัวเอง” และ “ขายของเป็น”

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องยาก เมื่อภูมิศาสตร์ในการโชว์ผลงาน แนะนำตัว หรือการสร้างคอนเนคชั่น ในวันนี้ ได้เกิดในพื้นที่ใหม่แล้ว นั่นคือ “พื้นที่ออนไลน์” ที่เหล่าฟรีแลนซ์สามารถเปิดตัวสู่โลก และโปรโมทตัวเองได้โดยไม่มีต้นทุน

“ถ้าเราสร้างงานที่ดีพอ เท่ากับเป็นนามบัตรอย่างดีโดยที่ไม่ต้องไปร้านพิมพ์นามบัตรด้วยซ้ำ อย่างสมมติเราเป็นช่างภาพ มีหน้าเพจของตัวเอง ก็แค่นำผลงานที่ดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปโชว์ในนั้น นั่นเท่ากับประตูที่เปิดกว้างให้ทุกคนมองเห็นเราแล้ว และประตูบานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานของเราต่อไปในอนาคต” เขาบอก

ในวันนี้ คนกลุ่มหนึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่มั่นคงได้ ถ้าสามารถบริหารจัดการตัวเองได้ดี และพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ที่สำคัญเราอาจจะพบโอกาสใหม่ๆ มากมายในโลกของฟรีแลนซ์

“ตอนที่ผมตัดสินใจออกจากงาน ผมตั้งใจมาเขียนหนังสือ แต่วันนี้กลายเป็นว่า งานหลักที่ให้รายได้ผมมากที่สุดคือการเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ ทุกอย่างค่อยๆ กลืนเข้ามา เช่น พอเขียนหนังสือคนก็มาสัมภาษณ์ พอคุยเรื่อยๆ ก็เริ่มเกิดคอนเทนต์บางอย่างที่สามารถไปเผยแพร่ต่อได้ พูดขึ้นเรื่อยๆ ทักษะก็เพิ่มพูน ซึ่งไม่ว่าจะการพูดหรือการเขียนก็มาจากแกนกลางเดียวกันนั่นคือ การที่ผมอยากให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น” ภานุมาศ บอกโอกาสที่เกิดขึ้นในโลกของฟรีแลนซ์

นี่คือเหล่าความคิดเห็นของ “รุ่นพี่ฟรีแลนซ์” ที่ฝากข้อแนะนำให้คนที่อยากกระโจนมาเส้นทางสายนี้ว่า โลกของฟรีแลนซ์ไม่ได้มีแต่สีชมพู

ทว่ายังมี “ด้านมืด” ที่สาหัสสากรรจ์ที่จะต้องเรียนรู้และรับมือด้วยตัวเอง เพื่อให้ประสบการณ์สอนให้เราเก่งขึ้น คิดทำงานนี้ต้องอดทน ล้มได้แต่อย่าล้มเลิก ล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว ต้องตั้งใจจริง บริหารเวลา มีวินัย และรับผิดชอบสูงยิ่ง ก่อนเข้ามาทำ ควรศึกษาทั้งด้านดีและด้านไม่ดี แล้วเตรียมรับมือให้พร้อม ที่สำคัญการทำฟรีแลนซ์ต้องมีคอนเนคชั่น และการสร้างคอนเนคชั่นได้นั้น อาจเริ่มได้จากการทำงานองค์กร เพื่อให้องค์กรช่วยฟูมฟัก และพัฒนาฝีมือ ก่อนเข้ามาลงสนามเป็นผู้ประกอบการฟรีแลนซ์อย่างเต็มภาคภูมิ

“เข้ามาในเส้นทางนี้ อย่าไร้เดียงสา ทุกอย่างไม่ได้มีแต่ด้านดีอย่างเดียว ลองไปดูด้านมืด ด้านที่ไม่ดี ด้านที่เป็นข้อจำกัดของมันดูก่อน แล้วดูว่าเราพอจะรับมือได้ไหม ถ้าคิดว่าได้ ก็ค่อยเข้ามาลุย”

เพื่อไม่ใช่แค่ได้ความอิสระ มาตอบชีวิตสโลว์ไลฟ์

แต่คือการปักหลักยืนระยะได้จริงในเส้นทาง…ฟรีแลนซ์

“หลอมรวม+ผสมผสาน” 
สูตรปรับองค์กร & ฟรีแลนซ์ยุคใหม่

ฟรีแลนซ์ในวันนี้กำลังเปลี่ยนโลก และโลกของฟรีแลนซ์ ก็เปลี่ยนไปจากเดิมมากด้วย เทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น กำลังท้าทายโลกการทำงานในยุคต่อจากนี้

“ก้องกัลป์ วิริยะลัมภะ” สถาปนิกและเจ้าของบริษัทออกแบบแบรนด์ Elementseden เป็นตัวอย่างของบริษัทที่เลือกจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ ไม่ใช้ระบบพนักงานกินเงินเดือน

จากอดีตที่พนักงานทำงานมากหรือน้อย กลับบ้านเร็วหรือช้า บริษัทก็ยังต้องจ่ายเงินเดือนเท่าเดิม แม้เดือนไหนไม่มีงานเข้า แต่ก็ยังมี “ฟิกซ์คอสต์” ที่ต้องแบกรับไม่เว้นแต่ละเดือน ขณะพนักงาน ทำงานเยอะ ขยันมาก ก็ยังได้ค่าจ้างเท่าๆ กับเพื่อนคนอื่น ซึ่งเขาว่า แบบนั้น “ไม่แฟร์” ทั้งกับเขาและคนทำงาน

“ดังนั้นเรามาหาจุดตรงกลางโดยเปลี่ยนมาจ้างในระบบฟรีแลนซ์ ที่คุณทำมาก ได้มาก ทำน้อย ได้น้อย โดยผมจะให้เป็นโพรเจคๆ ไป ทำอย่างนี้เขามีโอกาสได้เงินมากขึ้น แต่ต้องมีความรับผิดชอบพื้นฐานของเขาเองด้วย”

ผลของโซลูชั่นใหม่ ทำให้ได้ผลงานที่ดีมากขึ้น เนื่องจากพนักงานทำงานเต็มที่ขึ้น และวินกับองค์กรในฐานะคนจ่ายเงิน ที่ไม่ต้องแบกรับทุกอย่าง ขณะที่พนักงานยังสามารถไปรับงานอื่นได้ด้วย หน้าที่ก็แค่ดูแลโพรเจคของตัวเองให้ดี ไม่มีเวลาเข้าออก แต่จะดูแค่สามารถทำงานออกมาให้ทันเดทไลน์ และได้งานคุณภาพ ที่ทุกคนต้อง “ชอบ” ก็เท่านั้น

การปรับตัวของ Elementseden สอดรับกับการศึกษาของ CloudPeeps ซึ่งเป็นบริษัท Startup ในสหรัฐอเมริกาที่ให้บริการแพล็ตฟอร์มสำหรับเชื่อมโยงฟรีแลนซ์ กับธุรกิจที่มองหาฟรีแลนซ์ ที่ให้ข้อมูลว่า เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ บริษัทเกิดใหม่หรือ Startup จะใช้ฟรีแลนซ์มาทำงานมากขึ้น ทั้งเพื่อสร้างการเติบโตและรักษาความคล่องตัวของธุรกิจ โดยการจ้างฟรีแลนซ์ที่มีประสบการณ์และมีความหลากหลายนั้น จะทำให้บริษัทสามารถทดลองกลยุทธ์หลายๆ อย่าง เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด ในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ วิธีนี้ไม่มีพันธะผูกพันในระยะยาว แถมยังช่วยธุรกิจ“ประหยัด” ได้อีกด้วย เพราะไม่ต้องแบกภาระต้นทุนเหมือนการจ้างพนักงานประจำ ที่อาจต้องมีเรื่องของสวัสดิการพนักงานพ่วงมาด้วย เป็นต้น

เวลาเดียวกับที่ องค์กรต่างๆ มีแนวโน้มการจ้างงานแบบ “Sign contract” มากขึ้น โดยเซ็นสัญญาจ้างงานที่มีระยะเวลา เช่น 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี หมดสัญญาก็ดีลค่าตอบแทนกันใหม่ ถ้าดีก็ค่อยต่อสัญญา เช่นเดียวกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ขณะที่ฟรีแลนซ์ จะเริ่มรับงานแบบผูกปิ่นโตกับองค์กรใดองค์กรหนึ่งมากขึ้น

“อนาคต บริษัทอาจจะใจกว้างมากขึ้น โดยให้พนักงานสามารถทำงานจากจุดที่แฮปปี้ และพอใจได้ เช่น ไม่ต้องทำงานทุกวัน ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ถ้าเขาสามารถทำผลงานที่มีคุณภาพและน่าพอใจได้ ในขณะที่ฟรีแลนซ์เอง ก็จะเริ่มผูกกับองค์กรมากขึ้น คือไม่ต้องไปขวนขวายหรือวิ่งไล่ผู้จ้างงานไปเรื่อยๆ แต่เป็นการผูกอยู่กับบางที่ ผมว่าโมเดลนี้ จะค่อยๆ เกิดขึ้น และกลืนกลายกันไปในที่สุด”

“ภานุมาศ ทองธนากุล” ผู้เขียนหนังสือ การลาออกครั้งสุดท้าย ฟรีแลนซ์มืออาชีพที่อยู่ในวงการมา 9 ปี บอกแนวโน้มการปรับตัวขององค์กรและฟรีแลนซ์ในวันนี้

“อนาคตจะมีสูตรที่ทับซ้อนกันมากขึ้น อย่างบริษัทจะอยากให้คนเป็นฟรีแลนซ์มากขึ้น จะเริ่มมีฟรีแลนซ์ที่รวมตัวกันเป็นกึ่งๆ บริษัท ผมเองก็เป็นฟรีแลนซ์ แต่ผูกปิ่นโตกับบางบริษัทอย่างเหนียวแน่น จนกลายเป็นรูปแบบใหม่คือ ‘ฟรีแลนซ์ประจำ’ ซึ่งทุกอย่างจะดิ้นได้ ทั้งพนักงานบริษัท บริษัท และฟรีแลนซ์ โดยเราจะเจอรูปแบบที่ประสานกันมากขึ้น” เขาบอก

เทรนด์ของโลกบอกว่า มนุษย์เงินเดือนจะน้อยลง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ชัดเจนว่าไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่อยากมีอิสระในการทำงาน แล้วองค์กรจะรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างไร เมื่อทุกวันนี้ “แรงงาน” ก็หายาก

“รัชดา เสริมศิลปะกุล” ผู้อำนวยการการตลาดและการขาย ME by TMB บอกว่า ปรากฏการณ์ฟรีแลนซ์กำลังส่งผลต่อตลาดแรงงานทั่วโลก

โดยล่าสุดพบว่า ปัจจุบันมีมนุษย์เงินเดือนเหลือไม่ถึง 25% หรือเพียงแค่ 1 ใน 4 ของคนทำงานทั่วโลกเท่านั้น แม้ประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นนี้ โดยเชื่อว่ายังมีสัดส่วนพนักงานประจำอยู่เกินครึ่ง แต่มองว่า การที่เด็กรุ่นใหม่ ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน กำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้องค์กรต้องเตรียมรับมือ

โดยสิ่งที่องค์กรจะทำได้คือ การทำให้พนักงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ (Ownership) ในบริษัทมากขึ้น ให้รู้สึกว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่คือของๆ เขา ไม่ใช่ทำเพื่อบริษัท เขาก็จะทำเต็มที่ และในเมื่อทำเต็มที่แล้ว บริษัทก็ควรให้รางวัล ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมท ชื่นชม ตลอดจนให้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะท้าทายองค์กรมากขึ้นนับจากนี้

“มองว่าองค์กรในอนาคต Business Model จะค่อยๆ เปลี่ยนไป เช่น การจ้างงานในระบบฟรีแลนซ์มากขึ้นหรือการให้ผลตอบแทนแก่พนักงานประจำที่คุ้มค่าเหมือนฟรีแลนซ์ คือ ทำมาก ได้มาก มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น และยังได้รับความมั่นคงแบบพนักงานประจำด้วย เหล่านี้ก็เพื่อรักษาคนของเราไว้”

นี่คือคอนเซ็ปต์ที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกการทำงานยุคใหม่ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

…………………………………………
“สูตรบริหารเงิน”แบบฟรีแลนซ์

“อาชีพฟรีแลนซ์ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งรายได้และจำนวนงานที่ถูกว่าจ้าง ดังนั้น การออมเงินจึงต้อง “ออมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้” โดยถ้าเป็นไปได้ให้แบ่งรายได้มาออม 50% ทันทีที่ได้รับเงิน ที่เหลือค่อยจับจ่ายใช้สอย พอรายได้เริ่มมากขึ้น ก็อาจลองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินในตลาดที่จะทำให้เงินนั้นงอกเงยขึ้นได้ เช่น แบ่งมาลงทุน โดยเริ่มจากที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ ไม่ว่าจะเป็นพวกประกันหรือกองทุน พอได้ผลตอบแทนเพียงพอ ความเสี่ยงน้อยลง ก็อาจจะลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างไรในชีวิตฟรีแลนซ์จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ดังนั้นควรมีเงินออมที่มีความคล่องตัวสูงอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อความปลอดภัยของชีวิต และความจำเป็นเร่งด่วน”

“รัชดา เสริมศิลปะกุล” ผู้อำนวยการการตลาดและการขาย ME by TMB 

“ประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่า เรื่องเงินไม่ใช่การมีเงินแล้วออมทีละเยอะๆ แต่เป็นเรื่องของความสม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งที่ยากสุด คือ พฤติกรรมการบริหารเงิน และวินัยในการจัดการเงินของเราเอง การประหยัดไม่ค่อยดีหรอก สู้การจับจ่ายใช้สอยตามใจไม่ได้ แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรายืนระยะได้ในการเป็นฟรีแลนซ์ ความรู้ทางการเงิน ไม่ใช่อะไรยากๆ แต่เป็นเรื่องใกล้ๆ ตัว ที่ทำให้เรารู้จักจัดการกระเป๋าเงินของเราเอง รู้จักจัดสรรเงินเป็นส่วนๆ ดูแลรายรับรายจ่าย เข้าใจว่าอะไรคือทรัพย์สินที่ดี-หนี้สินที่ดี และพอจะวางแผนภาษีให้ตัวเองได้ ความเข้าใจเหล่านี้ ช่วยลดปัญหาของฟรีแลนซ์ เพื่อเหลือพลังไปรับมือกับเรื่องอื่นๆ ได้อีกหลายเรื่อง”

“ภานุมาศ ทองธนากุล” ผู้เขียนหนังสือ การลาออกครั้งสุดท้าย

“ฟรีแลนซ์ บางครั้งได้เงินมาเยอะ ซึ่งนั่นอาจทำให้เราฟุ้งเฟ้อไปได้ เคล็ดลับในการบริหารเงินที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ คือ การจัดทำบันทึกรายรับ-รายจ่ายอย่างเคร่งครัดทุกวัน ซึ่งจะทำให้เห็นสถานการณ์ทางการเงินได้ชัดเจน และช่วยให้เราสามารถตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นออกไปได้ อีกข้อที่สำคัญ คือ ต้องออมก่อนใช้ ไม่ใช่เหลือแล้วค่อยออม รวมถึงการเลือกออมในบัญชีที่ให้ผลตอบแทนสูง และคล่องตัวด้วย”

“มณฑล กสานติกุล” บล็อคเกอร์สาวชื่อดังจากเพจ I Roam Alone

“ธรรมชาติของฟรีแลนซ์คือ การมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ดังนั้นจึงควรรับมือกับความไม่แน่นอน โดยเตรียมความพร้อมด้านการเงิน เมื่อมีรายได้ควรออมให้มาก เพื่อเป็นเงินสำรองไว้กรณีที่ไม่มีรายได้เข้ามาเลย โดยที่ผ่านมาเคยบริหารเงินออมด้วยการนำเงินไปลงทุนในกองทุนและบัญชีฝากประจำ ซึ่งข้อเสียคือการขาดสภาพคล่อง จะเบิกจะถอนไม่ได้เลย หรือแม้กระทั่งไปลงทุนในหุ้นซึ่งหลายคนอาจมองว่าได้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน ดังนั้นควรเลือกออมเงินอย่างถูกวิธี โดยเลือกโพรดักส์ที่คล่องตัว ให้ผลตอบแทนสูง และเข้ากับตัวเราจริงๆ และควรศึกษาเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น”

“ก้องกัลป์ วิริยะลัมภะ” สถาปนิกหนุ่มเจ้าของแบรนด์ Elementseden

………………………………………………………….
โอกาสธุรกิจโหนกระแส “ฟรีแลนซ์”

การเกิดขึ้นของพลเมืองฟรีแลนซ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งโอกาสหวานในธุรกิจที่พร้อมบริการลูกค้าฟรีแลนซ์

“Coworking Space”

พื้นที่ทำงานร่วมกัน ที่จะให้เหล่าฟรีแลนซ์ได้ใช้ทำงาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ล็อคเกอร์เก็บสัมภาระ งานบริการสำนักงานทั่วไป อย่าง เครื่องแฟ็กซ์ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ ไล่ไปจน มุมนั่งเล่น ห้องครัว แล้วแต่จุดขายของแต่ละที่ โดยพื้นที่ทำงานมีให้เลือกตั้งแต่ พื้นที่ทำงานส่วนบุคคล ห้องทำงานขนาดเล็ก กระทั่งพื้นที่จัดประชุม สัมมนา ที่เหล่าฟรีแลนซ์สามารถไปเลือกใช้ได้ โดยปัจจุบันมีอยู่มากมายทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด อาทิ HUBBA, Glowfish และ Muchroom Coworking Space เป็นต้น

บริการรับ/ส่งของ / ธุรกิจเดลิเวอรี่

การทำงานหลายอย่าง บนความรับผิดชอบสูงสุด ที่มีคำว่า “เดทไลน์” คอยชี้ชะตาชีวิต ทำให้งานหลายอย่างกลายเป็นข้อจำกัดและ “ภาระ” ของฟรีแลนซ์ เช่น การส่งงาน ส่งของ ที่ไม่สามารถทำผ่านออนไลน์ได้ ส่งโอกาสให้บริการรับส่งของ ส่งเอกสาร ส่งงาน ตลอดจนธุรกิจเดลิเวอรี่ที่จะช่วยเซฟเวลาฟรีแลนซ์ ด้วยการโทรสั่งทุกอย่างให้มาส่งถึงที่ได้ ซึ่งปัจจุบันธุรกิจรับส่งพัฒนาไปไกล ไม่ว่าจะของชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ ของกิน ของใช้ ตลอดจนบริการรับทำความสะอาด ตรวจสุขภาพ ช้อปปิ้งของเข้าบ้าน กระทั่งกรูมมิ่งสัตว์เลี้ยง บริการสารพัด “จัดให้” ที่พร้อมเบาแรงฟรีแลนซ์ได้ถึงบ้าน

เอเยนซี่ฟรีแลนซ์

หนึ่งธุรกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศแล้วคือ ผู้ให้บริการเชื่อมผู้ประกอบอาชีพอิสระ เข้ากับธุรกิจที่ต้องการใช้ฟรีแลนซ์ ซึ่งยังคงมีโอกาสอีกมากในไทย โดยอาจเป็นเอเยนซี่เฮ้าส์ ที่รวมเอาฟรีแลนซ์ทุกสาขา ทุกแขนง ไว้ในที่เดียว เป็นเหมือน “One stop service” ของเหล่าฟรีแลนซ์ ที่จะคอยหางาน ติดต่อลูกค้า และดูแลการว่าจ้างงานให้กับฟรีแลนซ์ เพื่อลดปัญหายุ่งยาก และอุปสรรคของการทำงาน “ตัวคนเดียว” ของฟรีแลนซ์

ธุรกิจฝึกอบรมฟรีแลนซ์

ไอเดียจากเหล่าฟรีแลนซ์ ที่เห็นปัญหาว่า การเริ่มต้นเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีหลายปัญหา หลายอุปสรรคให้ต้องเรียนรู้ ซึ่งอนาคตหากมีองค์กร หรือหน่วยงาน คอยทำหน้าที่เป็น “โรงเรียนอนุบาลสำหรับฟรีแลนซ์” ที่จะทำการอบรม ให้คำปรึกษา พัฒนาความรู้ คอยเป็นพี่เลี้ยง และเตรียมความพร้อมให้กับฟรีแลนซ์ ก็จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้มาก และยังเป็นทางลัดให้ฟรีแลนซ์เข้าสู่วงการนี้ได้ง่ายขึ้นด้วย

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/668247 โดย จีราวัฒน์ คงแก้ว

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ระบบโรงแรม โปรแกรมโรงแรม ระบบบริหารโรงแรม INNKeeper สามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ อะไรได้บ้าง

INNKeeper คือ ระบบจัดการโรงแรม Full Option ซึ่งมีฟังชั่นพร้อมสำหรับการบริหารจัดการโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบโรงแรมส่วนหน้า (PMS) หรือ Front Office Management
  • ระบบจัดการเรทและค่าห้องพัก (Property & Rates Management)
  • ระบบแม่บ้าน (Housekeeping)
  • ระบบจองห้องพักจากส่วนกลาง (Central Reservations Office)
  • ระบบบัญชี ออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ (Services and Charges (non stock item) billing (see BACKoffice accounting)
  • ระบบรายงานบัญชีลูกหนี้ (Debtors control (AR)
  • ระบบจัดการเอกสารและรายงาน (Document filing and management system (see DOCmanager))

แต่ธุรกิจโรงแรมของไทยเป็นธุรกิจมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ทำให้เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการโรงแรมจึงต้องพัฒนาการให้บริการของโรงแรมตัวเอง หรือเพิ่มบริการเสริมที่เกี่ยวข้องกับธุกิจโรงแรม เช่น บริการทางอาหาร ร้านอาหาร บริการสปา หรือกิจกรรมอื่นๆ เช่น การจัดงาน event งานสัมมนา เป็นต้น

ซึ่งในส่วนของการเพิ่มบริการ หรือการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการโรงแรมตรงนี้ เจ้าของโรงแรมหลายท่านจะกังวลมาก เพราะแม้ว่าการเพิ่มบริการเข้าใปนอกเหนือจากการให้บริการห้องพัก จะเป็นการเพิ่มรายได้และชื่อเสียงให้กับโรงแรม แต่ก็เป็นการเพิ่มภาระหน้าที่และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่า ในการเพิ่มบริการให้กับโรงแรม ค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ คือการจัดหาสถานที่ การตกแต่ง ค่าจ้างพนักงาน รวมถึงค่าซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการด้วย แต่อย่าลืมนะครับว่า ซอฟตืแวร์หรือระบบบริหารจัดการโรงแรมที่ดี ควรจะต้องเชื่อมต่อ เพิ่ม เสริมบริการในส่วนอื่นๆได้ครับ อย่าง CiMSO INNKeeper เราจะมีระบบอื่น ๆ เช่น

ระบบร้านอาหาร (RESTaurateur)

ระบบสปา (SPAscheduler)

ระบบร้านค้า (SHOPkeeper)

ระบบจัดการงานอีเว้นท์ (EVENTmanager)

นอกจากระบบต่าง ๆ ข้างต้น CiMSO ยังมีระบบอื่น ๆ ที่จะช่วยคุณบริหารธุรกิจได้อย่างไม่มีสะดุด เช่น STOCKmanager, ACTIVities แถมการเพิ่มระบบเหล่านี้ นอกจากจะช่วยให้คุณบริหารจัดการงานได้ง่ายขึ้น ใช้คนน้อยและมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญราคาก็ไม่สูงเท่ากับการซื้อระบบใหม่สำหรับทุกบริการที่เพิ่มขึ้นด้วยครับ

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

วีซ่านักเรียน และโอกาสในการทำงานที่ต่างประเทศ

สวัสดีค่ะ น้อง ๆ หลายๆคนสนใจไปเรียนต่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะเริ่มด้วยการไปเรียนภาษา หรือบางคนก็ไปเรียนต่อระดับชั้นต่างๆไม่ว่าจะเป็น ดิพโพลมา (diploma) ป.ตรี ป. โท หรือแม้กระทั่งป. เอก ล้วนอยากจะหาประสบการณ์ชีวิตด้วยการทำงานพิเศษ แบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ กันทั้นนั้น

มีหลายคน สอบถามมาทางพี่ๆ Ascend Education Center เข้ามา ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ทำงานระหว่างเรียนไปด้วย แต่น้องๆรู้ไหมคะ ว่า น้องๆจะต้องมีวีซ่า นักเรียน (Student Visa)  หรือ วีซ่าทำงาน (Business Visa) หรือ work & Holiday visa เท่านั้น น้องๆจึงจะสามารถทำงานได้ค่ะ และไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะให้ทำงานได้นะคะ ต้องศึกษาให้ดีว่าประเทศไหนให้ทำงานได้ และได้เท่าไหร่ ตามเงื่อนไขของวีซ่าที่แตกต่างกันออกไปเช่น อนุญาตให้ทำงานได้เฉพาะ ผู้ถือวีซ่านักเรียนที่เรียนในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือ อนุญาตให้ทำงานได้ เฉพาะหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในขณะนั้น เป็นต้น

วีซ่านักเรียน (Student Visa) เป็นวีซ่าที่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเป็นหลัก ไม่ว่าจะการเรียนภาษา การศึกษาในระดับประถม มัธยม ประกาศนียบัตร หลักสูตรวิชาชีพ หรือปริญญาก็ตาม

ประเทศออสเตรเลีย (Australia student visa)

ออสเตรเลียนับว่าเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่หลายๆ คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณภาพของระบบการศึกษาระดับต้นๆ ของโลก รวมทั้งมีสภาวะเศษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดี อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงจนเกินไป ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลมีให้การสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในการทำงานนอกเวลาเรียน สูงสุดถึง 40 ชั่วโมง ต่อ 2 สัปดาห์ และสามารถเดินตามเส้นทางอาชีพได้หลังจากสำเร็จการศึกษา เป็นระยะเวลา 2-5 ปี

ประเทศอังกฤษ (Tier 4 Student Visa; England, UK)

ในบางประเทศ เมื่อนักเรียนลงเรียนภาษาเกินกว่า 3 หรือ 6 เดือน จะได้วีซ่าเป็นวีซ่านักเรียน ซึ่งสามารถทำงานพิเศษได้อย่างน้อย 20 ชม/สัปดาห์ แต่ประเทศอังกฤษไม่ได้เป็นอย่างนั้นค่ะ แม้ว่าน้องจะลงเรียนภาษา 6 เดือนหรือ 8 เดือน น้องก็จะได้วีซ่าเป็น student visitor visa ซึ่งมีกฎชัดเจนว่าห้ามทำงานค่ะ 
และไม่ใช่ว่า studen visa (Tier 4)  หลักเกณฑ์กว้าง ๆ ที่จะตัดสินว่า จะสามารถทำงานพาร์ไทม์ได้หรือไม่ คือ สถาบันการศึกษาที่เราเข้าเรียนค่ะ โดยถ้าเป็นสถาบันเอกชนที่เป็น recognised body หรือสถาบันที่ได้รับ public funding ซึ่งเป็น higher education institution  ก็มีโอกาสที่จะได้รับอนุญาตให้ทำงาน พาร์ทไทม์ ได้ สามารถเช็คชื่อสถาบันที่เป็น recognised body ได้จากลิงค์ด้านล่างนี้
– recognised body
สถาบันแบบ public funding ที่เป็น higher education institution
– England
– Wales
– Scotland
– Northern Ireland

อย่างไรก็ตาม ควรสอบถามจากเจ้าหน้าที่ของสถาบันให้แน่ใจก่อน เพื่อจะได้มั่นใจว่า เราจะไม่ทำผิดกฎและสูญเสียโอกาสทางการศึกษาที่สหราชอาณาจักรนอกจากนี้ เราสามารถเช็คได้จากหน้าวีซ่า Tier-4 ที่เป็นสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง หรือจาก bio-metric residence permit (BRP) ซึ่งจะมีข้อความคล้าย ๆ ด้างล่าง ที่ระบุว่าเราได้รับอนุญาตให้ทำงายพาร์ทไทม์ได้
– Work (and any changes) must be authorised
– Able to work as authorised by the Secretary of State
– Work as in Tier 4 Rules
– Restricted Work. P/T term time. F/T vacations
– Restricted work term time
– Work limited to max 20 hrs per week during term-time
– Work limited to max 10 hrs per week during term-time.

กรณีที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน อาจจะระบุข้อความตามด้านล่าง
– No work, or
– Work prohibited

จำนวนสูงสุดที่อนุญาตให้ทำงานได้ หากผู้ยื่นวีซ่าได้รับอนุมัติวีซ่าหลังจากวันที่ 3 สิงหาคม 2558
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในระดับปริญญา หรือสูงกว่า ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียน study abroad programme ในสถาบันการศึกษาแบบ overseas higher education institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้าคุณเรียนในหลักสูตรต่ำกว่าปริญญา ในสถาบันที่เป็น Higher Education Institution
– ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หากคุณได้รับอนุญาตให้ทำงานในระหว่างที่ถือวีซ่าแบบ Tier-4 Child

โปรดอย่าลืมตรวจสอบสิทธิการทำงานของท่าน จากหน้าสติ๊กเกอร์วีซ่านักเรียน Tier-4 หรือ BRP ของท่าน ซึ่งส่วนใหญ่จะระบุเงื่อนไขการได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.ukcisa.org.uk และ https://www.gov.uk

วีซ่านักเรียน อเมริกา (USA Student Visa, วีซ่าF1)

ไม่ได้รับสิทธิให้ทำงาน หากเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ 
หลักสูตรอื่น ที่ได้รับอนุญาต สามารถทำงานได้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ สามารถทำงานในวิทยาเขตที่ทำการศึกษาอยู่ได้
หากต้องการทำงานนอกวิทยาเขต จะต้องได้รับอนุญาตจาก International Student Office ของทางสถาบันก่อน ซึ่งการขอทำเรื่องทำงานนอกวิทยาเขตนั้น จะสามารถทำได้ หลังจากที่ผ่านการเรียนในภาคเรียนแรกไปแล้ว โดยการทำงานดังกล่าว จะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนด้วย อีกทั้งต้องได้รับการอนุมัติเป็นขั้นตอนจากทั้ง International Student Office ของสถาบันที่เรียน และ USCIS (หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐอเมริกา

วีซ่านักเรียน นิวซีแลนด์ (New Zealand Student Visa)

สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้

  1. ลงเรียนในหลักสูตรที่มีการฝึกงานเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร หรือ
  2. ระหว่างช่วงวันหยุดคริสต์มาส และวันหยุดปีใหม่ หากนักเรียน เรียนในหลักสูตรแบบเต็มเวลา และเรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน หรือ
  3. สามารถทำงานได้ 20 ช.ม. ต่อสัปดาห์ ระหว่างภาคเรียน  และเป็นนักเรียนเต็มเวลา โดยศึกษาอยู่ในสถาบัน Private Training Establishment or Tertiary Institution และเข้าเรียนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา หรือ
  4. สามารถทำงานได้ 20 ช.ม. ต่อสัปดาห์ ระหว่างภาคเรียน  และเป็นนักเรียนเต็มเวลา ที่ศึกษาในหลักสูตรที่ได้รับคะแนนในกลุ่มของ Skill Migrant หรือ
  5. นักเรียนที่ลงเรียนในระดับเกรด 12 หรือ 13 โดยได้รับใบอนุญาตจากทางสถาบัน และจากทางผู้ปกครอง หรือ
  6. เรียนแบบเต็มเวลามาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ในสถาบัน Private Training Establishment or Tertiary Institution และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องได้รับทราบว่า จุดมุ่งหมายในการไปเรียน คือ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และต้องมีผลสอบ IELTS Overall Band Score ตั้งแต่ 5.0 ขึ้นไป (แบบ General หรือ Academic ก็ได้) หรือ
  7. เรียนในระดับ Tertiary ในสถาบันที่ได้รับการรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีการศึกษา ด้วยการเป็น นักเรียนแลกเปลี่ยน ในโครงการ

วีซ่านักเรียน อิตาลี (Italy Student Visa)

ไปเรียนประเทศนี้คือ เที่ยวอย่างเดียวจ๊ะ วีซ่านักเรียนประเทศอิตาลีห้ามทำงานค่า

วีซ่านักเรียน ประเทศเยอรมัน (German Student visa)

นักศึกษาไทยที่ขอวีซ่านักเรียน เพื่อเรียนต่อในประเทศเยอรมัน และต้องการทำงาน part-time นักศึกษาจะสามารถทำงานได้ 120 วันสำหรับการทำงานแบบเต็มวัน หรือ 240 วันสำหรับการทำงานครึ่งวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่รวมกับการฝึกงานภาคบังคับของหลักสูตร (Compulsory Internship)

โดยการทำงานของนักศึกษาส่วนใหญ่จะได้ประมาณ 5-10 ยูโรต่อชั่วโมง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากนักศึกษาได้เข้าไปทำงานในสถานที่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ หรือในองค์กรที่อยากจะเข้าทำงาน นอกจากนี้หากนักศึกษาเข้าไปทำงานในเมืองใหญ่อย่าง มิวนิค, ฮัมบูร์ก หรือโคโลญจน์ ก็อาจจะได้ค่าตอบแทนที่มากกว่า

ตัวอย่างงาน part-time ของนักเรียน มีหลากหลายตัวอย่างไม่ว่าจะทำงานข้างนอก งานในมหาวิทยาลัย หรือการทำงานในช่วงวันหยุดอาทิเช่น เทศกาลคริสต์มาส เป็นต้น

วีซ่านักเรียน ประเทศฝรั่งเศส (France Student Visa)

วีซ่านักเรียนประเทศฝรั่งเศษสามารถทำงานเป็นแบบ part-time ได้สูงสุด 964 ชั่วโมงต่อปี

วีซ่านักเรียน สวิตเซอร์แลนด์ (วีซ่านักเรียนสวิส, Switzerland Student Visa)

วีซ่านักเรียนประเทศสวิสเซอแลนด์ก็ห้ามทำงานใด ๆ จ้า 

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

5 ข้อควรคิด ก่อนจะเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนที่ทำงาน

ดูจะเป็นเรื่องที่ปกติไปซะแล้ว สำหรับคนยุคใหม่ที่มักจะชอบเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่คนทุกคนจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่งานที่ทำอยู่นั้นเกิดความอิ่มตัว ก็อาจส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะมองหาความท้าทายใหม่ ๆ ต่อไป

แม้จะดูเป็นเรื่องทั่วไป แต่เอาเข้าจริงแล้วการมองหางานหรือที่ทำงานใหม่ก็เป็นเรื่องที่ควรต้องคิดไตร่ตรองให้ดี และต้องใช้เหตุผลในการพิจารณาหลายสิ่ง ทั้งด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่ค่อยจะดีนัก งานใหม่ที่เราหวังว่าจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นนั้นมันจะมีอยู่จริงรึเปล่า? เปลี่ยนที่ทำงานก็เท่ากับเปลี่ยนสังคม คุณพร้อมจะเปิดรับสังคมใหม่นั้นแล้วหรือยัง? ยาวไปถึงความน่าเชื่อถือในโปรไฟล์ของตัวคุณเอง การที่คุณเปลี่ยนงานบ่อยเกินไปก็อาจทำให้ผู้ประกอบการคิดได้ว่า คุณไม่มีความมั่นคงและไม่มีแรงจูงใจในการทำงานก็เป็นได้ ซึ่งจะกลายมาเป็นสาเหตุที่เขาไม่รับคุณเข้าทำงาน ฉะนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนงานในครั้งนี้ คงจะดีกว่าถ้าคุณได้พิจารณาถึง “แรงจูงใจในการเปลี่ยนงาน” ประกอบกับพิจารณาว่า แล้วสิ่งต่างๆ ที่คุณต้องการนั้นงานใหม่หรือที่ทำงานใหม่ “ให้คุณได้รึเปล่า?” และนี่ก็คือ ที่เรานำมาฝากกันค่ะ

  1. งานใหม่เป็นงานที่ชอบจริงหรือเปล่า? ก็เหมือนกับเวลาที่คุณหันมาตั้งคำถามกับงานปัจจุบันนั่นแหละ ว่าจริงๆ แล้วคุณรักที่จะทำมันหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ แล้วงานที่คุณจะไปทำมันตอบโจทย์ในข้อนี้ไหม หรือใครที่มองหาความท้าทาย อยากได้โจทย์ยากๆ อยากใช้ศักยภาพให้เต็มที่ ที่ทำงานใหม่ของคุณสามารถให้คุณได้หรือไม่
  2. ผลตอบแทนที่ได้ “คุ้มค่า” ไหม? ถ้าหากว่าเหตุผลในการเปลี่ยนงานของคุณคือ รายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ในการเปลี่ยนงานก็นับเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง ซึ่งคุณก็ต้องไปพิจารณาดูว่ารายได้จากงานใหม่ที่จะได้นั้นมันเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัวหรือไม่ เพื่อให้มันตรงกับสิ่งที่คุณคาดหวังเอาไว้ นอกจากนี้ ผลตอบแทนที่ว่ายังหมายความรวมไปถึง โอกาสการเติบโต ความก้าวหน้าในสายอาชีพ และเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญในการใช้ชีวิตด้วยนะคะ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เปลี่ยนงานเพราะปัญหารายได้ ก็จงอย่าลืมว่าถึงอย่างไรงานที่หนักขึ้น ท้าทายขึ้น ก็ควรตามมาซึ่งค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลเช่นกัน
  3. พร้อมเปิดรับสังคมใหม่แล้วหรือยัง? แม้เราจะรู้สึกเบื่อเพื่อนร่วมงานที่ชอบเอาหน้า เบื่อเจ้านายที่ชอบคนประจบประแจงสักเพียงใด พอถึงเวลาที่จะต้องออกจาก Comfort Zone ไปเจอกับความเปลี่ยนแปลงและสิ่งใหม่ๆ หลายคนก็มักกลัวที่จะก้าวข้ามไป ถ้าคุณเลือกที่จะเปลี่ยนงานด้วยปัญหาสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศ เพื่อนร่วมงาน วัฒนธรรมองค์กร แล้วล่ะก็ อย่าลืมเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจเอาไว้ด้วย เพราะที่สุดแล้วก็ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่าสังคมใหม่ที่ว่านี้ มันจะดีหรือแย่กว่าเก่า จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อเราได้เจอมันจริงๆ ค่ะ
  4. สมดุลชีวิตจะดีขึ้นหรือไม่? บางทีแค่เหตุผล (ที่ดู) โง่ๆ อย่างการเปลี่ยนที่ทำงานให้ใกล้บ้านมากขึ้น ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่าเหตุผลมากมายมารวมกันซะอีก แน่นอนว่าถ้ามันจะช่วยให้ชีวิตของคุณมีสมดุลที่ดีขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยตื่นแต่เช้า ฝ่ารถติดเพื่อไปทำงาน ต้องเผชิญสภาวะสุขภาพที่ทรุดโทรม ทั้งเครียด ทั้งป่วย ถ้าเป็นแบบนี้ เงินมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้สุขภาพของคุณกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้ 100% หรอกค่ะ
  5. เป้าหมายของชีวิตของคุณคืออะไร? ข้อสุดท้ายนี้ คำตอบของคุณอาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องงานเลยก็ได้ แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรจะทบทวนกับตัวเอง เพราะคนเราทุกคนใช้เวลาทำงานอย่างน้อยก็ 1 ใน 3 ของวันเข้าไปแล้ว ถ้าเวลาที่เสียไปทั้งหมดนั้นมันไม่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ ชีวิตก็คงจะห่อเหี่ยวน่าดูเลย เพราะฉะนั้นแล้ว การมองหาคุณค่าจากการทำงานในทุกๆ วันนั่นแหละ ที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขอย่างแท้จริง

แต่แอดมินว่า บางครั้ง การลองรับงานพิเศษ งานเสริม ที่ใช้ทักษะความสามารถนอกเวลางานประจำอาจทำให้เรารู้ว่า เป้าหมายชีวิตที่เราต้องการคืออะไร นอกจากจะช่วยให้เรา หาทางปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นแล้ว คุณอาจจะได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่จะช่วยให้คุณได้ทั้งทักษะเพิ่ม สังคมเพิ่ม และงานเพิ่มด้วยค่ะ ลองประกาศรับงานกับ tasknjoy (ฟรี) ดูนะคะ ^^

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ต้องขอใบอนุญาตหรือไม่ และหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาตเป็นอย่างไร

เจ้าของห้องพักขนาดเล็กหลายท่านสงสัยว่า ห้องพักของคุณจะต้องไปดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมหรือไม่ และหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาตเป็นอย่างไร วันนี้ผมนำหลักเกณฑ์ห้องพักที่อยู่ในข่ายที่จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมมาให้พิจารณากันครับ

ตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2551    ข้อ 1 ระบุไว้ดังนี้ “ให้สถานที่พักที่มีจํานวนห้องพักในอาคารเดียวกันหรือหลายอาคารรวมกันไม่เกินสี่ห้องและมีจํานวนผู้พักรวมกันทั้งหมดไม่เกินยี่สิบคน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสําหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเพื่อหารายได้เสริมและได้แจ้งให้นายทะเบียนทราบตามแบบที่รัฐมนตรีกําหนด ไม่เป็นโรงแรมตาม (๓) ของบทนิยามคําว่า “โรงแรม” ในมาตรา ๔”

ดังนั้น ถ้าคุณเป็นเจ้าของที่พักที่มีห้องพักไว้รับรองลูกค้าไม่เกิน 4 ห้อง และสามารถรับรองลูกค้าได้ครั้งละไม่เกิน 20 คน คุณก็ไม่ต้องไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

แต่อย่างไรก็ตาม กรมการปกครอง กำหนดให้สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ตาม กฎกระทรวงฯ จะต้องดำเนินการจดแจ้งสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม กับกรมการปกครอง โดยคุณสามารถดาวโหลดแบบฟอร์มแบบหนังสือแจ้งสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม พร้อมแนบเอกสารและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้

รายการเอกสารและหลักฐานประกอบการจดแจ้ง

  1. ทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้าน 1 =6f
  2. หนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดิน 1 ชุด
  3. หลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของอาคาร หรือหนังสือแสดงความยินยอมให้ใช้อาคารหรือสถานที่ที่ขออนุญาตประกอบกิจการพาณิชย์ในกรณีที่อาคารหรือสถานที่นั้นเป็นของผู้อื่น 1 ชุด
  4. แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานที่พักโดยสังเขป 1 ชุด
  5. สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน 1 ชุด

คุณสมบัติของผู้ที่จะขอรับแบบหนังสือแจ้งสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม

  1. มีสัญชาติไทย
  2. มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
  3. มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย
  4. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
  5. ไม่เป็นบุคคลคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  6. ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
  7. ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
  8. ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต
  9. ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตโดยเหตุอื่นที่มิใช่เหตุตาม (6) แต่เวลาได้ล่วงพ้นมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี

แจ้งสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม

  • เขตกรุงเทพมหานคร ยื่นคำขอได้ที่ ส่วนรักษาความสงบเรียบร้อย 3 สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง (วังไชยา) ถนนนครสวรรค์ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โทร 02-3569559
  • ต่างจังหวัด ยื่นคำขอได้ที่ ที่ว่าการอำเภอที่สถานที่พักนั้นตั้งอยู่

ระยะเวลา

  • ระยะเวลาในการดำเนินการรวม : 40 วัน

ขั้นตอน

  1. การตรวจสอบเอกสาร ผู้ประกอบการยื่นคำขอแบบหนังสือแจ้งสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ใช้เวลา 1 วัน
  2. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบพิจารณาตรวจสอบข้อมูล ใช้เวลา 4 วัน
  3. จัดเจ้าหน้าที่ไปตรวจสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบประวัติ และอนุมัติลงนามหนังสือแจ้งสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ใช้เวลา 35 วัน

บทลงโทษ

  • หากผู้ให้บริการที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ไม่จดแจ้งมีความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ. โรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 ประกอบ 59

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

วีซ่าผู้ติดตาม อเมริกา

คู่สมรสและ/หรือบุตรที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี (ที่มีสถานภาพโสด) สามารถขอวีซ่าเพื่อติดตามผู้ถือวีซ่าหลักไปพำนักอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ แต่อย่างไรก็ดี โปรดทราบว่าผู้ปกครองของผู้ถือวีซ่าประเภท F หรือ M จะไม่มีสิทธิ์ในการขอวีซ่าติดตามนี้ได้
สมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้มีความประสงค์จะอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริการ่วมกับผู้ถือวีซ่าหลัก แต่ต้องการไปเยี่ยมเพียงเพื่อการพักผ่อนเท่านั้น สามารถยื่นคำร้องขอวีซ่าเยี่ยมเยียน (B-2) ได้
คู่สมรสและผู้ติดตามจะไม่สามารถทำงานระหว่างที่พำนักอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขณะที่ถือวีซ่าผู้ติดติดตามประเภท F หรือ M ในกรณีที่คู่สมรส/บุตรของท่านมีความประสงค์จะทำงาน จะต้องขอยื่นขอวีซ่าสำหรับการทำงานให้ถูกประเภท
เอกสารประกอบในการยื่นคำร้องขอวีซ่าสำหรับผู้ติดตาม
ผู้สมัครที่มีผู้ติดตามต้องแสดงเอกสารดังต่อไปนี้
  • หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือวีซ่านักเรียนกับคู่สมรสและ/หรือบุตร (เช่น ใบสำคัญการสมรสและสูติบัตร)
  • โดยทั่วไปสมาชิกในครอบครัวควรเลือกยื่นคำร้องขอวีซ่าพร้อมกัน แต่ในกรณีที่คู่สมรสและ/หรือบุตรต้องยื่นคำร้องเองในภายหลัง คู่สมรสและ/หรือบุตรควรนำสำเนาหนังสือเดินทางและวีซ่าของผู้ถือวีซ่านักเรียนหลักติดตัวมาพร้อมกับเอกสารที่กำหนดไว้ทั้งหมดอื่น ๆ ด้วย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

7 ต้นตอแห่งความขี้เกียจ

  1. ไร้แรงจูงใจ แรงจูงใจคือเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง คนที่ไร้เป้าหมายในชีวิต ก็ไม่แปลกอะไรที่จะใช้ชีวิตทิ้งไปวันๆ หรือทำอะไรไปโดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะได้รับ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะ “ทำไปทำไม” ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นนี่แหละที่จะทำให้เรารู้สึกขี้เกียจ ขี้เกียจเพราะไม่เจอเหตุผล หรือผลตอบแทนในสิ่งที่จะทำ
  2. ความอ่อนเพลียสะสม เป็นอาการของคนที่ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เมื่อมีวันหยุดทั้งทีก็มักจะอยากลมตัวลงนอน อาการขี้เกียจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่การแก้ปัญหาที่ดีมากว่าคือ คุณน่าจะลองบริหารจัดการเวลาและการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม ทำงานให้เสร็จในเวลางาน หมดเวลาทำงานแล้วก็พักผ่อนให้เต็มที่ น่าจะดีกว่าการหักโหมแล้วมาพักเอาในวันหยุดสุดสัปดาห์
  3. การโฟกัสหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน เคยได้ยินไหมคำที่ว่า “แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว” การใช้ความคิดไปกับอะไรหนักๆ จะทำให้เราสูญเสียพลังงานได้จริงๆ ค่ะ แล้วยิ่งถ้ามีเรื่องเครียดๆ ให้คิดหลายเรื่องไปอีก ก็อาจจะทำให้เราหมดพลังในการทำสิ่งต่างๆ ลงไปได้มาก ลองจัดลำดับความสำคัญ แล้วค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ ให้จบไปทีละอย่างน่าจะช่วยได้ค่ะ
  4. ร่างกายที่ไม่แข็งแรง ลองสังเกตดูว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะมีความแอคีฟมากกว่าคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย เพราะการออกกำลังกายนั้น ทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดร์ฟิน ซึ่งจะช่วยให้อารมณ์ดี และกระตุ้นให้คุณรู้สึกตื่นตัว นอกจากนี้ในทางจิตวิทยานั้นการที่คุณพยายามบังคับให้ตัวเองไปออกกำลังกายเป้นประจำได้ก็เท่ากับว่าคุณเอาชนะความขี้เกียจไปได้สเต็ปนึงแล้วล่ะ
  5. อะไร ๆ ก็ “เดี๋ยวก่อน” เดี๋ยวค่อยทำ เดี๋ยวค่อยไป สารพัดเดี๋ยว นี่แหละคำที่ช่วยกระตุ้นตัวขี้เกียจและกำจัดความขยันแบบสุดๆ ถ้าคุณยังขืนสร้างข้ออ้างให้กับตัวเองได้ตลอดจนเคยชินไปเรื่อยๆ แบบนี้ต่อไป มีหวังไม่ได้ทำอะไรกันพอดี ดังนั้น ถ้าคิดจะทำอะไรแล้วก็ลงมือทำไปเลยค่ะ ไม่ต้อง “เดี๋ยว” ไม่ต้อง “จะ” ไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้
  6. อยู่ท่ามกลางคนคิดลบ สภาพแวดล้อมเองก็มีส่วนสำคัญไม่ต่างจากปัจจัยภายในตัวเราค่ะ คนที่มีทัศนคติในแง่ลบกับทุกเรื่อง เราคิดจะทำอะไรก็เป็นต้องห้ามไปหมด หรือทำนายทายทักแต่ในสิ่งที่ไม่ดี บางครั้งก็อาจจะลดความมั่นใจของเราลงไปได้เหมือนกัน ทำให้เราไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรสักที นานเข้าๆ ก็กลายเป็นความขี้เกียจไปซะงั้น สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องเชื่อมั่นในตัวเอง และถ้าจะให้ดีก็เอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นเถอะค่ะ
  7. นอนดึก ตื่นสาย สาเหตุหลัก ๆ เลยที่จะทำให้ร่างกายของเราไม่ตื่นตัว เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ สมองจะประมวลผลได้ช้า ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แถมถ้าเราตื่นสาย พอตื่นมาปุ๊บก็ต้องเจอกับความวุ่นวายเลยเพราะต้องรีบลนเตรียมตัวไปทำงาน การที่ต้องเจอกับบรรยากาศรถติด แดดร้อน ตั้งแต่ตอนตื่นขึ้นมาทำให้รู้สึกไม่สดชื่น แถมเวลาที่เหลือในแต่ละวันก็จะน้อยลง ดูนาฬิกาแต่ละครั้งก็ตกใจว่าทำไมเวลามันผ่านไปไวจัง ความรู้สึกอยากทำสิ่งต่างๆ ก็จะลดลงไป เพราะเราคิดว่าอีกเดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว รู้แบบนี้ ก็หันมาตื่นเช้ากันดีกว่า

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

การแจ้งผู้เข้าพัก (ร.ร. 4) และแจ้งที่พักชาวต่างชาติ (ตม. 30)

การบริหารธุรกิจโรงแรม ห้องพัก มีหลายเรื่องทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องนอกจากการขอใบอนุญาตต่างๆ ทั้ง ใบอนุญาตก่อสร้าง ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม กว่าจะได้มา หลายๆโรงแรมก็ใช้เวลาและใช้ความวิริยอุตสาหะน่าดูเหมือนกันนะครับ แต่เมื่อโรงแรมของเราเปิดกิจการไปแล้ว การดำเนินกิจการให้ราบรื่นตลอดเวลานั้นแสนยากยิ่งกว่า มีอีกหลายสิ่งที่ผู้บริหารโรงแรมจำเป็นต้องทราบ รวมถึงเรื่องการผู้เข้าพัก (ร.ร.4) และการแจ้งที่พักชาวต่างชาติ (ตม.30) ด้วยครับ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งที่พักและการแจ้งผู้เข้าพักชาวต่างชาติ มี 2 ฉบับด้วยกัน คือ มาตรา 35และ36 ของพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 และมาตรา 38 ของ  พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ดังนี้

พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547

มาตรา 35 กำหนดให้โรงแรมต้องจัดให้มีการบันทึกรายการต่างๆ เกี่ยวกับผู้พักและจํานวนผู้พักในแต่ละห้องลงในบัตรทะเบียนผู้พัก (ร.ร. 3) ในทันทีที่มีการเข้าพัก และนําไปบันทึกลงในทะเบียนผู้พัก (ร.ร. 4) ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมีการลงทะเบียนเข้าพัก

มาตรา 36 ผู้จัดการต้องส่งสําเนาทะเบียนผู้พัก (ร.ร. 4) ในแต่ละวันไปให้นายทะเบียนทุกสัปดาห์

(บทกำหนดโทษ: หากทางโรงแรม ไม่บันทึกรายการตางๆลงในบัตรทะเบียนผู้เข้าพัก รร.3 และไม่บันทึกลงใน รร4. ต้องระวางโทษ ปรับทางปกครองตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท นอกจากนั้น หากไม่นำสำเนา รร.4 ส่งให้กับทะเบียนทุกสัปดาห์ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท)

พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522

มาตรา 38 กำหนดให้สถานที่ทุกประเภทที่ให้ที่พักอาศัยชาวต่างชาติ ต้องแจ้งข้อมูลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ทราบภายใน 24 ชม. หลังเข้าพัก

(บทกำหนดโทษ: หากโรงแรมไม่ทำการแจ้งผู้เข้าพักชาวต่างชาติภายใน 24 ชม. ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท แต่ถ้าผู้นั้นเป็นผู้จัดการโรงแรม ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท)

จากพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ จะเห็นว่า พนักงาน Front Office หรือโรงแรมจะต้องปฏิบัติดังนี้ เมื่อมีผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ จะต้องจัดทำใบ ร.ร.4 ตามรูปแบบที่กรมการปกครองกำหนดนำส่งให้นายทะเบียนที่ฝ่ายปกครอง เช่น อำเภอหรือเขตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือจัดทำเป็น Excel ที่มีข้อมูลครบถ้วยยื่นผ่านระบบของกรมการปกครองสัปดาห์ ละ 1 ครั้ง คลิกเพื่อดูการนำส่งข้อมูลทะเบียนผู้เข้าพัก (รร4) ทางอิเล็กทรอนิกส์

ทะเบียนผู้พักให้ใช้ตามแบบ ร.ร.3 (สามารถจัดทำเป็น A4 ได้)

บันทึกทะเบียนผู้พัก แบบ ร.ร.4

สำหรับการแจ้งผู้เข้าพัก นั้น คุณไม่จำเป็นจะต้องแจ้งครบทุกคนที่เข้าพักในห้องนั้นๆ คุณสามารถแจ้งเป็นตัวแทนห้องละ 1 คนก็ได้ แต่ในรายงานของแต่ละวันจะต้องมีข้อมูลของผู้เข้าพักท่านนั้นไปทุกๆ วันไปจนกว่าจะเช็คเอาท์ไม่ใช่ลงแค่วันที่เช็คอิน (ในระบบ INNkeeper ของ CiMSO คุณสามารถทำแบบฟอร์ม Excel ที่คุณต้องการและดาวโหลดรายงานออกมาเพิ่อใช้แนบกับของกรมการปกครองได้อย่างง่ายดาย)

นอกจากนั้น ในกรณ๊ที่ผู้เข้าพักของคุณเป็นคนต่างชาติ นอกจากคุณจะต้องทำทะเบียนผู้เข้าพัก ตามแบบ รร.4 แล้ว คุณยังต้องแจ้งที่พักคนต่างด้าว ด้วยฟอร์ม ตม.30 ไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ทราบภายใน 24 ชม. หลังเข้าพัก ซึ่งคุณสามารถทำใบ ตม. 30 ในรูปแบบไฟล์ MS Excel ของผู้เข้าพักที่เป็นชาวต่างชาติทุกคนและนำส่งในระบบออนไลน์ของสตม. เอง ภายใน 24 ชั่วโมง การแจ้งจะแจ้งเพียงครั้งเดียวในวันที่เช็คอินแต่ต้องระบุว่าเช็คเอาท์เมื่อไหร่  (เช่นเดียวกัน ในระบบ INNkeeper ของ CiMSO คุณสามารถทำแบบฟอร์ม Excel ที่คุณต้องการและดาวโหลดรายงานออกมาเพิ่อใช้แนบกับของกรมการปกครองได้อย่างง่ายดาย)

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com