มารู้จักทราเวลแพนเนอร์กัน (Travel Planner)

ในยุคที่การทำงานมีการแข่งขันสูง และหลายๆคนใช้เวลาไปกับการทำงานจนแทบไม่มีเวลาจัดแผนการเดินทาง หรือแผนการท่องเที่ยวให้กับตัวเอง พอถึงวันหยุดแล้วกลับไม่รู้จะไปไหนดี ชีวิตแบบนี้มันเพลียใช่ไหมคะ? มารู้จักกับ “Travel Planner” (ทราเวลแพลนเนอร์) ผู้ที่จะช่วยให้คุณได้ท่องเที่ยว แบบคนอื่น ๆ และได้สัมผัสประสบการณ์แบบกูรูที่คุณเลือกเส้นทางการเดินทางได้ราวกับคุณจัดการทุกอย่างมาดี

ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ (Freelance Travel Planner) คือ ที่ปรึกษาทางด้านการเดินทางอิสระ ที่เป็นกูรูทางด้านการเดินทางและการจัดแผนการท่องเที่ยว ซึ่งจริงๆแล้วทำงานเหมือนกับบริษัทกรุ๊ปทัวร์อื่น ๆ แต่ ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ (Freelance Travel Planner) ไม่ได้ทำงานให้กับกรุ๊ปทัวร์หรือโครงการ แต่ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์มีทักษะ ในการจองตั๋ว การจองที่ท่องเที่ยว และความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสถานที่ที่คุณจะไปจริง ๆ

ที่ปรึกษาด้านการเดินทางอิสระ หรือ ทราเวลแพลนเนอร์   จะทำงานตามความต้องการงบประมาณและข้อกำหนดของลูกค้า โดยเรียกเก็บค่าบริการสำหรับการให้บริการจัดทริป ฟรีแลนซ์ ทราเวล แพลนเนอร์ อาจทำงานคนเดียวหรืออาจทำงานเป็นทีมที่ปรึกษาให้แก่ลูกค้าก็ได้

หน้าที่ของฟรีแลนซ์ ทราเวล แพลเนอร์ (Freelance Travel Planner)

ในฐานะที่ปรึกษาด้านการเดินทางอิสระ หรือ ฟรีแลนซ์ ทราเวล แพลเนอร์ (Freelance Travel Planner)  คุณจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบหลายอย่าง เช่น

  • ช่วยลูกค้าเลือกจองและวางแผนการเดินทางตลอดทริป
  • แนะนำสถานที่ต่าง ๆ (ที่กิน ที่เที่ยว ที่พัก บางเคสอาจจะแถม มุมถ่ายรปด้วย 555) โดยต้องปรึกษาลูกค้าเกี่ยวกับทางเลือกหรือความชอบของลูกค้า
  • สำคัญสุด ๆ คือ ต้องทำงานภายใต้งบประมาณที่ลูกค้ากำหนด ไม่งั้นทริปไม่เกิดแหง ๆ
  • จองตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ รถประจำทางและวิธีการขนส่งอื่น ๆ ให้ลูกค้า
  • จองโรงแรมและจองตั๋วสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่นของจุดหมายปลายทาง
  • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับหนังสือเดินทางและวีซ่า รวมถึงช่วยในการขอวีซ่า
  • หาและซื้อประกันการเดินทาง
  • ช่วยลูกค้า ต่อรองเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดเวลาจองโรงแรมและร้านอาหาร
  • ช่วยจัดสรรงบประมาณ ชำระค่าบริการ ค่าจ้างต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนการเดินทาง รวมถึงตอบคำถามลูกค้า (ต้องอดทนและดีเทลมากมว๊ากกกก)

ทักษะความสามารถที่ ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ ต้องมี

ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็น ทราเวลาแพลนเนอร์ หรือ ที่ปรึกาการเดินทางอิสระได้นะจ๊ะ แต่ทราเวลแพลนเนอร์ที่ประสบความสำเร็จ จะต้องมีทักษะความสามารถอย่างน้อย ดังนี้ :

  • การสื่อสารยอดเยี่ยม: ที่ปรึกษาด้านการเดินทางที่ทำงานบนพื้นฐานของความเป็นอิสระ จึงต้องมีทักษะในการสื่อสารกับคนอื่น นอกจากการสื่อสารกับลูกค้าตัวเองแล้วยังต้องสื่อสารกับซัพพลายเอร์ต่างๆ และยังต้องมีฝีมือในการเจรจา ต่อรอง โน้มน้าวขั้นเทพอีกด้วย
  • การคำนวณยอดเยี่ยม: ใครจะไปคิดว่าอาชีพฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ จะต้องมีทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ดี แต่อ่านไม่ผิดค่ะ คุณต้องมีทักษะในด้านการคำนวณและการบัญชีที่ดี เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการวางแผนภายใต้งบประมาณ (อย่าลืมว่า งบเหลือแค่ไหน ก็แถมให้ลูกค้าได้เท่านั้น และเมื่อลูกค้าได้ของแถมจนพอใจแล้ว งานหน้า งานใหม่ และลูกค้ารายใหม่ๆก็จะตามมาจ้า)
  • วิจัยยอดเยี่ยม: ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และการวิจัยทางอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญที่ ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ ต้องมี
  • ชอบเที่ยว: คุณเรียกตัวเองว่า ทราเวลแพนเนอร์ใช่ไหม? แน่นอนว่าอาชีพคุณย่อมต้องมาจากความชื่นชอบในการเดินทางและความชอบในการบริหารจัดการ การวางแผนการเดินทางเป็นสิ่งที่จำเป็นขั้นแรกของคุณ
  • ภาษาเริด: ความชำนาญในภาษาต่างประเทศหรือภาษาท้องถิ่นบางภาษาช่วยให้สามารถทำงานได้ดีในงานประเภทนี้ซึ่งต้องการการสื่อสารกับผู้คนจากเมืองและประเทศต่าง ๆ

ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จในฐานะที่ปรึกษาด้านการเดินทางอิสระ หรือ ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์

ในฐานะที่ปรึกษาด้านการเดินทางอิสระหรือฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์  คุณควรพยายามมองหาลูกค้ามากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณงานและทำให้ได้กำไรมากขึ้น การที่คุณจะประสบความสำเร็จในด้านนี้ได้นั้น คุณจะต้องให้บริการลูกค้า โดยที่ลูกค้าได้สิ่งที่กำลังมองหาในอัตราที่ดีที่สุดและอยู่ในงบหรือไม่เกินงบจนมากเกินไป ซึ่งคุณจะต้องทำได้ดีกว่า Travel Agent (ตัวแทนการท่องเที่ยว) คำแนะนำของ tasknjoy สำหรับหนทางการเป็น ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ ที่ประสบความสำเร็จ คือ

  • การให้ความรู้เกี่ยวกับจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวใหม่และที่กำลังจะมาถึงอย่างต่อเนื่องแนะนำสถานที่ที่แปลกใหม่ให้กับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าเลือกคุณ แทนที่จะมองว่าคุณเป็นแค่อีกหนึ่งตัวแทนทั่วไปที่มากับสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมทั่วไป
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเจรจากับโรงแรมได้ดี เพื่อให้คุณได้รับผลกำไรมากขึ้น กว่าข้อตกลงระหว่างลูกค้ากับโรงแรม
  • ทำการตลาดด้วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและควรใช้สื่อสังคมออนไลน์การตลาดสื่อสังคมออนไลน์เป็นแหล่งที่มาของการตลาดและการส่งเสริมธุรกิจของคุณ
  • หางานทำในเว็บไซต์ freelancing (อย่าง tasknjoy)
  • พยายามพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับบริการเที่ยวบินทั่วไป โรงแรมยอดนิยมและสถานที่อื่น ๆ ที่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า

ค่าตอบแทนเฉลี่ย

ที่ปรึกษาด้านการเดินทางอิสระหรือ ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์  สามารถเรียกค่าบริการได้ 2 แบบ คือ

  1. ค่าบริการคงที่
  2. คำนวณจากบริการที่คุณเสนอ

ซึ่งในทั้ง 2 กรณี เงินเดือนเฉลี่ยที่คุณคาดว่าจะได้รับคือ 40,000 – 50,000 บาทต่อเดือน

การหางาน

ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ ส่วนใหญ่ ใช้วิธีสร้างเพจกับ facebook และทำคอนเทนต์ดี ๆ ผ่าน blog ท่องเที่ยวของตัวเอง ซึ่งก็อาจจะดูเหมือนว่าโอเคแล้ว แต่สำหรับลูกค้า การค้นเจอ ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ 10 เจ้าพร้อมกันบนเฟสบุค ทำให้เกิดความไม่แน่ใจในการว่าจ้าง เพราะไม่แน่ใจว่าจะเลือกจ้างฟรีแลนซ์คนไหนดี จะนัดเข้าพบทุกคนก็ไม่น่าจะใช่ทางออกที่ดีสำหรับลูกค้าที่งานยุ่ง และอาชีพ ฟรีแลนซ์ ทราเวลแพลนเนอร์ เป็นอาชีพที่สามารถทำทุกอย่างผ่านออนไลน์ได้ ดังนั้นคุณควรสมัครเว็บไซต์ ที่คุณสามารถหางาน ฟรีแลนซ์ ทราเวลาแพลนเนอร์ หรือที่ปรึกษาด้านการเดินทางอิสระ เช่น tasknjoy, Up-work, peopleperhour ไปพร้อมกับการพัฒนาบล็อกของคุณ เพราะหากบล็อกของคุณดีพอที่จะดึงดูดการเข้าชมจำนวนมากได้ จะสะท้อนถึงจำนวนลูกค้าที่คุณมีและรายได้ที่คุณจะได้แบบเต็มกระเป๋าเลยล่ะค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

มารู้จัก Central Reservation Office (CRO) หรือระบบ Booking จากส่วนกลางกัน

ระบบ Central Reservation Office (CRO) คือ ระบบที่เป็นศูนย์กลางของการสำรองห้องพักของโรงแรมโดยใช้คอมพิวเตอร์ ที่จะช่วยทำหน้าที่ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการจองห้องพักโรงแรมในด้านต่างๆ ที่ใช้งานได้ผ่านระบบออนไลน์ และมีลักษณะการทำงานแบบ Real Time ช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดจำหน่ายห้องพักได้เป็นอย่างดี ระบบ CRO ส่วนมากจะสามารถทำงานแบบ Offline ด้วย คือสามารถใช้กับสำนักงานรับจองทางโทรศัพท์  และการสื่อสารทางอื่นๆ ที่มีพนักงานไว้คอยให้บริการได้อีกด้วยครับ

โดยหลักการแล้ว CRO จะเป็นระบบที่ทางโรงแรมนำเอา Room Inventory ของโรงแรมมาใส่ไว้ทั้งหมด และมีการกำหนด Rate Structure หรือ Rate Tier สำหรับขายให้กับทุก Market Segment ช่วยให้สำนักงานตัวแทนในการขายห้องพัก (TA-TO – Travel Agent) ที่ได้รับการแต่งตั้งมอบหมายเข้าไปหาข้อมูล และขายผ่านทางช่องทางต่างๆ ในแนวทางเดียวกันได้ทั่วโลก

ระบบ CRO ที่มีประสิทธิภาพอย่างระบบของ CiMSO สามารถที่จะทำการเชื่อมโยงข้อมูลการสำรองห้องพักกับระบบ PMS ได้ในลักษณะของการเชื่อมโยงแบบ 2 ทาง กล่าวคือ

  1. ระบบจะสามารถนำข้อมูลจาก PMS หรือ Front Office ของทางโรงแรมออกไปใช้งานได้
  2. ระบบจะสามารถทำการปรับปรุงข้อมูลของระบบ PMS ได้ด้วยเช่นกัน

ระบบ CRO ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ PMS ในลักษณะ 2 ทางนี้ จะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงานของพนักงานและลดความผิดพลาดของการทำงานของพนักงานลงไปได้เป็นอย่างมาก เพราะการทำงานจะเป็นไปในลักษณะของ Single Entry ที่ผู้ทำรายการเพียงครั้งเดียว ผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ CRO และ  PMS อื่นๆ ก็สามารถนำเอาข้อมูลดังกล่าวไปใช้งานร่วมกันได้ในทันที นอกจากนั้นระบบ CRO ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อระบบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น Back Office, Channel Manager เป็นต้น โดยเฉพาะ การเชื่อมกับระบบ Channel Manager ในการจัดจำหน่ายห้องพักผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายห้องพักออนไลน์อื่นๆ ได้ด้วยเช่น GDS, IDS, OTAs เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการจองห้องพักจาก CRO เพียงจุดเดียว ทั้งนี้จะทำให้การบริหารจัดการโรงแรมมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

ระบบ CRO ของ CiMSO รองรับการทำงานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. การบริหารการจองห้องพักและราคาค่าห้องพัก
    • เพิ่ม แก้ไข และยกเลิกการจองห้องพักได้
    • กำหนดราคาค่าห้องพักมาตรฐาน ราคาแพคเกจต่าง ๆ ราคากรุ๊ป และราคาที่เกิดจากการต่อรอง (Negotiation Rates) สำหรับใช้กับลูกค้าแต่ละรายได้
    • มีตารางราคา (Rate Grid) ไว้ให้เรียกมาดูและนำไปใช้งานได้
    • บริหารคิวผู้ของ (Waiting list) ได้
  2. การบริหารจัดการข้อมูลของลูกค้า (Customer Profile)
    • สามารถติดตามตรวจสอบประวัติลูกค้าที่เป็นสมาชิก หรือลูกค้าเก่าได้
    • มีคำอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายค่า Commissions สำหรับลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย หรือแหล่งที่มาของการจองของลูกค้าแต่ละรายไว้อย่างชัดเจน
    • แสดงประวัติ สถิติการใช้บริการในอดีต และการจองสำหรับการใช้บริการในอนาคตของลูกค้าแต่ละรายได้
  3. การจองแบบหมู่คณะ (Group Booking) และการกันห้องไว้เพื่อการจำหน่าย
    • ควบคุมการจองห้องพักสำหรับหมู่คณะได้
    • บริหารจัดการ Room Allotment และ Cut Off Date/Days ผ่านระบบได้
    • กันห้องพักในลักษณะ Super Group Blocks สำหรับการจองห้องพักแบบหมู่คณะเดียว ในโรงแรมหลายๆ แห่งในระบบเดียวกัน หรือหลายๆ ครั้งที่เข้าพักได้
  4. การจัดการเกี่ยวกับการจอง
    • Transaction activity by agent and CRO
    • สร้างเอกสารยืนยันการจอง หรือเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งผ่านระบบออนไลน์ หรือทาง แฟกซ์ จากระบบส่งถึงลูกค้าโดยอัตโนมัติ
    • ติดตามตรวจสอบแหล่งที่มาของการจองที่มีราคาที่แตกต่างกันได้
  5. การออกรายงาน (Report)
    • รายงานคาดการณ์การเข้าพักในแต่ละวัน (Expected Arrivals)
    • รายงานกิจกรรมเกี่ยวกับการจองทั้งหมด (Total Booking Activity)
    • รายงานสรุปกิจกรรมการจองประจำเดือน (Monthly Booking Activity Summary)
    • รายงานสรุปกิจกรรมการจองประจำวัน (Daily Booking Activity Summary)
    • รายงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจอง

ข้อดีของการนำระบบ Central Reservation Office (CRO) มาใช้ ก็คือ

  1. World Wide Accessibility – ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้สะดวก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ ของการทำธุรกิจโรงแรม เพราะนอกจากจะช่วยให้โรงแรมของคุณมีลูกค้ามากขึ้นแล้ว ยังทำให้เว็บไซต์โรงแรมของคุณได้เปรียบคู่แข่งขันอีกด้วย
  2. Boost Online sale – ระบบ CRO จะช่วยสนับสนุนการตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ ทั้งระบบออนไลน์ และระบบเครือข่าย คุณมั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน ยิ่งถ้าคุณไป integrate กับฟังก์ชั่น Channel manager ยิ่งทำให้คุณมีดอกาสขายห้องพักได้มากขึ้นครับ
  3. Real Time System – ระบบจองห้องพักแบบ Real-time จะทำให้ลูกค้าสามารถเช็คสถานะห้องว่างของโรงแรมได้โดยทันที ทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจทำการจองได้อย่างรวดเร็ว
  4. Payment Integrated – หากระบบผูกกับการชำระเงินออนไลน์สนับสนุนการชำระเงินหลายข่องทาง ทั้งแบบ Online และ Offline

เท่านี้คุณก็เข้าใจข้อมูลและเห็นข้อดีของการใช้  Central Reservation Office (CRO) กันแล้วนะครับ หากคุณทำงานในตำแหน่ง sale ของโรงแรม ก็อย่าลืมศึกษาและหามาใช้กันนะครับ

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

การทำวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย

ออสเตรเลียขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศนึงที่วีซ่าไม่ยาก เพราะขั้นตอนของการขอวีซ่าค่อนข้างตรงไปตรงมา เพียงแค่น้องๆจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุไว้เท่านั้น  โดยวีซ่านักเรียนของประเทศออสเตรเลียสามารถใช้ในการทำงาน Part-time ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าทำงานเพิ่มด้วย

วีซ่านักเรียนของประเทศออสเตรเลียมีแบบเดียวคือ วีซ่านักเรียน (ประเภท 500) โดยน้องๆสามารถใช้ฟอร์มนี้ยื่นขอวีซ่านักเรียนได้ไม่ต้องคำนึงถึงสาขาวิชาที่จะไปศึกษา และการยื่นขอวีซ่านักเรียนทุกคนจะต้องยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ ImmiAccount เท่านั้น

หมายเหตุ หลังจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 สมาชิกในครอบครัวของผู้ถือวีซ่านักเรียน (ประเภท570-576) จะต้องยื่นขอวีซ่าประเภท 500 ถ้าต้องการที่จะติดตามครอบครัวไปในประเทศออสเตรเลีย

เอกสารที่ใช้สมัครวีซ่าออสเตรเลีย

  1. แบบฟอร์มใบสมัครขอวีซ่าที่กรอกข้อความครบถ้วนแล้ว (ประเภท 500)
  2. หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีอายุการใช้งานได้อย่างน้อย 6 เดือน หรือเท่ากับระยะเวลาในหลักสูตร พร้อมเซ็นสำเนารับรองถูกต้อง
  3. หลักฐานการยืนยันการลงทะเบียนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Comfirmation of Enrollment : eCOE) ซึ่งสถาบันการศึกษาที่น้องๆเลือกสมัครเรียนจะเป็นผู้จัดส่งมาให้หลังจากที่น้องๆได้ชำระค่าเล่าเรียนหลักสูตรที่ต้องการแล้ว
  4. หลักฐานการจ่ายค่าประกันสุขภาพของนักเรียน  (Overseas Student Health Cover – OSHC) ซึ่งน้องๆจะต้องรับใบแบบฟอร์มตรวจสุขภาพจากทางสถานฑูตออสเตรเลีย ซึ่งจะระบุโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองไว้ เพื่อไปทำการตรวจสุขภาพ โดยผลการตรวจสุขภาพทางโรงพยาบาลจะเป็นผู้จัดส่งให้สถานทูตโดยตรง โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพประมาณ 2,100 บาท ให้น้องๆเก็บหลักฐานการจ่ายไว้
  5. สำเนาบัตรประชาชน ตัวจริงและพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (แปลอังกฤษ)
  6. สำเนาทะเบียนบ้าน ตัวจริงและพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (แปลอังกฤษ)
  7. สำเนาทะเบียนบ้าน ตัวจริงและพร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (แปลอังกฤษ)
  8. หนังสือเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล/ใบทะเบียนสมรส/ใบหย่า พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (แปลอังกฤษ) (ถ้ามี)
  9. หนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง (ถ้ามี)
  10. เอกสารแสดงการรับราชการทหาร หรือพ้นจากการรับราชการทหาร (สด.8,สด.9) (แปลอังกฤษ) พร้อมเซ็นรับรองสำเนา (ถ้ามี)
  11. เอกสารราชการที่ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครเรียนและผู้สนับสนุนทางการเงิน เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สูติบัตร ทะเบียนสมรส เป็นต้น 
  12. หลักฐานทางการเงินหรือหลักฐานรายได้ เช่น เอกสารรับรองฐานะการเงินจากธนาคาร (Bank Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน หรือใบแสดงรายการเงินเดือน (Pay Slip) หรือ หลักฐานการถือครองหุ้น, หลักฐานทรัพย์สินที่มี เช่น โฉนดที่ดิน อาคาร
  13. รูปถ่ายหน้าตรงสีหรือขาวดำขนาด 2 นิ้ว 3 ใบ ฉากหลังเป็นพื้นสีขาวเท่านั้น ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
  14. ค่าธรรมเนียมขอวีซ่านักเรียน (ชำระเป็นแคขเชียร์เช็ค สั่งจ่ายสถานทูตออสเตรเลียกรุงเทพฯ) AUD $550 โดยชำระเป็นเงินสดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้น บวกค่าธรรมเนียมในการตรวจรับเอกสาร 600 บาท (จัดเก็บโดย VFS ชำระเป็นเงินสด)

ค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่านักเรียนออสเตรเลีย

ราคาจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทขอวีซ่าที่ขอ อย่างไรก็ตาม จะมีค่าดำเนินการขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 13,722 บาท นักเรียนสามารถเช็คราคาขอวีซ่าแต่ละประเภทได้จากตารางราคานี้ สามาถจ่ายได้ทั้งทางเครดิตการ์ดและเดบิตการ์ด

การรักษาวีซ่าออสเตรเลีย

วีซ่านักเรียนของออสเตรเลีย มีเงื่อนไขในการรักษาวีซ่าดังนี้

  • ผลงานการศึกษาของนักเรียนต้องอยู่ในะกับที่น่าพึงพอใจ
  • นักเรียนต้องลงทะเบียนเรียนกับทางมหาวิทยาลัย ยกเว้นนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจาก AusAID/Defence
  • นักเรียนต้องมีการประกันสุขภาพที่เพียงพอ
  • นักเรียนต้องมีการดูแลด้านทุนทรัพย์ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดแคลนจนไม่สามารถเรียนได้
  • นักเรียนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานเหมือนพนักงานทั่วไปจนกว่าคอร์สเรียนจะเริ่ม ซึ่งอนุญาตให้ทำงานได้เป็นเวลา 40 ชั่วโมงต่อสองสัปดาห์
  • นักเรียนต้องแจ้งทางมหาวิทยาลัยเรื่องที่อยู่ของตนเอง ภายใน 7 วันที่เดินทางถึงออสเตรเลีย

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

5 ข้อดีของการเป็นฟรีแลนซ์

ไม่มีงานไหนที่ไม่เหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์ฟรีแลนซ์ ทุกงานมีความเหนื่อยยากอยู่ของมันเองเสมอ แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบความมีอิสระในการทำงาน และมั่นใจว่ามีความรับผิดชอบพอที่จะเป็นนายของตัวเอง ไม่พิสวาสการมีเพื่อนติดสังคมตลอดเวลา และรับได้กับคำชม ความผิดหวังในการรับงานจบงานกับลูกค้าแล้วล่ะก็ อาชีพอิสระ หรือ ฟรีแลนซ์ เป็นอาชีพที่เหมือนสมกับคุณค่ะ วันนี้ tasknjoy พาคุณไปพบกับ  5 ข้อดีของการเป็นฟรีแลนซ์ ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจก้าวมาสู่การเป็นฟรีแลนซ์ง่ายขึ้น

1. มีเวลาที่ยืดหยุ่น

ชัวร์ค่า การทำงานอิสระ หรือการเป็นฟรีแลนซ์ ทำให้คุณมีอิสระทางเวลา เพราะคุณสามารถเลือกได้เองว่าจะทำงานเวลาใด เปิด-ปิดร้านของตัวเองเวลาใด ไม่มีใครบังคับ ถ้ารู้สึกไม่สบายก็พักก่อนได้ ต่างจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ค่อนข้างเคร่งครัดเวลาเข้างาน-เลิกงาน และยังต้องมีเหตุผลที่เพียงพอต่อการขอลาหยุดด้วย ไม่งั้นโดนหักเงินเดือน 555

2. เปลี่ยนสถานที่และบรรยากาศการทำงานได้ตามใจชอบ

บ้าน คือวิมานของฟรีแลนซ์ เพราะฟรีแลนซ์แทบทุกคนย่อมเลือก บ้านเป็นหนึ่งในสถานที่ทำงานหรือ office ดังนั้น คุณจะตกแต่งออฟิศสไตล์ไหนก็ได้ตามใจคุณ หรือคุณจะเลือกจะไปทำงานร้านกาแฟที่ไหนก็ได้ ที่ทำให้ไอเดียคุณบรรเจิด  ต่างจากมนุษย์เงินเดือนที่ส่วนใหญ่ถูกตีกรอบอยู่แค่คอกกั้นแคบ ๆ ในห้องแอร์เดิม ๆ

3. ออกไอเดียได้เต็มที่

ในเมือฟรีแลนซ์ เป็นผู้รับงานโดยตรงกับลูกค้า ดังนั้น ฟรีแลนซ์มีอิสระเต็มที่ คือมีสิทธิเต็มที่ในการเสนอไอเดียให้กับลูกค้า เรียกได้ว่า สามารถเอาใจลูกค้าได้เต็มที่ ต่างจากมนุษย์เงินเดือนที่ส่วนใหญ่จะต้องรับฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเป็นหลัก ไม่สามารถเสนอไอเดียนอกกรอบของหัวหน้า (ผู้บังคุบบัญชา) ได้ มีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้น้อยมาก

4. แต่งตัวได้ตามใจฉัน

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของออาชีพฟรีแลนซ์ที่โดยใจหลายๆคน ก็คือการแต่งตัวไปทำงาน ฟรีแลนซ์มีอิสระอย่างเต็มที่ในการแต่งตัวตามฟรีสไตล์ ใส่ชุดไหนก็ได้ขอให้ทำงานได้สบายอารมณ์ก็พอ เพียงแต่อย่าลืมกาละเทสะแต่ดูสถานที่ด้วย ต่างจากมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ มักจะมีแบบฟอร์มบังคับตายตัว ซึ่งบางแห่งยังบังคับไปถึงการแต่งหน้า ใส่รองเท้ารัดส้นด้วย

5. ไม่ต้องถูกบีบบังคับโดยประเพณีและภาษีสังคม

การทำบุญทอดผ้าป่า, การจัดงานกีฬาภายใน, งานเลี้ยงตามโอกาสต่าง ๆ เป็นประเพณีสำหรับสังคมการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือน ถ้าคุณเป็นคนที่เก็บตัว ไม่ชอบสมาคม คุณจะถูกลดเกรดให้เป็นคนไม่น่าสนใจไปทันที แต่ถ้าคุณเป็นนายของตัวเอง ทำอาชีพอิสระ คุณจะไปหรือไม่ไปไหนก็ไม่มีใครมาจับผิดหรือจัดหมวดว่าคุณเป็นคนแบบไหน ซึ่งมันทำให้คุณสบายใจในการทำงาน นอกจากนั้นยังประหยัดเงินจากค่าใช้จ่ายที่จะต้อง “แชร์” (หรือที่เรียกกันว่า “เสียภาษีสังคม”) ให้คนในองค์กรด้วยกันด้วย

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ทำไมต้อง Membership Management

Member Management Systems คือ โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า โปรแกรมระบบสมาชิก เป็นโมดูลหลักที่จะช่วยให้องค์กรจัดการด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจในการจัดการกับลูกค้าทั้งหมดที่จะเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรโดยให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้รับการบริการที่ดีที่สุดอย่างรวดเร็ว

ระบบ Membership Management Systems ยังต่อยอดไปยังระบบ Loyalty Program ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลลูกค้า (Membership Management) ทำให้เข้าใจถึงความแตกต่างของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ ช่วยให้วางแผนแคมเปญการตลาด พัฒนาสินค้าหรือรูปแบบบริการสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างเหมาะสม นอกจากนั้นยังสามารถทำเป็นระบบบัตรสะสมแต้ม หรือโปรโมชั่น ที่มีเงื่อนไขการใช้บริการเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ถือเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

กระบวนการทำงานของระบบ membership management (CRM) มี 4 ขั้นตอนดังนี้

  1. Identify เป็นการเก็บข้อมูลว่าลูกค้าขององค์กรเป็นใคร เช่น ชื่อลูกค้า ข้อมูลสำหรับติดต่อกับลูกค้า
  2. Differentiate วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน และจัดแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มตามคุณค่าที่ลูกค้ามีต่อองค์กร
  3. Interact มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า และเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าในระยะยาว
  4. Customize นำเสนอสินค้าหรือบริการ พร้อมโปรดมชั่นที่มีความเหมาะสมเฉพาะตัวกับลูกค้าแต่ละคน

ระบบ  Membership Management ของ CiMSO หรือที่เรียกว่า CLUBmanager มีคุณสมบติดังนี้

  • สามารถจัดกลุ่มสมาชิกได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการขององค์กร (สมาชิกหลักและผู้ติดตาม) และสามารถเชื่อมโยงสถานะได้อย่างไม่จำกัด
  • สามารถทำ Data Mining ซึ่งเป็นการรวบรวมนําข้อมูลจากฐานข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผล
  • สามารถออกแบบบัตรสมาชิก พริ้นและรุบุรหัสสมาชิกได้
  • ให้คะแนนสมาชิก (Loyalty Point) และระบบการจัดการแลกของรางวัล
  • การ Subscription และการเผยแพร่ข้อมูลหรือติดต่อปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านทางช่องทางต่าง ๆ
  • ติดตามการใช้จ่ายของสมาชิกหลักและผู้ติดตาม
  • แยกหรือรวมงบสำหรับสมาชิกและผู้ติดตาม
  • การประมวลผลค่าธรรมเนียมสมาชิก หักเงินในรูปแบบ GIRO และบัตรเครดิตได้
  • ฯลฯ

โดยระบบ Membership Management จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

  1. Operational CRM เป็นส่วนของ Front Office ที่ใช้ช่วยจัดการกระบวนการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Sales, Marketing หรือ Service เช่น การจัดการข้อมูลติดต่อลูกค้า การเสนอราคา การบริหารฝ่ายขาย การเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ระบบบริการลูกค้า เป็นต้น
  2. Analytical CRM ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่รวบรวมได้จากส่วน Operational CRM หรือจากแหล่งอื่น ๆ เพื่อแบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มและค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่องค์กรสามารถนำเสนอสินค้า หรือบริการเพิ่มเติมได้
  3. Collaborative CRM ระบบช่วยสนับสนุนในการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านทางช่องทางต่าง ๆ เช่น ติดต่อส่วนตัว จดหมาย แฟกซ์ โทรศัพท์ เว็บไซต์ E-Mail เป็นต้น รวมถึงช่วยจัดการทรัพยากรที่องค์กรมี คือ พนักงานขายหรือให้บริการหลังการขาย ในเรื่องกระบวนการทำงาน และการจัดการฐานข้อมูล หรือ Database ของลูกค้า เพื่อนำไปให้บริการแก่ลูกค้าและช่วยรักษาฐานลูกค้าขององค์กรได้ดีขึ้น

พอได้รู้ถึงข้อดีและคุณสมบัติของ Membership Management Systems และ Loyalty Program แล้ว หากใครเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับการสร้างฐานลูกค้า  และสามารถต่อยอดการทำการตลาดขององค์กร อย่าลืมหาระบบที่มีคุณภาพสากลแต่ราคาไม่สูงเกินไปอย่าง CiMSO – CLUBmanager ไปใช้กันนะครับ

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

การทำวีซ่านักเรียนแคนาดา

นักเรียนที่มีความประสงค์จะศึกษาต่อประเทศแคนาดาเป็นระยะเวลามากกว่า 6 เดือน จะต้องสมัครเพื่อขอวีซ่านร.หรือ “Study Permit” ก่อนจะเดินทางเข้าประเทศแคนาดและยื่นคำร้องล่วงหน้า 3 เดือน

เอกสารประกอบการขอวีซ่านักเรียนแคนาดา

  1. กรอกแบบฟอร์มออนไลน์และปริ้นท์แบบฟอร์มพร้อมบาร์โค้ด  “ Application for a Study Permit  ”  และแบบฟอร์ม “ Family Composition Information ” ให้ครบถ้วน ดาวโหลดที่นี่
  2.  ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่า CAD 150 เป็นแคชเชียร์เช็คหรือแบงค์ดราฟท์เท่านั้น สั่งจ่ายในนาม“ Embassy of Canada”
    • หมายเหตุ : หากคุณต้องให้ ข้อมูลทางชีวภาพหรือไบโอเมตริกซ์ (ลายพิมพ์นิ้วมือและรูปถ่าย) คุณต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเป็นเงิน 85 เหรียญแคนาดา หรือ 2,400 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ครอบคลุมค่าธรรมเนียมบริการของวีเอฟเอสแล้ว แต่ไม่รวมกับค่าบริการเสริมต่างๆด้านล่างของทางเรา
    • หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมบริการสำหรับการดำเนินการยื่นคำร้องขอวีซ่าต่อผู้ยื่นคำขอหนึ่งท่าน ต้องจ่ายเป็นตั๋วแลกเงิน (ออกโดยธนาคารในประเทศไทย) หรือแคชเชียร์เช็ค (ที่ออกโดยธนาคารสาขาในกรุงเทพเท่านั้น)
    • หมายเหตุ: ตั๋วแลกเงินและแคชเชียร์เช็คที่ธนาคารรับรอง ต้องมีอายุการใช้งานไม่เกิน 180 วัน เมื่อมาถึงศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่า
  3. หนังสือเดินทางที่เหลืออายุใช้งานได้ตลอดระยะเวลาที่นักเรียนจะอยู่ที่ประเทศแคนาดาพร้อมสำเนา
  4. รูปถ่ายปัจจุบันหน้าตรงถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ขนาด 1.37×1.77 นิ้ว จำนวน 4 ใบ พื้นหลังสีขาว
  5. หนังสือตอบรับฉบับจริง (Original) จากสถานศึกษาในประเทศแคนาดา พร้อมสำเนา 1 ชุด โดยระบุ
    • ชื่อเต็ม และที่อยู่ของนักเรียน
    • วันเดือนปีเกิดของนักเรียน
    • หลักสูตรที่ลงทะเบียน
    • วันเริ่มเรียนและวันสิ้นสุดหลักสูตร
  6. สำหรับนักเรียนที่มีความประสงค์จะศึกษาต่อที่ มณฑลควิเบค (Quebec) ต้องยื่น “Certificated d’ acceptation” (Quebec Certificate of Acceptance or CAQ) ที่ออกให้โดย กระทรวงวัฒนธรรมและตรวจคนเข้าเมืองของมณฑลควิเบค (Ministere des Communautes Culturelles et de l’Immigration du Quebec or MCCI)
  7. หลักฐานการศึกษาตัวจริงพร้อมสำเนา ได้แก่ ทรานสคริป ประกาศนียบัตร หรือปริญญาบัตร
  8. หลักฐานด้านการเงิน
    • Bank statement และ/หรือสมุดเงินฝากสะสมทรัพย์หรือประจำของผู้สนับสนุนด้านการเงินซึ่งมีระยะเวลาเปิดบัญชีเกิน 12 เดือน
    • จดหมายรับรองงานของผู้สนับสนุนที่ระบุเงินเดือนและระยะเวลาในการทำงาน หรือใบจดทะเบียนการค้าของธุรกิจของผู้สนับสนุนด้านการเงินในกรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ/ธุรกิจส่วนตัว
    • กรณีได้รับทุน หลักฐานแสดงการได้รับทุนการศึกษาที่ระบุจำนวนเงิน ลักษณะของทุนและเงื่อนไขของการได้รับทุน
  9. นักเรียนที่มีความประสงค์ศึกษาต่อมากกว่า 6 เดือนต้องตรวจสุขภาพ (Medical Examination)
  10. นักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปต้องยื่นใบ “ Police Clearance Certificate ” โดยต้องยื่นคำร้องขอตรวจสอบประวัติอาชญากรรมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 วัน
  11. นักเรียนที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปีต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมดังนี้
    • หนังสือลงนามประทับตรา (Notarized Public) จากบิดามารดาหรือผู้ดูแลตามกฎหมายในประเทศของผู้ขอมอบอำนาจให้นักเรียนอยู่ในความดูแลของผู้ดูแลนักเรียนในประเทศแคนาดา โดยระบุชื่อของผู้ดูแลนักเรียน ซึ่งจะทำหน้าที่แทนผู้ปกครองในยามฉุกเฉิน เช่นกรณีเจ็บป่วยและต้องการด้านการรักษาพยาบาลเร่งด่วนหรือต้องการให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (ใช้แบบฟอร์ม Custodianship Declaration)
    • หนังสือลงนามประทับตรา (Notarized Public) จากผู้ดูแลนักเรียนในประเทศแคนาดา ระบุความพร้อมที่จะรับผิดชอบในการดูแลนักเรียนแทนบิดามารดา ในกรณีฉุกเฉิน เช่น กรณีเจ็บป่วยและต้องการการรักษาพยาบาลเร่งด่วน หรือต้องการให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
    • ไม่ต้องตรวจประวัติอาชญากรรม
    • สูติบัตร

เวลาทำการสำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่า

วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เวลา: 07.30 – 10.00 น. 
ฟังผลวีซ่า จันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 13.30 – 15.30 น.
ข้อมูลเพิ่มเติม www.thailand.gc.ca
ระยะเวลาในการพิจารณาวีซ่า : ยื่นด้วยตัวเองและมีบาร์โค้ด 5 วันทำการ  ไม่มีบาร์โค้ด 10 วันทำการ

การยื่นขอใบรับรองความประพฤติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  1. บัตรประชาชนตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
  2. หนังสือเดินทางตัวจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด
  4. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อนามสกุล (ถ้ามี) 1 ชุด
  5. ใบคำร้องจากเอเจนต์เพื่อขอใบรับรองความประพฤติ

หมายเหตุ

  • เอกสารที่เป็นสำเนาจะต้องเซ็นชื่อพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  • ไม่ต้องใช้รูปถ่าย เพราะทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเป็นผู้ถ่ายรูปให้เอง
  • ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

สถานที่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาคารที่ 24 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ให้บริการวันจันทร์ – วันศุกร์ (ปิดวันหยุดราชการ) เวลา 8.30 – 16.30 น.
โทรศัพท์ 02 – 205 2168 และ 02 – 205 2169

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ฟรีแลนซ์ขอสินเชื่อกู้เงิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ อย่างไร

หลาย ๆ คนที่มีทักษะความสามารถและอยากจะก้าวข้ามคำว่า “มนุษย์เงินเดือน” ออกมาทำอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์  แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจ กลับไปเป็นพนักงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือน ด้วยเหตุผลที่ว่า การทำอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์อาจไม่สามารถขอบัตรเครดิต หรือไม่สามารถขอสินเชื่อเพื่อทำการผ่อนบ้าน ผ่อนรถได้ แต่ขอบอกไว้ต้องนี้เลยค่ะ ว่าไม่จริงค่ะ!!

ผู้ที่ทำอาชีพอิสระ หรือฟรีแลนซ์ ที่รู้จักวางแผนทางการเงินที่ดีและรู้จักการบริหารจัดการเรื่องเอกสาร สามารถขอบัตรเครดิตได้ค่ะ (ดูรายละเอียดและขั้นตอนการขอบัตรเครดิตสำหรับฟรีแลนซ์)  นอกจากนั้น ฟรีแลนซ์ก็สามารถขอสินเชื่อกู้เงิน เผื่อผ่อนบ้าน ผ่อนรถได้เหมือนกันค่ะ แม้ว่า การอนุมัติสินเชื่อของธนาคารนั้น จะมีการพิจารณาจากความมั่นคงทางรายได้ และความสามารถในการผ่อนชำระ ซึ่งความมั่นคงทางการเงินทางธนาคารจะมีการพิจารณาจากรายได้ที่คุณได้รับว่ามีการเข้ามาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ และมีหลักฐานรายได้ที่ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่า อาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์จะแสดงถึงความมั่นคงทางรายได้และหลักฐานรายได้ให้กับผู้อนุมัติสินเชื่อไม่ได้นะคะ วันนี้ tasknjoy แนะนำวิธีสร้างความมั่นคงทางรายได้ ความสามารถในการผ่อนชำระ และหลักฐานการได้รับรายได้ที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้ฟรีแลนซ์หรือผู้ที่ทำอาชีพอิสระสามารถขอสินเชื่อได้ค่ะ

จริงอยู่ที่ลักษณะของการทำงานแบบฟรีแลนซ์ มีหลากหลายอาชีพ  ส่วนมากเป็นการทำงานแบบพูดคุยตกลงกับนายจ้างเป็นงาน ๆ ไป เมื่อเสร็จงานก็จะได้รับค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถบริหารจัดการเอกสารเกี่ยวกับการทำงาน การรับรายได้ เพื่อให้คุณมีหลักฐานความมั่นคงทางรายได้ และความสามารถในการชำระเงินได้นะคะ ฟรีแลนซ์มืออาชีพ จะรเรียนรู้การทำสัญญา การรับเงินผ่านธนาคาร การออกใบเสร็จรับเงิน และการยื่นภาษี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณมีความน่าเชื่อทางการเงินเหมือนกับพนักงานประจำหรือเจ้าของกิจการย่อยๆเลยล่ะค่ะ  มาดูรายละเอียดของแต่ละข้อเพื่อเตรียมความพร้อมกันค่ะ

1. ยื่นภาษี (ภงด90)

เป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องยื่นภาษีนะคะ ถ้าคุณเป็นคนไทย มีรายได้ในประเทศไทย แม้ว่ารายได้จะยังไม่ถึงจุดที่ต้องเสียภาษี ก็ควรยื่นภาษีค่ะ เพราะการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ถือเป็นหลักฐานอย่างดีที่สามารถยืนยันได้ว่าคุณเป็นผู้มีรายได้จริง ๆ ในการขอสินเชื่อ คุณจะต้องแนบเอกสารนี้ไปด้วย เพื่อให้คำขอสินเชื่อของคุณได้รับการพิจารณาค่ะ (ดูอาชีพฟรีแลนซ์เค้าจ่ายภาษีกันอย่างไรนะ)

2. มีเงินเดินบัญชีอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี

การเดินบัญชี คือ การที่คุณมียอดเงินเข้า-ออกในบัญชีแต่ละเดือนอย่างสม่ำเสมอ แนะนำเลยค่ะ ให้รับเงินค่าจ้างหรือค่าบริการผ่านสถาบันการเงินให้มากที่สุด เพื่อเลี้ยงบัญชีให้ครบ  6 เดือน – 1 ปี การเดินบัญชีแบบนี้จะทำให้ธนาคารที่คุณมีการเดินบัญชีพิจารณาสินเชื่อให้คุณง่ายขึ้น ที่สำคัญทางธนาคารจะมีการพิจารณถึงจำนวนเงินที่ผ่านบัญชีเป็นจำนวนเงินที่สามารถผ่อนชำระหนี้ที่ขอสินเชื่อไปได้ ฟรีแลนซ์ที่จะขอสินเชื่อจะต้องใจเย็นและมีวินัย การวางแผนทางการเงินเพื่อการขอสินเชื่อจึงจะสำฤทธิ์ผลค่ะ

3. การหัก ณ ที่จ่าย และการออกใบเสร็จรับเงิน

การรับงานบางงานสำหรับฟรีแลนซ์ก็ยากที่จะขอสัญญาจ้าง เพราะหากเป็นงานที่ได้รับจากบริษัทที่รู้จักกันมานาน หรือลูกค้าที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ดังนั้นหลักฐานที่ใช้ในการแสดงว่าคุณมีรายได้ก็คือ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ค่ะ รวบรวมไว้ให้หมดค่ะ โดยเฉพาะปีที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี เพื่อธนาคารจะได้เอาไปคำนวนเงินได้ของคุณ ณ ปัจจุบัน ว่าตกอยู่ที่ประมาณเดือนละเท่าไหร่

แนะนำ! จ้างงานผ่าน tasknjoy สะดวก ง่าย ไม่ต้องทำใบเสร็จรับเงินเอง เพราะระบบจัดการให้ทั้งหมดจ้า เพียงแค่พริ้นออกมาและเซ็ฯก็จัดส่งให้ลูกค้าได้เลย ^^

4. สัญญาจ้างงานแบบมีระยะเวลา

หากคุณมีงานที่รับเป็นเอ้าท์ซอร์สให้กับบริษัทอื่น คือ เป็นฟรีแลนซ์หรือเอ้าท์ซอร์สที่มีการจ้างแบบมีระยะเวลากำหนด แต่ไม่ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ คุณจะมีสัญญาจ้าง ที่ระบุว่าจะจ้างเมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่ ได้เดือนละเท่าไหร่ ตัวนี้ถือเป็นรายได้ที่แน่นอน (fix income) ระดับนึง แม้จะไม่ดีเท่ากับเงินเดือน เพราะงานแบบเอ้าท์ซอร์ส หรือ contract นั้นมีระยะเวลาสั้น อาจจะ 6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ก็มีส่วนช่วยให้ผลการอนุมัติสินเชื่อไปในทางที่ดีค่ะ

แนะนำ! คุณสามารถได้สัญญาจ้างในทุก ๆ การจ้าง เมื่อทำงานผ่าน tasknjoy นะคะ ดูรายละเอียดการรับงานผ่าน tasknjoy ที่นี่

5. กู้ร่วม

การกู้ร่วมเป็นอีกวิธีนึงที่ทำให้การขอสินเชื่อง่ายขึ้นและเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ปกติแล้ว การกู้ร่วม จะเป็นวิธีสุดท้ายสำหรับคนที่ยื่นเอกสารส่วนตัวตามข้างต้นมารอบนึงแล้วไม่ได้อนุมัติ ผู้ที่จะร่วมกู้กับคุณจะต้องมีรายได้ที่แน่นอน อาจจะเป็นพนักงานประจำหรือเจ้าของกิจการที่มีรายได้แน่นอน จะทำให้ทางธนาคารอนุมัติสินเชื่อในเงื่อนไขของการกู้ร่วม ยอดสินเชื่อที่จะอนุมัติจะถูกประเมินจากรายได้ของสองคนรวมกัน ซึ่งอาจจะได้มากกว่าผู้ที่ขอกู้คนเดียว รายละเอียดของการกู้ร่วมดูได้จากธนาคารต่าง ๆ ที่มีการให้สินเชื่อในการกู้แบบร่วมได้ อย่างไรก็ตาม ฟรีแลนซ์ที่จะขอกู้ร่วมต้องมีเอกสารแสดงรายได้ตามข้างต้นด้วยนะคะ

เพิ่มเติม: สัญญาเช่าออฟฟิศ, การจดทะเบียนพาณิชย์, และกรณีที่เป็นการกู้เพื่อผ่อนคอนโด ควรจะดูคอนโดที่มีชื่อเสียงดี และ มีเจ้าหน้าที่ธนาคารทีเดินเรื่อง

สัญญาเช่าออฟฟิศ

สำหรับฟรีแลนซ์มืออาชีพที่เช่าออฟฟิศทำงาน อาจจะเป็น co-working space หรือออฟฟิศเป็นเรื่องเป็นราว (อาจจะทำงานเป็นทีม)สัญญาเช่าก็เป็นหลักฐานอีกอย่างนึงที่ช่วยให้คุณดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องไปเช่านะคะ ถ้าตอนนี้ไม่ได้เช่าอยู่ เพราะปกติอาชีพฟรีแลนซ์ก็ทำงานอยู่บ้านหรือร้านกาแฟอยู่แล้ว ซึ่งผู้อนุมิติสินเชื่อน่าจะเข้าใจค่ะ

การจดทะเบียนพาณิชย์

การจดทะเบียนพาณิชย์ เป็นการจดทะเบียนเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อมีการจดทะเบียนแล้วอาชีพที่ทำอยู่ก็จะเป็นที่รับรู้ และถูกรับรองตามกฎหมายขึ้นมาในทันที รายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน จะสามารถเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และนี่ก็เป็นปัจจัยที่ทางธนาคารจะยินยอมพิจารณาสินเชื่อที่คุณต้องการได้ง่ายขึ้น การจดทะเบียนพาณิชย์ดังกล่าว คุณจะต้องเสียภาษีเพิ่มจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระไม่อยากทำ หากว่าคุณลองคิดกลับกันว่าคุณสามารถขอสินเชื่อผ่อนบ้าน หรือสินเชื่อผ่อนรถได้ แลกกับการที่คุณต้องเสียภาษีเพียงเล็กน้อย นั่นก็ถือว่าคุ้มค่าที่ทำไป

เลือกซื้อคอนโดที่สร้างโดย DEVELOPER ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

เพราะคอนโดที่สร้างโดย DEVELOPER ที่ชื่อเสียงดีเป็นที่รู้จัก  มีการบริหารจัดการอาคารที่ดี ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี จะทำให้ธนาคารอนุมัติง่ายขึ้น เพราะในกรณีที่เราผ่อนไม่ไหวแล้วโดนยึด ธนาคารก็จะสามารถนำ asset นี้ไปปล่อยขายได้ง่าย ความเสี่ยงของธนาคารจึงน้อย นอกจากนั้น คอนโดชั้นดี จะมีเครดิตที่ดีกับธนาคารในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ซื้อ แบบนี้วินวินทั้งคู่ค่ะ

เจ้าหน้าที่ธนาคารเดินเรื่อง

ธนาคารและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเราสำคัญมากถึงมากที่สุด เจ้าหน้าที่และธนาคารจะต้องเข้าใจอาชีพอย่างเราและพร้อมที่จะช่วยเหลือให้คำแนะนำคุณ เรื่องการจัดการเอกสาร การเตรียมความพร้อมเพื่อการขอสินเชื่อ เจ้าหน้าที่ธนาคารและธนาคารที่พร้อมและยินดีให้บริการคนทำอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์มีอยู่หลายที่นะจ๊ะ ลองเข้าไปสอบถามดูรายละเอียดของแต่ละธนาคาร คุณจะรู้ว่าธนาคารไหนที่ช่วยเราอย่างจริงใจ หากได้เจ้าหน้าที่ที่ดีแล้ว การขอสินเชื่อของคุ๊ก็พริ้วขึ้นมากจริงๆค่ะ เพราะคุณจะไม่เตรียมเอกสารหลงทาง แต่แนะนำว่าให้วางแผนก่อนการเริ่มขอสินเชื่อสัก 6 เดือนนะคะ และอย่าลืมติดตามข่าวสารจากธนาคารนะคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ หลักการและขั้นตอนการเตรียมพร้อมเพื่อการขอสินเชื่อกู้เงิน เพื่อผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ลองเอาไปปรับใช้และเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้นะคะ เพื่อเป็นตัวอย่างและการใช้ชีวิตแบบฟรีแลนซ์มืออาชีพของเราเติบโตไปข้างหน้าค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

วิธีการเลือกซื้อ PMS หรือระบบจัดการโรงแรม

การสรรหาซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมมาใช้ในธุรกิจโรงแรมในปัจจุบัน ผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก จะติดต่อกับบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์โดยตรง โดยความนิยมของธุรกิจโรงแรมที่มีมาตรฐานส่วนใหญ่ จะเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาจากต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะต้องการความมั่นใจและความน่าเชื่อถือว่า โปรแกรมจะสามารถใช้งานได้ตลอด ไม่มีปัญหาระหว่างการใช้งาน

ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในธุรกิจโรงแรม จะมีซอฟต์แวร์หลัก 2 โมดูล ซึ่งถือเป็นพื้นฐานโมดูล หรือโปรแกรมที่ทุกโรงแรมควรจะมี เพราะเป็นซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการห้องพัก และห้องอาหารโดยเฉพาะ ประกอบด้วย

  1. ระบบบริการส่วนหน้า (Front Office System) หรือ PMS (Property Management system) เป็นระบบที่ทำหน้าที่บริหารจัดการห้องพัก การรับจองห้องพัก (Hotel Booking) การเข้าพัก (Check-in) ตลอดจนการเก็บเงินลูกค้า (Billing) กรณีที่ลูกค้าแจ้งออก (check-out) นอกจากนี้ ยังรองรับการควบคุมและบริหารห้องพักในส่วนของแผนกแม่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการปิดห้องซ่อม การปรับสถานะห้องพัก ห้องว่าง ห้องสกปรก เป็นต้น
  2. ระบบจัดการร้านอาหาร (POS หรือ Point Of Sale) โดยปกติแล้ว แขกที่เข้าพักโรงแรม มักจะไม่ขำระเงินทันทีหลังรับประทานอาหารที่ร้านอาหารในดรงแรมหรือสการสั่งอาหารขึ้นไปรับประทานที่ห้อง แต่จะชำระทีเดียวเมื่อแจ้งออก (Check-out) ดังนั้น ระบบ POS สำหรับโรงแรม จึงควรเป็นระบบเรียกเก็บเงินแขกสำหรับร้านอาหารหรือห้องอาหารที่ควรจะเชื่อมต่อกับระบบริการส่วนหน้า (PMS) ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่าแขกที่สั่งอาหรหรือใช้บริการห้องอาหารนั้นเป็นท่านเดียวกับแขกที่มาพักในห้องใด และสามารถรวบรวมยอดค่าบริการทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ พร้อมสำหรับการชำระเมื่อแขก check-out

เห็นแล้วนะครับว่า ซอฟต์แวร์พื้นฐานของโรงแรมควรมีอะไรบ้าง (ดูรายละเอียด PMS และ POS ของ CiMSO) อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายๆโรงแรมที่มุ่งพัฒนาไปที่การให้บริการห้องพัก และไม่มีในส่วนของร้านอาหารหรือห้องอาหารเลย แต่ก็อาจจะมีส่วนอื่นๆในแผนการพัฒนาดรงแรมต่อไปในอนาคต วันนี้ผมมี วิธีการเลือกซื้อ PMS หรือระบบจัดการโรงแรม มาฝากครับ

วิธีการเลือกซื้อ PMS หรือระบบจัดการส่วนหน้า มีข้อควรพิจารณาดังนี้

ก่อนที่คุณจะเลือกเอาซอฟต์แวร์ตัวในมาใช้กับโรงแรมของคุณ หากคนที่เคยมีประสบการณืในการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ระบบจัดการโรงแรมมาบ้างแล้วก็คงไม่ยากเท่าไหร่ เพราะเริ่มที่จะเข้าใจถึงความต้องการของโรงแรมอย่างแน่ชัดแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีประสบการณืในการใช้ซอฟต์แวร์เหล่านี้เลย คงเป็นเรื่องยาก ลองเอาข้อพิจารณาง่ายๆสำหรับการเลือกซื้อระบบจัดการส่วนหน้า หรือ PMS มาปรับใช้กันครับ

1. ความสามารถพื้นฐาน

ความสามารถพื้นฐานของระบบจัดการส่วนหน้า PMS เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการบริหารโรงแรม เพราะหากระบบ PMS ไม่ครอบคลุมความต้องการของโรงแรมแล้ว อาจทำให้การบริหารจัดการสะดุดและไม่สะดวกอย่างที่ควร ความสามารถพื้นฐานของระบบ PMS มีดังนี้

  • ระบบรับจองห้องพัก – Reservation System
  • ระบบเข้าพัก – Check-in
  • ระบบย้ายออก – Check-out
  • ระบบควบคุมห้องพัก – Housekeeping
  • ระบบรายงาน – Report

2. การพัฒนาต่อยอด

คงไม่มีใครที่จะเปิดกิจการแล้วย่ำอยู่กับที่ใช่ไหมครับ เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจเปิดกิจการทำการค้าใดการค้าหนึ่งแล้ว ย่อมหวังผลฟูมฟักให้กิจการนั้นๆโตไปพร้อมกับความสำเร็จยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่ากิจการ การโรงแรม ที่พัก ก็เช่นเดียวกัน เริ่มมีห้องพัก ก็จะมองต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสาขาของโรงแรม การเพิ่มบริการ เช่น ร้านอาหาร สปา กอล์ฟคลับ หรือแม้กระทั้งการทำโรงแรมแบบ mix use  ที่กำลังฮิตกันในปัจจุบัน เมื่อการให้บริการก้าวหน้า ย่อมต้องการซอฟต์แวร์ใดก็ตามที่จะรองรับความก้าวหน้านั้นด้วยเช่นกัน และคุณย่อมไม่อยากจะปวดหัวกับการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งระบบ เพราะไหนจะเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วยังต้องมีการเรียนรู้ของพนักงานทั้งหมดอีก ดังนั้น ผมแนะนำว่า คุณควรหาซอฟต์แวร์ที่สามารถซัพพอร์ตการให้บริการต่างๆของคุณได้ เช่น ระบบ POS สำหรับร้านอาหาร, Central Reservation สำหรับการมีโรงแรมหลายสาขา, Spa Schedule สำหรับบริการสปา และ Golf booking สำหรับบริการสนามกอล์ฟ เป็นต้น

3. ราคา

“เรื่องราคา เครื่องใหญ่” ใครๆก็พูดเช่นนั้น เพราะถ้ามีงบเยอะก็ยิ่งซื้อซอฟต์แวร์ระดับโลกได้ แต่จริงๆแล้วจะพุดอย่างนั้นทั้งหมดก็ไม่ถูกซะทีเดียวครับ เพราะแม้ว่ามีงบเยอะก็ต้องผ่านการพิจารณาใน 2 หัวข้อแรกมาก่อน และซอฟต์แวรืที่ดีจะสามารถแยกส่วนการใช้งาน รวมถึง custom การใช้งานให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายได้ ดังนั้นหากคุณยังไม่พร้อมที่จะใช้ระบบจัดการโรแงรมทั้งระบบแต่คาดหวังว่าจะมีการพัฒนาต่อยอดอย่างแน่นอน ให้คุณบอกเจ้าบรัทซอฟต์แวร์ไปว่า ขอใช้บริการในส่วน Front Office ก่อน แล้วจึงต่อยอดไปใช้ในส่วนอื่นๆในอนาคต ซึ่งคุณก็จะสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายเพอใช้จ่ายเฉพาะในส่วนที่คุณต้องการก่อนได้ครับ

คลาวด์ (cloud) หรือ เซอร์ฟเวอร์ (server) ?? ในยุคปัจจุบัน มี PMS ระบบจัดการโรงแรมที่ทำงานบนคลาวด์ ออกมาแข่งขันกันในตลาดมากมายหลายเจ้า และราคาก็ชำระเป็นรายเดือนเหมือนเป็น royalty fees ซึ่งไม่แพงสำหรับการเริ่มต้นกิจการโรงแรม ผู้ประกอบการหลายคนที่ไม่ชอบที่จะต้องดูแลจัดการ hardware จึงเลือกใช้แบบ cloud base กันมาก ถ้าถามผมว่าแบบไหนดี ผมว่าดีทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับว่าโรงแรมคุณต้องการอย่างไร เช่น หากคุณอยู่ในเมืองที่มีระบบ Internet เร็วและไม่มี downtime (ซึ่งในไทยนี่ หายากมากครับ) ก็สามารถเลือกใช้แบบ cloud ได้เลยครับ แต่อย่าลืมคำนวณค่าบริการที่คุณต้องจ่ายไปสัก 3 ปี หากราคาพอๆกับการลงซอฟต์แวร์แบบ server ดีๆสักตัวนึง ควรเลือก server ครับ เพราะมีความเสถียรและต่อยอดได้ดีกว่าครับ (ระบบ server ในปัจจุบัน ก็พัฒนาไปมากครับ ไม่ได้ใช้งานได้แต่ภายในเท่านั้น แต่เป็นระบบ Hybrid ที่สามารถใช้ได้เมื่อคุณอยู่นอกโรงแรมด้วยครับ)

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com