เทคนิคการเขียนสัญญาจ้างของฟรีแลนซ์

การทำงานสาย IT หลายคนอาจจะมองว่าเป็นงานที่สบาย เป็นอิสระและมีรายได้เข้ามาเยอะ แต่หากคุณไม่มีสัญญา หรือทำสัญญาระหว่างคุณกับลูกค้าแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยค่ะว่า คุณจะต้องปวดหัวอย่างแน่นอน นั่นเพราะ การทำงานแบบนี้คุณอาจจะโดนโกง แล้วถูกเบี้ยวเงินได้ง่าย ซึ่งอาจจะจ่ายค่าจ้างช้า ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นการทำสัญญาให้มีความชัดเจนทั้งสองฝ่าย จะช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเงินที่ได้มาน้อยไม่คุ้มค่ากับการทำอีกต่อไปค่ะ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “สัญญา”

สัญญา เป็นขอตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งในสัญญาจะระบุการกระทำอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายและความสมัครใจ บุคคลตามกฎหมายนั้น อาจจะเป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ดังนั้น ฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาก็ย่อมต้องทำสัญญากับบริษัท ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ค่ะ

ลักษณะการทำงานของฟรีแลนซ์ เป็นการทำงานภายใต้ สัญญาจ้างทำของ ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน นั่นคือ ผู้ว่าจ้างจะให้ค่าจ้างเมื่อผู้รับจ้างทำงานสำเร็จตามข้อตกลง เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบฟอร์ม หรือสัญญาจ้างที่ทำของเกิดขึ้นได้เมื่อมีการตกลงร่วมกัน แม้ว่าสัญญาปากเปล่า หรือเขียนขึ้นบนกระดาษทิชชูก็สามารถนำมาฟ้องร้องบังคับคดีได้ค่ะ

องค์ประกอบของสัญญาจ้างทำของ

  1. ชื่อสัญญา ควรมีชื่อที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นสัญญาเกี่ยวกับอะไร และควรระบุให้เฉพาะเจาะจงที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น สัญญาจ้างแปลเอกสารจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทย นิยายเรื่อง… หรือสัญญาจ้างการออกแบบเว็บไซต์ของคุณ ….อย่างนี้เป็นต้น
  2. คู่สัญญา คุณจะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นสัญญาระหว่างใครกับใคร อาจจะเป็นบริษัทกับบริษัท หรือระหว่างบริษัทกับบุคคล ในกรณที่เป็นของบริษัทจะต้องระบุชื่อผู้มีอำนาจแทนนิติบุคคลนั้นด้วย เช่น กรรมการผู้จัดการบริษัท (สามารถตรวจสอบได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า http://www.dbd.go.th ถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องระบุชื่อ นามสกุล และเลขบัตรที่ประชาชนของบุคคลนั้นด้วย
  3. ระยะเวลาของสัญญาต้องกำหนดตั้งแต่เวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดสัญญาอย่างชัดเจน วันที่เซ็นสัญญา ระบุงวดส่งงาน อย่างเช่น งวดไหนกำหนดส่งเมื่อไร จ่ายเงินแต่ละงวดเมื่อใด ถ้าให้ดีควรระบุสถานที่เซ็นสัญญา ถ้าหากเกิดการฟ้องร้องขึ้นมาจะได้รู้ว่าต้องแจ้งความและขึ้นศาลที่ไหน
  4. ความสัมพันธ์ของคู่สัญญา สัญญาต้องบอกชัดถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยต้องเขียนขอบเขตงานให้ครอบคลุม อย่างเช่น ว่าจ้างอะไร รายละเอียดของผลงานหรือสินค้า เงื่อนไขการส่งมอบงาน ตรวจสอบ ลิขสิทธิ์งาน ฯลฯ
  5. การดำเนินการเมื่อฝ่ายในฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา คุณต้องระบุอย่างชัดเจนว่า ต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อมีการผิดสัญญา อย่างเช่น ปรับเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และถ้าสัญญาควรปกป้องสิทธิของแต่ละฝ่าย เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้น ควรพิจารณาได้ง่ายกว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา อย่างเช่น ระบุเป็นข้อความว่า ถ้าหาก…ปฏิบัติผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งในสัญญานี้ …สามารถดำเนินการใดได้ หรือมีผลอย่างไรได้
  6. การบอกเลิกสัญญา คุณต้องกำหนดเงื่อนไขในการบอกเลิกสัญญาของแต่ละฝ่ายเอาไว้ ว่าสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง และต้องมีการบอกล่วงหน้าเป็นระยะเวลาเท่าใด ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบอะไร
  7. อื่น ๆ อย่างเช่น ระยะเวลาในการการันตีผลงาน บริการหลังการขาย เหตุสุวิสัย หรือข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มประเภทงาน และประสบกาณ์ของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง

จากข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเขียนสัญญาที่ครอบคลุม และสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่ทำงานฟรีแลนซ์ ในการทำงานฟรีแลนซ์นี้ถึงแม้ว่าคุณจะมีอิสระในการทำงาน ในการคิดและการวางแผน แต่หากไม่มีสัญญาอาจจะทำให้คุณพลาดโอกาสที่จะได้รับเงินที่สมควรจะได้รับ เพราะงานทุกอย่างต้องมีต้นทุน ดังนั้น ทำสัญญาไว้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดค่ะ

Banner-tasknjoy

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com