เทคนิคการเขียนสัญญาจ้างของฟรีแลนซ์

การทำงานสาย IT หลายคนอาจจะมองว่าเป็นงานที่สบาย เป็นอิสระและมีรายได้เข้ามาเยอะ แต่หากคุณไม่มีสัญญา หรือทำสัญญาระหว่างคุณกับลูกค้าแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยค่ะว่า คุณจะต้องปวดหัวอย่างแน่นอน นั่นเพราะ การทำงานแบบนี้คุณอาจจะโดนโกง แล้วถูกเบี้ยวเงินได้ง่าย ซึ่งอาจจะจ่ายค่าจ้างช้า ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ ดังนั้นการทำสัญญาให้มีความชัดเจนทั้งสองฝ่าย จะช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเงินที่ได้มาน้อยไม่คุ้มค่ากับการทำอีกต่อไปค่ะ

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “สัญญา”

สัญญา เป็นขอตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งในสัญญาจะระบุการกระทำอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายและความสมัครใจ บุคคลตามกฎหมายนั้น อาจจะเป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ดังนั้น ฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาก็ย่อมต้องทำสัญญากับบริษัท ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้ค่ะ

ลักษณะการทำงานของฟรีแลนซ์ เป็นการทำงานภายใต้ สัญญาจ้างทำของ ซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน นั่นคือ ผู้ว่าจ้างจะให้ค่าจ้างเมื่อผู้รับจ้างทำงานสำเร็จตามข้อตกลง เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบฟอร์ม หรือสัญญาจ้างที่ทำของเกิดขึ้นได้เมื่อมีการตกลงร่วมกัน แม้ว่าสัญญาปากเปล่า หรือเขียนขึ้นบนกระดาษทิชชูก็สามารถนำมาฟ้องร้องบังคับคดีได้ค่ะ

องค์ประกอบของสัญญาจ้างทำของ

  1. ชื่อสัญญา ควรมีชื่อที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นสัญญาเกี่ยวกับอะไร และควรระบุให้เฉพาะเจาะจงที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น สัญญาจ้างแปลเอกสารจากภาษาอังกฤษ เป็นภาษาไทย นิยายเรื่อง… หรือสัญญาจ้างการออกแบบเว็บไซต์ของคุณ ….อย่างนี้เป็นต้น
  2. คู่สัญญา คุณจะต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นสัญญาระหว่างใครกับใคร อาจจะเป็นบริษัทกับบริษัท หรือระหว่างบริษัทกับบุคคล ในกรณที่เป็นของบริษัทจะต้องระบุชื่อผู้มีอำนาจแทนนิติบุคคลนั้นด้วย เช่น กรรมการผู้จัดการบริษัท (สามารถตรวจสอบได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า http://www.dbd.go.th ถ้าหากเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องระบุชื่อ นามสกุล และเลขบัตรที่ประชาชนของบุคคลนั้นด้วย
  3. ระยะเวลาของสัญญาต้องกำหนดตั้งแต่เวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดสัญญาอย่างชัดเจน วันที่เซ็นสัญญา ระบุงวดส่งงาน อย่างเช่น งวดไหนกำหนดส่งเมื่อไร จ่ายเงินแต่ละงวดเมื่อใด ถ้าให้ดีควรระบุสถานที่เซ็นสัญญา ถ้าหากเกิดการฟ้องร้องขึ้นมาจะได้รู้ว่าต้องแจ้งความและขึ้นศาลที่ไหน
  4. ความสัมพันธ์ของคู่สัญญา สัญญาต้องบอกชัดถึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา โดยต้องเขียนขอบเขตงานให้ครอบคลุม อย่างเช่น ว่าจ้างอะไร รายละเอียดของผลงานหรือสินค้า เงื่อนไขการส่งมอบงาน ตรวจสอบ ลิขสิทธิ์งาน ฯลฯ
  5. การดำเนินการเมื่อฝ่ายในฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา คุณต้องระบุอย่างชัดเจนว่า ต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อมีการผิดสัญญา อย่างเช่น ปรับเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และถ้าสัญญาควรปกป้องสิทธิของแต่ละฝ่าย เมื่อเกิดข้อขัดแย้งขึ้น ควรพิจารณาได้ง่ายกว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา อย่างเช่น ระบุเป็นข้อความว่า ถ้าหาก…ปฏิบัติผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่งในสัญญานี้ …สามารถดำเนินการใดได้ หรือมีผลอย่างไรได้
  6. การบอกเลิกสัญญา คุณต้องกำหนดเงื่อนไขในการบอกเลิกสัญญาของแต่ละฝ่ายเอาไว้ ว่าสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง และต้องมีการบอกล่วงหน้าเป็นระยะเวลาเท่าใด ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบอะไร
  7. อื่น ๆ อย่างเช่น ระยะเวลาในการการันตีผลงาน บริการหลังการขาย เหตุสุวิสัย หรือข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มประเภทงาน และประสบกาณ์ของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง

จากข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นการเขียนสัญญาที่ครอบคลุม และสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่ทำงานฟรีแลนซ์ ในการทำงานฟรีแลนซ์นี้ถึงแม้ว่าคุณจะมีอิสระในการทำงาน ในการคิดและการวางแผน แต่หากไม่มีสัญญาอาจจะทำให้คุณพลาดโอกาสที่จะได้รับเงินที่สมควรจะได้รับ เพราะงานทุกอย่างต้องมีต้นทุน ดังนั้น ทำสัญญาไว้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

เว็บไซต์โรงแรมดี ก็เพิ่มยอดขายได้นะจ๊ะ

เว็บไซต์ คือ หน้าโรงแรม หรือประตูทางเข้าโรงแรมอีกทางหนึ่งที่นักธุรกิจโรงแรมต้องให้ความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ

1. ข้อมูลมีคุณภาพ ชัดเจน และรองรับการใช้สื่อหลายประเภท

  • การใส่ข้อมูลในเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ตั้งโรงแรม ภาพถ่าย สื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในเว็บไซต์ ควรมีความชัดเจนและมีคุณภาพ มันคงจะดูไม่น่าจองห้องพักเอามาก ๆ ถ้าลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์โรงแรมของคุณเพื่อที่จะดูภาพห้องพัก และโซนอื่นๆที่หน้าสนใจ แต่กลับพบรูปภาพห้องพักที่เบลอ ๆ หรือถ่ายแบบไม่คุมโทนสีเอาซะเลย
  • สื่อที่นิยมใช้ในการทำเว็บไซต์ นอกจากตัวหนังสือ (text) และรูปภาพแล้ว ยังมีสื่อวีดีโอ Video ที่คุณยังสามารถใส่ลงในเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์การเข้าพักที่ดรงแรมผ่านวีดีโอโปรโมตโรงแรมได้อีกด้วย
  • นอกจากการข้อมูลมีคุณภาพ ชัดเจน และรองรับการใช้สื่อหลายประเภทแล้ว อย่าลืมตรวจสอบความเร็วของการเข้าถึงหน้าแรกของเว็บไซต์กันด้วยนะคะ เพราะความเร็วของเว็บไซต์มีผลต่อการเข้าชมเว็บไซต์ของลูกค้าค่ะ  คุณเคยเข้าเว็บไหนแล้วหงุดหงิดกับการที่ต้องรอนานกว่าจะโหลดหน้าแรกเสร็จไหม? นั่นแหละสิ่งที่ทำให้ผู้เยี่ยมชมเว็บโรงแรมของคุณเบือนหน้าหนี ซึ่งหากลูกค้าของคุณกดเข้มเว็บและออกจากเว็บของคุณโดยที่ไม่คลิกอะไรต่อเลย แปลว่าเว็บไซต์ของคุณมีอัตรการตีกลับ (bounce rate) ซึ่งยิ่งอันตราการตีกลับสูง จะมีผลกระทบต่อ SEO score และเมื่อ SEO Score ต่ำ จะส่งผลกระทบทำให้เว็บไซต์ดรงแรมของคุณไม่ติดอันดับต้นๆ หรือแม้กระทั่งหน้าแรกๆของผลการค้นหาใน google ค่ะ

2. มีปุ่มจองห้องพัก

แหม เมื่อลูกค้าเข้ามาถึงประตูหน้าโรงแรม เพื่อดูห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรมแล้ว ก็อย่าปล่อยให้หลุดมือไปนะคะ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้คุ้มค่ะ ด้วยการติดตั้งฟังก์ชั่น direct booking พร้อมแปะปุ่มจองห้องพัก “Book Now” ไว้ทุกหน้าของเว็บไซต์ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจจองห้องพักทันที นอกจากนั้นคุณยังสามารถเพิ่มยอดขายได้ด้วย โปรโมชั่นที่หน้าเว็บลดราคาให้กับลูกค้าที่เลือกจองห้องพักผ่านปุ่มจองห้องพักด้วยค่ะ

3. SEO

เว็บไซต์โรงแรมที่ดี จะต้องเขียนตามหลักการของ SEO ซึ่งผู้เขียนเว็บจะต้องทราบถึงการใช้ Title, Meta Description, Heading, Sub-heading, URL เพื่อให้เว็บไซต์โรงแรมของคุณติดอันดับต้นๆของหน้า google ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเข้าชมเว็บไซต์ให้กับโรงแรม

4. Responsive

ในปัจจุบันมือถือได้กลายมาเป็นอุปกรณ์หลักที่ผู้คนใช้เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ต่างๆรวมถึงการจองห้องพักโรงแรมด้วย เว็บไซต์โรงแรมที่ดีก็ควรที่จะเอื้อต่อการรับชมผ่านมือถือ หรืออุปกรณ์พกพาอื่นๆ ว่าแล้วก็ อย่าลืม! ตรวจสอบดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีการดีไซน์แบบResponsiveหรือไม่เพื่อรองรับการเข้าชมผ่านอุปกรณ์พกพานะคะ

5. อัพเดทคอนเทนท์อยู่เสมอ

นอกจากการเขียนเว็บไซต์โรงแรมให้ตรงตามหลักการของ SEO แล้ว การอัพเดทคอนเทนท์ใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าชมเว็บไซต์โรงแรมของคุณ เช่น ถ้าคุณอยู่จังหวัดที่มีทั้งภูเขาและทะเล คุณอาจจะทำคอนเทนท์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวบริเวณใกล้ๆโรงแรม หรือพาช๊อบ แชะ ชิม เพื่อให้ผู้อ่านประทับใจ เกิดความสนใจที่จะไป พร้อมกับจองโรงแรมของคุณ หรือแม่กระทั่ง เกิดการแชร์บทความของคุณ สร้างความน่าเชื่อถือและทำให้โรงแรมของคุณเป็นที่รู้จักในคนหมู่มากอีกด้วย

ตอนนี้ คุณผู้อ่าน เห็นความสำคัญของการมีเว็บไซต์และวีสร้างเว็บไซต์โรงแรมที่ดีแล้วนะคะ อย่าปล่อยให้เว็บไซต์โรงแรมของคุณว่างเปล่า และไม่อัพเดท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าลืมต่อโดเมนเนม เพราะเดีญวชื่อโอเมนที่เราต้องการจะหลุดไปอยู่ที่มือคนอื่นแทนนะจ๊ะ ว่าแล้วก้กลับไปดูและอัพเดทเว็บไซต์โอรงแรมของคุณกันได้เลยค่ะ

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

TOEFL (Test of English as a Foreign Language) โทเฟล คืออะไร

TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language (TOEFL อ่านออกเสียงว่า โทเฟิล หรือ โทเฟล) เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนนโทเฟลจะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี

>> ข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่ผ่านมาจะมี อยู่ 3 ระบบ คือ

  1. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  PBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนแผ่นกระดาษ
  2. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  CBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์
  3. โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  iBT คือการทำข้อสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  แบบเก่าผ่านระบบการตรวจข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนต ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่แพร่หลายที่สุด

ดังนั้น แบบทดสอบ โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  ที่จะพูดถึงจะเป็น TOEFL iBT หรือ โทเฟิล ที่สอบบทคอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เนตนั่นเอง

>> TOEFL ทดสอบอะไรบ้าง

TOEFL จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด (Speaking) การฟัง (Listening) การอ่าน (Reading) และการเขียน (Writing) 

โดยทั้ง 4 ทักษะนั้น โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)  จะวัดผู้สอบด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

  1. ทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทางด้าน การอ่าน (การอ่าน) การฟัง (Listening) การพูด (Speaking) และการเขียน (Writing) ซึ่ง โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะวัดความเชี่ยวชาญทางทักษะนั้น ๆ ทีละด้าน
  2. ทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) อย่างเช่น ผู้สอบจะต้องใช้ทั้งทักษะการฟัง-อ่าน-พูด หรือ อาจจะต้อง ฟัง-อ่าน-เขียน ทั้งนี้เพื่อจะได้วัดปฏิกริยา และความเข้าใจภาษาอังกฤษ

โดยปกติแล้วคำถามของทักษะการสื่อสารเชิงบูรณการ (Integrated Skills) ของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) จะถือว่าเป็นส่วนที่ยากกว่าคำถามของการสอบวัดทักษะทีละทักษะของโทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL)

>> การสอบโทเฟล (TOEFL) โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ โดยมีรายละเอียดคร่าว ๆ ดังนี้

ระบบ TOEFL
ทักษะ
จำนวนคำถาม
เวลา
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การอ่าน (Reading)
3 – 5 บทความ บทความละ 12 – 14 คำถาม
60 – 100 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การฟัง (Listening)
4 – 6 เรื่อง เรื่องละ 6 คำถาม และ
2 – 3 บทสนทนา บทสนทนาละ 5 คำถาม
60 – 90 นาที
พัก
10 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การพูด (Speaking)
6 เรื่อง ( 2 เรื่องอิสระ และ 4 เรื่องบูรณาการ)
20 นาที
โทเฟิล หรือ โทเฟล
(TOEFL iBT)
การเขียน (Writing)
1 เรื่องอิสระ และ 1 เรื่องบูรณาการ
20 นาที (เรื่องบูรณาการ) 30 นาที (เรื่องอิสระ!

ข้อมุลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ TOEFL โทเฟิล หรือ โทเฟล (TOEFL) คือ www.ets.org/toefl

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

มนุษย์เงินเดือนทำเงินกับงานฟรีแลนซ์

ในยุคที่เทคโนโลยีมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดอาชีพต่าง ๆ มากมายในปัจจุบัน มนุษย์เงินเดือนก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มได้ด้วยการทำงานฟรีแลนซ์ ในรูปแบบต่าง ๆ โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับตนเอง หากคุณคือคนหนึ่งที่มีความสามารถเฉพาะตัว เช่น ความสามารถทางด้าน IT ความสามารถในการเขียน ความสามารถในการออกแบบกราฟฟิค ความสามารถในการทำงานด้านอื่น ๆ เช่น ฐานข้อมูล และระบบสารสนเทศต่าง ๆ ซึ่งความสามารถเหล่านี้สามารถช่วยให้มนุษย์เงินเดือนสามารถสร้างรายได้นอกเวลางานได้เป็นอย่างดี

ซึ่งบทความของเราในวันนี้จะมาพูดถึงงานต่าง ๆ ที่คนทำงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือนนั้นสามารถทำได้นอกเวลางาน และยังสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับตนเองได้อย่างมากมายอีกด้วย ซึ่งจะขอกล่าวถึงงานที่สามารถมองเห็นได้ง่าย และทำได้ง่ายมาก ๆ ดังต่อไปนี้

แนะนำงานฟรีแลนซ์ที่ทำเงินให้มนุษย์เงินเดือน

  • ขายสินค้าออนไลน์ทั้งสินค้าที่ขายเองและนำมาแนะนำ

การขายสินค้าออนไลน์ เป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะนอกจากจะสร้างรายได้ให้มากมายแล้ว ยังสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาไม่ต้องไปยังบริษัท หรือสำนักงาน เพื่อทำงาน เพียงแค่คุณมีเวลา 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน ก็สามารถลงส่งค้า และติดต่อสื่อสาร นำเสนอสินค้าได้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่แน่นอนว่าไม่มีใครที่ไม่ใช้ เพียงแค่คุณมีความรู้พื้นฐาน มีทุน และสินค้าที่มีคุณภาพ เท่านี้ก็สามารถสร้างเงินได้ง่าย ๆ แล้วล่ะค่ะ

  • งานแปลที่หลากหลายทางภาษา

สำหรับใครที่มีความชอบเกี่ยวกับการเขียน มีความถนัดด้านภาษา คุณก็สามารถทำรายได้จากการแปลงานได้ค่ะ เพราะการแปลงานสามารถทำได้ที่บ้านหลังเลิกงาน ซึ่งรายได้ต่อครั้งก็มากอยู่นะคะ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแปล โดยฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ และขยันสักหน่อยรับรองเลิศค่ะ

  • บล็อกเกอร์รีวิวสินค้ายอดนิยม

คุณคิดว่าชอบอะไร หรือถนัดทำสิ่งใดก็รีวิวสิ่งนั้น ถ้าชอบกินก็รีวิวเกี่ยวกับอาหาร หากชอบแต่งหน้า ก็รีวิวเครื่องสำอาง ฯลฯ ด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีอันทันสมัยในปัจจุบัน ทำให้เขียว ถ่ายภาพ และการอัพโหลดแบบง่าย ๆ มีหลายแพลทฟอร์มให้เลือกลงบทความ แนะนำให้ลองพิจารณาดูความเหมาะสมก่อนนะคะ เป็นรายได้เสริมที่คุณจะได้จากค่าโฆษณา ยิ่งบล็อกของคุณมีคนเข้ามาชมเยอะ รายได้มีโอกาสได้รับเยอะนะคะ

งานฟรีแลนซ์ที่เรานำเสนอไปนั้น เป็นเพียงรายได้เสริมที่คุณสามารถทำควบคู่กันไปกันการทำงานได้ โดยไม่ต้องออกจากงาน ซึ่งงานฟรีแลนซ์ที่สามารถสร้างรายได้ให้คุณมาก ก็มีอยู่หลายประเภท คุณสามารถค้นหาผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตได้ และเลือกทำได้ตามความถนัด และความสามารถที่คุณมี การทำงานฟรีแลนซ์นั้น คุณจะต้องเป็นผู้ที่มีความมั่นใจ ขยัน และทำงานต่อเนื่อง ถึงแม้จะเป็นงานอิสระ แต่ถ้าคุณทำบ้างไม่ทำบ้างอาจจะทำให้คุณเสียลูกค้า และรายได้เสริมนี้ก็จะเข้ามาไม่มาก คิดจากสร้างรายได้จากการทำงานฟรีแลนซ์ ควรศึกษาทำความเข้าใจ และเลือกสิ่งที่คุณชอบนะคะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

โปรโมทโรงแรมอย่างไรให้คนรู้จัก

เปิดโรงแรมแล้ว จะทำการตลาดอย่างไรดี ให้คนรู้จัก คำถามนี้คงเป็นคำถามที่เจ้าของโรงแรมหน้าใหม่ทุกคนจะต้องวางแผนกันให้พร้อมนะครับ

ในยุคนี้ ยุคที่มีทั้งอินเตอร์เนต เว็บไซต์ ยูทูป เห็นได้ชัดเลยว่า ช่องทางการทำการตลาดมีให้คุณเลือกหลากหลายและยังสมามารถเลือกจ่ายตามงบประมาณตามความเหมาะสมได้ดีกด้วย หากคุณเลือกใช้ช่องทางที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและใช้เนื้อหา การประชาสัมพันธ์ โปรดมชั่น ลด แลก แจก แถม ที่โดนใจ ย่อมได้ลูกค้าระยะยาว แถมชื่อเสียงก็ยังดีขึ้นเรื่อยๆ มีลูกค้าจองห้องพัก เต็มๆๆๆ ตลอดไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลหรือไม่ครับ

บทความนี้ผมจะแนะนำช่องทางที่นักการตลาดต้องทราบดี เอมาปรับใช้กับโรงแรมคุณไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สามารถใช้ได้ทั้งนั้นครับ

  1. Online Marketing – การตลาดออนไลน์
    • Website & SEO เว็บไวต์ ถือเป็น หน้าโรงแรมหรือทางเข้าโรงแรมอีกทางหนึ่งของคุณ การออกแบบเว็บไซต์ให้ดูดี ถือเป็นหน้าตาของโรงแรม การเลือกใช้รูปภาพ และการเขียนเว็บให้ตรงตามมาตรฐานของ SEO ก็มีส่วนที่ทำให้ Google หาเว็บคุณเจอ และถ้าลุกค้าเดินเข้าประตูมาแล้ว อย่าปล่อยให้ลูกค้าหลุดมือ ลงทุนกับระบบ “direct booking” จะช่วยให้คุณขายห้องพักได้ทันที่ที่ลูกค้าเข้าเว็บเชียวครับ
    • Social Media – Youtube, Facebook, IG, Twitter ยุคนี้เป็นยุคของคอนเทนท์ครับ หาคอนเทนท์ดีๆ ที่เกี่ยวข้องแต่ไม่จะเป็นต้องขายห้องพักเสมอไป มาใช้กับสื่อ social Media ของคุณ รับรองว่าลูกค้าต้องรู้สึกเคลิมและอยากได้ประสบการณ์เดียวกับที่คุณใส่ในคอนเทนท์อย่างแน่นอน นอกจากนั้น บาง social Media สมัยนี้ก็พัฒนาไปมว๊ากกกก นอกจากจะเป็นช่องทางในการโปรโมทและติดต่อกับลูกค้าแล้ว ยังสามารถเพิ่มฟังก์ชั่นขายห้องได้เลยด้วยนะ
    • Email Marketing & SMS การส่งอีเมล์หรือ SMS ตรงไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เป็นหนทางที่อิตตลอดกาลของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจไหน ย่อมอยากให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายรับรู้สิ่งที่เรานำเสนอทั้งนั้น ยิ่งถ้าเรามีอีเมล์หรือเบอร์โทรไว้ส่งข้อความตรงถึงมือกลุ่มลูกค้าที่เราคิดว่าใช่แน่ ผลตอบรับของการลงทุนทำ Email Marketing ต้องกลับมาไม่มากก็น้อยครับ
  2. Offline Marketing – การตลาดแบบออฟไลน์ การตลาดแบบออฟไลน์ แม้จะเป็นการตลาดในรูปแบบเก่า แต่ก็มีอิทธิพลสูงมากต่อกลุ่มลูกค้าที่รับข้อมูลข่าวสารผ่านความน่าเชื่อถือ  มีหลายอย่าง เช่น Telesale, Saleforce, Postcard, Advertising, Promotion และ Event/Conferences 

สิ่งที่โรงแรมส่วนมาก เลือกทำสำหรับการตลาดแบบออฟไลน์ คือ การเปิดบูทในงานอีเว้นต่าง ๆ เพื่อแนะนำโรงแรม ทำโปรโมชั่น ขายห้องพัก  รวมถึงการลงสื่อสิงพิพม์ที่เกียวข้องกับการท่องเที่ยว การโรงแรม เป็นต้น ในขณะที่โรงแรมเชนใหญ่ ๆ นอกจากวิธีการลงโฆษณาสื่อสิ่งพิมพ์ หรือให้โปรโมชั่นตามสปอตวิทยุ ให้มีแผนการตลาดแบบ Saleforce โดยการให้ทีมเซล์เข้าไปเสนอขาย ทำโปรดมชั่น รวมถึงการไปออกงานตาม Networking ต่าง ๆ อีกด้วย

สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างแบรนด์และกำลังวางแผนการตลาดอยู่นั้น ควรจะต้องทำการตลาดทั้ง 2 รูปแบบ คือทั้ง Online Marketing และ Offline Marketing ไปพร้อม ๆ กัน จะจะเลือกทำการตลาดทางช่องทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความเหมาะสมครับ

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

IELTS คืออะไร

IELTS (ไอเอล) คือ ชื่อย่อของระบบการวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ (International English Language Testing System) เป็นระบบทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่มีความประสงค์ที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งยังได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 

IELTS เป็นระบบวัดผลภาษาอังกฤษสำหรับการศึกษาต่อชนิดเดียวที่ให้ความสำคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยให้คะแนนทักษะ ทั้ง 4 แยกจากกัน สามารถวัดผลได้ชัดเจนแม่นยำ และถูกต้องตรงกับระดับความสามารถ ในการใช้ภาษาที่แท้จริงของผู้สอบ นอกจากนี้ข้อสอบยังแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามระดับการศึกษาที่ต้องการจะศึกษา ซึ่งนับเป็นการวัดผลที่ช่วยให้สถานศึกษามีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับ ความสามารถเฉพาะของนักศึกษาแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงระดับการศึกษา ข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือ

  1. Academic Module สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุก ๆ สาขา
  2. General Training Module สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้ที่สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากความยากง่ายของสาขาวิชา ซึ่งผู้สมัครจะต้องสอบถามโดยตรงจากทางสถาบันการศึกษานั้น ๆ

>>ผลคะแนนสอบไอเอล (IELTS) แบ่งออกเป็น 9 ระดับ ดังนี้

ระดับ 9 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเลิศ เหมือนเจ้าของภาษามากที่สุด สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ
ระดับ 8 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องและคล่องแคล่ว แต่อาจจะมีข้อผิดพลาดและความไม่เหมาะสมบางครั้งบางคราวในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
ระดับ 7 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดี แต่ยังมีข้อผิดพลาดหรือเข้าใจผิดในบางครั้ง ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าสามารถใช้ภาษาที่มีความซับซ้อนได้ดี 
ระดับ 6 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับใช้งานได้ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย ซึ่งรู้และเข้าใจภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงแม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดบ้าง โดยผลสอบระดับ 6.5 ขึ้นไปสามารถนำไปใช้ยื่นวีซ่าเพื่อสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ค่ะ
ระดับ 5 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษระดับปานกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารในระดับพื้นฐานที่ตนเองถนัดได้ดี เข้าใจความหมายกว้างๆ แต่ยังมีข้อผิดพลาดบ่อย ๆ
ระดับ 4 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัด โดยสามารถสื่อสารจำกัดเฉพาะเรื่องที่ตนเองคุ้นเคย จะมีปัญหาในการสื่อสารผ่านการแสดงความคิดเห็น และไม่สามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนได้
ระดับ 3 มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัดมาก โดยสามารถรู้และเข้าใจกับความหมายที่คุ้นเคยเท่านั้น และมีการสับสนในการสื่อสารบ่อย
ระดับ 2 ไม่สามารถสื่อสารแต่สามารถใช้คำศัพท์พื้นฐานได้ ซึ่งจะมีการสับสนใจการใช้ประโยคไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ใช้ได้แค่คำศัพท์สั้น ๆ ที่คุ้นเคยเท่านั้น
ระดับ 1 ไม่มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเลย ซึ่งจะไม่เข้าใจในการใช้ประโยคในการสื่อสารนอกจากคำศัพท์เล็กน้อย

>> สถานที่สมัครสอบ IELTS (ไอเอล) ในประเทศไทย

ในประเทศไทยมีศูนย์สอบ IELTS 2 แห่ง ดังนี้

1. British Council ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่หรือสามารถสมัครสอบ Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS 

  • ค่าสมัครสอบ 6,750 บาท (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ (Landmark Bangkok Hotel)

>>> ดูรายละเอียดเพิ่มเติม สำหรับการสมัครสอบไอเอลกับบริติช เคานซิล <<<<

2. IDP ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและสามารถสมัครสอบ IELTS Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ทาง IDP ยังมีศูนย์สอบ IELTS ในส่วนภูมิภาคให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก ดังต่อไปนี้ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ และภูเก็ต

  • ค่าสมัครสอบ IELTS 5,900 บาท สำหรับกรุงเทพฯ และเชียงใหม่
  • ค่าสมัครสอบ IELTS 6,500 บาท สำหรับขอนแก่น หาดใหญ่ และภูเก็ต (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมมณเฑียร (Montien Bangkok) ถนนสุรวงค์

>>การสอบ IELTS ที่ British Council และ IDP แตกต่างกันอย่างไร 

British Council

  • สอบเสร็จภายใน 1 วัน ไม่สามารถเลือกสอบ Speaking test เป็นวันอื่นได้
  • การสอบ Listening ใช้ชุดหูฟังในการสอบ
  • มีแบบฝึกหัด IELTS online ให้ 30 ชั่วโมง
  • มีศูนย์สอบ IELTS ที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เท่านั้น

IDP

  • เลือกสอบ Speaking ในวันเสาร์หรือวันจันทร์ ถัดไปได้
  • ราคาถูกกว่า (หากเลือกศูนย์สอบใน กทม.)
  • มีศูนย์สอบ IELTS ให้บริการในต่างจังหวัดครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ และ หาดใหญ่

>> มาตรฐานการสอบ IELTS ในประเทศไทย

การสอบ IELTS ในประเทศไทยใช้ข้อสอบกลางจาก มหาวิทยาลัย Cambridge (ประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน หมดกังวลเรื่องข้อสอบ IELTS รอบไหนยากกว่าง่ายกว่า เพราะไม่ว่าจะสอบที่ไหนข้อสอบ IELTS ก็เป็นชุดเดียวกันทุกรอบ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ฟรีแลนซ์ต้องรู้ หากอยากประสบความสำเร็จรายได้สูง

ฟรีแลนซ์ อาชีพที่ใคร ๆ ก็ฝันถึง เพราะมีอิสระในการทำงาน เป็นเจ้านายตัวเอง ยิ่งขยันยิ่งมีรายได้ หลาย ๆ คนอาจจะกำลังมองหาทางเลือกในการทำงานเกี่ยวกับ ฟรีแลนซ์นี้อยู่แล้วไม่รู้ว่าต้องเริ่มอย่างไรดี ต้องขอบอกค่ะว่าก่อนที่คุณตัดสินใจทำงานฟรีแลนซ์นั้น คุณจะต้องรู้สิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ก่อนค่ะ

มือใหม่ต้องรู้ ก่อนทำงานฟรีแลนซ์

  • คุณต้องรู้ตัวก่อนว่า เก่งด้านใด รู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ

ตอบคำถามที่อยู่ในใจของคุณให้กระจ่าง ว่าคุณมีความรู้ ความสามารถ และความเก่งในด้านใดบ้าง ข้อนี้ถือเป็นคำถามที่สำคัญ หากคุณไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้ งานฟรีแลนซ์อาจจะไม่ใช่แนวทางที่คุณสามารถเดินก้าวไปได้ ดังนั้น แนะนำให้ลองสำรวจตัวเองว่า คุณมีความถนัดในเรื่องใด และเก่งอะไรมากที่สุด เช่น บางคนเก่งคอม งานอะไรก็ตามที่ต้องใช้คอมในการทำงาน คุณก็สามารถทำมันได้ดีที่สุด มีคุณภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อกราฟฟิก ตัดต่อวิดีโอ ตัวแทนขายสินค้า Affiliate ฯลฯ เป็นต้น

  • คุณจะต้องมี เงินสำรองเท่าไหร่

ก่อนที่คุณจะทำงานฟรีแลนซ์แล้วได้เงิน คุณคิดหรือไม่ว่าแล้วเงินที่คุณจะนำมาใช้จ่ายจะเอามาจากไหน เพราะได้ออกจากงานเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น คุณจะต้องมีเงินสำรอง 6 เดือนขึ้นไป ถึงแม้บางคนอาจจะบอกว่า แค่ 3 เดือนก็น่าจะพอ เพราะมีความรู้ และความสามารถที่จะหาลูกค้าได้ภายใน 3 เดือน ซึ่งบอกไว้ก่อนค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรที่แน่นอน เตรียมเงินไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ดีกว่า หวังเงินที่จะได้มาในอนาคต

  • คุณสามารถบอกเรื่องงานให้ครอบครัวทราบได้หรือไม่

งานฟรีแลนซ์เป็นอาชีพอิสระที่หลายๆ คนอาจไม่รู้จักแล้วมองว่าไม่มั่นคง พ่อแม่อาจจะไม่เข้าใจและไม่สนับสนุน เพราะมองว่าลูกไม่สามารถอยู่รอดได้ หากไม่ได้รับเงินเดือน หรือเป็นพนักงานบริษัท ดังนั้น คุณจะต้องตอบคำถามของครอบครัวได้ว่า งานที่คุณทำเกี่ยวกับอะไร แล้วสร้างรายได้ให้คุณอย่างไร มากน้อยเพียงใด คุณจะต้องแสดงความน่าเชื่อถือว่า งานที่คุณทำนั้น มีความมั่นคง คุณมีความสามารถที่จะหารายได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่คุณจะก้าวเข้าสู่สายงานนี้ แนะนำให้หาคำตอบที่ดีที่สุดไว้ให้กับครอบครัวด้วย เพื่อปรับความเข้าใจ และทำให้เห็นความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า

  • เงินอยู่กับลูกค้า

ฟรีแลนซ์เป็นงานที่ต้องพึ่งลูกค้า ไม่ได้พึ่งนายจ้าง ดังนั้น ก่อนที่คุณจะออกจากงานแล้วเปลี่ยนมาทำงานอิสระนี้ คุณต้องมองภาพให้ออกว่า คุณจะได้ลูกค้ามาจากไหน แล้วลูกค้าที่คุณจะทำงานให้ต้องเป็นคนกลุ่มใด เพราะงานอิสระนี้คุณจะต้องแสดงออกถึงผลงาน ให้คนอื่น ๆ  เห็นถึงความสามารถ และประสบการณ์ที่คุณมี เพื่อว่าจ้างและต้องการร่วมงานกันคุณ

การเตรียมความพร้อมรอบด้าน ก่อนตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาทำงานฟรีแลนซ์ ที่คุณยังไม่มีประสบการณ์ และความรู้ ความสามารถเพียงพอ คิดอย่างรอบคอบเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com