เทรนใหม่ ที่ทำงาน นอกสถานที่ สำหรับฟรีแลนซ์ยุค 4.0

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “บ้าน” หรือ home office นี่แหละ คือสถานที่ทำงานหลักของเหล่าฟรีแลนซ์มืออาชีพ แต่บางครั้งการทำงานอยู่กับบ้านและไม่ได้เจอผู้คนอย่างที่เคย ก็เกิดความตึงเครียดและงานไม่เดินได้เหมือนกัน ยิ่งฟรีแลนซ์คนไหนที่เป็นพวกจับงานแล้วหยุดไม่ได้ เงยหัวขึ้นมาอีกทีก็ 3 ทุ่มแล้ว ชีวิตไม่ได้ต่างกับพนักงานออฟิศทั่วไปเลย แถมไม่ต้องออกจากบ้านไม่ต้องเดินทาง พาเอาสุขภาพกายเสียไปตามๆกัน แบบนี้เป็นสัญญานที่ชักจะไม่ดีสำหรับอาชีพฟรีแลนซ์นะคะ

ฟรีแลนซ์ ยุค 4.0 ที่อินเตอร์เนต และเทคโนโลยี อุปกรณ์สื่อสาร ต่างๆทันสมัย ต้องรู้จัก “ความพอดี” ใช่ค่ะ นี่คือคำแนะนำของ tasknjoy สำหรับคนที่สนใจรับงานฟรีแลนซ์ หรือคนที่ตั้งใจจะออกจากงานประจำมาเป็ฯฟรีแลนซ์เต็มตัว คำแนะนำแรกของเรา นองจากคุณจะเป็นคนที่มีทักษะความสามารถดีอยู่แล้ว (ไม่งั้นคุณคงไม่กล้ารับงานฟรีแลนซ์หรอก จริงไหม?) และคุณก็น่าจะอ่านบทความฟรีแลนซ์ มากมากมาย ทุกคนจะแนะนำว่า คุณต้องรู้จักรับผิดชอบงาน ส่งงานให้ตรงกำหนด คำแนะนำอีกอย่างที่สำคัญและหลายๆ บทความมักจะลืมคิดถึงคือ “ความพอดี” ค่ะ

“ความพอดี” ในที่นี้หมายถึง ความพอดีในทุกๆด้าน ทั้งเรื่องงาน เงิน และสุขภาพ เพราะถ้าทั้ง 3 อย่างนี้ไม่ได้มาพร้อมกันอย่างพอดี อาชีพฟรีแลนซ์ของคุณย่อมสะดุด อย่างแน่นอน  วันนี้ tasknjoy แนะนำสถานที่ทำงาน ที่ฟรีแลนซ์สามารถทำงานไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพการและสุขภาพจิต ให้เกิดความพอดี เพื่อที่อาชีพฟรีแลนซ์ของเราจะได้เติบโตและยั่งยืนค่ะ

1.สวนสาธารณะ (Park)

การทำงานในสวนสาธารณะ เป็นสถานที่ที่ tasknjoy ชอบที่สุด เพราะที่สวนสาธารณะสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินออกกำลัง (การเดินเข้าไปที่สวนสาธารณะ เลือกที่นั่งทำงาน คุณก็ได้ออกกำลังกายแล้วล่ะ) ทานอาหารว่างที่เตรียมมา ฟร้อมกาแฟอร่อยๆ แหม่ชื่นใจ นอกจากนั้น ฟรีแลนซ์พ่อบ้านแม่เรือนสามารถพาครอบครัวมาทำกิจกรรมร่วมกันที่สวนสาธารณะได้ด้วยนะคะ (คุณก็แค่หากิจกรรมให้ลูกๆของคุณทำ เช่นการอ่านหนังสือ วิ่งเล่นในสวน ให้อาหารปลา จากนั้นทานอาหารร่วมกัน) เห็นไหมคะ การทำงานที่สวนสาธารณะมีแต่ดีกับดี และยิ่งถ้าวันไหนอากาศดีทั้งวัน นั่งได้งาน งานเกิด รายได้เข้ากันทีเดียวค่ะ ^^

2.โคเวิร์คกิ้งสเปซ (Co-Working Space)

บางครั้งฟรีแลนซ์ก็ต้องหาสถานที่ที่จะช่วยผลักดันให้งานเดินอยู่เหมือนกัน การไปนั่งทำงานที่โคเวิร์คกิ้งสเปซ (Co-working Space) สักเดือนละ 3 – 4 ครั้ง (หรือมากกว่านั้น)  ก็เป็นแนวทางที่ดี เพราะเราจะรู้สึกว่าได้เจอเพื่อนฟรีแลนซ์ด้วยกัน สู้ชีวิตฟรีแลน์ไปด้วยกัน ฟรีแลนซ์หลายๆคนที่เลือกไปทำงานที่ co-Working Space อาจจะได้เพื่อนใหม่ สังคมใหม่ หรืออาจจะได้ลูกค้าใหม่ติดมาด้วย ถึงจะเสียตังค์บ้างแต่ถือว่าคุ้มค่าค่ะ

3. สถานที่ออกกำลังกาย (Fitness)

Fitness Lounge หรือ Gym Lounge เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ tasknjoy ชอบค่ะ เพราะนอกจากได้อาหารการ ยังได้อาหารตาด้วย 555 แถมยังมีพื้นที่ พร้อมไวไฟให้เรานั่งทำงาน ระหว่างรอคลาสออกกำลังกายรอบต่อไปด้วยค่ะ ฟรีแลนซ์ที่ไม่ชอบออกกำลังกายในสวนสาธารณะ สามารถเลือกการออกกำลังกายที่ฟิตเนสและใช้พื้นที่พักผ่อนของฟิตเนสในการนั่งทำงานเล็กๆน้อยๆได้นะคะ แต่ไม่ต้องถึงขนาดหอบหิ้วงานไปนั่งอย่างจริงจัง เหมือนที่โคเวิร์คกิ้งเสปซนะคะ เดี๋ยวเทรนเนอร์จะเขม่นเอาค่า

4. ห้องสมุด (Library)

ห้องสมุดเป็นอีกที่นึงที่ให้ทั้งอาหารสมองและพื่นที่ในการทำงานที่สร้างสมาธิให้กับฟรีแลนซ์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เหมาะกับฟรีแลนซ์นักเขียน ฟรีแลนซ์รับรีวิว เขียนบทความทั้งลาย ที่จะต้องหาทั้งความรู้และสมาธิในการเขียนบทความที่ดีให้กับผู้อ่าน ที่สำคัญ สามารถพาลูกหลานไปด้วย เป็นการปลุกจิตนักอ่านให้กับเด็กๆด้วยค่ะ แต่ถ้างานฟรีแลน์ที่คุณทำ จะต้องติดต่อ ดทรคุยกับลูกคาอยู่ตลอดล่ะก็ อย่าลืมออกมาคุยในพื้นที่ที่เค้าจัดไว้ให้คุยโทรศัพท์นะคะ เดี๋ยวคุณบรรณารักษ์จะดุเอาค่ะ

5. ร้านกาแฟ (Coffee Shop)

สถานที่สุดท้าย และเป็นสถานที่ยอดฮิตตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน คือ ร้านกาแฟ ค่ะ  ก็บางทีชีวิตก็ต้องการบรรยากาศและกาแฟดีๆที่ไม่ใช้ต้มกินที่บ้านบ้าง หรืออาจจะเป็นน้ำปั่นอร่อยๆ ที่มีไวไฟ ปลั๊กไฟ พร้อม ราวกับว่าตั้งใจให้ฟรีแลนซ์อย่างเรามานั่งทำงานเนอะ หลายๆครั้งฟรีแลนซ์ก็ต้องใช้ร้านกาแฟนี่แหละ เป็นสถานที่นัดประชุม นัดพบลูกค้า หรือฟรีแลนซ์ติวเตอร์ ก็ใช้เป็นห้องสอนซะเลยก็ได้ด้วย สะดวกดีค่ะ พยายามเลือกร้านกาแฟที่ไม่พลุกพล่านจนเกินไป ไม่งั้นงานไม่เดินนะคะ ^^

เป็นอย่างไรบ้างคะ ที่ทำงาน นอกสถานที่ ที่ tasknjoy แนะนำให้กับเพื่อนๆฟรีแลนซ์ ยังไงลองเอาไปปรับใช้กับงานฟรีแลนซ์ของแต่ละท่านกันดูนะคะ ส่วนงานฟรีแลนซ์บางงานที่ไม่สามารถทำนอกสถานที่ได้เลย หรือมีข้อจำกัดอยู่ที่สถานที่ เช่น ช่างถ่ายทำภาพยนตร์, ช่างภาพงานรับปริญญา หรือนักออกแบบเสื้อผ้า ก็อย่าลืมแบ่งเวลาให้กับการบริหารสุขภาพจิตและสุขภาพกายกันนะคะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

โปรแกรมจัดการร้านอาหาร หรือ POS ที่ดี คืออย่างไร?

  • ในยุคที่ค่าแรงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความรวดเร็วแม่นยำในการสั่งอาหาร และการออกใบเสร็จให้กับลูกค้าก็สำคัญมาก  ร้านอาหารในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเล็ก กลาง หรือใหญ่ และไม่ว่าจะขึ้นห้างหรือ Food Truck ก็ย่อมต้องสรรหาระบบจัดการร้านอาหารมาใช้ โดยเฉพาะในฟังก์ชั่น POS เพราะเมื่อร้านอาหารของคุณมีระบบจัดการร้านอาหารที่ดีแล้ว คุณจะพบว่าคุณจะไม่ต้องปวดหัวกับการจ้างพนักงานหลายคน ไม่ต้องกังวลกับการสั่งอาหารที่ล่าช้าจนลูกค้าบ่น ออกใบเสร็จได้รวดเร็วแค่ปลายนิ้ว แถมคุณยังเห็นรายรับ-รายจ่ายได้อย่างเรียลไทม์แบบวันต่อวันอีกด้วย

การทำงานของระบบจัดการร้านอาหาร POS เริ่มตั้งแต่การจองโต๊ะ เลือกรายการอาหาร และเครื่องดื่ม ส่งรายการอาหารและเครื่องดื่มตรงไปยังพนักงานครัวทำตามออเดอร์ และส่งอาหารมาให้พนักงานเสิร์ฟ ตลอดจนการเช็คบิล ออกใบเสร็จให้กับลูกค้า นอกจากนี้หากมีราคาโปรโมชั่น หรือลดเป็นราคาสมาชิกก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย โปรแกรมนี้จึงตอบโจทย์ร้านอาหารทุกประเภท รวมถึงรองรับการขยายสาขา และการทำครัวกลางด้วย

ระบบจัดการร้านอาหารที่ดีรองรับการทำงานของร้านอาหารในทุกรูปแบบ ดังนี้

1. ด้านการขาย

  • การบันทึกรายการขายหรือการรับออร์เดอร์ – Tablet
  • การออกใบเสร็จรับเงินทั้งรูปแบบเต็มและย่อย – ออกใบเสร็จได้อย่างรวดเร็ว
  • การจัดการเงินสด – สามารถติดตามความเคลื่อนไหวเงินสดเพื่อลดความผิดพลาดและการจัดการพนักงาน
  • โปรโมชั่นและส่วนลด – สามารถสร้างโปรโมชั่นและส่วนลดได้ทันที
  • ทำงานแบบออฟไลน์ – สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีอินเตอร์เนต

2. ด้านการบริหาร

  • สามารถบริหารได้หลายสาขาภายใต้บัญชีเดียว หรือแยกบัญชี
  •  สามารถติดตามยอดขาย สินค้าคงคลัง พนักงาน และลูกค้าทั้งหมดได้ในซอร์ฟแวร์เดียว
  •  รวมศูนย์การจัดทำบัญชีไว้ที่เดียว
  •  เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมและฮาร์ดแวร์ได้หลากหลาย ในระบบ Windows
3. ด้านการจัดการพนักงาน
  •  สามารถบันทึการเข้า-ออกพนักงาน คำนวณชั่วโมงทำงาน
  • สามารถกำหนดสิทธิเข้าถึงระบบ ตามตำแหน่งและระดับการทำงานของพนักงาน
  • บันทึกข้อมูลทุกขั้นตอน เพื่อใช้ในการติดตามการทำงานของพนักงานแต่ละท่านและใชในการตัดสินใจทางธุรกิจ

4. ด้านการจัดการในครัว

  • ส่งรายการอาหารและเครื่องดื่มตรงไปยังพนักงานครัวทำตามออเดอร์

5. ด้านการทำการตลาดและการสื่อสารกับลูกค้า

  • แนะนำโปรโมชั่นผ่านอีเมล์มาร์เก็ตติ้ง

6. รายงาน

  • รายงานขาย (Sale Report)
  • รายงานกระแสเงินสดรายวัน
  • รายการวัตถุกิบ (Inventory)
  • ต้นทุนกำไร จำนวนครั้งและช่วงเวลาการใช้โปรโมชั่น เพื่อให้แผนกการตลาดสามารถวิเคราะห์และคิดแผนการโปรโมชั่นได้ในครั้งต่อ ๆ ไป
  • รายงานความเคลื่อนไหว ต่าง ๆภายในร้านอาหาร เช่น จำนวนการรับออเดอร์, เวลาเข้าออกของพนักงาน เป็นต้น

ข้อดีของการใช้ระบบจัดการร้านอาหาร POS ของ CiMSO

  1. ระบบจัดการร้านอาหาร (RESTaurateur) ของ CiMSO เป็นแบบ ERP ซึ่งสามารถ Custom การใช้งานได้ตามที่ลูกค้าต้องการแบบ Pay as you go
  2. ระบบจัดการร้านอาหาร (RESTaurateur) ของ CiMSO สามารถออกรายงานได้อย่างเรียลไทม์ ตามมาตรฐาน ISOและมีรายงานดังต่อไปนี้
    • ยอดการขาย (Sale Report)
    • จำนวนวัตถุดิบ (Inventory)
    • ต้นทุนอาหาร (Food Costs)
    • ชั่วโมงการทำงานของพนักงาน (Man-hour)
    • รายงานพฤติกรรมของผู้บริโภค (Customer Behavior)
    • เป็นต้น
  3. ระบบจัดการร้านอาหาร (RESTaurateur) ของ CiMSO จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ International Financial Reporting Standards — IFRSs หรือ มาตรฐานบัญชีไทยที่เทียบเท่า (TFRS) รองรับการขยายขององค์กร และผ่านเงื่อนไขที่บริษัทมหาชนทุกบริษัทต้องทำ รวมถึงต้องมีระบบบันทึกบัญชีที่ตรงตามมาตราฐาน
  4. ระบบจัดการร้านอาหาร (RESTaurateur) ของ CiMSO สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง แม้อินเตอร์เนตจะล่ม
  5. ระบบจัดการร้านอาหาร (RESTaurateur) ของ CiMSO ทำให้คุณสามารถดูแลร้านได้ทุกที่ทุกเวลา เพราะคุณสามารถเช็ค การเข้า-ออกของพนักงานได้, สามารถค้นหาประวัติลูกค้าที่เคยมาใช้บริการ, การคำนวณค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม RESTaurateur

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ทำไมถึงควรไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่นักเรียนไทยนิยมไปเรียนต่อกันมากที่สุด นั่นก็เพราะว่าอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยมากนัก เดินทางประมาณ 8-9 ชั่วโมง (เวลาเร็วกว่าไทย 3 ชม.)

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสีสันและไม่เคยหยุดนิ่ง ชาวออสเตรเลียมีนิสัยกระตือรือร้น เป็นมิตรต่อชาวต่างชาติและอาศัยอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย ส่วนของค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าครองชีพนั้น ซึ่งถ้าเทียบกับการไปเรียนที่อังกฤษ หรืออเมริกาแล้ว ออสเตรเลียถูกกว่ามาก อีกทั้งประเทศออสเตรเลียนั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติอีกด้วย

ทำไมคุณทำไมคุณจึงควรเรียนภาษาอังกฤษในออสเตรเลีย?

ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยเฉพาะนักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศ เนื่องด้วยเป็นประเทศที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และบรรยากาศที่เป็นมิตร ด้วยระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานของออสเตรเลีย ส่งผลโรงเรียนสอนภาษาในออสเตรเลียมีคุณภาพสูง อีกทั้งยังเป็นที่ไว้วางใจว่าคุ้มค่ากับการลงทุน และเป็นประเทศที่ปลอดภัยอีกด้วย

เหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้คุณต้องตัดสินใจไปเรียนภาษา ศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย

  1. ประเทศออสเตรเลียมีเมืองหลายเมืองที่ติดอันดับเมืองน่าอยู่ของโลกอย่าง เมลเบิร์น ซิดนี่ย์
  2. มหาวิทยาลัย 7 แห่งในประเทศออสเตรเลีย ติดอันดับใน มหาวิทยาลัยดีที่สุด 100 แห่งทั่วโลก นอกจากนั้น การศึกษาในออสเตรเลียได้รับการยอมรับว่าดีกว่าประเทศเยอรมันนี เนเธอแลนด์ ญี่ปุ่น (U21 Ranking of National Higher Education Systems)
  3. รัฐบาลประเทศออสเตรเลียให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนต่างชาติเป็นจำนวนเงิน 6,000 ล้านบาททุกปี
  4. ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีอากาศดี อันดับต้นๆของโลก มีทั้งหน้าร้อน (แดดอุ่นๆ กับลมเย็นๆ จึงไม่ร้อนมากหนัก) หน้าหนาว (หนาวเป็นเย็นสบาย บางเมืองมีหิมะด้วย) หน้าฝน (ตกแรง คล้ายๆบ้านเรา)
  5. ออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีอาหารไทยเยอะมาก และร้านขายของไทยมีทุกอย่าง ดังนั้นเรื่องปัญหาอาหารการกินลืมไปได้เลยจ้า
  6. ประเทศออสเตรเลีย มีทะเล และชายหาดสวย ๆ มากมาย แถมอยู่ใกล้ตัวเมืองเดินทางไม่กี่นาทีถึง ไปเรียนเหมือนได้ไปเที่ยวด้วย นอกจากทะเลแล้ว ประเทศออสเตรเลียมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวย ๆ มากมาย อย่างเช่น  อูลูรู (Uluru) เป็นหินศักดิ์สิทธิ์ของชาวอะบอริจินิส และหาดบอนได Bondi Beach หาดชื่อดังที่ซิดนี่ย์
  7. นักเรียนสามารถทำงานพาท์ไทม์ได้ในระหว่างที่เรียน เรียนได้ว่าแบ่งเบาค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเชียว
  8. ชาวออสเตรเลียเป็นคนที่ใจดี เป็นมิตร และช่วยเหลือนักเรียนดีมากๆ เจอมากับตัวเวลาหลงทางหรือพูดภาษาอังกฤษไม่รู่็เรื่อง เค้าก็จะพยายามช่วยเหลือและพยายามเข้าใจ

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

Work Permit/ใบอนุญาตทำงาน

การขอใบอนุญาตทำงาน

“คนต่างด้าวระดับฝีมือ/ชำนาญการ”

1. การขอรับใบอนุญาตทำงาน

คนต่างด้าวที่ประสงค์จะทำงานต้องมีวีซ่า NON – IMMIGRANT – B โดยคนต่างด้าวต้องให้นายจ้าง/สถานประกอบการจัดเตรียมและส่งสัญญาจ้างพร้อมเอกสารการดำเนินงานธุรกิจของสถานประกอบการนำไปยื่นต่อสถานทูตไทยในประเทศนั้น ๆ พิจารณาออกวีซ่า NON – IMMIGRANT – B โดยเมื่อคนต่างด้าวได้รับวีซ่านั้นแล้ว จึงเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และยื่นขอรับใบอนุญาตทำงานตามแบบคำขอ “ตท.1

หากสถานทูตไทยในประเทศนั้นพิจารณาเอกสารการดำเนินธุรกิจและสถานะทางการเงินของนายจ้าง/สถานประกอบการแล้วเห็นว่ายังไม่เพียงพอต่อการจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงาน ทำให้ต้องการหนังสือจากกระทรวงแรงงานต่อไปอีก จึงให้นายจ้าง/สถานประกอบการยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวตามแบบคำขอ “ตท.3” เมื่อนายจ้าง/สถานประกอบการได้รับหนังสือแจ้งการพิจารณาอนุญาตทำงานแล้ว ต้องจัดส่งหนังสือดังกล่าวพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องให้คนต่างด้าวนำไปยื่นขอวีซ่า NON – IMMIGRANT – B ณ สถานทูตไทยในประเทศนั้น หลังจากนั้นคนต่างด้าวจึงเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรภายใน 30 วันนับจากวันที่รับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอนุญาต เพื่อยื่นขอรับใบอนุญาตทำงานพร้อมเอกสารตามที่ระบุไว้ในหนังสือแจ้งผล

ทั้งนี้ กรณีคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว ให้ยื่นขอรับใบอนุญาตทำงานตามแบบคำขอ “ตท.1” โดยไม่ต้องดำเนินการขอวีซ่า NON – IMMIGRANT – B

2. คนต่างด้าวต้องไม่เป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามเงื่อนไข ดังนี้

2.1 มีความรู้และความสามารถในการทำงานตามที่ขออนุญาต

2.2 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

2.3 ไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการอันเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคติดยาเสพติดให้โทษอย่างร้ายแรง โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคซิฟิลิสในระยะที่ 3

2.4 ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองหรือกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวภายในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนวันขอรับใบอนุญาต

3. คนต่างด้าวต้องไม่ขอทำงานตามพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 จำนวน 39 อาชีพ (เรียกดูข้อมูลในเมนู “ข้อมูลเผยแพร่”)

4. หลักเกณฑ์การพิจารณาออกใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าว โดยคำนึงถึง

  • ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรด้านการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจและสังคม
  • โอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ (ตัวอย่างเช่น คนต่างด้าว 1 คนต้องจ้างงานพนักงานคนไทยทำงานประจำ 4 คน)
  • ประโยชน์จากการอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในตำแหน่งงานนั้น เช่น การนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาลงทุนหรือใช้จ่ายในประเทศเป็นจำนวนมาก การจ้างงานคนไทยจำนวนมาก หรือการพัฒนาทักษะฝีมือคนไทยซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน

5. การกำหนดจำนวนการพิจารณาออกใบอนุญาตทำงาน

5.1 นายจ้างที่มีขนาดการลงทุนจากทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท หรือจดทะเบียนนิติบุคคลในต่างประเทศนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ออกใบอนุญาตทำงานให้ 1 คน และให้เพิ่มขึ้นหนึ่งคนต่อขนาดการลงทุนทุก 2 หรือ 3 ล้านบาท เว้นแต่คนต่างด้าวมีคู่สมรสเป็นคนไทยซึ่งจดทะเบียนสมรสโดยถูกต้องตามกฎหมาย ขนาดของการลงทุนลดลงกึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ไม่เกิน 10 คน /หรือ

5.2 การออกใบอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานกับนายจ้าง/สถานประกอบการดังต่อไปนี้ จำนวนของการออกใบอนุญาตทำงานเป็นไปตามความจำเป็นและเหมาะสม

  • ดำเนินธุรกิจส่งออกสินค้าไปต่างประเทศและนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศไม่น้อยกว่าสามสิบล้านบาทขึ้นไปในปีที่ผ่านมา /หรือ
  • ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งนำชาวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไม่น้อยกว่าห้าพันคนในรอบปีที่ผ่านมา /หรือ
  • สถานประกอบการมีการจ้างงานคนไทยไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน /หรือ
  • เป็นงานที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งคนไทยทำไม่ได้หรือใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะทางเพื่อให้งานสำเร็จภายใต้โครงการที่มีระยะเวลาแน่นอน /หรือ
  • สถานประกอบการชำระภาษีเงินได้ให้แก่รัฐในรอบปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า ๓ ล้านบาท /หรือ
  • หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชนตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน หรือคนต่างด้าวตามที่มีหนังสือรับรองจากหน่วยงานดังกล่าว /หรือ
  • สถาบันการศึกษาของเอกชน ซึ่งมีหนังสือแต่งตั้งให้เป็นครู/ผู้สอน/บุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน กฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน /หรือ
  • มูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรอื่นที่มีวัตถุประสงค์ไม่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม /หรือ
  • กิจการบันเทิง มหรสพ ดนตรี ซึ่งมีลักษณะการจ้างงานเป็นครั้งคราวมีระยะเวลากำหนดไว้แน่นอน /หรือ
  • อื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมการจัดหางานว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2552 (เรียกดูข้อมูลในเมนู “ข้อมูลเผยแพร่”)

หมายเหตุ  พิจารณารายได้ขั้นต่ำของคนต่างด้าวประกอบด้วย (ตามตารางเงินได้ในหัวข้อที่ 16)

6. อายุของใบอนุญาตทำงาน พิจารณาอนุญาตให้ตามความจำเป็นของงานหรือตามที่ขอ ทั้งนี้ไม่เกิน 2 ปี/ครั้ง

7. การต่ออายุใบอนุญาตทำงาน คนต่างด้าวผู้รับใบอนุญาตทำงาน หากประสงค์จะทำงานนั้นต่อไป ต้องไปขอต่ออายุวีซ่าจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน แล้วจึงให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานตามแบบคำขอ “ตท.5” โดยต้องยื่นแบบคำขอก่อนสิ้นอายุการอนุญาต ทั้งนี้ “ใบอนุญาตทำงานที่สิ้นอายุแล้วไม่สามารถต่ออายุได้”

8. การเปลี่ยนหรือเพิ่ม การทำงาน สถานที่ และท้องที่ในการทำงาน คนต่างด้าวผู้ถือใบอนุญาตทำงานที่ยังคงทำงานกับนายจ้าง/สถานประกอบการที่อนุญาตไว้เดิม หากมีความประสงค์ดังกล่าว ยื่นขออนุญาตตามแบบคำขอ “ตท.6

9. การเปลี่ยนนายจ้าง/สถานประกอบการ คนต่างด้าวต้องไปติดต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อลงตรา VISA พ้นหน้าที่เดิมและขออยู่ต่อในราชอาณาจักรอีก 7 วัน หรือเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปขอ Non – Immigrant VISA ใหม่จากสถานทูตไทย แล้วจึงยื่นขอใบอนุญาตทำงานใหม่ ตามแบบคำขอ “ตท.1” เพื่อทำงานกับนายจ้าง/สถานประกอบการใหม่ก่อน VISA หมดอายุ

10. คนต่างด้าวผู้ถือใบอนุญาตทำงานประสงค์จะมีการเปลี่ยนแปลง ชื่อ – นามสกุล สัญชาติ ลายมือชื่อ การย้ายที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ชื่อสถานประกอบการ รายละเอียดของสถานประกอบการตามประกาศของทางราชการ และการเปลี่ยนหรือเพิ่มประเภทธุรกิจ ให้ยื่น “คำร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในใบอนุญาต”

11. กรณีใบอนุญาตทำงานเดิมชำรุดในสาระสำคัญ หรือ สูญหาย ให้ยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตทำงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบการชำรุดหรือสูญหาย ยื่นตามแบบคำขอ “ตท.4

12. การขอยกเลิกการอนุญาตทำงาน กรณีคนต่างด้าวผู้ถือใบอนุญาตทำงานลาออกจากงาน หรือนายจ้างให้   คนต่างด้าวนั้นออกจากงาน และหากมีความประสงค์จะแจ้งให้นายทะเบียนทราบ ยื่นแจ้งตามแบบ “ใบแจ้งยกเลิกการอนุญาตทำงาน” ภายหลังจากคนต่างด้าวออกจากงานแล้ว โดยไม่มีบทลงโทษหรือกำหนดระยะเวลาการแจ้ง

13. การแจ้งการเข้ามาทำงานอันจำเป็นและเร่งด่วน กรณีคนต่างด้าวที่พำนักอยู่นอกราชอาณาจักรมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้ามาเพื่อทำงานอันจำเป็นและเร่งด่วน โดยมีระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 15 วัน ให้ยื่นแจ้งตามแบบคำขอ “ตท.10” ทั้งนี้ “งานที่เข้ามาทำนั้นต้องมีลักษณะเป็นงานอันจำเป็นและเร่งด่วนถึงขนาด ซึ่งถ้าไม่รีบทำงานดังกล่าวแล้วน่าจะเกิดความเสียหายขึ้น โดยไม่มีกำหนดการณ์ล่วงหน้า และมีระยะเวลาในการทำงานแล้วเสร็จได้ภายใน 15 วัน” หมายเหตุ ไม่มีการต่ออายุให้อีก

14. สถานที่ติดต่อยื่นคำขอ ให้ดำเนินการ ณ ท้องที่อันเป็นที่ตั้งของสถานที่ทำงานของผู้ยื่นคำขอ ดังนี้

  • กรุงเทพมหานคร ติดต่อ สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ชั้น 2 กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400
  • ในส่วนภูมิภาค/ต่างจังหวัด ติดต่อ สำนักงานจัดหางานจังหวัดตามที่สถานประกอบการตั้งอยู่

15. อัตราค่าธรรมเนียม

    (1) การยื่นคำขอฉบับละ 100 บาท
    (2) ใบอนุญาต 
          (ก) ใบอนุญาตที่มีอายุไม่เกินสามเดือนฉบับละ 750 บาท
          (ข) ใบอนุญาตที่มีอายุเกินสามเดือนแต่ไม่เกินหกเดือนฉบับละ 1,500 บาท
          (ค) ใบอนุญาตที่มีอายุเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปีฉบับละ 3,000 บาท
     (3) การต่ออายุใบอนุญาตหรือการขยายระยะเวลาการทำงาน 
          (ก) การต่ออายุใบอนุญาตหรือการขยายระยะเวลาการทำงานไม่เกินสามเดือนครั้งละ 750 บาท
          (ข) การต่ออายุใบอนุญาตหรือการขยายระยะเวลาการทำงานเกินสามเดือนแต่ไม่เกินหกเดือน 
          (ค) การต่ออายุใบอนุญาตหรือการขยายระยะเวลาการทำงานเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปีครั้งละ 3,000 บาท
     (4) ใบแทนใบอนุญาตฉบับละ 500 บาท
     (5) การอนุญาตให้เปลี่ยนหรือเพิ่มลักษณะงานครั้งละ 1,000 บาท
     (6) การอนุญาตให้เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้างครั้งละ 3,000 บาท
     (7) การอนุญาตให้เปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่หรือสถานที่ทำงานครั้งละ 1,000 บาท
     (8) การอนุญาตให้เปลี่ยนหรือเพิ่มเงื่อนไขในการอนุญาตครั้งละ 150 บาท

16. ตารางเงินได้ท้ายคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 777/2551 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ตามหลักเกณฑ์ ข้อ 2.1 (2)

สัญชาติ

รายได้ขั้นต่ำ

1. ประเทศในทวีปยุโรป (ยกเว้นรัสเซีย) และออสเตรเลีย, แคนาดา, ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา50,000 บาท/เดือน
2. ประเทศเกาหลีใต้, สิงคโปร์, ไต้หวัน และฮ่องกง45,000 บาท/เดือน
3. ประเทศในทวีปเอเซีย (ยกเว้นญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์,ไต้หวัน, ฮ่องกง, กัมพูชา, พม่า, ลาว และเวียดนาม) และทวีปอเมริกาใต้, ประเทศในเขตยุโรปตะวันออก, ประเทศในเขตอเมริกากลาง, เม็กซิโก, ตุรกี, รัสเซีย และแอฟริกาใต้35,000 บาท/เดือน
4. ประเทศในแอฟริกา (ยกเว้นแอฟริกาใต้), กัมพูชา, พม่า, ลาว และเวียดนาม25,000 บาท/เดือน

ตท.1 คำขอรับใบอนุญาตทำงาน ตามมาตรา 9
ตท.2 คำขอรับใบอนุญาตทำงาน ภายใต้ MOU
ตท.3 คำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ตามมาตรา 11
ตท.4 คำขอรับใบแทนใบอนุญาตทำงาน ตามมาตรา 25
ตท.5 คำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ตามมาตรา 23
ตท.6 คำขออนุญาตเปลี่ยนการทำงานหรือเปลี่ยนท้องที่ หรือสถานที่ในการทำงาน ตามมาตรา 26
ตท.10 แบบหนังสือแจ้งการเข้ามาทำงานอันจำเป็นและเร่งด่วน ตามมาตรา 9

คำร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในใบอนุญาตทำงาน

ข้อมูลจาก กระทรวงแรงงาน

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

ฟรีแลนซ์งานในฝันของคนชอบเที่ยว

1. นักเขียน นักเขียนบทความ/นักแปล/นักเขียนนิยาย (FREELANCE WRITER, BLOGGER, TRAVEL WRITER, TRANSLATOR)

งานเขียนกำลังมาแรงในยุคดิจิตอล 4.0  โลกออนไลน์ที่เปิดกว้าง และคนแทบทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร, เพจต่าง, ข้อมูล, บทความการท่องเที่ยว, รีวิวเครื่องสำอาง์ รีวิวร้านอาหาร รีวิวแหล่งท่องเที่ยว ทุกอย่างล้วนอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งนั้น บอกได้เลยว่าเป็นโอกาสที่ใหญ่และดีของนักเขียน, นักแปลภาษา, บล็อกเกอร์ รวมถึงนักแต่งนิยายหรือนิทานที่จะโชว์ผลงานและให้บริการผ่านออนไลน์กันแล้ว การรับ “งานฟรีแลนซ์นักเขียน” ที่จะมอบอิสระในการทำงานและการเงินให้กับคุณก็น่าสนใจมากมิใช่น้อย

2. ไอที, โปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาเว็บไซต์ (FREELANCE IT, PROGRAMMER, WEB-DEVELOPER)

หนุ่มสาวไอที, โปรแกรมเมอร์ และนักพัฒนาเว็บไซต์ทั้งหลาย นอกจากนั่งเขียนโปรแกรมอยู่กับบ้าน ก็ยังสามารถพกคอมไปเที่ยวแล้วส่งชิ้นงานผ่านเว็บฟรีแลนซ์tasknjoy หรือผ่านอีเมลเข้าบริษัทผู้ว่าจ้างได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปนั่งเขียนโปรแกรมในออฟฟิศ และสามารถรับได้หลายงานด้วยหากฟรีแลนซ์รู้จักแบ่งเวลาทำงานดี ๆ

3. งานกราฟิกดีไซน์ (FREELANCE GRAPHIC DESIGNER)

งานกราฟิกดีไซน์ก็เป็นอีกงานที่สามารถอาศัยความสะดวกสบายของอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน ฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซน์สามารถรับ-ส่งงานผ่านออนไลน์ ดังนั้นไม่ว่าคุณกำลังท่องเที่ยวอยู่ที่ไหน แต่ถ้าฟรีัแลนซ์กราฟิกดีไซน์ มีโน๊ตบุคเครื่องโปรดและอินเตอร์เนต และมีความขยันหมั่นเพียร บริหารเวลาได้ดี อาชีพฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซน์ก็น่าจะทำเงินให้คุณได้ไม่น้อย

4. ช่างภาพ ภาพสต๊อก, ช่างภาพออนไลน์ (FREELANCE PHOTOGRAPHER)

ฟรีแลนซ์ช่างภาพ ภาพสต็อก เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป เพราะคุณสามารถรูปภาพหลากสไตล์เก็บไว้ในสต็อก และรูปภาพเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้กับคุณอย่างไม่น่าเชื่อ  โดยการส่งรูปที่เราถ่ายไปขายในเว็บไซต์ที่ให้บริการขายภาพถ่าย  (มีทั้งของไทยและต่างประเทศ) เท่านี้ งานอดิเรกในฐานะ ช่างภาพฟรีแลนซ์ อาจกลายเป็นงานหลักระหว่างการเดินทางโดยที่คุณไม่รู้ตัว

5. งานติวเตอร์, งานสอนพิเศษออนไลน์ (ONLINE TUTORING JOBS)

อาจารย์พิเศษ หรือติวเตอร์ ในยุคปัจจุบันเปิดบล็อกเปิดเว็บไซต์ และอัพโหลดคลิบวีดีโอ ลงยูทูป ลงเว็บไซต์ เพื่อสร้างชื่อเสียงและยิ่งไปกว่านั้น บางเว็บไซต์มีระบบเก็บค่าเข้าชมและดูการสอนผ่านออนไลน์ด้วย แต่ถ้าคุณรับงานสอนพิเศษที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว และยังไม่มีระบบเรียกเก้บค่าสอนที่มีมาตรฐาน เราแนะนำให้ใช้ tasknjoy ที่มีระบบ Pocket และ Virtual Meeting Room ให้นัดสอนกันผ่านระบบไปเลย เท่านี้ คุณครูสอนพิเศษก็สามารถแวะมาสอนนักเรียนสัก 1-2 ชั่วโมงในระหว่างการท่องเที่ยวได้ ถ้ามีอินเตอร์เนตและ tasknjoy ค่ะ

6. นักออกแบบ (FREELANCE DESIGNER)

ใครว่านักออกแบบต้องนั่งทำงานอยู่กับที่ นักออกแบบรุ่นใหม่ต้องออกไปหาแรงบันดาลใจด้วยการท่องเที่ยว แต่ต้องฉลาด ทำงานด้วยการใช้เทคโนโลยีและเว็บไซต์ที่มีระบบจ้างงานฟรีแลนซ์ (tasknjoy) ที่เป็นอีกช่องทางในการรับ-ส่งงาน เพียงแค่มีอินเตอร์นตในที่ที่ที่คุณไปเที่ยวเท่านั้น เท่านี้ฟรีแลนซ์นักออกแบบ ดีไซเนอร์ ก็สามารถรับงานออกแบบมาเลี้ยงชีพได้ง่าย  ๆ แล้วค่ะ

เป็นไงบ้างคะ 6 งานฟรีแลนซ์ งานในฝันของคนชอบเที่ยว งานฟรีแลนซ์จะน่าสนใจมากขึ้นไปอีก ถ้ามีทั้งอิสระทางการงาน และอิสระทางการเงิน  และหากคุณเป็นคนที่รักสันโดษ และมีความขยันหมั่นเพียร พร้อมทั้งมีวินัยในการทำงาน งานฟรีแลนซ์เหล่านี้ก็น่าจะตอบโจทย์ชีวิตการทำงานของคุณได้มากเลยทีเดียวค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

จัดการกับปัญหา Overbooking และเพิ่มยอดขายของโรงแรม ด้วย Channel Manager

ลองคิดภาพว่า ถ้าคุณต้องการขายห้องพักผ่าน OTAs (Online Travel Agents) 10 บริษัท โรงแรมของคุณจะต้องมีพนักงานตำแหน่ง Reservation เพื่อบริหารจัดการห้องพัก ด้วยการเข้าเว็บไซต์ของ OTAs เพื่อปรับราคา ใส่จำนวนห้องว่าง และหากมีการจองห้องพักมาจาก OTAs เจ้านึง คุณจะต้องเข้าไปแก้ไขจำนวนห้องพักในอีก 9 เจ้าที่เหลือ เพื่อไม่ได้เกิดการ Overbooking แต่ถึงแม้จะมีพนักงานตำแหน่ง Reservation ที่ทำงานดีมาก แต่คุณอาจจะต้องมีอย่างน้อย 2 คนเพื่อให้สามารถบริหารจัดการ 24 ชั่วโมงและผลงานก็ยังมีโอกาสผิดพลาดได้อยู่ดี

มารู้จัก Channel Manager ของ CiMSO ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการขายของคุณเพื่อเพิ่มผลกำไรให้กับโรงแรมของคุณ

Channel Manager คือ ระบบที่ช่วยกระจายห้องพักออนไลน์ ไปยัง OTAs (Online Travel Agents) แต่ละเจ้า โดยระบบนี้จะช่วยให้โรงแรมไม่ต้องเสียเวลาในการทำงานซ้ำไปมาหลายรอบในการตั้งราคาและเช็ค *Room Allotment

หลักการทำงานของ Channel Manager คือ การรวมจำนวนห้องพักไว้เป็นกองกลาง หรือที่เรียกว่า Pool Inventory และระบบ Channel Manager จะทำการเชื่อมต่อกับระบบหลังบ้านของแต่ละ OTAs ไม่ว่าจะเป็น agoda, booking.com, expedia, Ctrip, hotels.com, siteminder เป็นต้น หรือพวก TripAdvisor และรวมไปถึงเว็บไซต์ของโรงแรมเอง เพื่อลดขั้นตอนการทำงานของผู้ใช้งาน รวมถึงยังรวมข้อมูลการขาย เช่น ราคาและอลอตเม้นท์ไว้ในฐานข้อมูลเดียวทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการในการขายห้องพักออนไลน์ ป้องกันปัญหา Overbooking

สิ่งที่ Channel Manager ของ CiMSO ทำได้ คือ

  1. การกำหนดจำนวนห้องพักที่ต้องการขายในแต่ละช่องทางการขาย
  2. การกำหนดราคาขายห้องพักแต่ละประเภทในแต่ละช่องทางการขาย
  3. การกำหนดการปิด/เปิดการขายเฉพาะวัน หรือเฉพาะช่วงเวลาตามเทศกาล
  4. การกำหนดเงื่อนไขการเข้าพัก การห้ามเข้าพัก (Close to Arrival) ณ วันใดวันหนึ่ง หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง  หรือการห้ามเช็คเอ้าท์ (Close to Departure) ณ วันใดวันหนึ่ง หรือช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
  5. การติดตามผลการจองห้องพักในแต่ละช่องทางการขาย เพื่อนำมาปรับปรุงเรื่องการบริหารจัดการจำนวนห้องพัก(Room Inventory) และเรื่องราคาขาย (Selling Rate) เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวของราคาที่เหมาะสมกับอัตราการเข้าพักในแต่ละช่วงเวลา

ซึ่งทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น โรงแรมสามารถเข้าไปจัดการโดยใช้ Username และ Password ของ Channel Manager เพียงที่เดียว ไม่ต้องเข้าไปจัดการทีละ OTAs ให้เสียเวลาอีกต่อไป ซึ่งช่วยประหยัดระยะเวลาในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการขายได้ดีทีเดียว

ขั้นตอนการเชื่อมโยงระหว่าง Channel Manager กับ OTAs

  1. โรงแรมทำสัญญาหรือสมัครเข้าร่วมขายห้องพักกับ OTAs ที่ต้องการ เช่น booking.com, siteminder
  2. OTAs จะให้ Username และ Password สำหรับการเข้าใช้งาน Extranet ซึ่งจะเป็นระบบที่โรงแรมสามารถเข้าไปจัดการเรื่องห้องพัก ราคา โปรโมชั่น รูปภาพ และข้อมูลอื่นๆของโรงแรมที่ต้องการให้ปรากฎบนหน้าจอของ OTAs
  3. โรงแรมแจ้ง Username และ Password ของ Extranet ให้กับ CiMSO เพื่อทำการเชื่อมต่อ (Mapping) ระหว่างโปรแกรมจัดการโรงแรมกับ OTAs ซึ่งเป็นเรื่องทางด้านเทคนิคที่โรงแรมควรให้ชื่อผู้ติดต่อ ผู้ดูแลในส่วนของ OTAs กับ CiMSO เพื่อติดต่อประสานงานกันโดยตรงเพื่อให้การเชื่อมต่อรวดเร็ว
  4. เมื่อระบบ Channel Manager  เชื่อมต่อกับ OTA แต่ละรายได้เรียบร้อยแล้ว ทาง CiMSO จะแจ้ง Username และ Password สำหรับการเข้าใช้ Channel Manager แก่โรงแรมเพื่อให้โรงแรมใช้ในการ Allocate ห้องพัก ควบคุมและกำหนดราคาขาย รวมทั้งเงื่อนไขอื่น ๆ ให้กับโรงแรม

จะเห็นได้ว่า ระบบ Channel Manager สามารถช่วยให้คุณประหยัดเวลา พร้อมช่วยจัดการราคาและจำนวนห้องว่างที่เปิดให้จองจากหลายช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หากคุณต้องการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ต้องการเพิ่มรายได้จากการขาย ลองหาระบบจัดการโรงแรมที่มี Channel Manager พร้อมให้คุณใช้ในราคาคุณภาพ เพื่อวางรากฐานในการพัฒนาโรงแรมต่อไปดูครับ

*Room Allotment คือการจัดสรรปันส่วนห้องพักให้กับคู่ค้าของโรงแรมแบบมีเงื่อนไข เพื่อนำไปขายต่อตามช่องทาง และรูปแบบต่าง ๆ

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

15 อย่างที่ไม่เคยมีใครบอกคุณมาก่อนเกี่ยวกับ นิวซีแลนด์

15 ข้อต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ฉันเพิ่งได้เรียนรู้หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในนิวซีแลนด์มา 2 ปี บางอย่างอาจจะดูแปลกๆ แต่ต่างก็ทำให้นิวซีแลนด์ มีความพิเศษไม่เหมือนประเทศอื่น

เมื่อฉันออกจากเครื่องบินและเหยียบเมืองโอ๊คแลนด์เป็นครั้งแรก ฉันไม่ได้คาดหมายอะไรมาก่อน กว่าจะมารูตั้วอีกทีภาษาแสลงของชาวกีวีก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของฉันไปซะแล้ว ฉันยังแปลกใจไม่หายว่าสิ่งแปลกประหลาดเหล่านี้กลายมาเป็นเรื่องปกติของฉันไปได้อย่างไร ประเทศที่อยู่ไกลแสนไกลจากประเทศของฉัน ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ประเทศตัวเอง

1. คนที่นี่ไม่ใส่รองเท้า – ทุกที่

ใช่ค่ะ ทุกที่! จากซุปเปอร์มาร์เกตถึงร้านอาหารจนถึงบาร์ ในช่วงฤดูร้อน รองเท้าดูเหมือนไม่ใช่สิ่งทำเป็นของคนที่นี่

2. ของกินของใช้ที่นี่แพงมาก

นี่ไม่น่าจะใช่สาเหตุที่คนที่นี่ไม่ใส่รองเท้า แต่เมื่อคุณต้องจ่ายค่ามะนาว 40 เหรียญ (920 บาท)ต่อกิโล ฉันคิดว่าคนที่นี่อาจจะไม่มีเงินพอที่จะซื้อรองเท้าก็เป็นได้! ฉันไม่เคยซื้อมะนาวถึงหนึ่งกิโล แต่แค่จะพูดให้ฟังว่า เกิดวันไหนฉันต้องซื้อมะนาวจำนวนมากขึ้นมาล่ะก็ ฉันคงต้องคิดแล้วคิดอีกเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่มะนาวอย่างเดียวนะคะ พริกหยวกเม็ดละ 3 เหรียญ (70 บาท) ชีสเชดดาร์บล็อกละ 10 เหรียญ (230 บาท)! ของกินในนิวซีแลนด์มีราคาแพงมาก เมื่อไหร่ที่คุณมาอยู่ที่นี่ คุณจะเห็นด้วยกับฉันว่า Pak n Save เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกที่สุด #thankgodforpaknsave

3. กาแฟที่นี่อร่อยที่สุด – ในโลก

กาแฟในประเทศนี้อร่อยมากกกก! นิวซีแลนดเ์ป็นผู้ครีเอทกาแฟ flat white สำหรับ ดื่มเวลา Brunch (Breakfast + Lunch) ชาวกีวีค้นพบศิลปะในการชงกาแฟได ้ อร่อยที่สุด ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่จะชงกาแฟได ้ อร่อยเท่านี้อีกแล้ว ถ้าคุณได ้ ลิ้มรสกาแฟที่นิวซีแลนด์แล้ว คุณจะไม่มีวันได้สัมผัสรสกาแฟที่ใดในโลกที่จะอร่อย หอมละมุนลิ้น กว่ากาแฟของประเทศนี้อีกเลย

4. คุณต้องเดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์

จากประสบการณ์ในประเทศอื่น ๆ ที่ฉันเคยอยู่มา เวลาคุณทานอาหารเสร็จและขอเช็คบิล บริกรจะนำบิลมาให้คุณที่โต๊ะ เพื่อคุณจะได้วางเงินสดหรือบัตรเครดิตบนถาดบิล นี่ไม่ใช่วิธีการของนิวซีแลนด์ค่ะ ที่นี่ หลังทานอาหารเสร็จแล้ว คุณเดินไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์เพื่อจ่ายเงิน ถ้าคุณไม่เคยทานอาหารในร้านของประเทศนี้มาก่อน คุณอาจจะรู้สึกงงตอนเรียกจ่ายเงินว่าเมื่อไหร่บริกรจะเอาบิลมาให้ซะที ที่นี่ ไม่ว่าที่โต๊ะของคุณจะมีคุณคนเดียวหรือกรุ๊ป 12 คน ทุกคนต้องเดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ทั้งนั้น

5. ประเทศนี้ไม่มีการทิป

ถูกต้องค่ะ ลืมค่า surcharge 12.5% ที่คุณต้องจ่ายเพิ่มจากมิเตอร์แท็กซี่ไปได้เลย ประเทศนี้ไม่มีวัฒนธรรมการทิป การทิ้งเงินไว้บนโต๊ะในร้านอาหารจะถูกมองว่าเป็นความบังเอิญมากกว่าเป็นค่าตอบแทน เพื่อนฉันคนหนึ่งวางแบงค์ 10 เหรียญไว้บนโต๊ะที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งเพื่อเป็นทิป ปรากฏว่าบริกรวิ่งตามเธอออกมาเพื่อนำเงินมาคืนและบอกกับเพื่อนว่าเธอลืมเงินทิ้งไว้ที่โต๊ะ

6. ธรรมชาติของสัตว์ที่นี่ต่างกับที่ประเทศของคุณ

ไม่ว่าจะเป็นแมวนํ้า เพนกวิน ปลาโลมา หรือปลาวาฬ ธรรมชาติของสัตว์ ที่นิวซีแลนด์ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในรายการสารคดีส่องโลกของ David Attenborough เพราะสัตวเ์หล่านี้อยู่กันตามธรรมชาติ ห่างจากอพาร์ทเม้นท์ของฉันเพียง 5 นาทีเท่านั้น

7. คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับทิศทางลมเป็นอย่างดี

สก็อตแลนด์มีลมแรงเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครแคร์ว่าลมจะพัดมาจากทิศทางไหน ไม่ว่าจะเป็นทิศเหนือ ใต้ ออกหรือตก คุณรู้แค่อย่างเดียวว่า ออกไปข้างนอกเมื่อไหร่ คุณ kiss goodbye กับผมตรงเงางามของคุณไปได้เลย ในนิวซีแลนด์ ไม่เพียงแต่ทิศทางลมมีความสำคัญเท่านั้น ทุกคนสามารถบอกไดด้ ว้ ยว่าลมพัดมาจากทิศทางใด เวลาคุณได้ยินคำว่า “Southerly” คุณจะรู ้ สึกได้ทันทีเลยว่าลมพัดมาจากทางทิศใต้ เพราะมันเป็นลมที่พัดมาจากขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติก) ซึ่งจะหนาวมากกกก เตรียมเครื่องหนาวไว้รอเลยค่ะ!

8. ประเทศนี้มีแผ่นดินไหวตลอดเวลา

นิวซีแลนด์มีแผ่นดินไหวประมาณ 15,000 ครั้งต่อปี แต่ไม่ต้องตกใจค่ะ ส่วนใหญ่แผ่นดินไหวเกิดขึ้น ลึกมากจนคุณไม่สามารถรู้สึกได้ จะมีอยู่ประมาณ 150-200 ครั้งต่อปีที่จะรู้สึกได้ตามส่วนต่างๆ ของประเทศ ไหวมากบ้างน้อยบ้างไปตามเรื่อง ตอนที่ฉันอยู่นิวซีแลนด์ ฉันได้สัมผัสแรงแผ่นดินไหวอันน่ากลัวทั้งหมด 4 ครั้ง อาคารและสิ่งปลูกสร้าง ในประเทศนี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับแรงแผ่นดินไหวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณจะรูสึ้กเอนไปเอนมาเวลาอยู่ในบ้านหรือตึกเวลาเกิดแผ่นดินไหว นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ตั้งอยูบนแนวแผ่นดินไหว เพราะฉะนั้นการมีแผ่นดินไหวที่นี่ถือเป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

9. เมืองที่สวยที่สุด(ในโลก)อยู่ที่นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์มีเมืองที่สวยที่สุดตั้งแต่ฉันเคยเห็นมาคือเมืองควีนส์ทาวน์ ก่อนที่ฉันจะย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน เลยไม่เคยคาดคิดว่ามันจะสวยมากขนาดเห็นแล้วต้องร้องว้าว

10. นิวซีแลนด์ เรียกชื่อของใช้ในชีวิตประจำวันไม่เหมือนประเทศอื่น

ถึงแม้ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาประจำชาติของนิวซีแลนด์ แต่คำศัพท์บางคำของที่นี่ไม่มีคำแปลในประเทศที่ใช ้ภาษาอังกฤษประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น “บวบ” ที่อื่นเรียก courgette แต่ที่นี่เรียก zucchini, “พลาสติกแรป” ที่อื่น เรียก cling film แต่ที่นี่เรียก glad wrap, “กระติกเย็น” ที่อื่นเรียก cool box แต่ที่นี่เรียก chilli bin, ร้านขายของชำที่นี่เรียกว่า dairy, ชุดว่ายนํ้าที่นี่เรียกว่า togs, รองเท้าแตะที่อื่นเรียก flip flops แต่ที่นี่เรียก Jandals ส่วน “ลูกกวาด” ที่อื่นเรียก sweets ที่นี่เรียก lollies. ดูเหมือนฉันต้องเริ่มเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษใหม่ทั้งหมด อ้อ! เกือบลืมบอกไป คำว่า piss ที่นี่แปลว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

11. ชื่อสถานที่บางแห่งของที่นี่ออกเสียงเรียกยากมาก

นักท่องเที่ยวหรือคนที่มาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ ต่างก็เห็นด้วยกับฉันว่าชื่อสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งของนิวซีแลนด์เห็นแล้วไม่รู ้ จะออกเสียงเรียกยังไง แต่ถ้าคุณเรียกถูกเมื่อไหร่ล่ะก็ มันจะสนุกปากอย่างยิ่ง อย่างเช่นชื่อเมือง Paraparaumu แค่เห็นชื่อเมืองฉันก็อยากจะไปเที่ยวแล้ว เพื่อจะได้กลับมาเม้า กับเพื่อนว่าฉันได้ไปเที่ยวเมือง “พาราพาราอูมู” มาแล้วนะ นอกจากนี้ยังมี Whakapapa ออกเสียงว่า ฟักคาปาปา และ Tawharanui ออกเสียงว่า ทาฟ-รา-นุย ขอให้โชคดีกับการสอบถามเส้นทางที่นี่นะคะ!

12. Watties ไม่ใช่ Heinz (ไฮนซ์)

ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่ คนที่นี่จะเถียงคอเป็นเอ็นว่ามันไม่ช้าย…ไม่ใช่ยี่ห้อ เดียวกัน

13. อย่างไรก็ตาม ช็อคโกแลต Whitakers อร่อยสุด ๆ

Whitakers คือช็อคโกแลตที่ผลิตและจำหน่ายเฉพาะในนิวซีแลนด์ และมีรสชาติสุดแสนจะอร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช็อคโกแลตขาวรส L&P ซึ่งมีส่วนผสมของเครื่องดื่มนิวซีแลนด์ชื่อ L&P กินแลว้ จะได้สัมผัสรสหอมหวานของช็อคโกแลต รวมกับรสเปรี้ยวๆ ซ่าๆ ของ L&P!

14. ไม่มีใครใช้จ่ายด้วยเงินสด

ยกเว้นค่ารถเมล์ คนที่นี่จะจ่ายค่าสินค้าและบริการทุกอย่างด้วยการ์ด ฉันใช้การ์ด จ่ายเงินจะจนไม่รู้ว่าธนบัตรของนิวซีแลนด์หน้าตาเป็นอย่างไร แม้กระทั่งการซื้อของชิ้นเล็ก ๆ อย่างหมากฝรั่ง ที่นี่ยังใช้ paywave

15. ทุกคนใจดีและมีความเป็นกันเอง

ชาวนิวซีแลนด์ เป็นคนง่ายๆ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความเป็นกันเองมากที่สุดในโลก ตลอดเวลา 2 ปีที่ฉันอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ ฉันไม่เคยพบคนหยาบคายเลยแม้แต่ครั้งเดียว พนักงานตามร้านค้าต่างก็มีความสุภาพ เป็นกันเองและบริการลูกค้าดีอย่างไม่มีที่ติ ความเป็นมิตรและการต้อนรับอย่างอบอุ่นของคนที่นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนต่างบ้านต่างเมืองอย่างฉัน

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.halfthisworldaway.com/2016/03/20/15-things-no-one-told-you-about-living-in-new-zealand/

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

Teacher Visa – วีซ่าครู,อาจารย์,บุคลากรสถานศึกษา ของเอกชน รัฐบาล

หากต้องการประสงค์จะมาเป็นสอนหนังสือในสถานศึกษาทั้งสถาบันของรัฐบาลและเอกชนนั้น ขั้นตอนการขอวีซ่านั้นก็เหมือนกับวีซ่าทำงานคือ ต้องขอ Non-Immigrant Visa (Non-B) แล้วก็ขอใบอนุญาตทำงานต่อ แล้ว จึงทำเรื่องขอวีซ่า 1 ปีต่อซึ่งการขอวีซ่ากรณีนี้ก็เหมือนกับวีซ่าทำงานทั่ว ๆ ไป เพียงแต่เอกสารในการยื่นเรื่องนั้นไม่เหมือนกัน ทั้งสถาบันของรัฐบาลและเอกชนใช้ประกอบการยื่นเรื่องหลัก ๆ คือ

เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาการขอวีซ่า Non-Immigrant Visa (Non-B) และวีซ่า 1 ปี กรณีเป็นครู อาจารย์

1. หนังสือรับรองจากอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาโดยให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาที่สอน ตำแหน่งและอัตราเงินเดือน

2. หนังสือรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.)

3. ใบอนุญาตจัดตั้งสถานศึกษาและอนุมัติแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดี

4. ใบอนุญาตเป็นครู

เป็นต้น

ข้อควรรู้

หากคนต่างด้าวต้องการกลับเข้ามาในราชอาณาจักรอีก ด้วยวีซ่าตัวเดิม ก่อนออกเดินทางไปนอกราชอาณาจักรต้องทำ Re-Entry ก่อนซึ่ง การทำ Re-Entry สามารถทำได้ สองแบบดังนี้

1. แบบ Single Re-Entry ซึ่งสามารถใช้ได้ในแต่ละครั้งที่ออกเดินทางไปต่างประเทศเหมาะกับผู้ที่เดินทางบินออกไปต่างประเทศไม่บ่อย ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 1,000 บาท

2. แบบ Multiple Re-Entry คือเราทำครั้งเดียวแต่สามารถเดินทางได้บ่อยครั้งเหมาะสำหรับท่านที่ต้องเดินทางบินเข้าออกต่างประเทศบ่อยครั้ง ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 3,800 บาท

เอกสารหลักฐานเพิ่มเติมดูที่ เวบไซส์สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ กระทรวงกรมการกงศุล

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

เคล็ดลับสร้างรายได้ระหว่างเดินทาง

ใคร ๆ ก็ชอบท่องเที่ยวใช่ไหมคะ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราสามารถมีรายได้ระหว่างเดินทางด้วย วันนี้ tasknjoy แนะนำวิธีหารายได้ระหว่างเดินทางมาให้ฟรีแลนซ์มืออาชีพ ปรับใช้กันค่ะ

1. พกเน็ต

สมัยนี้ใคร ๆ ก็ใช้ สมาร์ทโฟน และส่วนมากก็สมัครแพคเกจที่มีอินเตอร์เนตอยู่แล้ว ซึ่งถ้เที่ยวเมืองไทยก็จะไม่ค่อบมีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราเดินทางไปต่างประเทศ แนะนำว่าให้ซื้อแพคเกจอินเตอร์เนตไปด้วย เพราะเราไม่จำเป็นต้องบอกลูกค้าว่าเราไปเที่ยว ดังนั้นถ้าลูกค้ติดต่อมาระหว่างที่เราเดินทางไปเที่ยว อย่างน้อยเราก็จะมีโอกาสในการส่งใบเสนอราคาหรือรับงานใหม่ ๆ ค่ะ อย่าตัดโอกาสในการรับทรัพย์ แม้ว่าคุณท่องเที่ยวอยู่ ฟรีแลนซ์มืออาชีพจะรู้จักวิธีบริการตัดการเวบา และรู้ว่าการตอบรับงานระหว่างท่องเที่ยวไม่ได้แปลว่าการท่องเที่ยวจะหมดสนุก เพราะคุณสามารถตกลงเริ่มวันทำงานหลังจากกลับจากท่องเที่ยวก็ได้

2. เตรียมแฟ้มผลงานไว้

ในระหว่างที่คุณท่องเที่ยว อาจจะมีลูกค้าใหม่ติดต่อสอบถามราคาและขอดูแฟ้มผลงาน (Protfolio) ซึ่งฟรีแลนซ์มืออาชีพย่อมหาวิธีส่งตัวอย่างผลงานให้ลูกค้าดูได้ทันทีและนี้แหละเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ฟรีแลนซ์จะได้รับงานระหว่างท่องเที่ยวลัลลาค่ะ

3. ตั้ง Schedule Post

วีธีการทำการตลาดหลักๆของฟรีแลนซ์ในยุคปัจจุบัน ก็คือ การเปิดเพจในเฟสบุค การทำเว็บบล็อก หรือทำเว็บไซต์ และแน่นอน ทุกคนรู้ว่าความสม่ำเสมอในการอัพเดทข้อมูลที่เพจและบล็อกเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เพจของเราติดอันดับ google search ดังนั้นการบริหารข้อมูลให้ดีด้วยการตั้งschedule post ไว้ล่วงหน้าระหว่างที่เราท่องเที่ยวนับว่าเป็นไอเดียที่ดีทีเดียวค่ะ

4. หิ้วโน๊ตบุคไปด้วย

สำหรับงานโปรเจคที่สามารถทำและส่งทางคอมพิวเตอร์ได้ (เช่น โปรแกรมเมอร์, กราฟิกดีไซเนอร์, นักเขียนและนักแปล) การหิ้วโน๊ตบุคคู่ใจไประหว่างการเดินทางน่าจะเป็นเรื่องปกติ เพราะบางครั้งแค่เปิดและใช้เวลาไม่นานก็สามารถทำงานส่ง รับทรัพย์ระหว่าเดินทางเพิ่มบัดเจดค่ากระเป๋าแบรนด์เนมสักใบได้เหมือนกัน

5. ใช้เว็บไซต์ฟรีแลนซ์

การตลาดในยุคดิจิตอลไม่ได้ทำในเวลาราชการอีกต่อไป แต่เป็นการทำการตลาดตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น ลองพิจารณาเว็บฟรีแลนซ์ tasknjoy ที่จะช่วยทำการตลาดให้กับคุณตลอด24 ชม ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพื่อให้คุณทำงานอย่างฉลาดและอยู่ที่ไหน ก็”มีรายได้”

เป็นอย่างไรบ้างคะ 5 วิธีหารายได้ระหว่างการดินทางของ tasknjoy น่าจะช่วยเป็นแนวทางที่ดีให้ฟรีแลนซ์หลาย ๆ คนเอาไปปรับใช้นะคะ แต่อย่าลืมนะคะ รับงานมาแล้ว ก็ต้องส่งงานให้ทันกำหนดส่งงาน (milestone) นะคะ อย่าเที่ยวจนบืมส่งงานล่ะค่ะ เดี๋ยวfeedbackจะไม่ดีเอานะคะ ^^

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ตำแหน่งพนักงาน ที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มกิจการ โรงแรมขนาดเล็ก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมมาเที่ยวมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น ธุรกิจการท่องเที่ยวและการโรงแรมจึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เป็นหน้าเป็นตา สร้างรายได้ให้กับคนไทยสูงมาก จะเห็นได้จากที่มีโรงแรม รีสอร์ทเกิดขึ้นมากมาย ทุกจังหวัดไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก เมืองรอง ล้วนมีกิจการโรงแรม รีสอร์ท ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ แข่งขันกันให้บริการแขก หลายๆคนที่เล็งเห็นโอกาสในการสร้างธุรกิจ มีที่ดินเป็นของตัวเองที่อยู่ในทำเลดีๆ ก็มักจะมีความใฝ่ฝันจะมีกิจการโรงแรมเล็กๆ เพราะหากเริ่มสร้างโรงแรมขนาดใหญ่เลย จะต้องใช้งบประมาณที่สุงมาก และเสี่ยงต่อการบริหารจัดการที่ไม่ทั่วถึง แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ก็ยังต้องมีตำแหน่งพร้อมสำหรับการจัดการโรงแรมอยู่ดี และ ตำแหน่งพนักงาน ที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มกิจการ โรงแรมขนาดเล็ก มีอะไรบ้างเรามาดูจากบทความนี้กันครับ

แบบไหนที่เรียกว่าโรงแรมขนาดเล็ก? หากเรามองที่จำนวนห้อง แน่นอนว่า มาตฐานการโรงแรมทั่วไป โรงแรมขนาดเล็ก คือ โรงแรมที่มีห้องพักจำนวนน้อยกว่า 50 ห้อง แต่โรงแรมขนาดเล็กก็สามารถมีมาตรฐานการให้บริการถึงระดับ 3 – 4 ดาวได้ เช่นกัน หากภายในโรงแรมประกอบด้วยรูมเซอร์วิส คอฟฟี่ช็อป ห้องประชุมจัดเลียงพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็น ศูนย์ธุรกิจ ห้องน้ำสาธารณะ ห้องน้ำคนพิการ ในส่วนห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง ขนาดห้องพักไม่เล็กกว่า 18 ตารางเมตร โทรทัศน์ 14 นิ้วพร้อมรีโมทคอนโทรล ตู้เสื้อผ้า ไฟหัวเตียง เครื่องเขียน ห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ ระบบน้ำร้อน-เย็น สบู่ หมวกอาบน้ำ แก้ว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดเท้า เป็นต้น

1. พนักงานสำรองห้องพัก (Reservation)

Reservation หรือพนักงานสำรองห้องพัก มีหน้าที่ดูแลเรื่องการจองห้องพักของลูกค้า โดยมีหน้าที่ยืนยันการจองเมื่อแขกจองห้องพักเข้ามาจากช่องทางต่างๆ เช่น OTAs ออนไลน์ อีเมล์ หรือแฟกซ์ ขายบริการต่างๆเพิ่มเติมเมื่อเหมาะสม จัดทำรายการแขกเข้าแขกออก และต้องตรวจสถานะห้องพักอยู่เสมอเพื่อป้องกันการ Overbooking

2. พนักงานต้อนรับ (Reception)

เมื่อแขกเดินเข้ามาในโรงแรมพนักงาน พนักงานต้อนรับ (Receptionist) จะเป็นบุคคลแรกที่แขกติดต่อพูดด้วย โดยพนักงานต้อนรับจะต้องทักทายและให้การต้อนรับแขก ลงทะเบียนแขกและจ่ายห้อง มอบกุญแจ รวมการต้อบข้อซักถามและจัดการเกี่ยวกับเรื่องที่แขกพอใจ-ไม่พอใจ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มจากห้องอาหารและ บาร์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการซักรีดเป็นต้น และนอกจากนี้อาจจะต้องคิดต่อประสานงานกับแผนกอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแขกด้วย ตำแหน่งงนี้ควรจะมีอย่างน้อย 2-3 คน เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

3. พนักงานทำความสะอาด หรือแม่บ้าน (Housekeeper)

Housekeeper หรือแม่บ้านโรงแรม มีหน้าที่ทำความสะอาดห้องพัก โดยจะได้รับข้อมุลมากพนักงานต้อนกับให้เริ่มทำความสะอาดห้องพักได้ทันทีเมืองลูกค้า Check-out และอาจมีหน้าที่ตรวจห้องพักก่อนที่ลูกค้าจะ Check-in การทำความสะอาดของแม่บ้าน ก็ควรทำให้ได้มาตรฐานของโรงแรม รวดเร็วและครบถ้วน เพื่อไม่ให้ลูกค้าที่เข้าพักต่อต้องรอนาน การฝึกแม่บ้านให้เตรียมพับผ้า จัดของสำหรับ Family Set หรือ Honeymoon Set ก็เป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้เช่นกัน

ในส่วนของแต่แหน่ง พนักงานการตลาดและงานขาย (Sales & Marketing) ของโรงแรมขนาดเล็กส่วนมาก เจ้าของก็จะทำการตลาดด้วยตัวเอง แต่ก็อาจจะมีบ้างที่จ้างบริษัทเอ้าซอร์สในการทำ Online Marketing ต่าง ๆ เป็นครั้งคราวไป แต่แม้ว่าจะเป็นโรงแรมขนาดเล็ก ก็ควรคิดให้ครบวงจรและเป็นมืออาชีพ เพราะการทำธุรกิจโรงแรม ไม่ใช่เพียงแต่การทำการตลาดและการขาย แต่การทำงานหลังบ้านก็ควรให้ความสำคัญ เช่น การให้บริการเมื่อแขกเข้าพักแล้วจนแขเช็คเอ้าท์ การทำบัญชี และการสร้างฐานลูกค้าเพื่อให้ลูกค้ากลับมาพักใหม่อยู่เรื่อยๆ ดังนั้น หากคุณมีเครื่องมือที่ดีในการจัดการตั้งแต่ Front Office และ Back Office ตั้งแต่เริ่มวางแผนทำกิจการโรงแรม คุณจะพบว่า คุณจะสามารถลดขั้นตอนการทำงานไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อน Overbooking และสามารถเห็นต้นทุน รายรับ-รายจ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาโรงแรมต่อไป  ดังนั้น คุณควรลองหาระบบจัดการโรงแรม หรือ PMS ที่เหมาะกับโรงแรมขนาดเล็ก-กลาง และรองรับการขยายขององการ์ต่อไปด้วย เพื่อให้โรงแรมของคุณบริหารจัดการอย่างมีมาตรฐานแม้จะเป็นโรงแรมขนาดเล็กก็ตาม

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com