วงจรการบริการแขกของโรงแรม (THE GUEST SERVICE CYCLE)

ผมเชื่อว่าคนทำงานโรงแรมทุกคนต้องเคยได้ยินคำว่า “วงจรการบริการแขกของโรงแรม หรือ The Guest Service Cycle” กันมาไม่มากก็น้อยนะครับ หากใครที่เรียนวิชาบริหารจัดการโรงแรม จะพบว่าเรื่องของวงจรการบริการแขก หรือวงจรการเข้าพักโรงแรม จะแทรกอยู่ในหัวข้อ รายวิชาการดำเนินงานและการจัดการงานบริการส่วนหน้า (Front Office Department หรือ F/O) ครับ

ในการบริหารกิจการโรงแรมนั้น สิ่งแรกที่เราต้องเรียนรู้เพื่อการให้บริการที่ดีที่สุดแก่แขกที่มาพัก ก็คือ วงจรการเข้าพักและให้บริการแขกนั่นเองครับ เพราะเมื่อคุณเข้าใจวงจรนี้อย่างชัดเจน คุณจะรู้ถึงความต้องการของแขกที่มาพัก ทำให้คุณสามารถสร้างบริการที่ตอบสนองความต้องการของแขกได้อย่างดีที่สุด สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อลูกค้าประทับใจ ก็จะเกิดการบอกต่อหรือ Reference แบรนด์ของเรา (ยุคนี้ การสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืน สำคัญมากนะครับ) ส่งผลให้โรงแรมของคุณ มีฐานลูกค้าทั้งเก่าและใหม่เพิ่มขึ้น เมื่อคุณมีฐานลูกค้าที่ชื่นชอบในแบรนด์ของคุณแล้ว ธุรกิจบริการใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มบริการ ร้านอาหาร สปา หรือการเพิ่มสาขาของโรงแรมก็จะกลางเป็นเรื่องที่ผู้บริหารดรงแรมจะนำมาพิจารณาเพื่อพัฒนาธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่องครับ

“วงจรการให้บริการแขกที่เข้าพักโรงแรม” คือ วิธีการและขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นของแขกตั้งแต่การค้นหาโรงแรม จนถึงการเข้าพักและจากไป และจะกลับมาพักใหม่หรือไม่ ซึ่งหนังสือ Kasavana and Brooks 1995 ระบุ วงจรการบริการแขก (The Guest Service Cycle) ว่าประกอบด้วย 4 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ก่อนการเข้าพัก (Pre-Arrival) เป็นขั้นตอนก่อนการเข้าพักแขกยังมาไม่ถึงโรงแรม แต่แขกอาจจะต้องการบริการจากโรงแรม งานหลักๆโดยเบื้องต้นก่อนการเข้าพัก
  2. การเข้าพัก (Arrival)  เป็นขั้นตอนการเข้าพักเมื่อแขกมาถึงโรงแรม หลักๆจะประกอบด้วย การลงทะเบียนเข้าพัก  (Registration) และการส่งแขกไปยังห้องพัก
  3. ระหว่างการเข้าพัก (Occupancy)  เป็นขั้นตอนหลังจากการส่งแขกเข้าห้องพัก ซึ่งแผนกต้อนรับส่วนหน้ายังคงทำหน้าที่ในการประสานงาน ให้บริการต่างๆ และการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อการบริการ
  4. การออกจากโรงแรม (Departure) เป็นเรื่องของการจัดการบัญชีค่าใช้จ่ายแขกและการบันทึกประวัติข้อมูลแขกเป็นขั้นตอนสุดท้ายในวงจรแขก

ที่นี้ เรามาลงรายละเอียดของแต่ละหัวข้อ กันครับ

1. ก่อนการเข้าพัก (Pre-Arrival)

ขั้นตอนก่อนการเข้าพัก (Pre-Arrival) เป็นขั้นตอนแรกของวงจรการให้บริการของโรงแรม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่แขกยัง มาไม่ถึงโรงแรม แต่ก็มีโอกาสที่แขกจะได้ใช้บริการหรือต้องการการบริการจากจากทางโรงแรมแล้ว  โดยงานหลักๆโดยเบื้องต้นก่อนการเข้าพัก คือ

  • การให้บริการด้านข้อมูลข่าวสาร (Information Service)
  • งานบริการสำรองห้องพัก (Room Reservation)

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่า มีปัจจัยหลายตัวที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกที่พักของแขก ไม่ว่าจะเป็น ทำเลที่ตั้งของโรงแรม ชื่อเสียง โปรโมชั่น การโฆษณา การเสนอแนะจากบริษัทตัวแทนการท่องเที่ยว เพื่อนและญาติ แม้กระทั้งจากประสบการณ์ในอดีตของตัวแขกเอง ทั้งหมดนี้มีผลต่อการตัดสินใจเข้าพักของแขก นอกจากนั้น การตัดสินใจของแขกมีอิทธิพลมาจากการให้บริการก่อนเข้าพัก (Pre-Arrival) ของโรงแรมด้วย เช่น ถ้าโรงแรมอำนวยความสะดวกในการสำรองห้องพักทำให้ลูกค้าสามารถเห็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับห้องพักได้อย่างละเอียด (มีทั้งรูปภาพและรายละเอียดชัดเจน) และสามารถจองห้องพักได้จากหน้าเว็บไซต์ของโรงแรม หรือผ่านเว็บไวต์ตัวแทนขายอื่นๆได้อย่างงายได้  หรือหากแขกติดต่อสอบถามขอข้อมูลเกี่ยวกับห้องพัก ไม่ว่าจะผ่านช่องทาง social network หรือโทรติดต่อที่หน้าฟร้อนท์ พนักงานโรงแรมของเราจะต้องสามารถอธิบายเกี่ยวกับห้องพัก การบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกและอัตราค่าห้องพักให้ลูกค้าเข้าใจได้ดี งานให้บริการด้านข้อมูลข่าวสาร (Information Service) ก่อนการจองห้องพักและงานบริการสำรองห้องพัก (Reservation Service) จึงเปรียบดังพนักงานขายของโรงแรม ซึ่งต้องมีความสามารถในการขายและนำเสนอจุดเด่น ภาพลักษณ์ที่ดีของโรงแรม

2. การเข้าพัก (Arrival)

ขั้นตอนการเข้าพัก (Arrival) เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นเมื่อแขกมาถึงโรงแรม ประกอบด้วย

  • การลงทะเบียนเข้าพัก (Registration) และ
  • การส่งแขกไปยังห้องพัก

พนักงานต้อนรับส่วนหน้า ควรทราบถึงข้อมูลและเงื่อนไขในการสำรองห้องพักก่อนที่แขกจะลงทะเบียนเข้าพัก สำหรับแขกที่ไม่สำรองห้องพักล่วงหน้า (Wall-in Guest) พนักงานต้อนรับส่วนหน้าจะต้องทำการเสนอขายห้องพักก่อนดังนั้นจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับห้องพัก ประเภทของห้องพัก อัตราค่าห้องพักและความสามารถในการเสนอขายจึงเป็นส่วนสำคัญยิ่ง การบันทึกการลงทะเบียน (Registration Record) ประกอบด้วย ข้อมูลแขกและวิธีการชำระเงิน (Method of Payment) ระยะเวลาการเข้าพัก (Length of Number) และลายมือชื่อ (Signature) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการลงทะเบียน จากนั้นแขกจะได้รับกุญแจห้องพักและแผนที่ของโรงแรม พนักงานยกกระเป๋าจะให้ความช่วยเหลือและส่งแขกไปยังห้องพัก และพนักงานส่วนหน้าจะบันทึกรายงานสถานะห้องพัก

3. ระหว่างการเข้าพัก (Occupancy)

แผนกต้อนรับส่วนหน้า มีหน้าที่ประสานงานการให้บริการต่างๆ และการจัดเตรียมข้อมูลต่างๆเพื่อมอบแระสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับแขกที่เข้าพัก วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อเป็นการสนับสนุนให้แขกกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และเพื่อให้แขกแนะนำโรงแรมของเรากับคนอื่นๆที่แขกรู้จักต่อไป ซึ่งนั้นเป็นการทำการตลาดที่ดีมากอีกอย่างหนึ่งของโรงแรม เพราะเป็นการบอกเล่าประสบการณ์ของผู้ใช้อย่างแท้จริง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต้องเกิดจากการสื่อสารที่ชัดเจน การตอบสนองอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่สำคัญต้องตระหนักถึงการจัดการข้อตำหนิ การดูแลความปลอดภัย ในระหว่างที่แขกเข้าพัก และแผนกบริการส่วนหน้ายังมีหน้าที่บันทึกค่าใช้จ่ายกรณีที่แขกไปใช้บริการนอกเหนือจากค่าห้องพัก เช้น การเข้าใช้บริการร้านอาหาร สปา ในโรงแรม ซึ่งนอกจากเราจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการเรียกชำระค่าบริการจากแขกเท่านั้น แต่การบันทึกต่างเหล่านี้จะทำให้ผู้บริหารสามารถประเมินแนวทางการให้บริการของโรงแรมได้อีกด้วย เช่น หากโรงแรมทราบว่าแขกส่วนมากชอบใช้บริการสปาของโรงแรม แผนกการตลาดก็จะสามารถคิด)รโมชั่นหรือแพคเกจการเข้าพักที่แทกรสปาเข้าไปได้ด้วย หรือผู้บิหารก็จะวางแผนในการขยายบริการสปาให้ดีขึ้นได้ เป็นต้น

4. การออกจากโรงแรม (Departure)

การจัดการบัญชีค่าใช้จ่ายแขกและการบันทึกประวัติข้อมูลแขกเป็นขั้นตอนสุดท้ายในวงจรแขก กระบวนการชำระเงิน การคืนกุญแจห้องพัก หลังจากที่พนักงานรับคืนห้องพักจะต้องบันทึกสถานะห้องพักเพื่อแจง้ให้แก่แผนกแม่บ้านทราบต่อไป

4 ข้อข้างต้นนี้คือ วงจรบริการแขกที่คนทำงานโรงแรมทุกคนต้องทราบ เพื่อคุณคุณจะตัดสินใจได้ว่า คุณจะเลือกใช้ซอฟต์แวร์อะไรที่จะช่วยให้พนักงานต้อนรับส่วนหน้าของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และระบบจัดการโรงแรมที่ดีนั้นไม่ใช่มีเพียงระบบจองห้องพัก แต่จะต้องช่วยให้คุณมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับแขก รวมถึงสามารถทำให้คุณเห็นรายงานความเคลือนไหวของโรงแรมได้อย่างถูกต้องแม่นยำเพียงพอที่คุณจะตัดสินใจสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงแรมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  ในบทความหน้าเราจะพูดถึง “ตำแหน่งในงานบริการส่วนหน้าของโรงแรมว่ามีอะไรบ้าง” และ “การสร้างแผนกบริการส่วนหน้าของโรงแรม (Front Office Department หรือ F/O) ที่ดี เพื่อเพิ่มความประทับใจลูกค้าตั้งแต่เช็คอิน” กันครับ

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ควรจะไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อไหร่ดี

แน่นอนว่า ความเชื่อว่า “การศึกษาที่ดีนั้น จะนำมาซึ่งงานที่ดี และงานที่ดีนั้น จะสามารถสร้างฐานะ ความมั่นคง และชีวิตที่ดีได้” เป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่เราควรจะไปเรียนก่อนหรือทำงานก่อนค่อยไปเรียน นี่สิ เป็นสิ่งที่หลายๆคนยังคงสับสนอยู่ตลอด ถ้าถามพี่หลันว่า เรียนจบแล้ว เรียนต่อ หรือ ทำงานก่อน แบบไหนดีกว่ากัน? คงต้องตอบว่า แล้วแต่ความต้องการและเป้าหมายของแต่ละคนนะคะ

คนสมัยนี้ เมื่อเรียนจบแล้วชอบที่จะเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็นนายตัวเอง อยากทำงานอย่างมีอิสระ ก็จะมีมีแนวโน้มที่เรียนต่อทันทีมากขึ้น โดยเฉพาะการไปเรียนต่อต่างประเทศ หรืออย่างน้อยก็ไปเรียนภาษาเพิ่มเติมจากประเทศเจ้าของภาษา พี่หลันมองว่าการเรียนภาษาหรือการเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งที่ได้มาไม่ใช่แค่ใบปริญญา แต่สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อนใหม่ และ คอนเนคชั่น ค่ะ

เอาจริงๆ การไปเรียนต่อก็สมประสงค์ของพ่อแม่ พ่อแม่ ผู้ปกครองที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาแก่บุตรหลาน เรียกได้ว่า ต้อง”เรียนจบสูงๆไว้ก่อน” เพราะแน่นนอว่า เรียนจบสูง ย่อมสมัครงานและได้เงินเดือนสูง  ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว รู้สึกว่า งั้นเรียนสูงๆไปเลย ดีกว่า ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจนะคะ เพราะการสมัครงานในยุคปัจจุบัน บางสาขาอาชีพ ถ้าเราเรียนสูง+มีประสบการทำงาน ด้วยนี่แหละ เงินเดือนสูงแน่นอน ตรงนี้พี่หลันแนะนำว่า น้องๆควรหาคอร์สเรียนกับสถาบันที่มีการฝึกงานหรือหางานให้ด้วยดีที่สุด เช่น โปรแกรมดังต่อไปนี้ Work & Study in Australia, Work & Study in Canada, work & study in New Zealand  โปรแกรมเหล่านี้จะไม่ใช่เรียนอย่างเดียว แต่มีการหางานให้น้องๆทำ (บางที่ได้ค่าจ้างด้วย) งานที่น้องได้ทำก็เป็นงานที่ตรงกับสาาที่เรียน ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว น้องจะได้ทั้งใบปริญญา และ ประสบการทำงาน (Employment Certificate) จะกลับมาสมัครงานที่เมืองไทย ก็ย่อมได้เครดิตดีกว่าการเรียนต่อเฉยๆอย่างแน่นอน

น้องๆ ที่จะเรียนต่อในบางสาขาอาชีพ เช่น บริหารธุรกิจ ถึงแม่ว่าปัจจุบันหลายๆสถาบันจะไม่บังคับว่าต้องมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แต่พี่หลันแนะนำว่าน้องควรมีประสบการทำงานอย่างน้อย 1 ปี หรือหากน้องวางแผนจะไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ปี 2-3 น้องควรฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียน หรือหากที่บ้่านทำธุรกิจส่วนตัว ควรหาประสบการณ์ด้วยการฝึกงานกับที่บ้านระหว่างเรียนก่อนเรียนจบ เพราะการเรียนต่อในสาขาบริหารธุรกิจ น้องๆจะต้องเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆเพื่อแชร์ประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งถ้าน้องไม่เคยมีประสบการณ์เลย น้องจะเรียนไม่สนุกและไม่มีประสบการณ์ไปเล่าค่ะ

ส่วนน้องที่จะเรียนต่อในบางสาขาอาชีพ เช่น ทนายความ, วิศวะ หรือแม่กระทั่งน้องที่เปลี่ยนสายอาชีพ เช่น สนใจเรียนด้านการโรงแรม, ทำอาหาร น้องสามารถเรียนต่อได้เลย และควรรีบเรียนต่อให้เร็วที่สุด อย่างปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าไปหลายปี เพราะจะทำให้เกิดช่องว่างระกว่างเรียนจบ และไปศึกษาต่อ ซึ่งจะส่งผลทำให้วีซ่าของน้องผ่านยากค่ะ พี่หลันเจอน้องๆหลายคน เรียนจบแล้วพักผ่อน ไม่ได้ทำงานและไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พอตัดสินใจไปเรียนต่อ โดนเจ้าหน้าที่วีซ่าตั้งข้อสงสัยว่าช่วงเวลานั้นทำอะไรอยู่ วีซ่าก็ได้ยากขึ้นหน่อย เพราะเค้าเกรงว่าจะไปเป็นโรบินฮู้ดที่บ้านเค้านน่ะค่ะ

ถามว่าควรจะไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อไหร่ดี? พี่หลัน แนะนำว่า การเรียนต่อต่างประเทศ จะไปเรียนเมื่อไหร่นั้น แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนค่ะ จะเรียนก่อนหรือทำงานก่อนก็ได้ เพียงแต่ถ้าเลือกทำงานก่อนก็ต้องตั้งเป้าหมายหาประสบการณ์ทำงานเพื่อไปเรียนในสาขาที่เราวางแผนไว้ และก็อย่าหมดไฟซะก่อน ไม่งั้นเราอาจจะก้าวหน้าช้ากว่าเพื่อนๆที่ตั้งเป้าทำงานและไปเรียนต่อ แต่ถ้าเลือกที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศก่อนทำงานแล้วล่ะก็ ก็จะต้องตั้งใจ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด พยายามหาสิ่งที่เราชอบให้ไวที่สุดเพื่อให้เราเลือกเรียนและหางานที่ตรงกับความต้องการของเรา

แต่ถ้าน้องๆคนไหนยังเรียนไม่จบ และมีเวลาว่างช่วงปิดเทอม สัก 1-3 เดือน ก็ควรวางแผนแต่เนิ่นๆ น้องๆสามารถใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการไปเรียนภาษา หาลู่ทาง และมองสถาบัน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยที่สนใจไว้ก่อน เพื่อวันที่เรียนจบแล้ว น้องจะได้รู้ว่าเราชอบ/ไม่ชอบที่ไหน อยากเรียนสาขาอาชีพอะไร และทำอย่างไรเพื่อให้อนาคตของเราได้ทำงานและใช้ชีวิตในปบบที่เราต้องการ

พี่หลันฝากบทความนี้ไว้ให้น้อง ๆ เท่านี้ก่อน แล้วครั้งหน้าจะมาเล่าถึงประสบการณ์ สถานที่ท่องเที่ยว ประเทศ เมืองที่น่าสนใจไปเรียนภาษา ศึกษาต่อให้น้อง ๆ อีกนะคะ

โปรโมชั่น เรียนภาษา <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่ออเมริกา <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่ออังกฤษ <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่อออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

โปรโมชั่น เรียนภาษา ศึกษาต่อนิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

การพิจารณารับจดทะเบียน

เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้

  1. เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7
  2. เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และ
  3. ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 13

พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 สามารถดาวน์โหลดได้ทางเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

การยื่นคำขอจดทะเบียน

1. ในกรณีคำขอจดทะเบียนมีข้อบกพร่องหรือเอกสารประกอบคำขอไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่รับคำขอจะแจ้งให้ผู้ขอจดทะเบียนแก้ไขให้ถูกต้องหรือยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมในทันที หากผู้ขอไม่สามารถดำเนินการแก้ไขหรือยื่นเอกสารหลักฐานได้ในทันที เจ้าหน้าที่จะทำบันทึกข้อบกพร่องหรือรายการเอกสารหลักฐานที่ต้องยื่นเพิ่มเติม พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาให้ผู้ขอดำเนินการแก้ไขหรือยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ยื่นคำขอ และให้มีการลงนามเจ้าหน้าที่รับคำขอและผู้ขอจดทะเบียนในบันทึกนั้น โดยเจ้าหน้าที่จะมอบสำเนาบันทึกดังกล่าวให้แก่ผู้ขอเพื่อเป็นหลักฐาน

หากผู้ยื่นคำขอไม่ดำเนินการส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ครบถ้วนภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอละทิ้งคำขอ โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการคืนคำขอให้แก่ผู้ยื่นคำขอพร้อมทั้งแจ้งเหตุแห่งการคืนคำขอและสิทธิในการอุทธรณ์ให้ทราบด้วย

2. เมื่อผู้ยื่นคำขอได้ชำระเงินค่าธรรมเนียมใดๆ ให้แก่กรมทรัพย์สินทางปัญญาไปแล้ว จะขอคืนค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่ได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ เว้นแต่ (1) มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้คืนค่าธรรมเนียม หรือ (2) ชำระค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนหรือชำระเกิน ซึ่งการชำระดังกล่าว เกิดเนื่องจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมิใช่ความผิดของผู้ชำระซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะได้พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

3. ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนยื่นคำขอจดทะเบียนผ่านทางอินเตอร์เน็ต ผู้ขอจะต้องปฏิบัติตาม ประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายและคำร้องหรือคำขออื่น ๆ

4. กรณีการยื่นคำขอมีการตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจ

4.1) ได้กระทำในต่างประเทศ หนังสือตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจต้องมีคำรับรองลายมือชื่อผู้ลงนามโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทย หรือสถานกงสุลไทย หรือหัวหน้าสำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ซึ่งประจำอยู่ ณ ประเทศที่ผู้ตั้งตัวแทนหรือผู้มอบอำนาจมีถิ่นที่อยู่ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนบุคคลดังกล่าว หรือมีคำรับรองของบุคคลซึ่งกฎหมายของประเทศนั้น ให้มีอำนาจรับรองลายมือชื่อ หรือ

4.2) ได้กระทำในประเทศไทยโดยผู้ตั้งตัวแทนหรือผู้มอบอำนาจมิได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ต้องส่งสำเนาหนังสือเดินทาง หรือสำเนาหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ชั่วคราว หรือหลักฐานอื่นที่แสดงให้นายทะเบียนเห็นว่าในขณะตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจ ผู้มอบอำนาจได้เข้ามาในประเทศไทยจริง

5. กรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนผู้รับมอบอำนาจไม่ได้เป็นผู้ยื่นคำขอด้วยตนเอง โดยมอบหมายให้บุคคลอื่นเป็นผู้ยื่นคำขอแทน ควรมีหนังสือมอบอำนาจช่วงหรือหนังสือมอบอำนาจเฉพาะการให้บุคคลนั้น มีอำนาจยื่นคำขอและลงนามในบันทึกความบกพร่องแทนเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนได้พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวที่ทางราชการออกให้ของผู้รับมอบอำนาจ และติดอากรแสตมป์ เพาะหากคำขอไม่ถูกต้องหรือเอกสารหลักฐานไม่ครบถ้วน และบุคคลผู้ยื่นคำขอไม่มีอำนาจลงนามในบันทึกดังกล่าว เจ้าหน้าที่ไม่อาจรับคำขอของท่านไว้ได้

6. การยื่นเอกสารประกอบคำขอ

6.1) กรณีที่ผู้ยื่นคำขอต้องนำเอกสารหรือหลักฐานหลายรายการมายื่นเพิ่มเติมให้ครบถ้วนตามบันทึกความบกพร่อง ให้ผู้ยื่นคำขอนำเอกสารหรือหลักฐานทั้งหมดมายื่นในคราวเดียวกัน

6.2) กรณีที่จะต้องส่งสำเนาเอกสารหลักฐาน ให้ผู้ยื่นคำขอรับรองความถูกต้องของสำเนาเอกสารหลักฐานนั้นด้วย

6.3) กรณีที่จะต้องส่งเอกสารเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ผู้ยื่นคำขอส่งเอกสารนั้นพร้อมด้วยคำแปลเป็นภาษาไทยโดยมีคำรับรองของผู้แปลว่าเป็นคำแปลที่ถูกต้อง

6.4) กรณีที่ผู้ขอจะต้องส่งต้นฉบับเอกสาร หากเป็นยื่นคำขอในเรื่องเดียวกันพร้อมกันหลายคำขอ ให้ผู้ขอส่งต้นฉบับเอกสารเพียงคำขอเดียว และในคำขออื่นๆอนุญาตให้ส่งเป็นสำเนาเอกสารได้ แต่ผู้ขอจะต้องระบุในสำเนาเอกสารว่าต้นฉบับอยู่ในคำขอใด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

กฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

ฟรีแลนซ์ เค้าทำอะไรกันในวันหยุดนะ

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อยนะคะ ว่าการเป็นฟรีแลนซ์ต้องรู้จักจัดสรรเวลาให้ดี โดยเฉพาะฟรีแลนซ์มืออาชีพที่มีลูกค้าหลายราย ยิ่งต้องแบ่งเวลาทำงานและส่งงานให้ทันตามกำหนด ซึ่งถ้าเป็นสมาชิกฟรีแลนซ์ของ tasknjoy ด้วยล่ะก็ การส่งงานตรงเวลาจะมีผลต่อ feedback ของฟรีแลนซ์และโอกาสในการรับงานในอนาคตต่อไปด้วย

แต่ในชีวิตจริงของฟรีแลนซ์ นอกจากจะต้องแบ่งเวลาให้กับการทำงานแล้ว ควรแบ่งเวลาให้กับการพักผ่อน สังคม และการเพิ่มเติมทักษะความรู้ความสามารถ เพื่อให้ชีวิตมีความพอดี เกิดแรงพลังสร้างสรรการทำงานต่อไป มาดูกันค่ะว่าฟรีแลนซ์เค้าทำอะไรกันในวันหยุด

  1. ตื่นสายสักนิด ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือเล่มโปรด
  2. ออกไปดูงาน นิทรรศการต่างๆ เพิ่มแรงบันดาลใจในการทำงาน
  3. เข้าสังคมบ้าง นัดเจอเพื่อนฝูง อัพเดทข้อมูลต่าง ๆ
  4. ออกกำลังกายสักหน่อย รักษาสมดุลทางกาย
  5. ช๊อปปิ้ง ซื้อสิ่งของเครื่องใช้ สนอง need รักษาสมดุลทางใจ
  6. ออกเดินทาง (ถ้าสามารถหยุดได้หลายวัน) ดูโลกกว้าง เพิ่มแรงสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ
  7. ใช้เวลากับครอบครัว เยี่ยมญาติ ทำให้ทุกคนรู้ว่าเป็นฟรีแลนซ์ไม่ต้องหมกตัวและหายไปไหนอย่างที่ใครหลายคนคิด
  8. แวะไปโรงพยาบาล ตรวจสุขภาพซะบ้าง เตรียมพร้อมเพื่อการทำงานดี ๆ ต่อไป
  9. massage สักชั่วโมง ผ่อนคลายความตึงเครียด เผลอ ๆ นวดไปคิดงานออกได้อีก
  10. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเริ่มต้นวันทำงานในวันพรุ่งนี้

ทั้ง 10 ข้อข้างต้น ถ้าฟรีแลนซ์ tasknjoy คนไหนทำได้ล่ะก็ การเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพย่อมไม่ไกลเกินฝันและชีวิตการทำงานอิสระที่ลงตัวก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะค่ะ ยิ่งถ้ารับงานผ่าน tasknjoy ที่มีระบบ Recommended Project (แนะนำงานโปรเจค) และ Recommended Provider (แนะนำผู้รับจ้าง) พร้อม Profile ที่เป็นทั้งหน้าร้านและการตลาดให้กับฟรีแลนซ์แล้วด้วยยิ่ง อยู่ที่ไหน ก็ “มีรายได้” ด้วยค่ะ

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ช่องทางในการเข้าถึงระบบบริหารจัดการ INNKepper รูปแบบรีโมต (Remote)

CiMSO เข้าใจถึงความคล่องตัวในการบริหารงานของทีมผู้บริหาร ทีมเซล์ หรือแม้กระทั่งทีมการเงิน ที่บ่อยครั้งมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าระบบจากที่ใดที่หนึ่งนอกโรงแรมเพื่อบริหารงาน หรือในขณะที่คุณทำการตกลงทางธุรกิจกับลูกค้าแลขณะนั้นเองคุณต้องการดชว์รายงานทางการเงินล่าสุด คุณต้องการเปิดข้อมูลและนำมาใช้ทันที หรือแม้กระทั่ง ในขณะที่คุณลาพักร้อน แต่ยังต้องการตรวจสอบการทำงานของทีม CiMSO นำเสนอช่องทางเข้าถึงจากระยะไกล หรือ remote access ที่น่าสนใจ 3 รูปแบบ ดังนี้

รูปแบบที่ 1: CiMSO เป็นพาร์ทเนอร์กับ Windows และซอฟต์แวร์ของเราสร้างขึ้นมาจากพื้นฐานระบบของ Windows (Windows-based)

สำหรับโรงแรมหรืออสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็ก คุณสามารถเข้าถึงสาขาสำนักงานใหญ่ได้ง่ายๆ โดยใช้ฟังก์ชั่นมาตรฐานของ Microsoft Applications นั่นคือ “Remote Desktop” แต่รูปแบบนี้จะไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงระบบแบบ Remote Access เป็นประจำ/บ่อย ๆ หรือผู้ที่มีโรงแรม/ที่พักหลายสาขา หรือโรงแรม/อสังหาฯขนาดใหญ่

รูปแบบที่2: ในกรณีที่คุณเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ หรือมีหลายสาขา หลายอสังหาริมทรัพย์ คุณสามารถเลือกใช้ CiMSO’s Mobile User ได้ ซึ่งระบบ CiMSO’s Mobile User จะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงระบบบริหารจัดการโรงแรม INNKeeper  จากอุปกรณ์มือถือได้อย่างเต็มรูปแบบ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการ แผนกการเงินและบัญชี และ/หรือ ผู้จัดการ และพนักงานที่ทำงานจากนอกโรงแรม (remote mobile workers) และอีกข้อดีหนึ่งของการเลือกใช้ CiMSO’s Mobile User ก็คือ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงหรืออัพเดทข้อมูลใด ๆจากภายน้อกสถานที่ที่คุณหรือพนักงานของคุณทำ ระบบจะทำการ Back-up และอัพเดทข้อมูลให้ทันที ซึ่งการอัพเดทข้อมุลนี้มีเงื่อนไขเดียว คือ ระบบจะอัพเดทให้ทันทีที่ผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลผ่านมือถือที่มีอินเตอร์เนต หรือหากคุณอยู่ในที่ที่มีสัญญานอินเตอร์เนตอยู่แล้ว ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของคุณก็จะอัพเดทอย่างเรียลไทม์ ซึ่งข้อดีนี้เป็นข้อดีที่โดดเด่นและสำคัญมากสำหรับการทำธุรกิจโรงแรมยุคนี้

ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศแอฟริกา นายฟรังซัวส์ เลอ รูซ์ (Francois Le Roux) ให้ข้อมุลเพิ่มเติมว่า “ฟีเจอร์ของ CiMSO’s Mobile User ช่วยให้เจ้าของและผู้บริหารโรงแรมสามารถเห็นความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของแต่ละหน่วยงาน และทำให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังสามารถเข้าถึงการรายงาน (Report) ของทุกข้อมูลและบริหารจัดการได้ทุกฟังค์ชั่นของระบบ” นอกจากนั้น “ผู้บริหารไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลสูญหายเพราะ CiMSO’s Mobile User จะทำการแบคอัพ (Back Up) ข้อมูลไว้ที่เซิร์ฟเวอร์อยู่ตลอดเวลา”

รูปแบบที่ 3: CiMSO ให้บริการเชื่อมต่อกับคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) หรือเรียกว่า “CiMSO Private Cloud solution” ซึ่งรูปแบบนี้เป็ฯระบบที่ใช้ระบบคลาวด์เซอร์ฟเวร์อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้การทำงานของผู้บริหารมีมาตรฐานและสามารถเข้าถึงระบบได้ตลอดเวลา (“always-on” and “always available” benefits) เนื่องจากระบบจะเชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์หลักแบบเรียลไทม์ นอกจากนั้น พนักงานผู้ใช้ระบบที่ทำงานประจำตำแหน่งอยู่ขณะนั้นก็ยังสามารถเข้าถึงและจัดการระบบได้อย่างไม่มีสะดุด แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อินเตอร์เนตล่มก็ตาม

ที่ปรึกษาระบบ CiMSO คุณเฮเลน แวน เนย์เคิร์ค (Hanlé van Niekerk) เล่าว่า “หากคุณเป็นผู้ให้บริการโรงแรม แน่นอนว่าคุณไม่สามารถบอกลูกค้าที่เข้าพักให้รอ เพราะมันทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่ดีกับการให้บริการของโรงแรม” “นอกจากนั้น เราใช้ฟังก์ชั่น CiMSO INNsync เพื่อให้คุณมั่นใจว่าระบบทำการเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่าง Cloud Servers, Local Servers และ Web Services (สำหรับการจองห้องพักผ่านออนไลน์) ทุกเซิร์ฟเวอร์จะเชื่อมต่อกับระบบอย่างราบรื่นทันที่ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต ซึ่ง CiMSO INNSync ตอบโจทย์สำหรับผู้บริหารที่มีโรงแรมหลายสาขา/อสังหาฯหลายที่และต้องการเข้าถึงระบบของโรงแรม/อสังหาฯ ที่อยู่คนละที่ได้ (Remote Locations)”

ทั้งหมดนี้ คือ ช่องทางในการเข้าถึงระบบบริหารจัดการ INNKepper รูปแบบรีโมต (remote) หรือมัลติ-แอคเซส (multi-access) ที่ CiMSO นำเสนอ เพื่อให้คุณสามารถเข้าถึงระบบจัดการโรงแรมของคุณได้ทุกที่ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ซอฟต์แวร์ INNKeeper ของ CiMSO เป็นระบบที่สร้างขึ้นด้วยพื้นฐานของ Microsoft และมาตรฐาน ISO ซึ่งจะทำให้คุณเชื่อมั่นได้ว่าระบบของเรามีความเสถียรและสากล ไม่ว่าคุณจะมีอสังหาฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหัน หรือคนละประเทศกัน คุณก็สามารถใช้ระบบบริหารจัดการโรงแรม CiMSO ได้อย่างราบรื่นไม่มีสะดุด แถมยังประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและลดความวุ่นวายในการปรับใช้ซอฟต์แวร์ของพนักงานอีกด้วย

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์

ทำไมต้องเรียนต่อที่นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่มีทิวทัศน์ที่สวยงามและมีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในระดับโลก คณาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญไปจนถึงอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย ด้วยทัศนียภาพของเกาะเหนื่อและเกาะใต้ที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ ภูเขาไฟที่คุกรุ่น ธารน้ำแข็ง และเนินหญ้าสีเขียว ทำให้น้องๆที่ไปเรียนต่อนิวซีแลนด์ จะมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการศึกษา 

1. ประเทศนิวซีแลนด์มีระบบการศึกษาชั้นนำ โดยนำต้นแบบจากอังกฤษ

ระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์ เรียกว่า National Certificate of Educational Achievement (NCEA) ถือเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก โดยได้รับการประยุกต์มาจากระบบอังกฤษ ดังนั้น นักเรียนที่จบจากระบบนิวซีแลนด์จึงสามารถเลือกเรียนต่อในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก ทั้งอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง

2. ประเทศสงบเงียบ ปลอดภัย เน้นธรรมชาติ เหมาะสมกับการศึกษา

ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับความสงบเงียบ และความปลอดภัยอย่างมาก เพราะมั่นใจได้ว่านักเรียนจะอยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการเรียนที่สุดเพื่อผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ดีที่สุดเช่นกัน

3.  ผู้คนเป็นมิตร อัธยาศัยดี

คนนิวซีแลนด์มีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นมิตรและเข้าใจในความแตกต่าง ดังนั้นนักเรียนที่มาเรียนที่นิวซีแลนด์ก็จะปรับตัวได้เร็วเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและเข้าใจกัน

4. ค่าเรียนสมเหตุสมผล

เนื่องจากค่าครองชีพในนิวซีแลนด์ไม่สูงมากนัก ประกอบกับรัฐบาลให้การสนับสนุนเรื่องการศึกษาเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าเรียนในนิวซีแลนด์จัดว่าสมเหตุสมผลที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นักเรียนต่างชาติสามารถเลือกเรียนในโรงเรียนที่มีราคาต่ำสุดประมาณ NZ$ 10,000 ต่อปี หรือประมาณ 220,000 บาท ส่วนค่าที่พักก็ค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยประมาณ NZ$200-250 ต่อสัปดาห์

5. ให้นักเรียนต่างชาติ เข้าเรียนได้ไม่ยาก

ด้วยความที่นิวซีแลนด์เปิดเรียนปีละ 4 เทอม ทำให้นักเรียนต่างชาติสามารถเข้าเรียนได้ทุกเทอม ถึงแม้ว่าหลาย ๆ โรงเรียนจะไม่รับนักเรียนในเทอมสุดท้าย แต่นักเรียนก็ยังมีโอกาสเข้าเรียนได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส นอกจากนั้น โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่จำกัดว่านักเรียนจะมีผลการเรียนสูงหรือต่ำ หากแต่ว่านักเรียนมีความตั้งใจที่จะมาเรียนจริง โรงเรียนก็จะเปิดโอกาสรับนักเรียนต่างชาติได้

6. เปิดโอกาสให้เลือกเรียนวิชาตามความชอบ และความถนัด

จุดเด่นสำคัญของระบบการศึกษานิวซีแลนด์คือการพัฒนา IQ และ EQ ของนักเรียนไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น โรงเรียนจึงมีวิชาให้นักเรียนเลือกเรียนตามศักยภาพ ความถนัดและความชอบมากมาย เพราะการที่นักเรียนได้เรียนวิชาที่ตนชอบและถนัด จะทำให้นักเรียนเรียนได้ดี และมีความมั่นใจในการเรียนมากขึ้น และผลลัพธ์ก็คือ นักเรียนได้ค้นพบตัวเองและมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคต

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศนิวซีแลนด์

ระบบการศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์

การศึกษาในระดับมัธยมศึกษา

โรงเรียนมัธยมของนิวซีแลนด์เปิดสอนตั้งแต่ชั้นปีที่ 9-13 หรือYears 9-13 (อายุ 13-19 ปี) นิวซีแลนด์มีโรงเรียนมัธยมทั้งหมดมากกว่า 350 โรงเรียน (บางครั้งจะเรียกว่า high schools, grammar schools หรือ colleges) ซึ่งเปิดสอนวิชาต่างๆหลากหลาย แต่ละโรงเรียนสามารถจัดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรการสอนได้เองโดยยึดโครงสร้างหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะถูกประเมินผลโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า New Zealand Qualifications Authority อีกทีหนึ่ง

ปีการศึกษาในระดับมัธยมนั้นจะแบ่งเป็นระบบ 4 เทอม ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนธันวาคม โดยมีการปิดเทอมสั้นๆ ครั้งละสองสัปดาห์ในเดือนเมษายน กรกฎาคม และกันยายน

โรงเรียนมัธยมในนิวซีแลนด์ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐ และได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณตากรัฐบาล โดยมากเป็นโรงเรียนสหศึกษา มีเพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วน หรือ ชายล้วน มีโรงเรียนเอกชนเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งมีวิธีสนับสนุนงบประมาณแบบอื่นที่นอกเหนือจากระบบของรัฐ โดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับศาสนาและธรรมเนียมปฏิบัติอื่น ๆ

ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมเกือบทุกแห่งของนิวซีแลนด์จะสอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการเข้ารับการศึกษา หลักสูตรการสอน มาตรฐานของการศึกษา ตลอดจนสาขาวิชาต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามมาตรฐานของ National Certificate of Educational Achievement ทั้งนี้ระบบการเรียนของที่นี่ยังสอดคล้องและสามารถปรับใช้กับระบบการเรียนในระดับมัธยมในประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

นักเรียนต่างชาติจำนวนมากลงทะเบียนเรียนระดับมัธยมปลายในชั้นปีที่ 11-13 (อายุ15-19ปี) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศนิวซีแลนด์ หรือประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยนักศึกษาต่างขาติสามารถเข้าเรียนได้ทั้งในโรงเรียนมัธยมของรัฐและโรงเรียนมัธยมของเอกชน

National Certificate of Educational Achievement

The National Certificate of Educational Achievement Programme หรือ NCEA เป็นหน่วยงานหลักที่รับรองคุณวุฒิของนักเรียนของนักเรียนมัธยมในชั้นปีที่ 11-13 (year 11-13) โดยเข้ามาแทนที่การรับรองคุณวุฒิแบบเก่าทั้ง School Certificate (Year 11), Sixth Form Certificate (Year 12) และ Bursary and Higher School (Year 13) NCEA ทำให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงการศึกษาในระดับมัธยมศึกษากับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเนื่องจากการรับรองคุณวุฒิในทุกระดับนั้นได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ทั่วประเทศนิวซีแลนด์

การรับรองคุณวุฒิสามระดับ (Level 1,2 และ3) จะกระทำในโรงเรียนระดับมัธยม โดยถือเป็นขั้นตอนแรกของทั้งหมดแปดระดับตามแผนงานรับรองคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications Framework)

NCEA Level 1 – นักเรียนต้องได้อย่างน้อย 80 หน่วยกิต ใน Level 1
NCEA Level 2 – นักเรียนต้องได้ 80 หน่วยกิต โดยเป็น Level 2 อย่างน้อย 60 หน่วยกิต
NCEA Level 3 – นักเรียนต้องได้ 80 หน่วยกิต โดยเป็น Level 3 อย่างน้อย 60 หน่วยกิต และอีก 20 หน่วยกิตใน Level 2 เป็นอย่างน้อย

ทั้งนี้นักเรียนบางส่วนอาจสามารถผ่าน The New Zealand Scholarship Qualification ซึ่งจะดำเนินการในระดับสี่ (level 4) ในหมวด “Register of New Zealand Quality Assured Qualifications” โดยที่นักเรียนดังกล่าวต้องผ่านการสอบเพิ่มเติมอื่นๆ ซึ่งปกติจะเกิดขึ้นในช่วงระดับสามด้วย

การรับรองคุณวุฒิดังกล่าวถูกเรียกว่า “ประกาศนียบัตรแห่งชาติ” (The National Certificate) เพราะยึดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศโดยการควบคุมดูแลของหน่วยงานรับรองคุณวุฒิของนิวซีแลนด์ หรือ New Zealand Qualifications Authority (NZQA) ทั้งนี้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกาศนียบัตรแห่งชาติด้านการศึกษา (National Certificate for Educational Achievement) และการรับรองคุณวุฒิลักษณะอื่นๆ ได้ที่ www.nzqa.govt.nz

การเทียบวุฒิการศึกษาจากประเทศนิวซีแลนด์

กระทรวงศึกษาธิการมีเกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของประเทศนิวซีแลนด์ ทั้งในหลักสูตรการศึกษา NCEA, Cambridge, CIE และ IB โดยกฎเกณฑ์ และ คุณสมบัติต่างๆในการเทียบวุฒิการศึกษาของผู้สำเร็จการศึกษา สามารถดาวน์โหลดได้ <คลิกที่นี่>

ตารางเปรียบเทียบระบบการศึกษาระหว่างประเทศไทย และ นิวซีแลนด์

ประเทศไทย

 

ประเทศนิวซีแลนด์

 


อายุ


ระดับ

 


อายุ


ระดับ

 

6   ปี

 ประถม  1

 

5   ปี

Primary 1-2  

(Year 1)

7   ปี

 ประถม  2

 

6   ปี

Primary 3-4

(Year 2)

8   ปี

 ประถม  3

 

7   ปี

Standard 1

(Year 3)

9   ปี

 ประถม  4

 

8   ปี

Standard 2

(Year 4)

10 ปี

 ประถม  5

 

9   ปี

Standard 3

(Year 5)

11 ปี

 ประถม  6

 

10 ปี

Standard 4

(Year 6)

      

12 ปี

 มัธยม  1

 

11 ปี

Form 1

(Year 7)

13 ปี

 มัธยม  2

 

12 ปี

Form 2

(Year 8)

14 ปี

 มัธยม  3

 

13 ปี

Form 3

(Year 9)

15 ปี

 มัธยม  4

หรือ ประกาศนียบัตร 1

14 ปี

Form 4

(Year 10)

16 ปี

 มัธยม  5

หรือ ประกาศนียบัตร 2

15 ปี

Form 5

(Year 11) มีสอบ NCEA Level1

17 ปี

 มัธยม  6

หรือ ประกาศนียบัตร 3

16 ปี

Form 6

(Year 12) มีสอบ NCEA Level2
* หลังจบชั้นนี้แล้ว นักเรียนอาจะเลือกเรียนต่อในสถาบันสายอาชีพ หลักสูตร Diploma อนุปริญญา หรือเรียน Year13 ต่อหากจะเข้ามหาวิทยาลัย

   

17 ปี

Form 7

(Year 13) มีสอบ NCEA Level3
* หลังจบชั้นนี้แล้ว เข้าเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่าย ป.ตรีและป.โท เรียนต่อนิวซีแลนด์

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี(3 ปี)

ปริญญาโท (2 ปี)

ปริญญาเอก (3 ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

NZ$35,180/ปี
(ประมาณ 8.7 แสนบาท/ปี)

NZ$37,180/ปี
(ประมาณ 9.2 แสนบาท/ปี)

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ NZ$1,500 /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 25 บาท = NZ$1 ณ สิงหาคม 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

รู้จักประเทศ นิวซีแลนด์

ประเทศนิวซีแลนด์ปกครองแบบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของเส้นศูนย์สูตร ล้อมรอบด้วยด้วยมหาสมุทรแปซิฟิค และทะเลทัสมัน ลักษณะประเทศเป็นหมู่เกาะ โดยมี 2 เกาะใหญ่ คือ เกาะเหนือ(North Island) และเกาะใต้(South Island) เมืองหลวง คือ เมือง เวลลิงตัน ซึ่งเป็นเมืองท่าเชื่อมระหว่างเกาะใหญ่ทั้งสอง

เวลา

ในประเทศนิวซีแลนด์ เร็วกว่า ประเทศไทยประมาณ 5 ชั่วโมง

ฤดูกาล

แบ่งเป็น 4 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน (ธ.ค.-ก.พ), ใบไม้ร่วง (มี.ค.-พ.ค.), หนาว (มิ.ย.-ส.ค.) และ ใบไม้ผลิ (ก.ย.-พ.ย.)

ระบบไฟฟ้า

นิวซีแลนด์ใช้ระบบไฟฟ้าที่ 230 Volt

ดู รายชื่อ โรงเรียนมัธยมนิวซีแลนด์ ได้ที่ลิ้งนี้ <คลิกที่นี่>

ดู หลักสูตร English For High School หรือ High School Preparation ของ AEI ได้ที่ลิ้งนี้ <คลิกที่นี่>

ดู เรียนต่อป.ตรี ป.โท นิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

เรียนภาษา ประเทศนิวซีแลนด์ เรียนภาษาที่นิวซีแลนด์ <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

Thai Limited Company Quick Facts

A Limited Company is the most popular form of business structures in Thailand because…

  • The liability of the shareholders are limited to any amount left unpaid on their shares
  • There is a separation between owners and management

Section 1096 of the Thai CCC (Civil and Commercial Code) mentioned that “A limited company is that kind of which is formed with a capital divided into equal shares, and the liability of the shareholders is limited to the amount, if any, unpaid on the shares respectively held by them.

The incorporation of a Private Limited Company requires:

  • A minimum of  3 shareholders
  • At least 1 director
  • An auditor
  • A memorandum of association
  • A statutory meeting
  • Registration of the incorporation papers

Remark: Unrestricted in the activities compared to majority foreign owned companies where Foreign Business License may have to be applied for 51% of share or more must be held by a Thai national or entity, if the nature of business is restricted or prohibited by Foreigner Business Act.

They must also follow accounting procedures specified in the Civil and Commercial code, the Revenue Code and the Accounts Act. A balance sheet must be prepared once a year and filed with the Department of Revenue and Commercial Registration. In addition, companies are required to withhold income tax from the salary of all regular employees.

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

งานอะไรบ้างที่สามารถทำแบบฟรีแลนซ์ได้

ปัจจุบันความทันสมัยของเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยให้เราสื่อสารกับคนทั่วโลกได้ในพริบตา มีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตและหนึ่งในนั้นก็คือรูปแบบการทำงาน เพราะในปัจจุบันนั้นคนทำงานสามารถทำงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นและไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านก็ได้ นั่นก็คือการทำงานในแบบ “ฟรีแลนซ์” นั้นเองครับ

งานฟรีแลนซ์อาจไม่ได้แตกต่างจากงานปกติมากนัก แต่มีสิ่งที่ไม่เหมือนกับการทำงานในออฟฟิศก็คือ คนทำงานไม่จำเป็นต้องเดินทางเพื่อไปทำงาน ไม่ต้องไปนั่งรถติด หรือแม้แต่ไปพบกับเรื่องที่ไม่ค่อยอยากพบกับเพื่อนร่วมงานบางประเภท และที่สำคัญอีกประการก็คือ ไม่จำเป็นต้องทำงานให้กับที่ใดที่หนึ่ง เพราะสามารถทำงานให้กับหลาย ๆ แห่งรวมกันได้โดยจะต้องมีกำหนดการที่แน่นอนและฝีมือในการทำงานระดับมืออาชีพ ปัจจุบันงานฟรีแลนซ์ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถเลือกคนทำงานได้ให้เหมาะกับงานที่ต้องการ และยังสามารถหาผู้ที่มีความสามารถเฉพาะเพื่อทำงานให้ได้อีกด้วย ในส่วนของตัวฟรีแลนด์เองแน่นอนว่าถ้าคุณมีฝีมือที่ดีไม่ต้องกลัวว่าจะตกงานอย่างแน่นอน เราจะมาดูกันว่ามีงานอะไรบ้างที่สามารถทำได้แบบฟรีแลนซ์

งานฟรีแลนซ์ ที่พบในปัจจุบัน

โปรแกรมเมอร์

ผู้ที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมต่าง ๆ สามารถทำงานที่ตัวเองชอบได้จากที่บ้าน โดยนั่งเขียนโปรแกรมต่าง ๆ แบบชิว ๆ เมื่อเสร็จตามข้อตกลงก็ส่งงาน ผ่าน email หรือผ่านการดาวน์โหลดในรูปแบบต่าง ๆ ได้สบาย ๆ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมจากคนยุคใหม่ที่กำลังไฟแรง

กราฟิกดีไซน์

เป็นอีกงานที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ เพราะสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ โดยอาศัยความคล่องตัวและความเร็วของอินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางสำหรับการรับและส่งงาน หากมีฝีมือที่ดี สามารถบริหารจัดการได้ดี เป็นอาชีพที่ทำเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

นักพัฒนาเว็บไซต์ หรือ บล็อก

นักพัฒนาเว็บไซต์ หรือบล็อกนั้น สามารถทำงานจากที่บ้านตัวเองได้สบาย ๆ เพราะเป็นงานที่ตรงกับความสามารถเฉพาะอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีฝีมือระดับเซียนรับรองได้ว่างานล้นมืออย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องมีก็คือ ความรู้ในด้านโปรแกรมเมอร์ และทักษะทางด้าน Data Base หากมีความชำนาญสูงด้วยแล้วละก็งานรอเพียบ

นักเขียนบทความ นักเขียนนิยาย นักแปล

นับเป็นอีกอาชีพที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปอย่างมาก เพราะหากคุณมีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจละก็งานจะมีมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดแน่นอน แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การจัดการด้านเวลา และกำหนดการ เนื่องจากอาชีพนักเขียนต้องอาศัยจินตนาการสูง และสมาธิในการนำเสนองาน ดังนั้นการได้ทำงานแบบชิว ๆ นับว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

นักถ่ายภาพ/ช่างภาพ

หากคุณชอบถ่ายภาพสวย ๆ และมีมุมมองที่แตกต่าง หรือมีรูปภาพมากมายอยู่ในสต๊อกส่วนตัว ลองนำผลงานของคุณเหล่านี้มาเสนอขายดูรับรองว่ามีคนสนใจอย่างแน่นอน และอาจเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้อย่างมากมายในอนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถรับงานถ่ายภาพตามสั่ง หรืองานถ่ายภาพที่จ้างเป็นงาน ๆ ทั่วไปได้อีกด้วย

นักออกแบบสติ๊กเกอร์ไลน์

เป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจสำหรับ Line Creator Market เพราะเป็นการแสดงความสามารถในการออกแบบสติกเกอร์ไลน์แบบเจ๋ง ๆ ในแบบฉบับของตัวคุณเอง และยังสามารถลงขายผ่านแอพพลิเคชั่น Line ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังรับออกแบบสติกเกอร์สำหรับผู้ที่สนใจอยากมีเป็นของตัวเองได้อีกด้วย ชิว ๆ แบบนี้มีแต่รวย กับรวยเลยละครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับกับตัวอย่างงาน “ฟรีแลนซ์” ที่สามารถสร้างเงินให้เราได้แบบเจ๋ง ๆ ด้วยความสามารถเฉพาะที่เรามีอยู่ เพราะนอกจากจะไม่ต้องไปทำงานในออฟฟิศแล้วยังสามารถสร้างรายได้ให้เราได้อย่างสวยงามเลยทีเดียวละครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการบริหารจัดการที่ดีและความเข้าใจต่อความต้องการลูกค้าคือหัวใจสำคัญ เพราะนี่คือสิ่งที่เหล่าฟรีแลนซ์ทั้งหลายไม่ควรลืม เพราะอย่าลืมว่ายังมีคนที่มีความสามารถพอ ๆ กับเราและมากกว่าเราอีกมากมายที่รอรับงานเหล่านี้อยู่

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ความเข้าใจที่เจ้าของโรงแรมมักจะเข้าใจผิดต่อการบริหารจัดการโรงแรม

ประเทศไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวมากนะครับ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอิจฉาของชาวเอเซียเลยก็ว่าได้ เพราะเรามีทั้งภูเขาที่สวยงาม ทะเลที่สวยสะอาด แถมยังเป็นประเทศที่ประสบปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ น้อยมากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ด้วยครับ รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นรายได้จากคนในประเทศด้วยกันเอง หรือรายได้จากต่างชาติที่ไหลเข้ามาที่ประเทศไทย ถือว่าเป็นอีนดับต้นๆ ของรายได้หลักของไทย รัฐบาลไทยไม่ว่าจะยุคไหน ๆ ก็พยายามให้การสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมาก ซึ่งหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี ก็คือ ธุรกิจที่พัก โรงแรม รีสอร์ท ครับ จากสถิติ ประเทศไทย มีจำนวนโรงแรมที่จดทะเบียน (ยังไม่รวมที่พัก รีสอร์ท ขนาดเล็กที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงแรม) อยู่ถึง 40,000 กว่าโรงแรมเลยเชียวครับ โรงแรมต่าง ๆ ไม่ว่าใหญ่เล็ก จึงต้องแข่งกันพัฒนาทั้งด้านอัตราค่าห้อง การการจายห้องไปยังเว็บจองห้องพักต่างๆ การให้บริการเมื่อลูกค้าเช็คอิน การสร้างฐานลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเลือกเข้าพักและใช้บริการของทางโรงแรมอย่างต่อเนื่อง อ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณคิดว่าอะไรที่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้บริหารโรงแรมสามารถบริหารจัดการโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันกับโรงแรมอื่นๆ แม่กระทั่งโรงแรม Chain ใหญ่ ๆ ระดับโลกครับ ใช่ครับ Hotel ERP Software

Hotel ERP software หรือ Hotel Management Software (โฮเต็ล เมเนจเม็นท์ ซอฟต์แวร์) คือ ระบบบริหารจัดการโรงแรมที่มีโมดูล สำหรับจัดการงานในโรงแรมทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน ควบคุมได้ง่ายขึ้นทั้งด้านการจัดการภายในโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น ระบบบริหารส่วนหน้า (Front Office) ระบบจองห้องพัก (Booking & Interfaces) ระบบแม่บ้าน (Housekeeping) การรับชำระเงิน (Payment Channel) และระบบบัญชี (Accounting) รวมถึงในการจัดการส่วนของลูกค้า (Client Manager) หรือการทำการตลาด CRM (ซีอาร์เอ็ม)

จากคำนิยามข้างต้นของ คำว่า Hotel ERP Software จะเป็นได้ว่าซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรมไม่ใช่แค่โปรแกรมการจองห้องพัก (Booking Software) เท่านั้น แต่เป็นการบริหารจัดการโรงแรมทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการโรงแรมที่เล็งเห็นถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโรงแรม จะลงทุนติดตั้ง Hotel ERP Software ตั้งแต่แรกเริ่มของกิจการ เพื่อตัดปัญหาความวุ่นวายในการบริหารจัดการและยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน รวมถึงไม่เป็นอุปสรรคในการขยายบริการหรือขยายกิจการต่อไปอีกด้วย

แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Hotel ERP software หรือระบบบริหารจัดการโรงแรม อีกหลายประการที่ผู้บริหารหรือเจ้าของโรงแรมที่ยังไม่เห็นความสำคัญของซอฟต์แวร์ ดังนี้

1. การบริหารโรงแรมต้องสร้างคน ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบ software ช่วย

ไม่จริงเลยครับ การมี Hotel ERP Software จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของพนักงาน ลดการซ้ำซ้อนของการทำงาน จึงช่วยลดจำนวนคนที่ไม่จำเป็น นอกจากนั้นยังมีฟังก์ชั่น Channel Manager ที่จะช่วยให้คุณทำการตลาด ขายห้องพักได้มากขึ้น ซึ่งเพิ่มรายได้ให้กับโรงแรมในระยะยาว

2. PMS แบบ Web-based ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบให้ครอบคลุมทุกแผนก

ไม่จริงครับ การบริหารจัดการโรงแรมไม่ได้มีแค่เรื่องจากจองห้องพัก แต่ยังมีเรื่องอื่นๆที่สำคัญที่คุณต้องการระบบมาช่วยอีกมากมาย เช่น Channel Manager และ CRM ที่จะช่วยเพิ่มยอดขายและรักษาฐานลูกค้าเดิม การเชิ่อมต่อกับระบบบัญชีโรงแรม ทำให้คุณเห็นรายับ-รายจ่ายที่แท้จริง ทั้งหมดมีรายงาน (Report) อย่างเรียลไทม์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจของผู้บริหาร ทำให้โรงแรมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

3. Software แต่ละแผนก แยกกันใช้ แยกกันซื้อ ดีกว่า ดูแลง่าย

ไม่จริงครับ ยิ่งคุณมีหลายซอฟต์แวร์ ยิ่งทำมให้คุณบริหารจัดการยาก เพราะคุณมีข้อมุลมาจากหลายทางและไม่แน่ใจว่าข้อมูลไหนคือข้อมูลที่ถูกต้อง คุณต้องใช้คนในการรวมข้อมูลและทำรายงานออกมาให้คุณ แถมยังเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการที่คุณเลือกใช้ Software ที่มีโมดูลรองรับการใช้งานของทุกแผนก และรองรับการเติบโตขององค์กร และการวางแผนเลือกใช้ Hotel ERP Software ที่ดีไว้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการจะทำให้คุณไม่ปวดหัวกับการบริหารจัดการข้อมูล การทำงานของโรงแรมจะไม่ซ้ำซ้อน ตรวจจับได้ และข้อมูลไหลเวียนทั้งระบบได้อย่างราบรื่น คุณจะได้รายงานที่ครอบคุลมและตัวเลขที่แน่นอน ส่งผลให้คุณและทีมผู้บริหารสามารถพิจารณาตัดสินใจเรื่องต่างๆเกี่ยวกับโรงแรมได้ดีและถุกต้องแม่นยำมากขึ้น

4. ระบบบัญชีชัดเจนแบบนี้แล้วจะคุ้มเสี่ยงถูกตรวจสอบบัญชี ย้อนหลังไหม

ไม่เกี่ยวกันครับ การวางแผนใช้ Hotel ERP Software จากผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่รู้เรื่องระบบบัญชีโรงแรม ซึ่งซอฟต์แวรืสร้างขึ้นตามระบบบัญชีมาตรฐานสากล ทำให้คุณไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลทางบัญชีจะผิดพลาดและทำให้คุณเห็นข้อมูลที่ถูกต้อง เมื่อคุณวางแผนจะเพิ่มสาขาของโรงแรม หรือเพิ่มบริการอื่นๆให้กับโรงแรม เช่น ร้านอาหาร สปา กอล์ฟคลับ เป็นต้น คุณจะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องการทำบัญชีอีกต่อไป ทำให้คุณมีเวลาเหลือพอที่จะไปมุ่งการทำการตลาดและการพัฒนาทางด้านอื่นๆของโรงแรม

จากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Hotel ERP Software และคำตอบข้างต้น จะทำให้คุณเห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า หากคุณเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารโรงแรมและคุณวางแผนไว้ว่า คุณควรจะได้กำไรจากกิจการโรงแรมและมีความตั้งใจที่จะพัฒนาโรงแรมต่อไปเรื่อย ๆ ทำไมคุณจะไม่เลือกลงทุนกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรม ที่พัก และรีสอร์ท ที่มีมาตรฐานสากลอย่างมาตรฐาน ISO และทำไมถึงไม่ติดตั้ง Hotel ERP Software ตั้งแต่เริ่มตั้งกิจการละครับ เพื่อให้คุณไม่ต้องกังวลกับการบริหารที่ใช้พนักงานเยอะเกินความจำเป็น ข้อมูลซ้ำซ้อน ผิดพลาด แต่คุณกลับบริหารจัดการได้ตอลดไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหน แถมยังเหลือเวลามาพัฒนากิจการของคุณด้วย

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย

ออสเตรเลียนับว่าเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณภาพของระบบการศึกษาระดับต้น ๆ ของโลก รวมทั้งมีสภาวะเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชากรที่ดี อีกทั้งมีความปลอดภัยสูงและค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงจนเกินไป ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลมีให้การสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติในการทำงานนอกเวลาเรียน สูงสุดถึง 40 ชั่วโมง ต่อ 2 สัปดาห์ และสามารถเดินตามเส้นทางอาชีพได้หลังจากสำเร็จการศึกษา เป็นระยะเวลา 2-5 ปี

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศออสเตรเลีย

บรรยากาศของชั้นเรียนในประเทศออสเตรเลีย จะเน้นกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ และผสมผสานระบบการศึกษาที่ยอดเยี่ยม เข้ากับความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ซึ่งจะเป็นการเปิดโลกใหม่ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ดี ๆ ที่เป็นประโยชน์มากมาย

การเลือกเรียนต่อต่างประเทศ เป็นหนทางหนึ่งที่ดีในการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และยังได้ฝึกตัวเองให้มีความมั่นใจมากขึ้น รวมถึงพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมอีกด้วย โดยเฉพาะเมื่อคุณเลือกเรียนเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างออสเตรเลีย คุณจะได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับไปมากทีเดียว

เมืองหลวงของประเทศ คือ Canberra   ประกอบด้วย 6 รัฐ และ 2 มณฑล:

  • Australian Capital Territory
  • New South Wales
  • Northern Territory
  • Queensland
  • South Australia
  • Tasmania
  • Western Australia
  • Victoria

เวลา

  • Eastern Standard Time-EST: เวลาเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชม. ใช้ในรัฐ NSW, VIC, TAS, Queensland และ Canberra
  • Central Standard Time-CST: เร็วกว่าไทย 2 ชม.ครึ่ง ใช้ใน South Aus และ Northern Territory
  • Western Standard Time-WST: เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชม.ครึ่ง ใช้ใน Western Australia

ฤดูกาล 

  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring): กันยายน- พฤศจิกายน
  • ฤดูร้อน (Summer): ธันวาคม – กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn): มีนาคม – พฤษภาคม
  • ฤดูหนาว (Winter): มิถุนายน – สิงหาคม

ระบบไฟฟ้า: ระบบไฟฟ้า 240/250 V. AC 50 Hz เหมือนในประเทศไทย แต่จะใช้ปลั๊กสามขาซึ่งต่างจากบ้านเราดังนั้นหากท่านต้องการนำอุปกรณ์ไปด้วย ควรจะเตรียมปลั๊กไฟฟ้าสามขาไปด้วย

ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ต่อปี

ระดับการศึกษา

ปริญญาตรี (3 ปี)

ปริญญาโท (1-2ปี)

ปริญญาเอก(3ปี)

ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)

1.      สาขาทั่วไปA$41,120-A$42,320 (ประมาณ 1.23 ล้าน –1.26 ล้าน/ปี)

2.      สาขาแพทย์/ทันตแพทย์A$51,620-$52,820/ปี (ประมาณ 1.54-1.58 ล้าน/ปี

$41,470-A$42,670/ปี

(ประมาณ 1.24 ล้าน – 1.28 ล้านบาท/ปี)

ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ A$1,400-A$1,500 /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 27 บาท = AUD 1 ณ เดือนกันยายน 2560 ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ

รายละเอียดสถาบันภาษาประเทศออสเตรเลีย<คลิกที่นี่>

เรียนต่อออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

วีซ่านักเรียนออสเตรเลีย <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com