ผ้าโพลีเอสเตอร์ดีกว่าผ้าจากเส้นใยธรรมชาติอย่างไร?

หลายคนคงสงสัยว่าผ้าแต่ละชนิดที่เราใส่มันมีข้อแตกต่างกันอย่างไร บางคนเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพราะปลอดภัย ระบายอากาศได้ดี แต่หลายคนเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์ หรือโพลีเอสเตอร์ซึ่งมีคุณสมบัติที่ไม่ต่างจากเส้นใยธรรมชาตินัก และมีคุณสมบัติบางประการที่เส้นใยธรรมชาติไม่สามารถทำได้ วันนี้เราจะมาดูข้อแตกต่างรวมถึงประโยชน์ระหว่างสองเส้นใยที่คุณควรรู้ไว้เพื่อตัดสินใจในการเลือกซื้อกัน..

โดยผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ เสื้อผ้าที่ทำจากใยธรรมชาติ อย่างเช่น ฝ้าย ไหม หรือลินิน สามารถระบายอากาศได้ดี แต่ความคงตัวและความยืดหยุ่นน้อย ทำให้ยับง่าย หดตัว เมื่อซักไปนานๆจะเริ่มยืดและย้วยง่ายกว่าผ้าชนิดอื่น

ผ้าจากเส้นใยสังเคราะห์ (Polyester) ด้วยประโยชน์ของผ้าชนิดนี้ที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น คงทน และสามารถนำมาทำเป็นเสื้อผ้าได้หลากหลายรูปแบบทำให้เป็นที่นิยมอย่างมาก เรามารู้จักกันว่าการเลือกผ้าที่มีส่วนผสมจากโพลีเอสเตอร์จะดีกว่าผ้าจากเส้นใยธรรมชาติอย่างไร..

ประโยชน์ของผ้าจากเส้นใย Polyester

สีไม่ซีด : แม้ซักทำความสะอาดบ่อยครั้งสีก็ไม่ตกสดใหม่อยู่เสมอและที่สำคัญไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิว

รีดง่าย : หลังจากการซักสามารถรีดได้เบาๆผ้าก็เรียบแบบ เพราะด้วยคุณสมบัติยืดหยุ่นคืนตัวของผ้า ทำให้ไม่ต้องเปลืองแรงกดหรือไม่มีความจำเป็นต้องรีด

น้ำหนักเบา : ด้วยการทอเส้นละเอียด ทำให้ผ้ามีน้ำหนักเบาแต่ยังสามารถระบายอากาศได้ดีจึงรู้สึกไม่เทอะทะ ไม่หนาอย่างผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ โปร่ง เบา สบายตัว

ยับยาก : ผ้าที่มีส่วนผสมของใยสังเคราะห์ (Polyester) จะไม่ยืดหรือหดตัวเมื่อโดนความร้อน และเมื่อซักทำความสะอาดจะยับยาก ทำให้เวลาสวมใส่ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องปัญหาเสื้อไม่เรียบอีกต่อไป

ระบายอากาศได้ : ทำให้ผู้สวมใส่ไม่รู้สึกอึดอัด เหงื่อแห้งเร็ว เนื่องจากมีรูระบายอากาศเล็กๆบนเนื้อผ้า โปร่ง สบาย สามารถซักทำความสะอาดง่ายและแห้งเร็ว

สวมใส่สบาย : เนื้อผ้านุ่ม ละเอียด สัมผัสสบาย มีความยืดหยุ่นที่ดี เมื่อสวมใส่แล้วรู้สึกสบายผิว เนื้อผ้าไม่หนาจนเกินไป สามารถใส่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมได้โดยไม่ต้องกลัวอับชื้น

รู้แล้วว่า..ผ้าจากผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester) มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วไป ทำให้หลายคนเลือกใส่และรวมไปถึงการเลือกใช้ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ปลอกหมอน ตุ๊กตาหรือชุดเครื่องนอนที่มีส่วนผสมจากเส้นใยPolyester แทนเส้นใยธรรมชาติ เพราะไม่ก่อให้เกิดฝุ่นและอาการแพ้ที่เป็นสาเหตุของเชื้อโรคสะสม และสามารถทำความสะอาดง่าย แห้งเร็ว ทนทานแข็งแรงพร้อมรับกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ClubFabric

To contact Great Textile by phone, please call +669-1818-2987 or email at gtc.chanin@gmail.com

รู้จักกับอาชีพฟรีแลนซ์ หรืองานเอาท์ซอร์ส

อาชีพฟรีแลนซ์นั้น หลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง เพราะเป็นอาชีพอิสระที่สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้โดยไม่จำกัดด้านเวลาและสถานที่ แต่สิ่งที่เหล่าฟรีแลนซ์ต้องมีก็คือความสามารถเฉพาะตัว ความรู้ และทักษะ ที่จำเป็นสำหรับอาชีพของตนเอง ฟรีแลนซ์หากมองโดยทั่วไปอาจคิดว่า อาชีพนี้มันช่างง่ายดายเหลือเกิน แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนที่ทำอาชีพฟรีแลนซ์นั้น จะต้องมีทักษะเฉพาะ และมีจุดเด่นของการทำงานที่แท้จริง รวมไปถึงต้องบริหารจัดการเรื่องงานให้ลงตัว และอยู่กรอบที่เหมาะสมให้ได้อีกด้วย ใช่ว่าใคร ๆ ก็มาเป็นฟรีแลนซ์ได้

เรามาทำความรู้จักกับ “ฟรีแลนซ์ (Freelance)” กันว่าเกิดขึ้นมาเมื่อใดและทำไมจึงเรียกว่าฟรีแลนซ์ ว่ากันว่าคำว่า “ฟรีแลนซ์” นั้นได้มีการใช้ครั้งแรกในนิยายประวัติศาสตร์ชื่อเรื่อง “Ivanhoe” ซึ่งแต่งโดย Sir Walter Scott ในปี 1820 ซึ่งเป็นเรื่องราวของยุคกลางอังกฤษ ในนิยายเรื่องนี้ได้กล่าวถึงฟรีแลนซ์ ว่าคืออัศวินผู้ถือหอกต่อสู้บนหลังม้าโดยไม่ขึ้นกับสังกัด หรือขุนนางใด เลือกรับจ้างต่อสู้ตามความต้องการของตน โดยคำว่า “Lance” ในภาษาอังกฤษนั้นแปลว่า ทวน หรือ หอก พอมีการนำเอาคำมารวมกันก็เลยกลายเป็นคำที่คุ้นหูของเราอย่างคำว่า “ฟรีแลนซ์” ในปัจจุบันนั่นเอง

ปัจจุบันคำว่า “ฟรีแลนซ์ (Freelance) ได้มีการกำหนดว่านั่นคืออาชีพอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยงาน หรือองค์กรใด ๆ พนักงานฟรีแลนซ์ จะต้องจัดสรรตารางเวลาในการทำงานของตนเอง และรับเงินจากผู้ว่าจ้างตามข้อตกลงที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย เป็นงาน ๆ ไป โดยอาศัยทักษะเฉพาะส่วนตัวในการทำงาน และสร้างสรรค์ชิ้นงานให้กับลูกค้าผู้ว่าจ้าง ซึ่งสามารถแบ่งอาชีพฟรีแลนซ์ออกได้ 5 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกันดังนี้

Independent Contractors

คือฟรีแลนซ์ที่ทำงานเป็นโปรเจ็ค และเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในบรรดาฟรีแลนซ์ทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 36% ของผู้ทำอาชีพฟรีแลนซ์

Moonlighters

เป็นฟรีแลนซ์ที่มีอาชีพทำงานประจำอยู่แล้ว แต่มารับทำงานฟรีแลนซ์เป็นอาชีพเสริม หรือเราอาจเรียกว่าทำฝิ่น ฟรีแลนซ์ประเภทนี้มีอยู่ราว 25% ของอาชีพฟรีแลนซ์ทั้งหมด

Diversified Workers

เป็นฟรีแลนซ์ที่ทำงานหารายได้หลายทาง หรือหลายอาชีพในวันเดียวกัน เช่น ขายของ รับงานเขียน หรือให้บริการด้านอื่น ๆ ในเวลาหนึ่งวันอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 อาชีพ กลุ่มนี้มีราว 26% โดยประมาณ

Temporary Workers

ฟรีแลนซ์กลุ่มนี้จะมีการทำงานคล้ายกับผู้ที่ทำงานประจำ แต่แค่ชั่วคราว โดยจะรับงานเพียงลูกค้ารายเดียวและทำงานผูกมัดกันเป็นระยะเวลาหนึ่งสั้น ๆ ประมาณ 2-4 เดือน ฟรีแลนซ์กลุ่มนี้มีราว 9%

Freelance Business Owner

คือฟรีแลนซ์ที่ทำงานของตนเอง และก็จ้างฟรีแลนซ์ด้วยกันมาทำงานด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นตัวกลางสำหรับการรับงานและกระจ่ายงานต่าง ๆ ไปยังผู้มีความสามารถเฉพาะอื่น ๆ ที่มาร่วมทีมงานด้วย อาจมีหลากหลายอาชีพรวมกัน ฟรีแลนซ์ในลักษณะนี้อาจเรียกว่า “Agency” หรือผู้รับเหมาก็ได้

อาชีพฟรีแลนซ์นั้นนับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่หางานอยู่ในปัจจุบัน เพราะสามารถทำงานในทักษะที่ตนเองมีอยู่แล้ว และมีรายได้ไปพลาง ๆ ในช่วงที่หางานที่ตนเองอยากทำประจำอยู่ได้ หรือจะยึดเป็นอาชีพหลักเลยก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดของฟรีแลนซ์ก็คือ จะต้องบริหารจัดการด้านเวลา รายได้ และกลุ่มคนให้ดี เพราะอาชีพนี้ในบางช่วงเวลานั้นก็อาจไม่มีรายได้ที่แน่นอน หรือขาดช่วงไปดังนั้นหากวางแผนงานได้ดีก็นับว่าไม่ใช่ปัญหาเลยสำหรับอาชีพอิสระเหล่านี้

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

โปรแกรมบริหารจัดการโรงแรมที่คุณใช้อยู่ เหมาะกับโรงแรมของคุณแล้วหรือยัง?

หากคุณเป็นเจ้าของโรงแรม หรือเป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารโรงแรม ที่ประสบปัญหาระบบบริหารจัดการโรงแรมไม่ตอบโจทย์ ไม่ครอบคลุมการใช้งาน ซึ่งทำให้คุณไม่สามารถพัฒนาโรงแรมของคุณได้อย่างต่อเนื่อง หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่กำลังเจอปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เชื่อเถอะ ว่าคุณต้องการระบบบริหารจัดการที่ครอบคลุมและเสถียรกว่าที่คุณใช้อยู่

ตัวอย่างปัญหาการใช้งานระบบบริหารจัดการโรงแรมที่คุณอาจพบเจออยู่

  • ระบบ PMS ที่ไม่เชื่อต่อกับระบบ Channel Manager ซึ่งมักจะทำให้เกิดปัญหาการจองเกินจำนวนจัดสรรได้เช่นกัน (Overbooking) ซึ่งแม้ว่าคุณจะสามารถแบ่งจำนวนห้องไปยังเว็บไซต์ booking ต่างๆ แต่ยอมรับเถอะว่าบางครั้งก็รู้สึกทั้งเสียเวลาและมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดจากการลงข้อมุลด้วยตัวคุณเองเหมือนกัน
  • ระบบการจองห้องที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบบัญชี ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถเห็นรายงานทางการเงินได้อย่างเรียลไทม์
  • ระบบ PMS + Channel Manager ที่ไม่เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลลูกค้า ทำให้โรงแรมไม่สามารถทำ CRM และสร้าง Royalty Program ได้
  • โรงแรมมีหลายสาขา แต่ซอฟต์แวร์ที่ใช้ไม่สามารถเชื่อมทุกสาขาให้เป็นหนึ่งเดียวได้ ทำให้คุณต้องลงโปรแกรมใหม่ทุกสาขา ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น พนักงานต้องมีหลายชุดและทำงานยากขึ้น แถมคุณยังไม่สามารถเห็นรายการเคลื่อนไหวและรายงานต่าง ๆ ได้จากระบบเดียว
  • คุณวางแผนจะเพิ่มบริการเสริมอื่น ๆ เช่น ร้านอาหาร สปา กอล์ฟคลับ แต่ซอฟต์แวร์ที่คุณใช้อยู่ไม่มีระบบนี้ การต้องหาระบบใหม่ที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบเดิม ทำให้คุณต้องคิดหนักกับการขยายกิจการ
  • ระบบ Front Office ที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบบัญชี ทำให้คุณไม่สามารถบริหารจัดการเอกสาร Invoice เพื่อจัดแจงใบแจ้งหนี้ให้กับประเภทของลูกหนี้ต่าง ๆ ที่จะสามารถควบคุม Credit Card และ Deposit ได้
  • เมื่อมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นในการใช้งานซอฟต์แวร์ แล้วไม่มีบริการหลังการขาย (After Sale Services) ที่คอยช่วยเหลือดูแล ทำให้การใช้งานเกิดการติดขัด ไม่ต่อเนื่อง
  • ระบบบริการจัดการโรงแรมที่เป็นคลาวด์เบส (คลาวด์ ซอฟต์แวร์) ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และอาจจะเหมาะกับคุณในช่วงแรก แต่เมื่อใช้ไปสักพักคุณจะพบว่าคุณต้องการความเสถียรและระบบคลาว์ก็ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

และอีกหลายกรณีที่รบกวนใจผู้บริหารโรงแรม ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมคุณถึงไม่เลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่เสถียรและมีระบบรองรับครบตั้งแต่หน้าบ้าน (Front Office) และระบบหลังบ้าน (Back Office) ตั้งแต่แรก?

คิดถูกแล้วครับ … ระบบบริหารจัดการโรงแรมที่ดี ควรจะต้องรองรับการทำงานทั้งหมดของโรงแรม และรองรับการเติบโตของโรงแรม

ที่ CiMSO เรามีครบทุกฟังก์ชั่นสำหรับโรงแรม PMS + Channel Manager (OTAs) + CRM + Booking Engine + Website+Account & Report+ Staff & Admin Attendance

และหากคุณมีบริการอื่น เช่น ร้านอาหาร สปา ร้านขายสินค้า หรือกอล์ฟคลับ เราก็มีครบทั้ง POS, Stock & Inventory, Golf & Spa Management

**ครบ จบในที่เดียว ที่ CiMSO ระบบบริหารจัดการโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท ร้านอาหาร ราคาคุณภาพที่คุณเข้าถึงได้ เลือกซื้อเท่าที่คุณใช้ และบริการหลังการขาย 24/7**

  • ระบบเสถียร ไม่ต้องกลัวเนตล่ม (ใช้ได้ทั้ง Online-Offline)
  • ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องไอทีมาก
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องคนดูแลระบบ เราดูแล 24/7
  • ตรวจสอบรายรับ-รายจ่าย ได้อย่างเรียลไทม์
  • หมดปัญหายุ่งยากต่าง ๆ เพราะ บริหารจัดการที่เดียว ไม่ว่าจะมีกี่สาขา กี่ห้องพัก และสามารถลิ้งกับทุก Web Booking ที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะ Agoda, Booking, Ctrip, Airbnb ฯลฯ
  • ***การันตีด้วย ผู้ใช้กว่า 700 แห่งทั่วโลก และอัตราการจองที่พักมากกว่า 73,971 ห้องต่อวัน***

ทั้งนี้ CiMSO ของเรามีหลายโมดูล สามารถเลือกใช้และชำระตามส่วนที่ใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็น INNKepper หรือ Restaurateur และมีอีกหลายโมดูลที่คุณอาจต้องการ เรียกได้ว่า ลงเพียงโปรแกรมเดียวแต่สามารถใช้ได้ทั้งองค์กร ระบบของเราใช้ได้ตั้งแต่องค์กรเล็ก (10 ห้อง) จนถึงองค์กรใหญ่ (500 ห้องขึ้นไป)

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อประเทศอเมริกา

ทำไมถึงเลือกไปเรียนต่อที่ประเทศอเมริกา

  1. ประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุด : ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่เด็กไทยนิยมไปเรียนมากที่สุด และเป็นประเทศที่มีนักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนมากกว่าประเทศอื่นๆ ปจจุบัน มีมากกว่า 800,000 คน
  2. ประเทศอเมริกาเป็ฯแหล่งรวมมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก:  สหรัฐอเมริกามีระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ยอมรับ มหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก 7 ใน 10 อันดับแรกอยู่ในอเมริกาตามการจัดอันดับของ Times Higher Education World University Rankings ปี 2013/2014  โดยในกลุ่มมหาวิทยาลัยดีที่สุด 200 อันดับแรกเป็นมหาวิทยาลัยในอเมริกาถึง 76 แห่ง
  3. ชีวิตในมหาวิทยาลัยที่จะเพิ่มประสบการชีวิตและคอนเนคชั่นให้กับคุณ : การพักอาศัยภายในมหาวิทยาลัยในอเมริกาจะช่วยให้คุณมีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการศึกษาและพบปะเพื่อนใหม่ ๆ หรือคุณอาจเลือกพักนอกมหาวิทยาลัยก็ได้ มหาวิทยาลัยในอเมริกามีกิจกรรมด้านการศึกษา วัฒนธรรม และกีฬาให้เลือกมากมาย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของคุณยังอาจมีทีมกีฬาต่าง ๆ รวมทั้งชมรม สโมสรนักศึกษาตามภูมิภาคและเชื้อชาติ
  4. ประเทศอเมริกามีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม : ประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ ภูมิประเทศหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น หมู่เกาะเขตร้อนชื้น ทะเลทรายแห้งแล้ง ทุ่งหิมะ แกรนด์แคนยอน แคลิฟอร์เนีย และนิวยอร์กซิตี้ ไม่ว่าคุณจะชอบแบบไหน อเมริกามีทุกอย่างคุณให้เลือก

วีดีโอแนะนำการศึกษาต่อประเทศอเมริกา

ระบบการศึกษาที่ประเทศอเมริกา

การศึกษาระดับอุดมศึกษาในอเมริกาโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น:

  • อนุปริญญา
  • ปริญญาตรี (Bachelor)
  • ปริญญาโทและเอก (Master และ PhD/Doctorate)

มหาวิทยาลัยในอเมริกามีความหลากหลายอย่างเป็นนัยสำคัญ ซึ่งหมายถึงในชั้นเรียนจะประกอบด้วยนักศึกษาที่มีอายุ ศาสนา และประเทศบ้านเกิดที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ช่วยให้มีความเข้าใจและสร้างเครือข่ายต่างวัฒนธรรม ชั้นเรียนส่วนใหญ่จะประกอบด้วยนักศึกษาไม่เกิน 20 คน และอาจารย์จะใช้เวลาทำความรู้จักนักศึกษาพร้อมทั้งจุดแข็งของนักศึกษา และมักจะตั้งใจใช้เวลานอกชั้นเรียนเพื่อช่วยเสริมจุดอ่อน

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยในอเมริกายังมีชีวิตสังคมที่กระฉับกระเฉงมาก มีสโมสรและองค์กรต่าง ๆ มากมายให้นักศึกษาสามารถเข้าร่วมเพื่อพบปะกับนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่มีความสนใจคล้ายกันเพื่อช่วยเหลือโอกาสในอาชีพการงานเพิ่มเติม

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่ประเทศอเมริกา (ราคาต่อปี)

ระดับการศึกษา
ปริญญาตรี (4 ปี)
ปริญญาโท (1-2 ปี)
ปริญญาเอก(3 ปี)
ค่าใช้จ่ายโดยรวม/ปี (รวมค่าเรียน ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ)
U$ 3,7680-U$43,080 (ประมาณ1.3 ล้าน-1.5 ล้านบาท)
ค่าครองชีพเฉลี่ยโดยประมาณ U$1,200 – 2,000 /เดือน

*อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 34 บาท = U$1 ณ ปี2560  ค่าใช้จ่ายเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเรียน และ อัตราแลกเปลี่ยนของแต่ละประเทศ ณ ช่วงเวลานั้นๆ

การทำงานพิเศษในอเมริกา

วีซ่าอเมริกาแบบ F-1 หรือ M-1 สามารถทำงานในมหาวิทยาลัยได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเต็มเวลาระหว่างวันหยุด  โดยงานในมหาวิทยาลัยรวมถึงการทำงานในห้องสมุด หรือ ในโรงอาหารด้วย

หลังจากเรียนไปแล้ว 1 ปี คุณสามารถยื่นใบสมัครขอเป็นพลเมืองชาวอเมริกันได้  ซึ่งทำให้คุณได้รับอนุญาตให้ทำงานนอกมหาวิทยาลัย  โดยศูนย์ดูแลนักเรียนต่างชาติในมหาวิทยาลัยของคุณจะสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการสมัครให้คุณได้   และเมื่อคุณได้รับการอนุญาต คุณจะสามารถทำงานได้สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงและเต็มเวลาในระหว่างวันหยุดเช่นเดียวกัน

ฤดูกาล

  • ฤดูร้อน (Summer): มิถุนายน – สิงหาคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn): กันยายน – พฤศจิกายน
  • ฤดูหนาว (Winter): ธันวาคม – กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring): มีนาคม – พฤษภาคม

เวลา

  • Eastern Time Zone (EST);  ช้ากว่าประเทศไทย 12 ชม. เช่น Boston, New York, Washington D.C., Miami & Cleveland
  • Central Time Zone (CST): ช้ากว่าประเทศไทย 13 ชม. เช่น Chicago, New Orleans
  • Mountain Time Zone (MST):  ช้ากว่าประเทศไทย 14 ชม. เช่น Denver & Phoenix
  • Pacific Time Zone (MST): ช้ากว่าประเทศไทย 15 ชม. เช่น San Francisco, Seattle & Hawaii

ระบบไฟฟ้า

สหรัฐอเมริกามีระบบไฟฟ้าแบบ 115 Volts, 60 Cycles ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ถ้านักศึกษาต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปก็จำเป็นต้องหาซื้อเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Adapter) ไปด้วย

ดูคอร์สและรายละเอียดเกี่ยวกับ การศึกาาต่อประเทศอเมริกา <คลิกที่นี่>

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

กฎหมายน่ารู้ : การไปเป็น พยานที่ศาล จะต้องทำอย่างไร

ประเทศไทยไม่มีองค์กรสำหรับพิจารณาข้อเท็จจริงโดยเฉพาะที่เรียกกันว่า ระบบลูกขุน การค้นหาข้อเท็จจริงในการปรับปรุงบทกฎหมายมาใช้บังคับเรายังใช้ระบบกล่าวหา คือ มีการชำระคดีแบบมีโจทก์จำเลย ผู้ชำระความจะต้องตั้งตนเป็นคนกลางคอยดูแลให้ทั้งสองฝ่ายนำพยานมาพิสูจน์ดังนั้น การที่ท่านเกิดต้องไปเป็นพยานที่ศาลเพื่อเบิกความพิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งคดี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรจะได้รับทราบเพื่อจะได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ถาม เมื่อใดจะถูกเรียกไปเป็นพยานที่ศาล

ตอบ ปกติการที่จะอ้างใครเป็นพยานจะต้องกำหนดไว้ ตัวโจทก์หรือจำเลยเองก็อ้างตัวเองเป็นพยานได้ นอกจากนี้อาจจะอ้างบุคคลอื่นที่รู้เห็นเหตุการณ์ที่พิพาทเกิดขึ้นก็ไปทาบทามไว้ก่อนว่าขอให้ไปเป็นพยานเพราะถ้าคุณเห็นเหตุการณ์และตกปากลงคำก็ไม่มีปัญหา พยานเช่นนี้ก็จะไปพบกันที่ศาล แต่ถ้าเกิดผู้ที่จะถูกอ้างเป็นพยานไม่เต็มอกเต็มใจหรือปฏิเสธ ฝ่ายที่อ้างก็จะต้องขออำนาจศาลโดยขอให้ศาลมีหมายเรียก ศาลก็จะออกหมายเรียกหรือมีคำสั่งให้ผู้นั้นไปศาล ตามที่วันเวลาที่ขอให้ไป เช่นนี้เป็นประสบการณ์บังคับเพราะการที่พยานขัดขืนหมายศาลไม่ไป โดยไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ก็มีความผิดถึงจำคุกได้

ถาม พยานนำกับพยานหมายต่างกันอย่างไร

ตอบ พยานนำก็คือ คู่ความที่อ้างพยานสามารถนำพยานนั้นมาศาลด้วยตนเองด้วยความสมัครใจของพยานที่จะมาศาล ส่วนพยานหมายคือ คู่ความฝ่ายที่อ้างต้องขอให้ศาลหมายเรียกพยานมาเพื่อเบิกความเพราะไม่อาจนำมาศาลด้วยตนเองได้ พยานหมายนี้ศาลจะต้องออกหมายเรียกไปให้พยานรู้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันและพยานหมายมีสิทธิได้รับค่าพาหนะและค่าป่วยการโดยเฉพาะในคดีแพ่งแต่พยานนำไม่ได้

ถาม โจทก์จำเลยอ้างพยานแล้วโดยยื่นบัญชีระบุพยานไว้และบอกกล่าวเล่าขานให้พยานได้ทราบ อยากทราบรายละเอียดสำหรับพยานหมายซึ่งได้รับหมายของศาลจะต้องมีการเตรียมตัว เตรียมอะไรบ้าง

ตอบ เมื่อพยานหรือบุคคลซึ่งได้รับหมายของศาลหรือที่เราเรียกว่า พยานหมาย หมายของศาลก็จะเป็นแผ่นกระดาษมีข้อความระบุไว้ว่าเป็นหมายเรียกพยานนั่นเอง เมื่อพยานได้รับมาแล้วก็ต้องตรวจดูว่าข้อความในหมายนั้นมีอย่างไร และเป็นหมายเรียกของศาลไหน ระบุให้ไปศาลไหน ใครเป็นโจทก์จำเลย และประการสำคัญโจทก์หรือจำเลยที่เป็นฝ่ายอ้างเราไปเป็นพยาน

ถาม หากพยานที่ศาลหมายเรียกไปเกิดมีเหตุขัดข้องไปไม่ได้จะต้องทำอย่างไร

ตอบ พยานที่ศาลหมายเรียกไปและมาไม่ได้ก็ควรจะมีหนังสือแจ้งให้ศาลทราบก่อนวันนัด เพราะเหตุใดไปศาลไม่ได้ เช่น ป่วย ติดราชการถ้าจะให้ดีก็ควรจะมีใบรับรองแพทย์ หรือหนังสือรับรองของผู้บังคับบัญชาแนบไป ถ้าไม่ไปศาลหรือไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง หากพยานปากนั้นเป็นพยานสำคัญในคดีหรือถ้อยคำเบิกความของท่านเป็นข้อสำคัญในคดี ศาลจะออกหมายจับและสั่งกักขังไว้จนกว่าจะเบิกความหรือปฏิบัติตามหมายเรียกได้

ถาม เมื่อไปถึงศาลแล้วจากประสบการณ์ที่เพื่อนเล่าให้ฟังบางทีก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรบ้าง อยากขอคำแนะนำ

ตอบ ก็เกิดขึ้นบ่อยเสมอเมื่อพยานไปถึงศาลแล้วก็ควรจะนำหมายเรียกไปสอบถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของศาลเพื่อจะหาห้องพิจารณาและทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้แจ้งให้ทราบว่าพยานมาแล้ว สำหรับการเบิกความพยานคนใดจะเข้าเบิกความก่อนหรือหลังก็แล้วแต่ว่าคู่ความที่อ้างจะนำสืบ ข้อสำคัญคือ พยานที่ยังไม่ถึงคราวจะต้องเบิกความก็จะต้องนั่งรออยู่นอกห้องพิจารณาก่อนตามที่เจ้าหน้าที่ศาลกำหนด

ถาม มีหรือไม่ที่พยานเป็นบุคลที่กฎหมายระบุว่าไม่ต้องไปศาลก็ได้

ตอบ มีค่ะ ที่พยานไม่จำต้องไปศาลตามกฎหมาย คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระราชินี พระยุพราช หรือ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา ไม่ว่าในกรณีใดๆ เช่น ทูต เอกอัครราชทูตนั้นไม่มาก็ได้แต่มิใช่กฎหมายภายใน เป็นเรื่องหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นจารีตประเพณีซึ่งทุกชาติจะปฏิบัติให้เกียรติต่อกัน

ถาม มีบุคคลจำพวกใดบ้างที่จะรับยกเว้นไม่ต้องเบิกความหรือตอบคำถามแม้จะเป็นพยาน

ตอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 115 ก็คือพระภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา แม้จะมาเป็นพยานให้ก็จะไม่ยอมเบิกความหรือตอบคำถามใด ๆ ก็ได้

ถาม พยานทุกคนจะต้องสาบานตนเสมอไปหรือไม่ มีบุคคลที่ได้รับยกเว้นบ้างหรือเปล่าว่าไม่ต้องสาบาน

ตอบ ก่อนเบิกความปกติพยานจะต้องปฏิญาณหรือสาบานตนตามลัทธิศาสนาของตน แต่บุคคลดังต่อไปนี้ไม่ต้องสาบานหรือปฏิญาณคือ

  1. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี หรือหย่อนความรู้สึกผิดชอบ
  2. ภิกษุสามเณรในพุทธศาสนา
  3. บุคคลที่คู่ความตกลงกันว่าไม่ต้องปฏิญาณหรือสาบานตนพยานที่ขัดขืนคำสั่งศาลโดยไม่ยอมปฏิญาณหรือสาบานตนก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

ถาม ในกรณีที่พยานให้การไปแล้วโดยไม่สาบานหรือปฏิญาณตนจะมีทางแก้ไขหรือไม่

ตอบ ก็ต้องดูว่าหากพบว่าไม่มีการสาบานหรือปฏิญาณตนขณะที่พยานเบิกความยังไม่จบก็ให้พยานสาบานหรือปฏิญาณเสียก่อนแล้วจึงค่อยเบิกความต่อไปจนจบ แต่หากเบิกความจนจบแล้ว เช่นนี้ก็ถือว่าคำพยานนั้นรับฟังไม่ได้

ถาม มีผู้สงสัยถามมาว่า ทำไมพยานต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนเบิกความ มีความจำเป็นอย่างใด

ตอบ ก็เพราะกฎหมายบัญญัติโดยมุ่งหวังที่จะไม่ให้พยานกล่าวคำเท็จต่อศาลมิใช่ใครจะมาฟ้องร้องโดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ใส่ตนหรือทำความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น การให้พยานต้องเบิกความตามความสัตย์จริง หากพยานเบิกความเท็จก็มีบทกฎหมายลงโทษไว้ดังเช่น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 77 ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีก็มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถาม เมื่อพยานปฏิญาณและสาบานตนแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป

ตอบ ศาลก็จะสอบถามเกี่ยวกับชื่อ อายุ ที่อยู่และความเกี่ยวพันระหว่างพยานกับคู่ความ ต่อจากนั้นคู่ความหรือทนายความฝ่ายที่อ้างพยานมาศาลก็จะซักถามเรื่องราวจากพยาน เมื่อฝ่ายที่อ้างพยานมาถามเสร็จคู่ความหรือทนายอีกฝ่ายก็จะถามค้านพยาน เสร็จแล้วฝ่ายที่อ้างพยานมาก็จะถามติงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเบิกความเสร็จแล้วศาลก็จะอ่านคำพยานที่บันทึกให้ฟังและให้พยานลงชื่อรับรองไว้ว่าถูกต้อง หากมีส่วนใดไม่ถูกต้องพยานต้องทักท้วงให้แก้ไขหลังจากนั้นพยานก็หมดหน้าที่ของตน พยานที่ศาลหมายเรียกในคดีแพ่งจะได้รับค่าป่วยการและค่าพาหนะตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยศาลจะสั่งให้ฝ่ายที่อ้างพยานเป็นผู้จ่าย

ถาม การเป็นพยานนี้จะต้องตอบคำถามของทนายความเสมอไปหรือไม่

ตอบ ไม่เสมอไป เพราะหากคำถามนั้นไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ขอยกตัวอย่าง

  1. คำถามที่ไม่เกี่ยวกับประเด็น เช่น ฟ้องเรื่องการกู้ยืมเงินจะถูกถามเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ชื่อภรรยา ชื่อสามี เช่นนี้ก็ไม่ต้องตอบ
  2. คำถามที่ทำให้พยานหรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกต้องรับโทษทางอาญา
  3. คำถามที่เป็นการหมิ่นประมาทพยาน เว้นแต่ข้อนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นพิพาทที่โต้เถียงกันแย้งกัน
  4. ความลับในราชการ  ความลับจากลูกความที่ทราบมาเนื่องจากอาชีพ หรืออาชีพทนายความ วิธีการแบบแผน หรือการงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ให้เปิดเผย โดยสรุปก็คือ เอกสิทธิ์โดยข้อความ

ขอบคุณข้อมูลจากผู้เขียน นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา (ผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง)

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com

Great Textile ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ Luckytex

Great Textile เป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ Luckytex โดยจัดจำหน่ายผ้าร่ม ผ้าซาติน ผ้าทวิลล์ โพลีเอสเตอร์ 100% ยกม้วน เกรดเอ ราคาโรงงาน

บริษัท ลัคกี้เท็คซ์ (ไทย) จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2503 โดยผู้ประกอบการชาวฮ่องกงและชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 5 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2504 บริษัทเริ่มดำเนินการปั่นด้ายและทอผ้าที่โรงงานที่ 1 และดำเนินการย้อมผ้าและตกแต่งสำเร็จที่โรงงานที่ 2 ที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และในปี พ.ศ. 2519 บริษัทเปิดโรงงานที่ 3 และ ย้ายโรงงานที่ 2 จากอำเภอพระประแดงมาอยู่ที่อำเภอบางปู จังหวัดสมุทรปราการ

ในปี พ.ศ. 2515 บริษัท โทเรอินดัสตรีส์ อิงค์ (ประเทศญี่ปุ่น) ได้เข้ามาถือหุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัท และเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 72 ล้านบาทเป็น 200 ล้านบาท และในปี 2532 บริษัทได้เข้าจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยทุนจดทะเบียน 518,400,000 บาท ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการในอุตสาหกรรมสิ่งทอ บริษัทดำเนินการการผลิตแบบครบวงจร จากการปั่นด้ายและทอผ้าจนถึงการย้อมผ้าและตกแต่งสำเร็จ และจากปี พ.ศ. 2541 บริษัทได้ขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งประกอบด้วย ด้ายเคลือบเสริมความแข็งแรงของยางและผ้าสำหรับทำถุงลมนิรภัย

ปัจจุบัน ลัคกี้เท็คซ์ เป็นหนึ่งในสิบอันดับของผู้ผลิตสิ่งทอในประเทศไทย ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 2,400 คน และโรงงาน 3 แห่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ผลิตภัณฑ์หลักของเรา ได้แก่ ผ้าสปัน ผ้าฟิลาเม้นท์ ผ้ายีนส์และผลิตภัณฑ์สิ่งทอเพื่ออุตสาหกรรมการผลิต

To contact Great Textile by phone, please call +669-1818-2987 or email at gtc.chanin@gmail.com

รับงาน MC และ Pretty อย่างมืออาชีพด้วย tasknjoy

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า MC และ Pretty มีบทบาทสำคัญกับการทำการตลาดขององค์กรธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะ MC และ Pretty เป็นผู้ที่จะสามารถดึงดูความสนใจของผู้ชม หรือผู้เข้าร่วมงานให้สนใจหรือแวะชมสินค้าของผู้ว่าจ้าง ซึ่งถ้า MC และ Pretty มีความสามารถสูงมีความเป็นมืออาชีพแล้วล่ะก็ สามารถทำอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักได้เลยทีเดียว

จริง ๆ แล้วงานในสายนี้ เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสายการตลาด และมีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องหลายตำแหน่ง เช่น Pretty, MC, BA, PC, PG  บางครั้ง Pretty หรือ MC หลาย ๆ คนยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอาชีพอะไรกันแน่ จะเป็น MC หรือเป็น Pretty หรือเป็น BA, PC, PG แต่อย่าเพิ่งเครียดไปค่ะ ความจริงแล้วหากคุณเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลายและมีหน้าตาน่ารักเป็นพริ๊ตตี้ได้ด้วย ก็อาจจะเป็นหนึ่งคนที่ทำได้หลายตำแหน่ง ซึ่งไม่แปลก เพียงแต่เวลารับงานจะต้องคุยกับผู้ว่าจ้างให้ชัดเจนว่าวันนั้นคุณจะไปทำตำแหน่งอะไร หน้าที่ความรับผิดชอบมีแค่ไหน เพื่อที่ว่าคุณกับลูกค้าจะได้ไม่มีปัญหากันในระหว่างการจ้างงาน

ก่อนอื่นเรามาดูหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งกันดีกว่า เพื่อที่ว่าคุณจะได้อธิบายลูกค้าของคุณถูกและลดปัญหาการเข้าใจผิดกับลูกค้า เช่นบางทีลูกค้าอยากได้คนช่วยพูดเปิดงานบนเวทีในวันเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งน่าจะต้องจ้าง MC แต่กลับติดต่อเราซึ่งทำหน้าที่ PG แบบนี้เมื่อถึงวันงานก็อาจจะมีปัญหากันได้เพราะค่าบริการกับเนื้องานไม่ตรงกันนั่นเอง หรือ บางครั้ง PG ก็ไม่ถนัดพูดบนเวที ไม่สามารถทำหน้าที่ MC ได้ ก็จะทำให้สินค้าเปิดตัวได้ไม่ดีนั่นเองค่ะ

  1. Pretty หรือ พริตตี้ (PT) หมายถึง หนุ่มหล่อ สาวสวย น่ารัก สามารถดึงดูดลูกค้าได้แม้ไม่ต้องพูดอะไร หากมีคนเข้ามาถ่ายรูป ก็โพสได้ ยิ้มเก่ง พริ๊ตตี้ที่ดีควรรู้จักสินค้าที่ตัวเองไปโปรโมต หากมีคนถามก็พอจะตอบคำถามเบื้องต้นได้ แต่ถ้าลูกค้าสนใจก็แนะนำลุกค้าต่อไปให้พนักงานขาย (Sale) หรือพนักงานของสินค้านั้น ๆ ดูแลต่อไป พบได้ตามงานกิจกรรมส่งเสริมการตลาด (Events) งานแสดงสินค้า (Exhibitions) ต้องยืนประจำบูท รายได้ โดยเฉลี่ย 1500-3000 บาทต่อวัน
  2. MC ย่อมมาจาก Master of Ceremonies (Emcee) หมายถึง การเป็นพิธีกร ผู้ควบคุม/ดำเนินงาน รายการต่าง ๆ MC หรือพิธีกร เป็นอาชีพที่สำคัญ มีหน้าที่ดึงดูดความสนใจให้ผู้ชม หรือคนดูนั้น ติดตามในสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอ ตั้งแต่ต้นไปจนจบรายการ ซึ่งพิธีกรที่ดีจะต้องทำให้ผู้ชมประทับใจในการดำเนินรายการของเขาให้ได้ ทั้งท่วงท่า วาจา กิริยาอาการต่าง ๆ ตลอดจนความสามารถในการทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรายการและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดี พบได้ตาม งานแถลงข่าว งานเปิดตัว งานสัมมนา งานประกวด งานแต่งงาน งานเลี้ยง และอื่นๆ มีเจ้าหน้าที่/ออแกไนซ์ ช่วยดูแลงานให้ ตัวงานจะมีกำหนดการไว้เรียบร้อยตั้งแต่ต้นจนจบ เปิดตัวพิธีกร เชิญผู้บริหาร เชิญคนสำคัญ มีช่วงพิเศษ ตัดริบบิ้น/สัมภาษณ์ VTR การแสดง การบรรยาย จับฉลาก/แจกของรางวัล ทั้งนี้แล้วแต่ กิจกรรมของแต่ละงาน รายได้เริ่มต้นที่ 5000 – 10000 บาทต่อวัน
    • MC Pretty สำหรับงานกิจกรรมส่งเสริมการตลาด (Events) งานแสดงสินค้า (Exhibitions) มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สามารถ พูดประชาสัมพันธ์ออกไมค์ได้ (ในวงการจะเรียกว่า โฟน คือ ต้องพูดสื่อสารผ่านเครื่องขยายเสียงออกสื่อในที่สาธารณะได้ รายได้เริ่มต้นที่ 1500 – 3500 บาทต่อวัน
    • MC Onstage ในงาน Events งานแสดงสินค้า (Exhibitions) จะเป็นลักษณะกึ่งพิธีกร เราเรียกกันว่า MC กลาง มีการรันคิว ลำดับของเวที บางงานรายละเอียดไม่ซับซ้อน เช่น เปิดงาน แนะนำงานโดยรวม มีบูทไหน สินค้าอะไรมาบ้าง โปรโมชั่นที่น่าสนใจของแต่ละวัน ส่งต่อให้ MC ของแต่ละบูทขึ้นมาประชาสัมพันธ์เอง หรือมีสัมภาษณ์คนสำคัญ ดารา เล่นเกมแจกของ ปิดงาน ลักษณะโดยรวมเหมือน Pretty MC ทั่วไป รายได้เริ่มต้นที่ 3000 – 5000 บาทต่อวัน
  3. Promotion Girl (PG) หมายถึง พนักงานโปรโมทสินค้า เน้นการขายสินค้าที่มีการจัดโปรโมชั่น ส่วนมากจะเป็นประเภทพาร์ทไทม์ไม่ใช่งานประจำเนื่องจากสินค้าที่ขายเป็นสินค้าเฉพาะที่ทำโปรโมชั่น และพนักงานก็คัดจากหน้าตาและบุคลิกภาพ โดยรวมคือ จะต้องรู้ข้อมูลสินค้า ตอบคำถาม แนะนำลูกค้าได้ ต้องยืน ต้องเชียร์ขาย แต่จะเน้นขายสินค้าช่วงโปรโมชั่น มียอดขายตามเป้าที่กำหนด รายได้ โดยเฉลี่ย 700++ ต่อวัน
  4. Product Consultant (PC) หมายถึง พนักงานแนะนำสินค้า หรือ พนักงานขายสินค้า ที่อยู่ตามห้างหรือบูธสินค้า PC จะต้องมีความรู้ในสินค้า/ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลอยู่ ซึ่งเมื่อลูกค้าเดินเข้าไปในโซนผลิตภัณฑ์ของตัวเองก็จะเข้ามาแนะนำ รายได้ โดยเฉลี่ย 400++ ต่อวัน + ค่าคอมจากยอดขาย

MC กับ Pretty จะใช้ tasknjoy อย่างไร ง่ายมากค่ะ เพียงแค่สมัครสมาชิค ลงข้อมูลให้ครบ และแชร์ Profile ของเราที่หน้า Facebook เท่านี้คุณก็รอรับงานอย่างมืออาชีพได้เลย (ดูขั้นตอนการสมัครสมาชิกแบบผู้รับจ้างได้ที่นี่)

Profile อย่างไรให้ได้งาน!!! มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดของการรับงาน Mc หรือ Pretty แล้วล่ะค่ะ แน่นอนว่ามีคนทำงานเป็น MC เป็น Pretty ตั้งมากมาย แล้วทำอย่างไรลูกค้าถึงเลือกเราล่ะ จริง ๆแล้วไม่ยากเลย เพียงแค่คุณใส่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของคุณให้มากที่สุด รวมทั้งตัวอย่างผลงานที่จะทำให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าคุณเป็น MC หรือ Pretty มืออาชีพ แค่นี้โอกาสในการได้งานของคุณก็มีมากกว่าคนอื่นแล้วล่ะค่ะ

ตัวอย่างการใส่ข้อมูลใน My Profile ที่ดี

หน้า My Services

**อย่าลืม! ลงข้อมูลให้ครบถ้วนและชัดเจน รวมถึงส่งเอกสาร Verify ID ให้ครบเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าของคุณเองและเพื่อโอกาสในการได้รับงานที่มากขึ้นนะจ๊ะ**

หน้า summary

**คุณจะต้องใส่ Service Category อย่างน้อย 1 Category ซึ่งเราแนะนำว่างานของคุณเป็น “Sale & Marketing” >>Other – Sale & Marketing***

หากคุณไม่ใส่ Service Category ลูกค้าจะไม่สามารถหาคุณเจอในหน้าผลการค้นหา และ คุณจะไม่ได้รับ Recommended Job จากระบบของ tasknjoy

หน้า Language & Skill

**อย่าลืมใส่ Skills ที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณ เช่น MC, MC Pretty, MC event, Public Relation เป็นต้น**

หน้า Portfolio

ข้อดีของการใช้ tasknjoy

  1. tasknjoy เป็น Freelance Marketplace จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหางานที่ดีของคุณ
  2. tasknjoy เป็น Freelance Platform ที่การันตีการว่าจ้าง ดังนั้นหากคุณเลือกรับงานผ่าน tasknjoy คุณจะได้รับค่าจ้างอย่างแน่นอน
  3. tasknjoy มีระบบ Chat และ VDO Call ดังนั้นหากคุณต้องบรีฟงานกับลูกค้า ก็สามารถใช้ฟังค์ชั่นเหล่านี้ได้ดดยไม่เสียค่าบริการใด ๆ เพิ่มเติม ที่สำคัญไม่ต้องเดินทาง แต่ยังคงเห็นบุคลิกของคุณ ถึอว่าเป็นการสัมภาษณ์งานเบื้องต้นได้อีกด้วย
  4. tasknjoy รองรับการว่าจ้างงานที่ชำระเงินเป็นงวด ๆ (Milestone) ดังนั้นหากลูกค้าติดใจว่าจ้างคุณเป็นรายเดือน คุณก็สามารถคำนวณรายรับต่อเดือนได้
  5. tasknjoy มีระบบ Feedback ซึ่งจะเก็บประวัติการทำงานของคุณทั้งหมด และทำได้คุณได้รับงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้ว่าจ้างหน้าใหม่ จะดูประวัติของคุณและตัดสินใจว่าจ้างด้วย Feedback History

ลองดูนะคะ ง่ายๆแค่นี้ เพื่อความก้าวหน้าในสายอาชีพ MC และ Pretty ของคุณ ^^

ขอบคุณรูปภาพจาก freepik

To contact tasknjoy by phone, please call +669-7203-8279 or email at info@tasknjoy.com

ซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรม จำเป็นหรือไม่?

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและแทรกซึมอยู่ในทุกขั้นตอนของชีวิตประจำวัน ทุกสาขาธุรกิจย่อมมีการปรับตัว เริ่มตั้งแต่การนำคอมพิวเตอร์ การใช้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อให้ขั้นตอนการทำงานขององค์กรดำเนินไปได้อย่างมีขั้นมีตอน รวดเร็ว และลดความผิดพลาดในการทำงานให้น้อยลงไปจากเดิม ธุรกิจการท่องเที่ยว ที่พัก และร้านอาหาร ก็เช่นกัน  จากที่เคยใช้พนักงานลงชื่อ-ที่อยู่ของผู้เข้าพักเพื่อเช็คอิน และทำบัญชีด้วยระบบเดิม ๆ ซึ่งทำให้การจองห้องพักและการเตรียมห้องพักให้พร้อมรับลูกค้า ซึ่งเป็นการให้บริการหลักที่จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าใช้เวลานานจนลูกค้าอาจไม่ประทับใจกับการให้บริการของคุณได้  ใช่แล้ว…และเมื่อลูกค้าไม่ประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าพัก หรือใช้บริการ การพูดแบบปากต่อปาก หรือ Word of Mouth ก็คงไม่เกิดขึ้น  เมื่อลูกค้าไม่มาซ้ำและไม่แนะนำต่อ คุณคิดว่าที่พักของคุณจะเป็นอย่างไร??

การนำซอฟต์แวร์บริหารจัดการโรงแรมเข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร จะช่วยให้คุณบริหารจัดการทุกแผนกได้อย่างเป็นระบบและใช้ทรัพยากรบุคคลได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น เพราะเพราะระบบบริหารจัดการโรงแรมสามารถลดขั้นตอนและลดภาระการปฎิบัติงานลงได้ นอกจากนั้น ยังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากคนได้ ข้อผิดพลาดที่เกิดบ่อย ๆ เช่น การที่พนักงานทำเอกสารการจองของลูกค้าหายทำให้ลูกค้าไม่มีห้องพัก หรือการลืมบวกค่าอาหารเข้าไปใน Folio ของลูกค้า ข้อผิดพลาดแบบนี้แทบจะไม่มีถ้าคุณมีซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยบริหารจัดการ

เป็นโรงแรมขนาดเล็ก ควรต้องมีซอฟต์แวร์หรือไม่? แน่นอนว่า Fรงแรมขนาดเล็กที่มีห้องพักไม่ถึง 10 ห้อง อาจะทำทุกอย่างด้วยมือ และถึงแม้ไม่มีซอฟต์แวร์อะไรเลยก็สามารถดำเนินกิจการได้ แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงแรมที่มองว่า คุณจะพัฒนาและเพิ่มรายได้ภายใน 2 ปีหน้า ไม่ว่าแผนการของคุณจะเป็นการเพิ่มสาขาโรงแรม อีก 2-3 สาขา หรือ จะเพิ่มส่วนของร้านอาหาร และคุณรู้อยู่เต็มอกว่ามันยากมากที่คุณจะบริหารจัดการทุกที่ให้มีมาตรฐานเหมือนกันทั้งหมดหากคุณไม่มีตัวช่วยที่ดี และก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีผู้จัดการสาขาที่เก่งและทำงานได้ดีตามที่คุณต้องการ หรือตัวคุณเองก็เถอะ บางครั้งคุณเองก็ไม่อยากจะติดกับงานตลอดเวลา แต่ก็อยากจะทราบความเป็นไปของกิจการตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นจำนวณลูกค้า รายรับ รายจ่าย จำนวนการจองห้องพัก และคอมเม้นท์ของลูกค้าที่พูดถึงการให้บริการของกิจการคุณ มาถึงตรงนี้คุณจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า ไม่ว่าคุณเป็นโรงแรมขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ คุณต้องการระบบจ้ดการโรงแรม ที่จะช่วยให้คุณสามารถบริหารโรงแรม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มรายได้ให้กับคุณ

ระบบบริหารจัดการโรงแรมที่ดี จะมีการออกแบบขั้นตอนการทำงานให้กับคุณ ซึ่งพนักงานแต่ละส่งนของคุณจะทำงานเป็นขั้นเป็นตอนตามระบบที่ออกแบบไว้ ซึ่งนอกจากระบบที่วางไว้จะช่วยลดความผิดพลาดแล้ว คุณยังสามารถมั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนการทำงานของทั้งระบบจะผสานกันได้อย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้ โดยรวมถึงฟังค์ชั่นดังต่อไปนี้

1. ระบบการบริหารงานส่วนหน้า (Front Office Management)

  • Fast registration, check-in, guest services, account processing and check-out
  • Detailed City Ledger with pit check and collections control
  • Forex buying and selling and barter trading
  • Housekeeping
  • Staff points system with schedules and extensive room status allocations
  • Amenities budgeting and dispensing control

2. ระบบการจองห้องพัก (Reservations Management)

  • Content rich colour coded availability view grid
  • Fast, FIT, TA and TO group bookings process
  • Source of business and channel tracking
  • Rule based waiting list management
  • Real time web reservations direct from your web-page

3. ระบบการจองจากส่วนกลาง (Central Reservations Office)

  • Multiple properties availability view grid
  • Data synchronized near real time to all property servers
  • Rule based mass cancellation process
  • Seamless web interface to OTA & channel managers

4. ระบบแม่บ้าน (House Keeping)

  • Staff points system with schedules and extensive room status allocations
  • Amenities budgeting and dispensing control

5. ระบบบริหารจัดการอสังหาฯและการตั้งราคา (Property & Rates Management)

  • Property inventory management with dynamic, rack and special rates
  • Booking and event package management
  • AHLA budgeting and financial reports

ระบบ Hotel Management Software ที่ดีจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักได้อย่างราบรื่น (SEAMLESS INTEGRATION) เช่น ระบบ ERP ดังต่อไปนี้

  • CLUBmanager membership and loyalty administration, recreational activities and wellness management
  • PHONEmanager telephone call and billing management
  • FAXmanager facsimile transmission and receiving with scheduling and status management
  • INNsync data synchroniser linking offices across geographic boundaries
  • CIMSOweb on-line customer profile management and activity scheduling
  • Restaurateur food and beverage (F&B) points of sale
  • SHOPkeeper retail points of sale for shops and superettes
  • GOLFmanager T-bookings, green fees and competition scoring
  • SPAscheduler SPA and wellness management
  • INNkeeper lodging reservations, room rates, front office and City Ledger management and control system

To contact CiMSO Sales Team by phone, please call +66-2392-4186 or email at cimso@aecenlist.com

เลือกมหาวิทยาลัยในอเมริกาอย่างไรให้แฮปปี้

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ประเทศอเมริกาเป็นอีกหนึงประเทศที่ใครๆก็ฝันจะไปเรียนต่อ ไม่ว่าจะเป็นระดับ High School, ปริญญาตรี, ปริญญาโท, ปริญญาเอกหรือแม้แต่ไปทำ Post Doctoral Research แต่จะไปที่ไหนดีเราถึงจะแฮปปี้ทั้งหารเรียนและสิ่งแวดล้อมกันล่ะ ถ้าเอาง่ายๆ แบบที่ไม่ต้องคิดมากเลยก็คงจะเลือกไป Boston, Harvard, Yale, MIT หรือ Stanford เพราะมีชื่อเสียงและรู้จักกันดี แต่เอาจริงๆ ในชีวิตจริงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การเลือกที่จะศึกษาต่อที่ไหนดีนั้นมีองค์ประกอบหลายด้านรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลการเรียน, ระดับภาษา, ค่าครองชีพ หรือแม้กระทั่งสิ่งแล้วล้อมในมหาวิทยาลัย อย่างตัวผู้เขียนเอง (ขอแทนว่า “พี่” ดูเด็กดีนะคะ) จะมีความสุขมากและผลการเรียนจะดีมาก หากว่าสิ่งแวดล้อมที่ไปเรียนนั้นตรงใจ

“ตรงใจ” ในที่นี้หมายถึง เป็นเมืองสงบ เหมาะกับการศึกษา สะอาด แต่ก็ไม่เงียบจนเกินไป เมืองที่ไป น่าจะมีร้านรวงเล็กๆให้ช็อปปิ้ง นั่งดื่มกาแฟ ชิลได้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ หรือสามารถเดินทางเข้าเมืองไปท่องเที่ยวได้ไม่ไกลนัก แค่นี้พี่ก็มีความสุขมาก พร้อมเรียนหนังสือได้ดีแล้วค่ะ แล้วของน้อง ๆ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ??

คนเราชอบสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน บางคนชอบเมือง บางคนชอบเงียบๆ ถ้าเราเรียนต่อที่ประเทศไทย เราก็คงเลือกได้ไม่อยก แต่ถ้าเราฝันจะไปเรียนต่อที่อเมริกาแล้วล่ะก็ การเลือกไปเรียนที่ใดที่นึงที่เราจะต้องใช้เวลา 2 – 4 ปีนั้น สำคัญมาก โดยปัจจัยที่สำคัญต่อการเลือกสถาบันศึกษาหรือมหาวิทยาลัย หลัก ๆ มีดังนี้

1. เป้าหมายของการศึกษาหรือเป้าหมายชีวิต

มหาวิทยาลัยที่ประเทศอมเริกามีมากมาย และมาตรฐานของมหาวิทยาลัยก็แตกต่างกันไปตามสาชาและหากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการจะประกอบอาชีพอะไร อนาคตจะทำอะไร เท่านี้ น้อง ๆ ก็จะสามารถเลือกมหาวิทยาลัยเหมาะสมกับตัวเองได้ แม้ว่ามหาวิทยาลัยนั้นจะไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเด่นดังที่สุด

2. สาขาและระดับที่เรียน

น้อง ๆ หลายคนมีเป้าหมายในชีวิตแล้ว ทำให้ทราบดีแล้วว่าจะเรียนคณะอะไร แต่ยังคงต้องพิจารณาถึงสาขาวิชาที่สนใจอีกด้วย เช่น ต้องการเรียนป.โท คณะกฎหมาย แต่ยังคงต้องคำนึงถึงสาขาด้วย เช่น สาขา International Commercial Law หรือสาขาอื่น ๆ เป็นต้น

3. ค่าเล่าเรียน

ค่าาเล่าเรียนก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ และอาจจะเป็นปัจจัยหลัก ปัจจัยแรกของใครหลาย ๆ คน  มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกานั้นเก็บค่าเล่าเรียนแพงกว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยมาก

สิ่งที่น่าสนใจคือ สำหรับน้อง ๆ ที่สนใจเรียน ป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ปัจจุบันมี College หลายแห่ง ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัย และเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับน้อง ๆ หลาย ๆ คน ซึ่งค่าเรียนที่ College ราคาถูกกว่ามหาวิทยาลัยมาก น้อง ๆ หลาย ๆ คนจึงเลือกเข้าเรียน A.S หรือ A.S ก่อน เป็นเวลา 2 ปี และ Transfer เข้าระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอเมริกาต่ออีก 2 ปี เท่านั้น ค่าเรียนทั้งหมด 4 ปีก็ลดลงถึง 30% เลยทีเดียว

>>ดูรายชื่อและเงื่อนไขการเข้าเรียน มหาวิทยาลัยในประเทศอเมริกา<<

นอกเหนือจากปัจจัยในการเลือกมหาวิทยาลัยข้างต้นแล้ว สถานที่เรียนก็สำคัญมาก (Location) หากน้องมีโอกาส มีเวลา น้อง ๆ สามารถไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยล่วงหน้าก่อนที่จะสมัครเรียนได้ค่ะ วันนี้พี่จะแนะนำแพคเกจดี ๆ ที่จะทำให้น้องรู้จักมหาวิทยาลัยที่น้องสนใจ ก่อนเตรียมตัวสมัครเข้าเรียน แถมพาเที่ยวสถานที่สำคัญๆของเมืองอีกด้วย โดยพี่ ๆ จัดเป็นคอร์เรียนภาษา 2 – 3 สัปดาห์พร้อมกับการเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยชั้นนำ ใน 2 ที่คือ ซานฟรานซิสโก และ บอสตัน ดังนี้

1. ซานฟรานซิสโก – โปรแกรมเรียนภาษา, เยี่ยมชมซิลิคอน วัลเล่ย์ และมหาวิทยาลัย STUDY ENGLISH, EXPLORE SILICON VALLEY & VISIT PRESTIGIOUS UNIVERSITIES

*ค่าใช้จ่าย USD 2,390 (2 สัปดาห์) หรือ USD 3,380 (3 สัปดาห์)

รายละเอียดโปรแกรม

  • น้อง ๆ จะได้ฝึกภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย English skills on the campus of Notre Dame de Namur University จำนวน 2-3 สัปดาห์
  • เยี่ยมชมซิลิคอน วัลเล่ย์ (SILICON VALLEY VISITS)
    • Apple Campus Visit & Apple Store
    • Google Campus Visit
    • Facebook Picture Stop
  • เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย
    • Stanford University
    • UC Berkeley
  • กิจกรรมอื่น ๆ
    • San Francisco City Tour
    • Monterey Aquarium and Cannery Row
    • Tech Museum San Jose
    • Golden Gate Park San Francisco
    • Shopping- Palo Alto, San Mateo & San Francisco
    • BBQ at Twin Pines Park
    • Movies in Redwood City
    • Sports on NDNU Campus
    • Graduation Ceremony
  • *ค่าใช้จ่ายรวม
    • Arrival Airport Transfer
    • Application Fee
    • General English PT (18 lessons per week) or Exam Prep (TOEFL iBT Complete)
    • Accommodations
    • On-campus apartments: Twin room
    • Optional meal plans available
    • Silicon Valley visits
    • University campus tours
    • University workshop
    • Activities
    • A TALK staff member accompanying
    • Students on all university visits & activities
    • For groups of 12 students or more, one leader free of charge

2. บอสตัน – โปรแกรมเรียนภาษา, เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย STUDY ENGLISH & VISIT PRESTIGIOUS UNIVERSITIES

*ค่าใช้จ่าย USD 2,390 (2 สัปดาห์) หรือ USD 3,380 (3 สัปดาห์) หรือช่วงหน้าหนาว ราคา USD 1,850 (2 สัปดาห์) 

รายละเอียดโปรแกรม

  • น้อง ๆ จะได้ฝึกภาษาอังกฤษ จำนวน 2-3 สัปดาห์
  • เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย
    • Harvard University
    • MIT (Massachusetts Institute of Technology)
    • Yale University
    • Boston College
    • Boston University
    • Bunker Hill Community College
    • Northeastern University
  • กิจกรรมอื่น ๆ
    • Quincy Market
    • Freedom Trail
    • The State House
    • Museum of Science
    • New England Aquarium
    • Museum of Fine Arts
    • Prudential Center
    • Skywalk Observatory
    • Graduation Ceremony
  • *ค่าใช้จ่ายรวม
    • Arrival Airport Transfer
    • Application Fee
    • General English PT (18 lessons per week) or Exam Prep (TOEFL iBT Complete)
    • Accommodations
    • Homestay: Single room. Min. age 16 (Breakfast and dinner daily)
    • ESL Townhouse: Shared room. Min. age 18. Meals not included
    • University visits including campus tours and information sessions with admissions counselors
    • University workshops
    • Daily activities
    • A TALK staff member accompanying students on all university visits & activities
    • For groups of 12 students or more, one leader free of charge

ตัวอย่างแผนผังกิจกรรม

To contact Ascend Education Center by phone, please call +669-7203-8279 or email at lan@ascend-education.com

เฟซบุ๊คถูกสหภาพยุโรปปรับเงิน 4,000 ล้านบาท

สหภาพยุโรปสั่งปรับ เฟซบุ๊ก กว่า 4.2 พันล้านบาท ฐานแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้องเรื่องการซื้อกิจการ WhatsApp

หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันของสหภาพยุโรป หรือ EU สั่งปรับเงินเฟซบุ๊ก 110 ล้านยูโร หรือราว 4 พัน 270 ล้านบาท เมื่อวานนี้ กรณีให้ข้อมูลไม่ถูกต้องระหว่างการซื้อกิจการ WhatsApp ผู้ให้บริการรับส่งข้อความ เมื่อปี 2557

คณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งทำหน้าที่ดูแลด้านการแข่งขันในสหภาพยุโรป ระบุว่า เฟซบุ๊กไม่ได้เชื่อมบัญชีผู้ใช้ของเฟซบุ๊กกับ WhatsApp โดยอัตโนมัติ แต่อีก 2 ปีต่อมา กลับสามารถเชื่อมหมายเลขโทรศัพท์จาก WhatsApp กับบัญชีเฟซบุ๊กได้

คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า ตรวจสอบพบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับแถลงการณ์เรื่องการควบรวมกิจการของเฟซบุ๊กเมื่อปี 2557 เนื่องจากมีความเป็นไปได้ทางเทคนิคที่เฟซบุ๊กจะสามารถเชื่อมบัญชีผู้ใช้ของเฟซบุ๊กกับ “WhatsApp” โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ปี 2557 และพนักงานของเฟซบุ๊กก็ตระหนักถึงความเป็นไปได้นี้

เฟซบุ๊กระบุในแถลงการณ์ว่า เกิดความผิดพลาดขึ้นในเอกสารที่ยื่นเมื่อปี 2557 และทางคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการควบรวมกิจการ

อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าปรับจะไม่เป็นการยกเลิกคำตัดสินเดิมของคณะกรรมาธิการฯ ในเรื่องการเข้าซื้อกิจการ WhatsApp และไม่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนในประเด็นการคุ้มครองข้อมูล ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก MThai

To contact Jarrett Lloyd by phone, please call +66-2392-4187 or email at contact@jarrettlloyd.com